ตอกย้ำการเป็นนักเตะอันดับ 1 ของโลกอีกครั้ง สำหรับ Lionel Messi นักเตะชาวอาร์เจนติน่าของสโมสรเปแอสเชที่สามารถคว้ารางวัลบัลลงดอร์ได้อย่างยิ่งใหญ่เป็นสมัยที่ 7 เบียดเอาชนะ Robert Lewandowski กองหน้าชาวโปแลนด์ของสโมสรบาเยิร์น มิวนิค ตัวเต็งที่ใครหลายคนคาดว่าจะต้องได้รับรางวัลในปีนี้ รวมไปถึง Messi ยังเอาชนะคู่แข่งตลอดกาลอย่าง Cristiano Ronaldo ไปได้ด้วยเช่นกัน สิ่งที่ทำให้ Messi ได้รับคะแนนโหวตจนเข้าวินมาจากการพาทีมชาติอาร์เจนติน่าคว้าแชมป์โคปา อเมริกาได้นั่นเอง อีกทั้ง Messi ยังได้ตำแหน่งดาวซัลโว 4 ประตู และทำได้อีก 5 แอสซิสต์ ในทัวร์นาเมนต์ดังกล่าว และยังพาสโมสรเก่าบาร์เซโลน่าคว้าแชมป์โคปา เดล เรย์ มาครองได้ในฤดูกาลที่แล้ว รวมไปถึงยังสามารถยิงได้ 38 ประตูกับ 14 แอสซิสต์ จากการลงสนามในทุก ๆ รายการ ในส่วนของ Robert Lewandowski นับว่าโชคร้ายสุด ๆ เพราะในฤดูกาล 2019/2020 เขาสามารถพาทีมคว้าแชมป์ได้ถึง 6 รายการ
กระแสข่าวแรงมาก สำหรับ ราล์ฟ รังนิก ที่ปัจจุบันดำรงตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายกีฬาและพัฒนาของ โลโคโมทีฟ มอสโคว ทีมดังจากประเทศรัสเซีย ที่ ณ ตอนนี้มีหลายแหล่งข่าวฟันธงว่าเจ้าตัวตกลงเข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการทีมชั่วคราวให้กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จนถึงสิ้นฤดูกาล พร้อมกับรับตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาของสโมสรหลังจบฤดูกาล รังนิก สร้างชื่อของตัวเองมากที่สุดในตอนที่คุมทีมแอร์เบ ไลป์ซิก ถึงแม้ว่าตัวผู้เล่นจะไม่ได้มีชื่อเสียงระดับเวิร์ลคลาส แต่ด้วยแทคติกอันเฉียบคมทำให้ไลป์ซิกก้าวขึ้นมาเป็นทีมชั้นนำของบุนเดสลีกา แถมยังวางรากฐานที่สำคัญไว้ให้กับทีมอีกด้วย นอกจากนั้นรังนิกยังเคยพาชาลเก้ 04 คว้าแชมป์เดเอฟเบ โพลคา เมื่อฤดูกาล 2010-2011 มาแล้วด้วยเช่นกัน รังนิกเองก็ได้รับการยอมรับและยกย่องฝีมือการคุมทีมและบริหารทีมจากวงการฟุตบอลเป็นอย่างมาก แล้วอะไรคือจุดเด่นแทคติกของรังนิกที่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงแนวการเล่นของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่แม้แต่ Jurgen Klopp ยังต้องเอ่ยปากว่า การมาของ Ralf Rangnick เป็นข่าวร้ายสำหรับทีมคู่แข่ง เรามาทำความรู้จักไปพร้อม ๆ กันครับ เจ้าพ่อแห่งการเพรสซิ่งหนักมาก จุดเด่นของรังนิกคือการ Counter Pressing ที่เต็มไปด้วยคุณภาพและหวังผลได้ ทันทีที่เสียบอลในแดนของคู่ต่อสู้ ลูกทีมของเขาตั้งแต่แนวรุกจนถึงแนวรับจะขยับไล่บีบให้คู่ต่อสู้เข้ามาอยู่ในนวงล้อมสี่เหลี่ยมโดยไม่ทันตั้งตัว แนวรับจะดันสูงขึ้นมาจนเกือบถึงบริเวณครึ่งสนาม หลังจากนั้นก็จะหาจังหวะดักแย่งบอลกลับคืนมาให้ไวที่สุด แทคติกที่ใช้นี้เป็นที่นิยมของฟุตบอลเยอรมันสมัยใหม่ที่รู้จักกันในชื่อ “Gegenpressing” ซึ่ง เยอร์เกน คลอปป์,
“และแล้วก็ถึงเวลา และแล้วเธอก็ต้องไป” ท่อนร้องจากเพลง “เกิดมาแค่รักกัน” ของวง Big Ass ดังขึ้นมาในหัวทันทีหลังจากที่ทราบข่าวการถูกปลดออกจากตำแหน่งกุนซือทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดของโอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ เป็นการเซ่นผลงานอันย่ำแย่อย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่เปิดฤดูกาลมา 12 นัด แพ้ไปถึง 5 นัด ซึ่งฟางเส้นสุดท้ายของบอร์ดบริหารเกิดขึ้นในนัดที่แพ้วัตฟอร์ดไป 4-1 จริงอยู่ที่บรรดาแฟนบอลปีศาจแดงต่างต้องการให้โซลชาร์ลงจากตำแหน่งมาซักพักแล้ว แต่พอจากไปจริง ๆ กลับรู้สึกใจหายอย่างบอกไม่ถูก ซึ่งมันอาจจะมาจากทั้งความรักและความผูกพันตั้งแต่สมัยที่โซลชาร์ยังเป็นนักเตะในฐานะตำนานของสโมสรกับบทบาทซุปเปอร์ซับฉายา “เพชรฆาตหน้าทารก” เป็นนักเตะที่ไม่เคยปริปากบ่นแม้จะลงเล่นในตำแหน่งตัวสำรองเป็นประจำก็ตาม แต่ลงมาทีไรก็สามารถสร้างสถานการณ์ที่ช่วยให้ปีศาจแดงกลับมาได้เปรียบอยู่เสมอ ในเมื่อโซลชาร์จากไปแล้ว ความขุ่นเคืองในใจของแฟนบอลก็ค่อย ๆ ลดลงตามไปด้วย และเพื่อเป็นการให้เกียรติความจงรักภักดีและความทุ่มเทของโซลชาร์ เราขอพาย้อนความทรงจำอันสวยงามกับ 5 แมตช์ยอดเยี่ยมของแมนยูไนเต็ดในยุคโซลชาร์ คาร์ดิฟ ซิตี้ 1-5 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2018/2019 : วันที่ 23 ธันวาคม 2018) หลังจากที่โชเซ่ มูริญโญ่ ถูกปลดจากตำแหน่ง โซลชาร์ก็เข้ามารับหน้าที่ต่อในฐานะผู้จัดการทีมชั่วคราว และสามารถสร้างความประทับใจให้แฟนบอลได้ทันทีด้วยการบุกไปประเทศเวลส์ถล่มคาร์ดิฟ ซิตี้
ช่วงเวลานี้คงไม่มีข่าวไหนสะเทือนใจและช็อคใจเท่ากับเหตุการณ์การเหยียบกันตายในงานเทศกาลดนตรี Astroworld Festival ในช่วงเวลาที่ Travis Scott กำลังโชว์อย่างเมามันส์ จนนำไปสู่การเสียชีวิตถึง 10 ราย และบาดเจ็บไปอีกเป็นจำนวนมาก สังเวยความหละหลวมของทีมงานและนำไปสู่การสอบสวน และทำให้ Travis Scott ตกเป็นจำเลยของสังคมในทันที แต่เหตุการณ์นี้ ไม่ใช่คอนเสิร์ตครั้งแรกที่เกิดโศกนาฏกรรมอันแสนโหดร้าย