เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา การ์ตูนเด็กสเกตสุดกวนจากยุค 90 อย่าง Beavis and Butt-Head ร่วมสร้างสรรค์ผลงานแฟชั่นแบบสตรีตกับ Adidas ปีนี้ทั้งสองโคจรกลับมาเจอกันอีกครั้งพร้อมกับไอเทมเด็ดที่ไม่ควรพลาด สำหรับบางคนที่ยังไม่รู้จัก Beavis and Butt-Head คือการ์ตูนคู่หูจอมป่วนเสียดสีสังคมอเมริกันจากช่อง MTV ที่เล่าเรื่องเด็กวัยรุ่นสองพี่น้องผู้ไม่ได้รับการดูแลจากครอบครัว ทำให้ทั้งสองกลายเป็นเด็กแสบพากันทำเรื่องกวน ๆ ให้คนทั้งชุมชนไฮแลนด์ในรัฐเท็กซัสต้องปวดประสาท ซีซันแรกออกฉายเมื่อปี 1993 ท่ามกลางบรรยากาศวันเก่า ๆ ที่เหล่าวัยรุ่นกำลังฮิตเล่นสเกตบอร์ด และแพรวพราวไปด้วยมุกตลกซึ่งชาวยุค 90 ต่างคุ้นเคยเป็นอย่างดี ส่วน Adidas Skateboarding คือ รองเท้าที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ผู้ชอบเล่นสเกตบอร์ด เพราะขนาดที่พอดีเท้า ทำจากหนังแต่มีน้ำหนักเบา การดีไซน์ลวดลายและโครงสร้างรองเท้าถูกคิดมาให้ยึดเกาะกับพื้นผิว รองรับแรงกระแทก ปรับให้มีความเหมาะสมกับการเล่นสเกตบอร์ดโดยเฉพาะ รองเท้าทั้งสองแบบในคอลเลกชันมาพร้อมสีสันสดใสและลายกราฟิกของสองพี่น้อง Beavis and Butt-Head โดยรองเท้าผ้าใบรุ่น 3MC ที่เหมาะทั้งใส่เล่นสเกตบอร์ดและใส่ลำลอง เต็มไปด้วยลายกราฟิกกระจัดกระจายอยู่บนผืนผ้าใบสีขาว แต่งสีตรงส้นรองเท้าด้วยสีดำ ลิ้นรองเท้าเย็บอย่างประณีต พื้นชั้นล่างของรองเท้าแบบ Geoflex ช่วยเรื่องความยืดหยุ่นและการยึดเกาะที่ดี อีกคู่หนึ่งคือรองเท้าหุ้มข้อสีขาวมีลูกเล่นกวน ๆ เพราะแต่ละข้างจะมีลายกราฟิกต่างกัน ด้านขวาเป็นใบหน้าของ Beavis
หากเราเป็นศิลปิน เราจะทำยังไงให้คนจดจำเราได้ ? เราจะใช้โลโก้สุดเท่ เราจะเป็นแฟชั่นไอคอน ขายคาแรกเตอร์สุดจี๊ดจ๊าด หรือเราจะระเบิดความมันส์ อาศัยลีลาการร้องเล่นจากฝีมือ ทั้งหมดนี้ ล้วนแล้วแต่เป็นภาพลักษณ์โดยรวมของวง ที่สมาชิกต่างยอมรับและให้มันเป็นภาพแทนของพวกเขา มันจึงต้องคิดมาอย่างดีแล้ว เพราะมันเป็นเหมือน First Impression นั่นแหละ แต่ละวงต่างก็มีภาพลักษณ์ที่แตกต่างกันไป คล้ายบ้าง ซ้ำบ้าง แต่สุดท้ายมันก็คือคนละตัวตนกันอยู่ดี เรื่องของเรื่องคือเราอยากแนะนำวงอินดี้ร็อกอย่าง The Neighbourhood ที่มีจุดเด่นอันชัดเจนคือ ภาพขาวดำ ทั้งปกอัลบั้มและ MV มาล้วงลึกถึงเบื้องหลังสีสันอันหม่นหมองและบทเพลงที่มอดไหม้ ของพวกเขาไปพร้อมกัน ทำความรู้จัก The Neighbourhood สำหรับคอเพลงอินดี้ร็อก คงจะคุ้นหูกันดีกับเพลงของ The Neighbourhood ที่ดูเผิน ๆ เหมือนคำนี้มันจะสะกดไม่ถูก แต่ชื่อวงดนตรีเนี่ย มันไม่ใช่เรื่องที่จะพลาดกันได้ง่าย ๆ แน่นอนว่ามันคือความตั้งใจของทางวงที่จะสะกดแบบนี้ ไม่ใช่ตั้งใจสะกดผิด แต่มันเป็นการสะกดแบบ British เพื่อไม่ให้ชื่อไปซ้ำกับวงสัญชาติอเมริกันที่มีอยู่แล้วนั่นเอง ห้าหนุ่มจาก California ที่เป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่ไหนแต่ไร พวกเขาใช้ชีวิตแบบแสบพอตัว บางคนไม่พบไฮสกูลด้วยซ้ำ แต่ประสบการณ์แสบสันเหล่านั้น ทำให้พวกเขาเหนียวแน่นกันมาจนถึงตอนนี้ รวมตัวกันเมื่อปี 2011 ใช้เวลาหนึ่งปีถ้วนในการขับเคี่ยวเอาผลงานแรกออกมาสู่วงการ เป็น
“เออ…ก็อยากทำนะ แต่ว่ายังไม่กล้าขนาดนั้น” เวลาเราเผชิญหน้ากับอะไรสักอย่างที่มันไม่มีอะไรมาการันตีความสำเร็จ 100 % เรามักจะหลุดประโยคนี้มาเสมอ ว่าสนใจแต่ไม่อยากเสี่ยงเพราะถ้าเผลอทำอะไร ๆ ตามที่คิดไว้แล้วออกมาผิดพลาด ความซวยต้องมาเยือนแน่นอน ดังนั้น ปัญหาใหญ่วันนี้ที่เจอกันแทบทุกคนคือ การรออะไรสักอย่างมา spark joy พอที่จะทำให้ลุกไปทำตามฝัน หรือทำตามสิ่งที่คิด Amy Morin นักจิตวิทยาเผยว่าเธอมักจะถามคนที่เปิดประตูเข้ามาปรึกษาเพื่อหาหนทางพิชิตเป้าหมายว่า “คุณคิดว่าควรจะทำยังไงให้มันสำเร็จตามเป้า” คำตอบเดิมซ้ำ ๆ ที่ได้ยินจากปากแทบจะทุกคนเลยคือ “พัฒนาความมั่นใจ” “ผมอยากมั่นใจขึ้นเพื่อออกไปทำธุรกิจของตัวเอง” “ฉันอยากรู้สึกดีกับตัวเองมากขึ้นจะได้กลับไปโรงเรียน” จุดประกายที่อยากเปลี่ยนแปลงนั้นน่าชื่นชม แต่ Amy Morin บอกว่าปัญหาอยู่ที่คำตอบต่างหากที่ผิดสเตปไปหน่อย ความจริงคนเราจะคว้าเป้าหมายได้ไม่ควรรอให้มั่นใจก่อนแล้วค่อยทำ แต่ความมั่นใจมันจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเรา take action หรือลงมือทำต่างหาก ซึ่งพูดน่ะมันง่ายแต่พอจะทำมันยากมา ถ้าทุนเดิมเราไม่ได้รู้สึกดีกับตัวเองสักเท่าไหร่ ชาว UNLOCKMEN คนไหนที่อ่านมาถึงตรงนี้แล้วกำลังรู้สึกว่า เราเลยนี่หว่า ไม่ต้องกังวลใจไป เพราะเรารวบรวมวิธีที่นักจิตวิทยาแนะนำมาไว้ด้านล่างเพื่อ follow ตามแล้ว ลงมือเลย มีใครเคยพยายามคิดบวกเยอะ ๆ แล้ว แต่ยังย่ำอยู่กับที่ไหม? ไอ้ที่เราเคยใช้วิธีพูดกับตัวเองว่า “เราเก่ง” “เรามั่นใจ”
