มันต้องมีสักครั้ง ที่เราเดินเข้าไปดูงานจัด Gallery Art แนว Abstract แล้วซึมซับสุนทรียภาพข้างหน้าพร้อมความรู้สึกสงสัยว่า “เฮ้ย ! ทำไมงานนี้เป็นงานดังระดับโลกวะ?” หรือรู้สึก “เข้าไม่ถึงความงามระดับสากล” ที่หลายคนชื่นชม ความสงสัยนี้ถูกเก็บงำมานับศตวรรษ การประเมินค่าความงามที่ไม่อาจตีความให้เห็นเป็นรูปธรรมได้ เพราะ “ความสวย” เป็นเรื่องส่วนบุคคล แต่เรื่องทั้งหมดนี้ได้รับการอธิบายด้วยผลวิจัยล่าสุดจาก Columbia Business School ว่า ทั้งความเก่งกาจและความครีเอทีฟเป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งที่สร้างชื่อเสียงอันโด่งดังให้ศิลปิน เพราะปัจจัยที่ช่วยเป็นป๋าดันพวกเขาโด่งดังมันมาจาก “CONNECTION” ต่างหาก Connection กับแวดวงศิลปะ แม้คอนเนคชั่นฟังแล้วอาจจะดูเป็นเรื่องของธุรกิจมากกว่าศิลปะ แต่การศึกษาวิจัยเรื่อง Fame as an Illusion of Creativity: Evidence from the Pioneers of Abstract Art หยิบ “ชื่อเสียงและความสำเร็จ” แบบนามธรรมในวงการศิลปะ มากางและวิเคราะห์จนพบต้นตอของชื่อเสียงเหล่านั้นว่า นอกจากความเก่งแล้ว สิ่งที่ดันให้พวกเขาโดดเด่นขึ้นมาเหนือศิลปินคนอื่น ๆ คือกลุ่มคนที่พวกเขาคบหา การวิจัยครั้งนี้ใช้ชื่อศิลปินสาย Abstract ที่อยู่ในยุค
การเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้ ถือเป็นเรื่องชวนให้หัวใจผู้ชายอย่างเราเต้นแรงในหลากหลายเหตุผล บางหัวใจเต้นแรงเพราะนี่คือการเลือกตั้งครั้งแรกในชีวิต บางหัวใจเต้นแรงเพราะเป็นการเลือกตั้งครั้งแรกในรอบ 5 ปี ในขณะที่บางหัวใจก็เต้นแรงเพราะสมรภูมิการเมืองครั้งนี้มีเรื่องชวนให้ขบคิดและน่าสนใจกว่าหลาย ๆ ครั้งที่ผ่านมา “คนรุ่นใหม่” คืออีกกุญแจสำคัญที่ทำให้หัวใจผู้ชายหลายคนเต้นแรง การเลือกตั้งครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่วิธีคิดเดิม ๆ ว่ามีแต่คนมีอายุเท่านั้นที่จะทำงานการเมืองได้ถูกปัดตกไป เพราะพรรคการเมืองหลายพรรคเลือกชูคนรุ่นใหม่มาเป็นอีกทางเลือกในสนามการเมืองครั้งนี้ “ไอติม-พริษฐ์ วัชรสินธุ” เองก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ถ้าพูดถึงการเมืองกับคนรุ่นใหม่แล้ว คงขาดเขาไปไม่ได้ บางคนจดจำเขาในฐานะชายหนุ่มที่มีศักยภาพพร้อมทำงานการเมืองเต็มเปี่ยม บางคนนึกถึงเขาในฐานะคนหนุ่มฐานะดี การศึกษาพร้อม แต่สมัครใจเป็นทหารเกณฑ์ และไม่ว่าจะพยายามหนีอย่างไรก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่าบางคนเห็นเขาเป็นหลายชายหนุ่มรูปหล่อของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ การเป็นลูกหลานคนดัง บางคนมองเห็นเป็นบันได ถีบไต่ตัวเองขึ้นสูงกว่าเดิมได้ แต่บางคนก็เห็นเป็นหลุมพราง ล่อลวงให้คนที่ยังไม่ทันรู้จักเขาดีตกไปในหลุมแห่งความชอบหรือไม่ชอบได้ ไอติม-พริษฐ์ วัชรสินธุ เป็นอย่างหลัง ก่อนที่คุณจะตัดสินเขาจากหน้าตาหรือการเป็นหลานชายของใคร UNLOCKMEN อยากชวนมารู้จักตัวตนของเขาไปพร้อม ๆ กัน หลังจากบทสนทนานี้จบลงแล้ว ค่อยตัดสินเขาก็ยังไม่สาย แต่ที่แน่ ๆ ผู้ก่อตั้งกลุ่ม New Dem และผู้สมัคร ส.ส.กรุงเทพฯ เขตบางกะปิ – วังทองหลาง (แขวงพลับพลา) คนนี้ประกาศชัดเจนว่า “สำหรับผมแล้วผมต้องการพิสูจน์ สิ่งที่ผมเคยทำมาได้ ไม่ได้เป็นเพราะผมเป็นลูกหลานใครและผมจะมุ่งมั่นต่อไป” มาพิสูจน์ตัวตนและทัศนคติของเขา ผ่านบทสนทนานี้ไปพร้อม ๆ กัน … ตั้งแต่ตัดสินใจทำงานการเมือง ไลฟ์สไตล์การแบ่งเวลา
เรื่องราวเร้นลับชวนขนหัวลุกสุดคลาสสิกจากทั้งวงการวรรณกรรมและภาพยนตร์ อย่าง Dracula ถูกนำมาสร้างในเวอร์ชั่นจอแก้วและจอเงินหลายต่อหลายครั้ง รวมทั้งหนังสือเองที่ได้รับการตีพิมพ์แบบนับไม่ถ้วน ด้วยเนื้อเรื่องสุดคลาสสิกที่ใคร ๆ ต่างรู้จักตำนานผีดูดเลือดแห่ง Transylvania จึงทำให้ทุกเวอร์ชั่นเข้าถึงผู้บริโภคได้อย่างง่ายดาย แต่สำหรับวงการภาพยนตร์ เรื่องราวผีดูดเลือดของท่าน Count Dracula จะให้นับว่าเวอร์ชั่นไหนที่เป็นตำนานที่สุด ทุกเสียงคงชี้ไปในทิศทางเดียวกันที่ Bram Stoker’s Dracula (1992) ฝีมือการกำกับของ Francis Ford Coppola ที่ได้รับกระแสตอบรับในแง่บวกอย่างล้นหลาม ไม่ใช่แค่ยุคนั้น แต่ยังคงขึ้นชื่อมาจนถึงทุกวันนี้ มาแกะรอยความคลาสสิกของที่ทำให้เรื่องนี้กลายเป็นตำนานของฝั่ง Horror ในวงการจอเงิน รวมทั้งอิทธิพลของเรื่องนี้ที่ส่งต่อมาถึงภาพยนตร์สยองขวัญรุ่นหลัง Dracula จากปลายปากกาของ Bram Stoker ชื่อของ Bram Stoker ที่ปรากฎอยู่บนชื่อภาพยนตร์อย่างเป็นทางการเนี่ย เป็นชื่อของนักเขียนชาวไอริช เจ้าของผลงานนวนิยายเรื่อง Dracula เรื่องราวของแวมไพร์ในปราสาทที่เรารู้จักในชื่อ Count Dracula ตัวละครเรื่องนี้ได้รับแรงบันดาลใจจาก Vlad Țepeș ผู้ปกครองเมือง Transylvania ที่เป็นฉากหลังในเรื่องนั่นเอง ซึ่งเนื้อเรื่องก็เป็นอย่างในภาพยนตร์ที่เราได้ดูกันนั่นแหละ สรุปง่าย ๆ ก็คือ Francis Ford Coppola ทำภาพยนตร์สยองขวัญโดยการหยิบเอาเรื่องของท่าน Count Dracula จากต้นเนื้อเรื่องฉบับเวอร์ชั่นนิยายของ Bram Stoker มาถ่ายทอดสู่จอเงิน เนื่องจากใช้เนื้อเรื่องเดียวกันแทบทั้งหมด
อาจสร้างความผิดหวังให้กับหนุ่ม ๆ ที่เป็นแฟนของค่าย Swoosh ได้ไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะสาวกชาว Air Max เมื่อทางสปอร์ตแบรนด์ยักษ์ใหญ่ออกมาประกาศกร้าวว่า Air Max Day ของพวกเขาในปีนี้ จะไม่มีการเปิดตัวรองเท้าใหม่เพื่อแสวงหาผลกำไร แต่จะใช้เป็นโอกาสพิเศษเพื่อเปิดตัวโปรเจกต์เพื่อตอบแทนชุมชน การเดินทางของรองเท้าตระกูล Air Max เริ่มต้นขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 26 มีนาคม ปี 1987 ซึ่งทาง NIKE ได้เปิดตัว Air Max 1 ออกมาให้เหล่าสนีกเกอร์ทั่วโลกได้รู้จัก จนกลายเป็นต้นกำเนิดความนิยมที่ทำให้เกิดรองเท้าสายการผลิต Air Max รุ่นต่าง ๆ ตามออกมาอีกจำนวนมาก ซึ่งแต่ละรุ่นก็ได้รับความนิยมมากน้อยแตกต่างกันไป แต่ก็สามารถพูดได้ว่าความไฮป์ของรองเท้าตระกูลดังกล่าวของ NIKE ทำให้เกิดอีเวนต์ประจำปีอย่าง Air Max Day ขึ้นมา Air Max Day จัดขึ้นเป็นครั้งแรกในปี 2014 หรือ 27 ปีหลังจากวันเปิดตัว Air Max 1 เป็นครั้งแรก ปีนั้น
เมื่อพูดถึงแบรนด์นาฬิกาไฮเอนด์คนไทยส่วนมากมักนึกถึง Patek Philippe หรือ Rolex ก่อนเสมอ หลายคนยังไม่ค่อยรู้จักแบรนด์นาฬิกาที่มีชื่อว่า Ulysse Nardin มากนัก แต่ตอนนี้แบรนด์ดังกล่าวปล่อยโมเดลรุ่นล่าสุดที่เรียกความสนใจจากเหล่าผู้ชื่นชอบนาฬิกาได้ไม่น้อย Ulysse Nardin (ยูลิส นาแด็ง) คือนาฬิกาที่มีเรื่องราวตั้งแต่ปี 1846 เริ่มต้นจากการผลิตนาฬิกาเดินเรือรุ่นแรกชื่อ Deck Marine Chronometer จากนั้นสร้างชื่อเสียงโด่งดังยิ่งขึ้นในรุ่น Trilogy ซึ่ง Guinness world record บันทึกไว้ว่าเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่จำลองความซับซ้อนของระบบสุริยะจักรวาลให้อยู่บนนาฬิกาข้อมือได้สำเร็จ จนกระทั่งปี 2001 Ulysse Nardin เปิดตัวนาฬิการุ่น Freak ที่กลายเป็นดาวเด่นของแวดวงนาฬิกา เพราะนาฬิกาจากคอลเลกชัน Freak ถูกยอมรับว่าเป็นนาฬิกาเรือนแรกของโลกที่ไม่มีเข็มบอกชั่วโมง ไม่มีเม็ดมะยม และไม่ต้องใช้น้ำมันการหล่อลื่นระบบกลไกภายใน ทำให้นิตยสารนาฬิกาชื่อดังของเยอรมนีอย่าง Chronos ยกย่องให้เป็นนาฬิกานวัตกรรมยอดเยี่ยมของยุค Ulysse Nardin ยังไม่หยุดแค่นั้น เพราะปีนี้พวกเขาเผยข้อมูลนาฬิการุ่นล่าสุดจากตระกูล Freak โดยใช้ชื่อว่า The NeXt มีคุณสมบัติชูโรงอย่าง NeXt flying oscillator ที่พัฒนาเทคโนโลยีร่วมกับบริษัทผลิตส่วนประกอบไมโครซิลิกอนชื่อดังของสวิตเซอร์แลนด์อย่าง
การซื้อรถยนต์สักคันสำหรับผู้ชายอย่างเรา อาจมีองค์ประกอบเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับการตัดสินไม่ว่าจะเป็น การใช้งานที่ตอบโจทย์ ราคาที่เหมาะสม รวมไปถึงความชอบความถูกใจส่วนตัว แต่แน่นอนถ้าหากทุกคนตัดเรื่องของกำลังทรัพย์ออกไป รถยนต์หรู ๆ หรือซุปเปอร์คาร์แรงม้าโหดคงจะเป็นเป้าหมายหลักของเราทุกคนอย่างแน่นอน La Voitune Noire ภาษาฝรั่งเศสที่แปลว่า “รถยนต์สีดำ” คือชื่อของรถยนต์คันล่าสุดจาก Bugatti ที่เพิ่งถูกยกมาเปิดตัวแบบสด ๆ ร้อน ๆ ในงาน Geneva Motor Show แต่เรื่องแรกที่ถูกยกมาพูดกลับไม่ใช่งานดีไซน์หรือสเปคเครื่องยนต์ แต่เป็นราคาขายซึ่งเป็นสถิติรถยนต์ที่แพงที่สุดในโลกคันใหม่ (เฉพาะราคาจากโรงงานไม่ใช่รถยนต์ที่ถูกขายในการประมูล) โดยค่าตัวของมันคือ 19 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ วิ่งแซงแชมป์เก่าสุดหรูอย่าง Rolls Royce Sweptail ที่ทำไว้ 13 ล้านดอลล่าร์สหรัฐออกมาไกลเลยทีเดียว ว่ากันว่าเจ้าปีศาจสีดำคันดังกล่าวถูกสั่งจองไปแล้ว โดยบุคคลที่ทาง Bugatti ไม่ประสงค์จะเปิดเผยและบอกแต่เพียงว่าเขาคือคนที่มีความสัมพันธ์อันดีกับแบรนด์ โดยราคาการขายในครั้งนั้นคือ 18.9 ล้านดอลล่าร์สหรัฐแบ่งเป็นค่ารถเพียว ๆ 12.5 ล้านและค่าภาษีท้องถิ่นและภาษีฟุ่มเฟือยอีก 6.4 ล้านดอลล่าร์ ซึ่งนั่นเองทำให้มันกลายเป็นรถยนต์ที่มีราคาแพงสุดในโลก Bugatti La Voitune Noire เป็นรถรุ่นพิเศษที่สร้างขึ้นมาในวาระ 110 ปี ของสุดยอดค่ายรถยนต์สมรรถนะสูงจากฝรั่งเศสที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี
ปฎิเสธไม่ได้เลยว่าประเทศอังกฤษเต็มไปด้วยเรื่องราวและวัฒนธรรมที่ล้วนเป็นส่วนสำคัญต่อการขับเคลื่อนโลกใบนี้ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา โดยเฉพาะช่วงหลังยุค 50’s ที่เกิดวัฒนธรรมของวัยรุ่นที่เรียกว่า Sub-Culture ซึ่งชาว UNLOCKMEN คงจะคุ้นเคยกับ Sub- Culture อย่างเช่น Punk, Mods, Madchester วันนี้เราจะขอหยิบยกเอาวัฒนธรรมอื่น ๆ ที่อาจจะไม่คุ้นหูมากนัก แต่ถือว่ามีส่วนต่อการผลักดันซีนต่าง ๆ รวมถึงแนวดนตรีให้เป็นเช่นนี้ Teds Teds หรือ Teddy Boy เป็นหนึ่งใน Sub-Culture ซึ่งเกิดขึ้นใน London ช่วงยุค 50’s ที่หนุ่ม ๆ Working Class อยากจะอัปเกรดสถานะทางสังคมของตัวเองให้เป็นที่ยอมรับโดยจำลองการแต่งกายย้อนยุค ระหว่าง ค.ศ.1891-1910 เน้นไอเทมสุภาพบุรุษแบบผู้ดีอังกฤษ เช่น สูทปกใหญ่กระดุมแถวเดียว ชายยาว รองเท้าหนังทรงโต เหมือนกับในยุคสมัยพระเจ้า Edward VII แต่ทำผมทรง Pompadour โดยส่วนมากกลุ่มคนแนว Teddy จะนิยมฟังเพลง Rock n’ Roll ที่รับอิทธิพลมาจากอเมริกา
วันเวลา อุปสรรค และเรื่องราวที่ต้องพบเจอระหว่างเส้นทางของชีวิต องค์ประกอบสำคัญที่หล่อหลอมให้ผู้ชายอย่างเราเติบโตและเรียนรู้จะก้าวเดินอย่างแข็งแกร่ง เพื่อพัฒนาตัวเองให้สามารถฝ่าฟันไปบนเส้นทางที่ต้องการ และแน่นอนว่ารูปแบบชีวิตของแต่ละคนก็มีการเดินทางที่แตกต่างกันออกไป เปรียบเป็นถนนก็คงไม่ต่างกันกับเส้นทางที่มีพื้นผิวเรียบ ผิวขรุขระ ไปจนถึงเส้นทางแปลกใหม่ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวท้าทายไม่รู้จบ การพาตัวเองไปสู่สถานที่ที่ไม่คุ้นเคยเพื่อตามหาแรงบันดาลใจใหม่ ๆ ช่วงเวลาที่ได้ปล่อยตัวเองให้ได้พบเจอและเก็บเกี่ยวประสบการณ์ที่มีคุณค่า ซึ่งบางครั้งก็ทำให้เราปรับเปลี่ยนมุมมองให้ต่างออกไป หลายครั้งที่เราเลือกใช้การเดินทางให้เป็นช่วงเวลาในการพักผ่อน ชาร์จพลังให้กับร่างกายและความคิดกลับมาพร้อมเผชิญกับเรื่องราวมากมายในระหว่างทางที่วิ่งไล่ตามความสำเร็จ และแน่นอนว่าการจะเดินทางไปสู่จุดหมายในแต่ละครั้ง นอกจากตัวเราเองแล้ว เพื่อนร่วมทางที่สามารถพาเราไปถึงปลายทางได้ปลอดภัยก็สำคัญไม่แพ้กัน รถกระบะ หนึ่งในประเภทรถยนต์ที่ผู้คนในหลายประเทศให้ความนิยมกันไม่แพ้ในประเทศไทย ที่จริงแล้วในต่างประเทศ รถสไตล์นี้มีภาพลักษณ์ที่ค่อนข้างดีไม่แพ้รถประเภทอื่นเลยด้วยซ้ำไป ด้วยเหตุผลง่าย ๆ ที่พร้อมรองรับรูปแบบการใช้งานที่ตอบสนองชีวิตลุย ๆ ในทุกวันได้เป็นอย่างดี มีความทนทานที่พร้อมก้าวผ่านไปในเส้นทางหลากหลายรูปแบบโดยไร้ข้อกังวล รวมถึงสมรรถนะที่ไม่ว่าจะใช้งานลุยบนเส้นทางที่สมบุกสมบันแค่ไหน จะวิ่งทำความเร็วบนถนนในเมือง หรือขนของไปลุยกิจกรรมไหนก็ตอบโจทย์ได้อย่างครอบคลุม ปัจจุบันเราจึงเห็นรถกระบะสมรรถนะสูง เป็นรถอีกคันที่หลายคนเลือกมีไว้ติดบ้าน สำหรับ UNLOCKMEN เราเองก็มี Ford Ranger Raptor ไว้ติดออฟฟิศสำหรับใช้งานด้วยอีกหนึ่งคัน เหตุผลที่เราเลือก Ford Ranger Raptor ไว้ใช้งานเป็นเพราะความพร้อมในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นสมรรถนะที่ผ่านการเร่งกล้ามมาจากโรงงาน เครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร Bi-Turbo (เทอร์โบคู่) ให้พลัง 213 แรงม้า แรงบิด 500
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ว่าวงการที่แทบจะเรียกได้ว่าอยู่ท้ายตารางอย่าง “ศาสนา” วันนี้ก็เจอ disrupt กับเขาเหมือนกัน เทคโนโลยีกับความเชื่อแม้จะดูสวนทาง เพราะความเชื่อมักมากับลุค old fashioned และความเชื่อส่วนใหญ่บล๊อกทุกการตั้งคำถามและปฏิเสธการตอบรับสิ่งใหม่ เนื่องจากศรัทธาที่ปลูกมานานนับศตวรรษแข็งแรงเกินกว่าจะยกลงจากหิ้ง หรือเอาอะไรไปงัดง้าง แต่ข่าวล่าสุดที่ญี่ปุ่นได้นำนวัตกรรมล้ำ ๆ อย่าง AI มาใช้ร่วมกับศาสนา ด้วยการสร้าง Mindra ปัญญาประดิษฐ์ที่ถอดแบบจาก Kannon พระโพธิสัตว์ที่เปี่ยมเมตตา เข้ามาทำหน้าที่หน้าที่เผยแผ่ศาสนาที่วัด Kodaiji วัดโบราณของเกียวโต การจำลองรูปพระโพธิสัตว์เพื่อเป็นเครื่องเชื่อมระหว่างศาสนากับมนุษย์ในยุคนี้ ผู้ดูแลวัดกล่าวว่ามาจาก 2 ปัจจัยหลัก ประการแรกคือเพื่อสร้างความเข้าใจคำสอนให้กับผู้มาสักการะหรือศึกษา เนื่องจากทุกวันนี้ “วัด” กลายเป็นหนึ่งในแลนด์มาร์กการท่องเที่ยวของประเทศ Mindra ทำหน้าที่กล่าวถึงปรัชญาปารมิตาหฤทัยสูตร พระสูตรที่เปรียบดังหัวใจของพุทธศาสนา นิกายมหายาน เป็นภาษาญี่ปุ่น ระบบเทคโนโลยีจะแปลข้อความเป็น subtitle ภาษาอังกฤษและภาษาจีนขึ้นจึงไม่ต้องกังวลเรื่องความเข้าใจคลาดเคลื่อน และอีกปัจจัยที่สำคัญไม่แพ้กันคือการมีรูปลักษณ์ที่เรียกศรัทธา เพราะพวกเขาเชื่อว่าวัจนะกับคำสอน ถ้าออกมาจากปากของบุคคลที่ผู้คนเคารพจะเรียกศรัทธาได้มากกว่า AI กับศาสนา เท้าความกันก่อนว่า หลายคนที่เพิ่งเห็นข่าวนี้อาจจะรู้สึกว่า เฮ้ย! เรื่องนี้มันใหม่มาก แต่ความจริงก่อนจะมี AI เข้ามาทำหน้าที่เผยแผ่ศาสนาอย่างที่เห็นนี้ จักรกลก็เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของศาสนาก่อนแล้ว
ดูเหมือนในวงการซุปเปอร์คาร์และไฮเปอร์คาร์จะยังต่อสู้กันเรื่องความเร็วแรงอย่างไม่มีที่สิ้นสุด หลังจาก Koenigsegg (คอนิกเส็กก์) ค่ายรถสปอร์ตสมรรถนะสูงจากสวีเดนได้เปิดตัวปีศาจคันใหม่ของค่ายที่ว่ากันว่าสามารถทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 300 ไมล์ต่อชั่วโมง แม้จะยังไม่มีการรับรองอย่างเป็นทางการก็ตาม Koenigsegg JESKO ซุปเปอร์คาร์คันใหม่ล่าสุดที่ทาง Koenigsegg เปิดตัวเป็นครั้งแรกในงาน Geneva Motor Show เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาพร้อมข่าวลือที่หลุดมาว่านี่คือรถอีกคันที่สามารถทำความเร็วได้ 300 ไมล์ต่อชั่วโมงทำลายสถิติรถเจ้าพายุของค่ายคันก่อนอย่าง Koenigsegg Agera RS ที่เคยทำได้ 278 ไมล์ต่อชั่วโมง (447 กิโลเมตร/ชั่วโมง) จากการทดสอบสมรรถนะบนถนนปกติที่รัฐเนวาดา และอาจรวมถึงต้องการเทียบรัศมีกับขาใหญ่อย่าง Hennessey Venom F5 และ Bugatti Chiron JESKO ชื่อที่พ่วงท้ายมารุ่นมาจากชื่อ Jesko von Koenigsegg พ่อบังเกิดเกล้าของผู้ก่อตั้งและซีอีโอของค่าย Chiristian von Koenigsegg ซึ่งเป็นคนสนับสนุนการจัดตั้งบริษัทซุปเปอร์คาร์ให้กับเขาเมื่ออายุ 22 ปี พร้อมสนับสนุนความฝันของเขามาตั้งแต่ช่วงปี 1980 Koenigsegg JESKO มาพร้อมโคตรเครื่องยนต์ V8 Twin-Turbo ให้กำลังที่ 1,280 แรงม้าในกรณีใช้เชื้อเพลิงเป็นน้ำมันเบนซินและ