เรามาย้อนดูกันว่า เกิดเหตุสลดอะไรบ้างที่ทำให้งานคอนเสิร์ตกลายเป็นฝันร้ายเพียงชั่วข้ามคืน เรามาไล่ระดับจากการเสียชีวิตหลักสิบสู่หลักร้อยว่าสาเหตุสำคัญของโศกนาฏกรรมเหล่านั้นเกิดขึ้นจากอะไร 10. Roskilde Festival June 30, 2000 — Roskilde, Denmark ผู้เสียชีวิต: 9 ราย สาเหตุ: เหยียบกันตาย ความเมามันในเทศกาลดนตรีชื่อดังของประเทศเดนมาร์ค Roskilde Festival กลับกลายเป็นช่วงเวลาสุดท้ายของผู้ชมทั้ง 9 คน หลังจากที่วงเฮดไลน์อย่าง Lou Reed, Iron Maiden และ Oasis ได้เล่นเสร็จสิ้นไปแล้ว ก็ถึงเวลาของราชากรันจ์ในตำนานอย่าง Pearl Jam ขึ้นวาดลวดลายบนเวที Orange Stage
ในช่วงเวลานี้ วงการหนังคงไม่มีอะไรคึกคักเท่ากับหนังไทย “ร่างทรง” ที่สร้างความหลอนจนทำรายได้และสร้างกระแสทั้งในจอและนอกจอ แม้กระทั่งมีหนังที่หลุดในโลกออนไลน์ แต่ก็ไม่ได้ลดทอนกระแสของหนังเรื่องนี้ให้จืดจางลงได้เลย ซ้ำยังมีผู้ที่พร้อมไปพิสูจน์ความหลอนด้วยตาตัวเองในโรงอย่างแน่นขนัด แต่ท่ามกลางความสำเร็จระดับโลกนั้น ก็แลกด้วยข้อถกเถียงกันอย่างมากมาย โดยเฉพาะรูปแบบที่หนังพยายามนำเสนอในรูปแบบหนังสารคดี จนส่งผลให้ผลลัพธ์ออกมาเป็น “หนังเสียงแตก” อย่างชัดเจน คือถ้าชอบจะชอบมาก แต่ถ้าไม่ชอบก็พาลเกลียดไปเลย โดยเฉพาะการถ่ายทำในรูปแบบของสารคดีนั้น แม้จะไม่ใช่สิ่งใหม่ในโลกภาพยนตร์ แต่ก็นับได้ว่าเป็นสิ่งที่แปลกใหม่สำหรับหนังไทย เราจึงชวนคุณมาทำความรู้จักกับหนังแนวนี้ มาดูกันว่าทำไมนักสร้างหนังหลายคนถึงเลือกที่จะทำในแนวทาง Mockumentary และคำ ๆ นี้แปลว่าอะไรกันแน่ Mockumentary ความไม่จริง สะท้อนความจริงอย่างชัดแจ้ง หนังสารคดี หรือ Documentary นั้น มักถูกใช้สะท้อนภาพความจริง เพื่อบอกเล่าเรื่องราวของเหตุการณ์หรือบุคคลนั้น ๆ เพื่อใช้โน้มน้าวหรือสร้างความน่าเชื่อถือ ผ่านหลักฐานไม่ว่าจะเป็นภาพเหตุการณ์ที่ถูกบันทึกได้ หรือการบอกเล่าจากปากผู้ประสบเหตุนั้นมา สารคดีส่วนใหญ่จึงทำหน้าที่เป็นกระจกสะท้อนที่มุ่งหวังหรือตั้งคำถามต่อสิ่ง ๆ นั้นโดยใช้ “ความจริง” เพื่อเป็นสิ่งประจักษ์แก่ผู้รับสาสน์ ในขณะเดียวกัน ยาขมของ Documentary ก็ทำให้คนบางคนรู้สึกเบื่อ เมื่อภาพจริงในบางครั้งก็ไม่อาจนำพาอารมณ์ให้ตื่นเต้นจนคนคล้อยตามได้ หนังสารคดีบางส่วนจึงจำต้องสร้างฉากบางฉาก ซีนบางซีน เพื่อสอดรับกับสิ่งที่นำเสนอ เช่นการสัมภาษณ์ของผู้ให้สัมภาษณ์อาจจะน่าเบื่อจนเกินไป หรือบางเหตุการณ์ที่กล้องจับภาพไม่ทัน การใส่สีสันไม่ว่าจะเป็นภาพที่ถ่ายใหม่เพื่อจำลองเหตุการณ์จริงที่กล้องไม่ทันได้ถ่าย เพื่อทำให้เหตุการณ์นั้น ๆ