เราทุกคนย่อมมีงานอดิเรกและของสะสมต่างกันไปตามรสนิยม เช่น สะสมโมเดลรถของเล่น โมเดลหุ่นยนต์ สะสมรองเท้า หรือตามเก็บผลงานภาพวาดราคาแพงของศิลปินชื่อดัง ครั้งนี้ UNLOCKMEN จะพาไปทำความรู้จักกับอีกหนึ่งของสะสมที่เรียกว่าไม่ธรรมดาของชายผู้หลงใหลรอยสักบนผิวหนังมนุษย์ เขาคือ ฟุคุชิ มาซาอิชิ ศาสตราจารย์นายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพยาธิวิทยาซึ่งเป็นสาขาที่ศึกษาและวินิจฉัยโรคจากการตรวจอวัยวะ เซลล์ และเนื้อเยื่อของมนุษย์จากการชันสูตร แถมเขายังเป็นประธานสมาคมพยาธิวิทยาของญี่ปุ่นและอาจารย์หมอที่มีชื่อเสียงโด่งดังแห่งมหาวิทยาลัยแพทย์นิปปอน (Nippon Medical School) ที่ดูแล้วไม่น่าจะกลายมาเป็นชายสะสมของสุดแปลกได้ ความชอบสะสมรอยสักเนื้อมนุษย์ของเขาเริ่มต้นขึ้นเมื่อปี 1907 เป็นช่วงเวลาที่หมอมาซาอิชิกำลังสนใจรักษากามโรคพร้อมทำวิจัยเรื่องการเติบโตของไฝบนผิวหนังและพบสมมุติฐานน่าสนใจว่าน้ำหมึกที่ใช้สักอาจทำลายเชื้อซิฟิลิสได้ เพราะแผลจากซิฟิลิสจะไม่เกิดขึ้นตรงบริเวณผิวหนังที่เพิ่งสัก หลังจากข้อสันนิษฐานนั้นทำให้หมอมาซาอิชิทุ่มความตั้งใจทั้งหมดเพื่อศึกษาเกี่ยวกับเม็ดสีของผิวและการขยายตัวของไฝจากคนที่มีรอยสัก ต่อมาปี 1926 เขาเริ่มศึกษาผิวหนังจากทั้งคนเป็นและคนตาย พร้อมกับค้นหาวิธีเก็บผิวหนังจากศพที่มีรอยสักไปพร้อมกัน การทำงานวิจัยแต่ละครั้งจะต้องใช้ผิวหนังที่มีรอยสักจำนวนมาก คำถามที่ตามมาคือหมอมาซาอิชิจะไปหารอยสักมากมายขนาดนั้นมาจากไหน คำตอบที่เขาได้คือกลุ่มยากูซ่าที่มีรอยสักและวิธีการสักแตกต่างจากคนทั่วไป เพราะการสักสีทั่วทั้งตัวแบบ Irezumi จะต้องใช้ความอดทนเป็นอย่างมากจึงมีแค่ยากูซ่าเท่านั้นที่นิยมสักทั่วทั้งตัว หลากหลายเหตุผลที่ทำให้ศาสตราจารย์ด้านการแพทย์ได้พบกับแก๊งยากูซ่า สิ่งหนึ่งเกิดจากมุมมองแง่ลบของคนทั่วไปที่มองว่าคนสักมักจะต้องเกี่ยวข้องกับเรื่องผิดกฎหมาย เพราะในสมัยเอโดะรอยสักคือสัญลักษณ์ของนักโทษเพื่อแยกผู้มีความผิดออกจากคนทั่วไป เมื่อวันเวลาผ่านไปเหล่ายากูซ่าก็นิยมสักกันทั่วตัวยิ่งทำให้คนญี่ปุ่นมองว่าคนสักคือคนไม่ดี แต่สำหรับหมอมาซาอิชิคนเหล่านี้คือคนที่เขาต้องการพบเป็นอย่างมาก เมื่อหมอมาซาอิชิรู้จักและคลุกคลีอยู่กับเหล่ายากูซ่าจำนวนมากและเห็นรอยสักลวดลายแตกต่างกันที่ทั้งมีเสน่ห์และเอกลักษณ์เฉพาะ รวมถึงบอกเล่าเรื่องราวไว้มากมาย ความเหมาะเจาะก็คือยากูซ่าส่วนใหญ่ที่มารับการรักษาจากหมอมาซาอิชิเป็นนักเลงปลายแถว เวลาไปรักษาที่โรงพยาบาลอื่นก็มักจะเจอสายตาดูแคลนอยู่เสมอ แต่หมอมาซาอิชิพอใจที่จะรักษายากูซ่า แถมบางคนมาหาเขาพร้อมกับรอยสักที่ไม่สมบูรณ์ ซึ่งรอยสักครึ่ง ๆ กลาง ๆ นี้เองได้จุดประกายความคิดบางอย่างให้กับเขา หลังจากที่เขารู้จักกับเหล่ายากูซ่าที่ไม่มีเงินมากพอจะทำให้รอยสักสมบูรณ์ หมอมาซาอิชิยื่นข้อเสนอว่าจะรักษาโรคให้และเก็บเงินแค่ครึ่งราคา หรือถ้าเป็นอะไรเล็กน้อยจะไม่คิดเงิน โดยคนที่มีรอยสักครึ่ง ๆ
สำหรับใครที่ตามดูซีรีส์สุดฮิตอย่าง Game of Thrones มายาวนาน HBO ปล่อยตัวอย่างภาคสุดท้ายมาให้ชมกันเรียบร้อยแล้ว พร้อมข่าวลือที่ถูกพูดถึงเป็นระยะว่า Adidas Ultraboost เตรียมออกคอลเลกชันพิเศษร่วมกับซีรีส์ เหล่ากูรูและเว็บไซต์ต่าง ๆ พากันคาดเดาว่าทั้งสองจะสร้างสรรค์ผลงานร่วมกันจริงหรือไม่ หรือหากเป็นจริงจะออกมาในรูปแบบใด ในที่สุดการคาดเดาของหลายคนก็ได้รับการยืนยันกับ Game of Thrones x Adidas Ultraboost การพบกันครั้งนี้ของ Game of Thrones x Adidas ก่อให้เกิดรองเท้าเท่ ๆ ที่ดึงชื่อของตระกูลในอาณาจักร Westeros และหยิบเรื่องราวจากซีรีส์ให้มาปรากฎตัวอยู่บนรองเท้าวิ่งรุ่น Ultraboost ที่มีให้เลือกทั้งหมด 6 สี 6 เรื่องราวด้วยกัน White Walker รองเท้าผ้าใบโทนสว่างสีขาวอมฟ้าถอดแบบมาจากเหล่า White Walker อมนุษย์ผิวขาวซีดที่มีพลังควบคุมน้ำแข็งและความเย็น โดยสีโทนเย็นที่อยู่บนรองเท้าบอกเล่าเรื่องราวดินแดนแห่งฤดูหนาวตลอดกาล (The Lands of Always Winter) ที่เต็มไปด้วยหิมะและกำแพงน้ำแข็งยักษ์ซึ่งมีความสำคัญต่อเนื้อเรื่อง มาพร้อมลายคาดสามขีดสีดำตัดโดดเด่น กับปลายเชือกรองเท้าเขียนประโยคเท่ ๆ ว่า White
Domestic Violence เป็นปัญหาที่ฝังรากลึกในสังคมมายาวนาน ความเจ็บปวดของการถูกทำร้ายทั้งร่างกายและจิตใจจากคนใกล้ชิด ไม่ต่างจากแผลที่โดนกระหน่ำซ้ำลงที่เดิมทำให้ปากแผลเปิดอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น มันจึงต้องใช้เวลาเยียวยานานและส่งผลกระทบต่อชีวิตของเหยื่อกับสังคมรอบข้างกว่าที่คิด ปัญหานี้จึงเป็นปัญหาระดับสากลที่แต่ละประเทศกำเนิดองค์กรต่าง ๆ เพื่อยื่นมือเข้าช่วยเหลือ ล่าสุด South Ayrshire council ร่วมมือกับองค์กรช่วยเหลือสตรีท้องถิ่นในประเทศสกอตแลนด์ อนุมัตินโยบายมอบวันลาที่เรียกว่า “Safe Leave” กับพนักงานที่ประสบเหตุการณ์ Domestic Violence เป็นแห่งแรกในยุโรป เสนอวันลาเพื่อพักผ่อนทั้งหมด 10 วัน แบบไม่หักเงิน และไม่หักสวัสดิการวันลาอื่น ๆ เพื่อให้พนักงานใช้เวลานี้สำหรับกระบวนการศาล การบำบัด หรือการพบแพทย์เพื่อเยียวยาอย่างเต็มที่ไร้ข้อจำกัด สามารถเลือกใช้วันลาได้ไม่ว่าจะเป็นการลาต่อเนื่องหรือลาแยกตลอดทั้งปีก็ทำได้ทันที ข้อดีของการให้วันลาครั้งนี้ไม่ใช่แค่การแสดงความเห็นอกเห็นใจในฐานะมนุษย์เท่านั้น แต่ยังเป็นการสนับสนุนให้ทุกคนที่กำลังประสบเหตุการณ์นี้กล้าลุกขึ้นสู้เพื่อความปลอดภัยและสิทธิ์การใช้ชีวิตของตนเอง อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว ชาว UNLOCKMEN บางคนอาจจะรู้สึกว่าเราเอาข่าวนี้มาบอกทำไม จะรู้ไปเพื่ออะไรเพราะบ้านเรายังไม่มีกฎหมายหรือกฎเกณฑ์บังคับ แต่ข้อเท็จจริงในย่อหน้าถัดไปจะเฉลยว่าทำไมพวกเราถึงต้องรู้และตื่นตัวกับสิ่งเหล่านี้ไว้บ้าง ผู้ชายมากกว่า 40% คือเหยื่อของ Domestic Violence คุณเคยเจอแฟนที่บ้านกรีดร้องเวลาทะเลาะกัน หรือลงไม้ลงมือเขวี้ยงของและตบตีใส่เมื่อเธอไม่พอใจไหม ? เราเชื่อว่าผู้ชายส่วนใหญ่มักจะเจอเหตุการณ์แบบนั้น แต่เรื่องนี้สังคมมักไม่ค่อยพูดถึง เวลาข่าวนำเสนอเรื่อง Domestic Violence ผู้หญิงคือภาพจำของตัวละครที่เป็นเหยื่อเสมอ แต่จากผลสำรวจของ
บทความนี้เป็นเพียงความเห็นส่วนตัวจากคนชอบดูหนังคนหนึ่งเท่านั้นและมีการสปอยตอนจบของภาพยนตร์หลายเรื่อง ตลอดระยะเวลาชั่วโมงครึ่ง 2 ชั่วโมง หรืออาจมากกว่านั้นของภาพยนตร์หนึ่งเรื่อง ทุกช็อต ทุกซีน ทุกไดอะล็อก ล้วนแล้วแต่มีความสำคัญทั้งสิ้น อย่างไรก็ตามซีนที่ทำให้ผู้ชมจดจำภาพยนตร์เรื่องนั้นได้ดีที่สุดและตราตรึงในใจไปอีกนานสำหรับเรามันคือซีนจบ เพราะมันคือการสรุปเรื่องราวทั้งหมด ยิ่งไปกว่านั้นมันเป็นการปูทางให้เราได้รู้ชีวิตของตัวละครหลัง End Credit ที่เราจะไม่ได้เห็นแล้ว ภาพยนตร์ทุกเรื่องมีตอนจบในแบบของตัวเอง แต่สำหรับเราตอนจบจะสมบูรณ์ยิ่งขึ้นถ้าได้เพลงเพราะ ๆ เข้ากับเนื้อเรื่องบรรเลงขึ้นมา วันนี้เราจะมาพูดถึงเพลงเหล่านั้น เป็นการย้อนรำลึกความทรงจำ ที่ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน ความประทับใจก็ไม่เคยเสื่อมคลาย Song: A Real Hero – College & Electric Youth Movie: Drive (2011) แค่ชื่อเพลง A Real Hero ก็อธิบายภาพยนตร์เรื่องนี้ได้หมดทุกอย่างแล้ว เพราะ Drive ผลงานการกำกับของ Nicolas Winding Refn เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับนักขับรถนิรนามอย่าง Driver ที่ในตอนกลางวันประกอบอาชีพสุจริตเป็นสตันท์แมนให้กับกองถ่ายภาพยนตร์ แต่ในตอนกลางคืนเขาอาศัยอยู่ในโลกมืด ทำหน้าที่ขับรถพาอาชญากรหลบหนี ชีวิตแต่ละวันของ Driver ผ่านไปอย่างไร้ความหมาย จนกระทั่งเขาได้เจอกับเพื่อนบ้านสาวอย่าง Irene ความสัมพันธ์ที่งดงามก็ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นอย่างช้า ๆ แต่ทั้ง 2 ต่างก็รู้ดีว่ามันคือความรักที่เป็นไปไม่ได้
ผู้ชายทำงานอย่างเราอาจเคยได้ยินคำว่า Burnout ผ่านหูกันมาบ้าง หรือที่ชวนหดหู่ยิ่งกว่าคือบางคนเคยเผชิญหน้ากับอาหารหมดไฟไร้แรงจะทำงานมาด้วยตัวเอง (UNLOCKMEN เคยเขียนถึงอาการหมดไฟไว้ ย้อนอ่านได้ที่ BURN OUT SIGNS: สัญญาณหมดไฟของคนทำงาน ทำยังไงให้ไฟกลับมาลุกโชนอีกครั้ง) แต่คล้ายกับว่าอาการหมดไฟจะไม่ใช่อุปสรรคเดียวที่คนทำงานอย่างเราจะต้องก้าวข้ามไปให้ได้ เพราะ “อาการหมดใจ” หรือ Brownout นั้นก็น่าเป็นห่วงไม่แพ้กัน อาการนี้ไม่ใช่แค่หมดไฟจะไปต่อ แต่มันคือหมดใจกับระบบการทำงานและองค์กร รวมถึงเป็นสาเหตุที่คนเก่ง ๆ และมีความสามารถจำนวนมากตัดสินใจลาออกจากงานอย่างไม่มีใครหรืออะไรจะรั้งไว้ได้ อะไรคือสาเหตุที่ทำให้คนหมดใจกับงาน? ในฐานะผู้บริหารหรือเจ้าขององค์กรเราควรจัดการกับอาการนี้เพื่อรักษาคนเก่ง ๆ ไว้ได้อย่างไร? หมดใจไม่ใช่เล่น ๆ สาเหตุใหญ่ที่ทำให้คนเก่ง ๆ จากไป เมื่อเราพูดถึงอาการ Burnout เราก็มักจะเห็นภาพของคนที่หมดอาลัยตายอยากกับงานเสียเต็มประดา เพราะไฟในตัวมันมอดไหม้ไปสิ้นแล้ว จะทำอะไรก็เบื่อหน่าย อาการก็ออกมาให้เห็นชัด ๆ ว่าไม่พร้อมจะลุกขึ้นมาทำอะไรอย่างที่เคยทำได้ แต่ Brownout นั้นต่างออกไป จินตนาการถึงแสงจากดวงดาวที่ไม่ได้ดับสนิทมืดลงทันที แต่ยิ่งเฝดห่างออกมาเท่าไหร่แสงก็ยิ่งริบหรี่ลงเท่านั้น เพราะคนที่เข้าข่ายอาการ Brownout นั้นการทำงานภายนอกจะเหมือนเดิมทุกอย่าง เพียงแต่ภายในใจต่างหากที่มันได้ตายจากองค์กรไปแล้วโดยมีสาเหตุมาจากหลายสิ่งในองค์กร อาการเหล่านี้มักจะเกิดกับคนทำงานเก่ง ๆ หรือคนในองค์กรที่มีประสิทธิภาพกว่าคนอื่น (ผลสำรวจระบุว่า Top Performer หนึ่งในสามมีอาการนี้และกำลังหางานใหม่) คนเก่งในองค์กรนั้นเมื่อหมดใจกับงานตรงหน้าหรือหมดใจกับองค์กรที่ทำ พวกเขามีทางเลือกมากกว่าคนที่ทำงานไม่เก่งจึงไม่แปลกใจที่องค์กรมักเสียคนทำงานเก่ง
หากเราเปิดภาพยนตร์สักเรื่องดู แบบที่ไม่รู้มาก่อนว่านี่คือเรื่องอะไร สิ่งที่ทำให้เราเดาได้ว่านี่คือหนังของผู้กำกับคนไหน คงจะเป็น Signature ของภาพที่เราได้เห็นและเทคนิคการเล่าเรื่อง เหมือนกับเวลาเราคุ้นตากับลายเส้นอันเป็นเอกลักษณ์ของนักวาดการ์ตูน คุ้นกับสำนวนสละสลวยของนักเขียน ผู้กำกับหลายคนก็มักจะมีเอกลักษณ์ของตัวเองจนเรารู้ได้ในทันทีว่านี่คือผลงานของเขา อย่างภาพยนตร์หม่นหมองของ Tim Burton สีฟ้าอมเขียวและภาพสโลวโมชั่นแบบไร้ที่มาของ Zack Snyder และทุกอย่างที่ดูสมมาตรไปหมดในมุมมองของ Wes Anderson หากใครได้ดูภาพยนตร์ของ Anderson มาบ้าง คงพอจะนึกภาพ Mood and tone ของเรื่องออก ว่าเรากำลังจะพูดถึงอะไร ไม่ว่าจะเป็นการจับคู่สีที่ชาญฉลาด ตัวละครเพี้ยน ๆ รวมทั้งมุมมองที่แสนจะสมมาตรมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ จนสิ่งเหล่านี้กลายเป็นเอกลักษณ์ของเขา ชนิดที่ว่าดูเรื่องไหนก็เจอมันเรื่องนั้นนั่นแหละ แฟน ๆ หลายคนเองก็ชื่นชอบภาพยนตร์ของเขาเพราะฟินกับความสมมาตรที่ได้ชม เคยสงสัยกันบ้างไหม ว่าทำไมรูปร่าง ภาพ มุมมองที่สมมาตร มันถึงทำให้เราฟินจนรู้สึกว่ามันคือสัดส่วนที่ใช่ของมวลมนุษยชาติ เราจะมาหาคำตอบนี้ไปพร้อมกัน สัดส่วนสุดพึงใจ ความลงตัวของสัดส่วนธรรมชาติ ความสมมาตรคือสัดส่วนที่เราคุ้นเคยกันดี เพราะมันคือสัดส่วนที่ธรรมชาติรังสรรค์ ไม่ต้องมองหาที่ไหนไกลเลย ลองมองที่ตัวเราเองนี่แหละ ตอนที่เราแบ่งเซลล์แล้วประกอบร่างมาเป็นตัวเราอย่างในทุกวันนี้ มันคือการประกบเข้าหากันแบบสมมาตร ลองสังเกตดูว่าร่างกายของเรา มันจะมีเส้นตรงกลางลำตัว ชัดเจนที่สุดคงเป็นเส้นตรงหน้าท้อง หากผ่าร่างกายเราในแนวแกน Y มันจะแบ่งครึ่งได้แบบสมมาตรพอดิบพอดี
ตอนเด็ก ๆ เวลาดูหนังฮอลลีวูดกับครอบครัว ถ้าพระเอกจะสูบบุหรี่หรือเจ้าพ่อมาเฟียอิตาลีมาดเท่อยากสูบซิการ์ ก็มักจะหยิบไฟแช็คทรงเหลี่ยมเปิดฝาแล้วมีเสียงดังกริ๊งขึ้นมาจุดไฟเสมอ เพราะเห็นในภาพยนตร์บ่อยจนชินตาจึงสงสัยและตั้งคำถามว่ามันคือไฟแช็คอะไร จนได้คำตอบว่ามันคือ Zippo ตัวแทนความเท่ในวัยเด็กที่ตรึงใจมาจนถึงปัจจุบัน ด้วยเหตุนี้ UNLOCKMEN จึงสงสัยว่าอะไรที่ทำให้ไฟ Zippo กลายเป็นไอเทมสุดโปรดของใครหลายคน จนถูกเรียกว่า “A legendary and distinct symbol of America” หรือตำนานที่เป็นสัญลักษณ์ของอเมริกา แล้วจุดเริ่มต้นของตำนานนี้เริ่มมาจากอะไร และทำอย่างไรถึงรับได้ความนิยมมายาวนานไม่เสื่อมคลาย เรื่องราวของของไฟแช็คทรงเหลี่ยม เกิดขึ้นโดยชายชาวอเมริกันชื่อว่า George Grant Blasisdell เขาเป็นชายที่อยากทำงานมากกว่าเรียนหนังสือ เมื่อเขาบอกความต้องการของเขาให้ครอบครัวฟัง พ่อกลับส่งเขาไปยังโรงเรียนเตรียมทหารแทน แต่สุดท้ายจอร์จ เบรสเบล เรียนได้แค่ 2 ปีก็ลาออกกลับมาทำงานที่บ้าน อย่างไรก็ตาม เขาคือเด็กชายที่ไม่มีวุฒิการศึกษา ไม่มีประสบการณ์ทำงาน แม้จะเป็นธุรกิจของครอบครัวตัวเอง แต่เขาต้องเริ่มตั้งแต่การทำงานในโรงงาน รับค่าจ้างชั่วโมงละ 10 เซ็นต์เท่ากับคนอื่น ๆ ถึงจะได้เงินน้อยแต่จอร์จกลับรู้สึกสนุกกว่าการต้องไปนั่งเรียนหนังสือ เขาเก็บเกี่ยวประสบการณ์กับเครื่องจักรและระบบการทำงานอย่างเต็มที่ จนได้ขึ้นมาดูแลกิจการแทนพ่อในปี 1920 ซึ่งเป็นสองปีหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 1 สิ้นสุดลง จอร์จได้ขึ้นมากุมบังเหียนธุรกิจครอบครัวในช่วงเศรษฐกิจทั่วโลกซบเซาจากผลของสงคราม ทำให้เขาเริ่มมองหาธุรกิจใหม่ ๆ เพื่อสร้างรายได้มากขึ้น