นักเตะที่เก่งกาจ อาจจะไม่ใช่ผู้จัดการทีมที่เก่งกาจข้างสนาม คำพูดเหล่านี้เป็นคำพูดที่ไม่เกินเลยความจริง มีนักเตะระดับตำนานหลาย ๆ คนที่ล้มเหลวไม่เป็นท่ากับตำแหน่งนี้ แต่ก็มีไม่น้อยที่ก้าวข้ามขีดจำกัดด้วยสมองอันปราดเปรื่องจนสามารถประสบความสำเร็จในตำแหน่งผู้จัดการทีมได้ หนึ่งในนั้นคือ “อันโตนิโอ คอนเต้” แม้จะประสบความสำเร็จในฐานะนักเตะกับทีมยูเวนตุสอย่างยิ่งใหญ่ พาทีมกวาดแชมป์ได้ถึง 14 รายการตลอดระยะเวลาที่รับใช้ทีมม้าลาย 13 ปีเต็ม ๆ แต่เส้นทางการเป็นผู้จัดการทีมของคอนเต้กลับไม่ง่ายขนาดนั้น เพราะมันเลวร้ายย่ำแย่ถึงขนาดทำทีมตกชั้นก็เคยมาแล้ว แต่ทุกอุปสรรคทุกย่างก้าว ล้วนเป็นประสบการณ์ให้คอนเต้ได้ขัดเกลาฝีมือของตัวเองให้กลายมาเป็นผู้จัดการทีมที่ยิ่งใหญ่ในโลกของฟุตบอล ล้มเหลวตั้งแต่เริ่มต้น คอนเต้ได้รับโอกาสชิมลางในการเป็นผู้จัดการทีมด้วยตำแหน่งผู้ช่วยกับทีมเซียน่าในฤดูกาล 2005-2006 ซึ่งเขาทำงานร่วมกับ ลุยจิ ดิ คานิโอ ที่เป็นเฮดโค้ช ณ เวลานั้น แต่การเลื่อนขั้นขึ้นมาเป็นผู้จัดการทีมของคอนเต้กลับมาไวเกินคาด ในเดือนกรกฎาคมปี 2006 เขาได้รับโอกาสคุมทีมอเรซโซ่ ในซีเรียบี แต่การเริ่มต้นกลับต้องเจอความล้มเหลวอย่างรวดเร็วเช่นกัน เขาใช้เวลาคุมทีมเพียงแค่ 3 เดือนอก็ถูกไล่ออกจากผลงานทำทีมชนะได้เพียง 1 นัดจาก 12 เกมส์ แม้สุดท้าย อเรซโซ่ จะตัดสินใจดึงคอนเต้กลับมาคุมทีมอีกครั้งเพื่อกู้วิกฤติหนีตายจากโซนตกชั้น แต่เรื่องจริงก็ไม่เหมือนนิยาย เพราะคอนเต้ทำภารกิจไม่สำเร็จ ทีมของเขาต้องหล่นไปสู่ซีเรียซี 1 (ระดับดิวิชั่น 3) นับเป็นการเริ่มต้นที่น่าวิตกกังวลมากเลยทีเดียว ความสำเร็จแรกในฐานะผู้จัดการทีม
ในยุคสมัยที่ความทันสมัยและความคมชัดของการดูหนังเป็นเรื่องที่แสนสะดวกสบายเพียงปลายนิ้วสัมผัส ไม่ว่าจะเป็นการดูหนังผ่านสตริมมิงชื่อดังอย่าง Netflix ที่มีความคมชัดระดับ 4K แต่คนกลุ่มหนึ่งกำลังกำลังถวิลหาความสุขผ่านการเสพภาพยนตร์จากม้วนวีดีโอเทป สื่อในอดีตที่คมชัดเพียงระดับหนึ่ง แถมมีความยุ่งยากพอสมควรทั้งในการค้นหาซีนเวลาที่ต้องการ การดูแลรักษาไม่ให้เนื้อเทปเสียหาย รวมถึงฮาร์ดแวร์ที่หาได้ยากยิ่ง แต่เพราะอะไรหลายคนกลับคิดถึง Home Entertainment ชิ้นนี้ และชุมชนคนดูหนังในแบบจับต้องได้กำลังค่อย ๆ ขยับขยายเพิ่มขึ้นทั้งคนเกิดทัน และในหมู่คนรุ่นใหม่ มาทำความรู้จักกลุ่มๆนี้ Free Blockbuster ตู้ปันสุขสำหรับคนที่ชอบเสพย์ความบันเทิงในแบบ Old School VHS สื่อบันเทิงทันสมัยในยุคเทคโนโลยีค่อยๆเบ่งบาน ในช่วงกลางทศวรรษที่ 1970s โลกเริ่มทันสมัยรุดหน้าไปเรื่อยๆ สื่อบันเทิงก็เช่นกัน มีความพยายามที่จะทำสื่อพกพาเพื่อความสะดวกสบายและเม็ดเงินที่จะสะพัดตามมา โดยเฉพาะสื่อภาพยนตร์ หลังจากที่สื่อโทรทัศน์เริ่มแพร่หลาย และมีคนคิดค้นฟิล์ม Super 8 ขนาด 8 มิลลิเมตรเพื่อชมกันในครัวเรือนในยุค 60s แต่มันก็เทอะทะและยังเป็นเครื่องเล่นที่ราคาสูงจนเกินไป บริษัทญี่ปุ่นสองแห่ง Sony และ JVC ได้คิดค้น VCR (Video Cassette Recorders) เพื่อรองรับความสะดวกสบายทั้งการบันทึกภาพและการดู โดยทั้ง 2 บริษัทต่างพยายามกันแข่งกันค้นคว้าและทดลอง จนในที่สุด
ยังคงเป็นกระแสที่ Hype ไม่เลิก สำหรับซีรีส์ที่จุดกระแสมากมายในระดับที่คนทั้งโลกต้องดู สำหรับ Squid Game ซีรีส์สุดฮิตสัญชาติเกาหลี ที่พาให้ Netflix กลับไปขึ้นแท่นสตรีมมิ่งอันดับ 1 ของโลกไปได้อย่างขาดลอย พร้อมทั้งแจ้งเกิดนักแสดงและทีมงานทุกคน สร้างเม็ดเงินให้กับอุตสาหกรรมบันเทิงเกาหลี จนกลายเป็น Soft Power ที่ยิ่งใหญ่ รวมไปถึงการสร้าง Pop Culture ที่ Hype ทั้งแฟชั่นชุดวอร์มสีเขียวติดเบอร์ รองเท้า Vans สีขาว ไปจนถึงชุดยูนิฟอร์มของผู้คุมในซีรีส์ที่กระหึ่มงานเทศกาลฮาโลวีนทั่วโลกแน่ๆ แม้ว่าซีรีส์จะปล่อยใน Netflix มานานพอสมควรแล้ว แต่กระแสยังไม่มีทีท่าว่าจะแผ่วเลย เหล้าเก่าในขวดใหม่ ใส่ประเด็นสังคมเข้มข้น Squid Game ซีรีส์สุดฮิตระดับ Mega Trend ที่ทำให้ Korean Wave หรือ Hallyu กลับมาเป็นกระแสทั่วโลกอีกครั้ง หลังจาก Parasite ทำให้วงการหนังเป็นที่พูดถึงในฐานะหนังภาษาต่างประเทศ 100% เรื่องแรกที่สามารถคว้ารางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และ BTS สามารถนำ K-Pop
ต้องยอมรับว่าวงการฟุตบอลญี่ปุ่นพัฒนาแบบก้าวกระโดดมาก การเข้ารอบสุดท้ายฟุตบอลโลกกลายเป็นเรื่องปกติสำหรับชาวนิปปอนไปแล้ว มีการส่งออกนักเตะไปอยู่กับลีกชั้นนำของยุโรปมากมายตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็น คาซูโยชิ มิอูระ (คิงคาซู), ฮิเดโตชิ นากาตะ, ชินอิจิ โอโนะ, ชุนซูเกะ นากามูระ, ชินจิ คากาวะ และล่าสุดกับเคียวโกะ ฟุรุฮาชิ ที่ตัดสินใจก้าวเดินออกจากเจลีกมาลุยดินแดนวิสกี้ สกอตติช พรีเมียร์ลีก ฟุรุฮาชิ เล่นในตำแหน่งกองหน้ากึ่งปีก เฉิดฉายฝีเท้ากับทีมวิสเซล โกเบ อยู่ถึง 4 ปีเต็ม ๆ นับตั้งแต่ปี 2018 จนถึงปี 2021 สั่งสมประสบการณ์ทั้งการเล่นในสนาม รวมไปถึงเพื่อนร่วมทีมระดับเวิร์ลคลาส อย่าง อันเดรียส อิเนียสต้า อดีตกองกลางระดับเทพจากบาร์เซโลน่า, ลูคัส โพโดลสกี้ อดีตกองหน้าทีมชาติเยอรมนี, โธมัส แฟร์มาเลน อดีตกลองหลังทีมอาร์เซนอลและบาร์เซโลน่า รวมไปถึง ธีราธร บุญาทัน แบ็คซ้ายตัวเก่งทีมชาติไทย สไตล์ของฟุรุฮาชิ น่าตื่นตาตื่นใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความเร็ว การสปรินต์ของเขาสามารถฉีกแนวรับคู่แข่งได้เป็นประจำ, การจับบอลที่ดูเนียนตา, การหาพื้นที่จบสกอร์ที่เฉียบคมและเยือกเย็น สามารถทำได้ดีทั้งในและนอกกรอบเขตโทษ
ดูเหมือนว่าชะตาของโอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ ผู้จัดการทีมเก้าอี้ร้อนของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จะยังคงยืดออกไปอีกเล็กน้อย หลังผลงานการเอาชนะ Tottenham Hotspur ในนัดสำคัญไปถึง 3-0 นัดวัดใจว่า Ole จะได้ไปต่อหรือพอแค่นี้ แต่แม้จะผ่านมาได้หนึ่งนัด ก็ยังคงอยู่ในความเสี่ยงหากมีการแพ้ต่อเนื่องเกิดขึ้นให้แฟนบอลและสโมสรต้องผิดหวังอีก ด้วยเหตุนี้สื่อหลาย ๆ เจ้าจึงหันไปจับประเด็นเกี่ยวกับว่าใครจะมารับเผือกร้อนต่อจากกุนซือชาวนอร์เวย์ และนี่คือรายชื่อผู้จัดการทีมทั้ง 5 คนที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ควรหามางานงานต่อจากโซลชาร์ 1. อันโตนิโอ คอนเต้ กุนซือชาวอิตาเลียนผู้นี้มีความเป็นไปได้มากที่สุด เนื่องจากคอนเต้ยังคงว่างงานและมีโปรไฟล์การทำทีมที่ยอดเยี่ยม การันตีถ้วยแชมป์ลีกมามากมายทั้งจากยูเวนตุส, อินเตอร์ มิลาน และเชลซี คอนเต้มีรูปแบบแผนการเล่นที่ชัดเจนโดยเฉพาะ 3-5-2 ที่เหมือนเป็นสูตรประจำตัวไปแล้ว นอกจากนั้นกระแสข่าวยังโหมมาทางคอนเต้ค่อนข้างแรงเลยทีเดียว อย่างไรก็ตามความน่ากังวลใจที่สุดคือเรื่องการมีปัญหากับนักเตะภายในทีม รวมถึงปัญหากับบอร์ดบริหารที่เข้ามาล่วงเกินงานของเขา แต่เรื่องดังกล่าวดูจะเป็นเรื่องเล็กไปเลยหากแลกกับการได้กลับมาเป็นแชมป์ในพรีเมียร์ลีกอีกครั้ง แถมคอนเต้จะยังได้กลับมาร่วมงานกับปอล ป็อกบา อีกครั้ง 2. ซีเนดีน ซีดาน ความสำเร็จกับเรอัล มาดริด โดยเฉพาะถ้วยยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก, บารมีของนักเตะเวิร์ลคลาสระดับตำนาน, ความเห็นอกเห็นใจและเข้าใจความรู้สึกนักเตะ ทุกสิ่งที่เหมาะเจาะและดูเพอร์เฟคที่จะมาเป็นผู้จัดการทีมคนใหม่ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด


