เวลาถกกันเรื่องประเด็นทางสังคม เรามักจะได้ยินเสมอว่า ไม่มีใครดีหรือแย่ไปทั้งหมด และมันก็เป็นอย่างนั้นจริง ๆ เมื่อคนเราส่วนใหญ่ต่างก็เป็นสีเทาในเฉดที่แตกต่างกันไปทั้งนั้น แม้แต่ในภาพยนตร์ หลายเรื่องมักจะวางบทให้พระนางแสนดี ตัวร้ายก็ชั่วจนเกินจะรับได้ มันอาจให้ความบันเทิง แต่กลับทำให้เรารู้สึกห่างไกลจากความเป็นจริงไปกันใหญ่ UNLOCKMEN ชวนมาดูภาพยนตร์ในแบบที่ตัวละครเป็นสีเทา ใกล้เคียงกับชีวิตจริงของพวกเรากันมากขึ้น เหมือนทุกครั้งที่เราอยากบอกเสมอว่า นี่ไม่ใช่การจัดอันดับหนังดี เราไม่ได้แนะนำด้วยคะแนนวิจารณ์ หรือตัดสินด้วยอะไรทั้งนั้น นี่เป็นเพียงลิสต์หนังที่เราอยากบอกต่อเหมือนเพื่อนแชร์หนังหรือชวนกันดู อย่าได้หัวเสียถ้าหากไม่มีหนังที่ตรงใจคุณในลิสต์นี้ Se7en (1995) Director: David Fincher สำหรับหนังสืบสวน Thriller แล้ว ผู้กำกับเบอร์แรก ๆ ในใจของใครหลายคน คงไม่พ้น David Fincher โดยเฉพาะเรื่องนี้ ที่เป็นเรื่องราวการตามหาฆาตกรที่โคตรตื่นเต้น ให้เราได้ลุ้นกันจนวินาทีสุดท้าย ยิ่งเวลาเดินไปนานเท่าไหร่ หนังยิ่งทวีความเข้มข้นขึ้น เนื้อเรื่องคร่าว ๆ คือ ตำรวจวัยเก๋าอย่าง วิลเลี่ยม รับบทโดย Morgan Freeman ที่จับพลัดจับผลูมาเป็นคู่หูกับนักสืบหนุ่มอย่าง David รับบทโดย Brad Pitt ที่ต้องมารับคดีชวนฉงนอย่างฆาตกรต่อเนื่อง 7 ศพ ที่เขาเลือกคนที่มีบาปทั้งเจ็ดของศาสนาคริสต์
“เคยลองคิดเล่น ๆ บ้างไหมว่ากล้อง GoPro ที่ซื้อมาสามารถใช้กับสถานการณ์ไหนได้บ้าง ?” และคำตอบที่ได้คือกล้อง GoPro นั้นสามารถอยู่คู่กับเจ้าของในทุกกิจกรรมไม่ว่าจะดำน้ำ ขี่มอเตอร์ไซค์วิบาก เล่นกีฬา หรือกระโดดร่ม แต่ใครจะคิดว่าเจ้ากล้องตัวเล็กนี้จะแข็งแกร่งขนาดทนความร้อนสุด ๆ แม้แต่ลาวาก็ไม่สามารถหยุดการบันทึกภาพได้ เหตุการณ์พิสูจน์ความแข็งแกร่งของกล้อง GoPro เกิดขึ้นเมื่อ Erik Strom ไกด์ท่องเที่ยวของบริษัททัวร์แห่งหนึ่งได้พาลูกทัวร์ของเขาเดินทางไปชมภูเขาไฟที่ Hawai’i Volcanoes National Park เพราะความสวยงามของลาวาทำให้ผู้คนต่างต้องหยิบกล้องขึ้นมาบันทึกภาพปรากฏการณ์ธรรมชาตินี้ ไกด์คนดังกล่าวเองก็เช่นกัน เขาตั้งกล้อง GoPro ไว้ในร่องเขาแคบ ๆ เพื่อเก็บภาพการไหลของลาวา แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นเมื่อเขาคำนวณทิศทางการไหลของลาวาผิด ทำให้กล้องที่ตั้งไว้จมลงไปในธารความร้อน ลาวาร้อนระอุมีอุณหภูมิสูงถึง 700-1,200 องศาเซลเซียส ทำให้ Housing ซึ่งเป็นอุปกรณ์เสริมที่อิริคใส่ไว้เพื่อป้องกันตัวกล้องโดนเผาไหม้จนหมดทันทีที่สัมผัสกับลาวา รวมถึงบอดี้ของกล้องก็โดนเผาด้วยเช่นกัน “ตอนนั้นกล้องของผมโดนลาวากลบจนมิด แถมยังมีไฟลุกขึ้นมาเล็กน้อยด้วย สิ่งที่คิดในตอนนั้นคือกล้องของผมต้องไม่รอดแน่ ๆ รวมถึงฟุตเทจในกล้องด้วย” นี่คือคำบอกเล่าของอิริค และทุกคนในเหตุการณ์ต่างก็คิดเหมือนกันกับเขาว่ากล้องตัวนี้จะต้องพังจนใช้ไม่ได้อย่างแน่นอน เมื่อความร้อนในธารลาวามีอุณหภูมิลดลง อิริคได้ใช้ค้อนหินธรณีวิทยากะเทาะลาวาและดึงกล้อง GoPro ออกมา พร้อมกับพาซากกล้องของเขากลับบ้านเพื่อตรวจเช็คสภาพถึงแม้จะรู้ดีว่ากล้องตัวนี้ไม่สามารถใช้งานซ้ำได้แน่ ๆ เพราะทั้ง
ภาพถ่ายคือการเก็บเรื่องราวในช่วงเวลาที่เราลั่นชัตเตอร์เพื่อเป็นตัวแทนของความทรงจำ ช่วงเวลา หรือแม้แต่ชั่วขณะหนึ่งของผู้คนตรงหน้า แท้จริงแล้วภาพถ่ายไม่ได้เป็นเพียงแค่ไทม์แคปซูลเท่านั้น แต่ยังสามารถบอกเล่าเรื่องราวต่าง ๆ มากมายนับไม่ถ้วน Richard Sandler คือช่างภาพชาวอเมริกันผู้ชื่นชอบถ่ายภาพแนวสตรีทและเป็นผู้กำกับสารคดีชื่อดัง เขามีผลงานมากมายเผยแพร่อยู่ทั่วเมืองนิวยอร์ก ไม่ว่าจะไปห้องสมุดสาธารณะ มหาวิทยาลัยแอริโซนา พิพิธภัณฑ์นิวยอร์ก หรือสมาคมประวัติศาสตร์นิวยอร์ก ก็จะต้องพบเห็นผลงานภาพถ่ายของเขาอยู่เสมอ ริชาร์ดกับเพื่อนนักเขียนของเขาเกิดความคิดที่จะรวบรวมรูปถ่ายจำนวนกว่า 200 รูป มาทำเป็นสมุดภาพ บอกเล่าเรื่องราวบนถนนย่านบอสตันในกรุงนิวยอร์กช่วงปี 1977 -2001 ผ่านหนังสือชื่อว่า The Eyes of the City ที่สะท้อนให้เห็นถึงอะไรหลาย ๆ อย่างได้อย่างไม่น่าเชื่อ ในมุมของแฟชั่น ภาพถ่ายเหล่านี้ได้สะท้อนถึงชีวิตเหล่าชายหนุ่มกลางนครนิวยอร์กที่มักแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าโทนสีเข้ม และนิยมใส่หมวกกันอยู่บ่อย ๆ นั่นเป็นเพราะอิทธิพลจากศิลปินชายที่โด่งดังในช่วงเวลานั้นอย่างไมเคิล แจ็คสัน แฟชั่นไอคอนมาแรงที่ไม่ว่าเขาจะสวมใส่อะไรผู้คนก็มักทำตาม อย่างเช่นหมวกทรง Panama ที่ MJ ใส่ในเพลง Billie Jean ก็ทำให้ชายหนุ่มนิยมสวมหมวกกันอย่างแพร่หลาย นอกจากหมวกสไตล์ Panama ที่หนุ่ม ๆ ฮิตใส่กันแล้ว แฟชั่นของผู้สูงอายุก็นิยมใส่หมวกด้วยเช่นกัน แต่จะเป็นหมวก Flat
ถ้าพูดถึงการกลับมาอีกครั้งของ BMW 8-Series กับรหัสตัวถังใหม่ที่เปิดตัวไปเมื่อช่วงปีที่ผ่านมา อาจทำให้หนุ่ม ๆ ที่เป็นแฟนตัวยงของ BMW รู้สึกถึงการเริ่มต้นยุคสมัยใหม่อีกครั้ง เหมือนเป็นการกลับมาสานต่อตำนานที่ยังไม่สิ้นสุดของ THE 8 หลังจากห่างหายไปกว่า 20 ปี แต่นอกจากการกลับมาแห่งเรือธงของค่ายคันนี้แล้ว BMW ยังเฉลิมฉลองวาระนี้ด้วยรถรุ่นพิเศษอย่าง BMW M850i xDrive Coupe “FIRST EDITION” เรื่องราวของ BMW 8-Serie เริ่มต้นในปี 1989 กับรถรุ่นแรกในรหัสตัวถัง E31 ที่ทาง BMW หมายมั่นปั้นมือว่าจะผลิตออกมาเป็นรถยนต์ประเภท Gran Tourer ที่ทันสมัยและหรูหราที่สุดในเวลานั้น ซึ่งต่อมางานออกแบบที่ล้ำหน้าด้านดีไซน์ รวมไปถึงสมรรถนะชั้นเยี่ยมของตัวรถ ก็ทำให้ E31 กลายมาเป็นหน้าตาของค่ายเคียงข้าง 7-Series ก่อนที่จะถูกยกเลิกสายการผลิตลงในปี 1999 เนื่องจากผลกระทบทางเศรษฐกิจที่ซบเซาและถูกแทนที่ด้วย 6-Series ในเวลาต่อมา จนเวลาหมุนมาครบรอบเกือบ 2 ทศวรรษก่อนในปี 2017 ทาง BMW ก็เปิดตัว Prototype ที่ว่ากันว่าเป็นต้นแบบสำหรับการกลับมาของ BMW 8-Series และหลังจากปล่อยให้แฟน ๆ ต้องรอกันมาอย่างยาวนานในที่สุดในปี
ไม่รู้คนอื่นเป็นเหมือนเรามั้ย แต่เวลาว่าง ๆ เราชอบเปิดรูปบ้านดีไซน์สวย ๆ จากทั้งในและต่างประเทศขึ้นมาดูเล่น ๆ ไม่มีเหตุผลอะไรพิเศษ ไม่ใกล้เคียงกับการเก็บเป็นไอเดียไว้สร้างบ้านในอนาคต เพราะที่อยู่ปัจจุบันยังเช่าเขาอยู่เลย แต่เอาเป็นว่าดูแล้วมันสบายใจ รู้สึกผ่อนคลาย โดยเฉพาะดีไซน์บ้านจากประเทศ ‘ญี่ปุ่น’ สถาปัตยกรรมของญี่ปุ่นมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวอย่างบอกไม่ถูก มีความ Minimal ไม่ฉูดฉาดหวือหวา แต่เห็นแล้วรู้สึกอบอุ่นใจ เชื่อว่าหลายคนคงรู้สึกแบบเรา และด้วยความที่ประเทศญี่ปุ่นหนาแน่นไปด้วยผู้คน โดยเฉพาะในโตเกียวที่มีประชากรมากถึง 38 ล้านคน หรือคิดเป็นครึ่งหนึ่งของประชากรทั้งประเทศไทยเลยทีเดียว จึงทำให้บ้านแต่ละหลังยิ่งต้องใส่ไอเดียเข้าไป เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์ได้สูงสุดในพื้นที่จำกัด Vice ได้รวบรวม 10 บ้านดีไซน์สุดคูลในย่านโตเกียวจนถึงฟุกุโอกะจากหนังสือ 411 of Japan’s Most Incredible Modernist Houses. เขียนโดย Naomi Pollock เราจึงอยากนำมาแบ่งปันให้กับชาว UNLOCKMEN เก็บไว้เป็นไอเดียเผื่อว่าใครกำลังมีแผนจะสร้างบ้านใหม่ เราว่าถ้ามีบ้านแบบนี้ในไทยน่าจะเจ๋งไม่น้อยเลย KHT House IRA, Kahoku, Yamagata Prefecture House Snapped, Naf Architect, Saitama, Saitama Prefecture
หลังจากประสบความสำเร็จในแง่เสียงวิจารณ์อย่างท่วมท้นกับ ‘They Shall Not Grow Old’ สารคดีว่าด้วยเรื่องราวในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ดูเหมือนว่าคุณปู่ Peter Jackson ปูชนียบุคคลระดับตำนานแห่งฮอลลีวูดจะติดใจการทำสารคดีเสียแล้ว เพราะโปรเจกต์ล่าสุดของเขาที่เพิ่งประกาศออกมาสด ๆ ร้อน ๆ คือการนำ Footage กว่า 55 ชั่วโมงที่ไม่เคยมีใครเห็นมาก่อนของ 4 เต่าทองแห่ง The Beatles มาร้อยเรียงให้กลายเป็นสารคดีเรื่องใหม่ จะหาว่าเราอวยก็ได้ แต่สำหรับเรา The Beatles คือวงดนตรีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ การปรากฏตัวของพวกเขาในช่วงต้นยุค 60 เปรียบเสมือนต้นไม้ใหญ่โผล่พ้นผืนดิน และต่อให้ตอนนี้เวลาจะผ่านมากว่า 60 ปี แต่ต้นไม้ต้นนี้ก็ยังคงตั้งตระหง่านแผ่กิ่งก้านเป็นร่มเงาให้วงการดนตรีอยู่ อย่างไรก็ตามสิ่งที่น่าแปลกใจคือภาพยนตร์สารคดีเกี่ยวกับ The Beatles กลับมีน้อยมากอย่างไม่น่าเชื่อ “ก็ A Hard Day’s Night ไง” เรารู้ว่าทุกคนกำลังคิดแบบนี้อยู่แน่ ๆ ไม่ปฏิเสธว่า A Hard Day’s Night เมื่อปี 1964 นั้นประสบความสำเร็จอย่างสูงทั้งแง่คำวิจารณ์และรายได้
ย้อนกลับไปหลายร้อยปีที่แล้ว มนุษย์เราต้องโตมาพร้อมกับการจำ “ข้อมูล” บางอย่างเพื่อรักษาตัวตน เราต้องมีชื่อเรียกที่ต้องจำให้ได้ไว้บอกคนอื่น ต้องมีตัวเลขวันเดือนปีเกิดไว้นับเพื่อบอกความอาวุโสของตัวเองและบอกหน้าที่ที่ควรจะต้องทำเมื่อตัวเลขนั้นมาถึง ต้องมีรหัสตัวเลขในระบบพลเมืองเพื่อชี้ว่าเรามีสิทธิ์ที่จะทำและไม่ทำอะไร จุดเริ่มต้นของการรักษาข้อมูลเลยโดนกำหนดไว้ตั้งแต่วันที่เราเกิดมา จนวันหนึ่งพอสมองกลมาอยู่ในกิจวัตรประจำวัน เราก็ต้องจำมากขึ้นเพื่อไม่ให้ใครเข้ามาขโมยข้อมูลความลับดิจิทัลที่บอกความเป็นส่วนตัวของเราอีก ซึ่งสิ่งที่เราต้องจำเพิ่มนี้ได้กลายเป็นศัพท์ใหม่ที่รู้จักกันดีว่า “password” เราคงไม่ต้องบอกว่าไอ้ password เนี่ยสำคัญกับชีวิตคุณแค่ไหน เพราะทุกวันนี้ถ้ามีใครบังเอิญไปรู้ข้อมูลความลับของคุณเข้า เขาก็สามารถขโมย data อื่นเพื่อเอาไปใช้ประโยชน์ต่อได้ทันที เหมือนที่เห็นตามหน้าข่าวหนังสือพิมพ์ อย่างเร็วก็แฮ็กแล้วติดต่อไปหาเพื่อนหรือคนรู้จักให้โอนเงินให้ ส่วนอย่างช้าก็เอาข้อมูลเราไปวิเคราะห์เพื่อทำประโยชน์จากอย่างอื่นต่อจากนั้น ดังนั้น การเปลี่ยน password หรือตั้งมันให้ยาก ๆ เข้าไว้เลยเป็นทางออก กลับมาที่คำถามใหม่ว่า งั้นยิ่งลับก็น่าจะยิ่งดีใช่ไหม? ถ้ามีเรารู้คนเดียวก็ต้องดีดิวะจะได้ไม่มีใครขโมย กรณีนี้ถ้าเป็นเรื่องทั่วไปเราก็จะบอกว่าใช่ แต่พอเจอข่าวแคนาดาว่าตลาด crypto ต้องปั่นป่วนเพราะ Gerald Cotten ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ QuadrigaCX ตลาดซื้อขาย crypto ที่ใหญ่ที่สุดในแคนาดาเสียชีวิตจากโรคโคร์น (ความผิดปกติของลำไส้) กะทันหันช่วงเดือนธันวาคมปลายปีที่ผ่านมา จากการเดินทางไปที่อินเดียเพื่อเปิดสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า จนบริษัทออกมาประกาศแจ้งเหตุการณ์นี้ผ่าน Facebook https://www.quadrigacx.com/gerald-cottenIt is with a heavy heart that
ไม่ว่าจะเดินทางมาทำงานด้วยวิธีไหน ไม่ว่าจะขับรถมาเอง หรือใช้ขนส่งมวลชน เชื่อว่าหลายคนคงไม่ได้แฮปปี้กับสภาพจราจรในตอนเช้าหรือหลังเลิกงานกันนัก ไม่ว่าจะในย่านที่ติดเป็นประจำจนขึ้นชื่อว่าติดไฟแดงชาตินี้ได้ไปชาติหน้า หรือย่านที่ไม่ได้ติดสาหัส แต่ก็รถเยอะจัดตลอดวัน หรือใครที่เดินทางด้วยขนส่งมวลชนก็ต้องผจญกับคลื่นมนุษย์ที่เบียดเสียดกันไม่แพ้ทางอื่น UNLOCKMEN เข้าใจคุณดี เลยหยิบเอามาฟังได้ตลอดกับเพลงจากวงอังกฤษ ที่จะมีเอกลักษณ์ของเขาเองจนเกิดเป็นคำเฉพาะที่เรียกกันว่า “Britpop” มีทั้งเพลงฮิตติดหูและเพลง B-Side ที่อาจไม่เคยได้ฟังปะปนกันไปบ้าง มู้ดรวม ๆ คือเน้นฟังกันเพลิน ๆ มากกว่าให้มันเป็น Playlist รวมเพลงฮิตยุคทอง แก้เซ็งกันก่อนจะถึงจุดหมายปลายทาง ใครที่สะดวกฟังบน Spotify ตามไป Follow Playlist กันได้เหมือนเดิม Shed Seven – Going For Gold Radiohead – No Surprises James – Laid The Verve – Lucky Man The Bluetones – Slight Return Dodgy –
Happy Chinese New Year 2019 เวียนมาบรรจบอีกครั้งสำหรับเทศกาลที่เต็มไปด้วยชุดกี่เพ้า, เสียงประทัดดังสนั่น, อาหารเต็มโต๊ะที่นำมาด้วยไก่ต้มตัวโต, และซองอั่งเปาสีแดง ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเรากำลังพูดถึงเทศกาล ‘ตรุษจีน’ เทศกาลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับชาวจีนทั่วโลก สุภาพสตรีที่มาเยือนคอลัมน์ Foxy Lady ของพวกเรา UNLOCKMEN ในครั้งนี้ คงไม่มีใครจะเหมาะไปกว่า ‘ไวน์-ปัฌฑารีย์ ธรรมมนุญกุล’ เพราะเธอคนนี้เคยใช้ชีวิตอยู่ในแผ่นดินมังกรมากว่า 8 ปี ก่อนที่ตอนนี้เธอจะกลับมาช่วยกิจการที่บ้านซึ่งตรงข้ามกับไลฟ์สไตล์ของเธอโดยสิ้นเชิง เอาเป็นว่าเราไปทำความรู้จักเธอให้มากกว่านี้พร้อม ๆ กันผ่านบทสัมภาษณ์ต่อไปนี้กันเลยดีกว่า Who Is Wine? “สวัสดีค่ะ ชื่อไวน์ ปัฌฑารีย์ ธรรมมนุญกุล ตอนนี้ทำงานอยู่ที่ Sutee Tankers เป็นบริษัทเกี่ยวกับประกอบรถแท็งก์บรรทุกสารเคมีค่ะ” “เป็นคนเฮฮา เข้ากับคนอื่นง่าย…มั้ง (หัวเราะ) ถ้าสมมุติจะนิยามไวน์ก็คงเป็นเหมือนเด็กจีนที่มีความไม่เหมือนคนไทย เราใช้ชีวิตอยู่ที่นู่นมานาน เลยมีความมั่นใจ กล้าคิด กล้าแสดงออก กล้าที่จะทำ ประมาณนี้ค่ะ Wi(ne)ld Life in China “ไวน์ไปอยู่จีนมา 8 ปีค่ะ ไปเรียนตั้งแต่ช่วงมัธยมปลายเลย” “ไวน์อยู่ค่อนข้างที่จะนานมาก
Harley-Davidson คือแบรนด์รถมอเตอร์ไซค์สัญชาติอเมริกันอายุกว่า 116 ปี ที่ขึ้นชื่อในเรื่องการสร้างสรรค์รถให้เต็มไปด้วยเอกลักษณ์โดดเด่น และตอนนี้ทางแบรนด์กำลังเริ่มต้นอะไรใหม่ ๆ อีกครั้งด้วยการหันมาทำรถจักรยานยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้าเพื่อให้เข้ากับยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ถึงแม้จะเป็นแบรนด์ชื่อดังระดับโลก แต่ด้วยยอดขายที่ลดลงในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา ทำให้บริษัทต้องดำเนินแผนการฟื้นฟูและกระตุ้นยอดขายเพื่อให้แบรนด์สามารถไปต่อได้ในช่วงที่เศรษฐกิจโลกกำลังซบเซา การที่ Harley-Davidson มียอดขายลดลงนั้นหลัก ๆ เกิดจากเรื่องกำแพงภาษีที่สูงขึ้นซึ่งเป็นผลกระทบจากสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ ในรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ทำให้ไตรมาสสุดท้ายในปี 2018 อยู่ในจุดที่เกือบจะขาดทุน ทำให้แบรนด์ต้องทำอะไรบางอย่างเพื่อกระตุ้นการเติบโตของยอดขายทั้งในและต่างประเทศ และคำตอบที่ได้คือพลังงานไฟฟ้า ในที่สุด Harley-Davidson ได้จัดแสดงนวัตกรรมมอเตอร์ไซค์พลังงานไฟฟ้ารุ่นแรกของแบรนด์ภายใต้ชื่อ LiveWire ในงาน Consumer Electronics Show (CES 2019) เมืองลาสเวกัส สหรัฐอเมริกา พร้อมกับเผยรายละเอียดฟังก์ชันการทำงานของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าและทิศทางของ Harley-Davidson ในยุคใหม่ หลังจากที่รถยนต์ไฟฟ้าของแบรนด์เคยปรากฏอยู่ในหนังซูเปอร์ฮีโร่ค่าย Marvel มาแล้วใน Avengers: Age of Ultron มอเตอร์ไซค์พลังงานไฟฟ้ารุ่นแรกของ Harley-Davidson จะเป็นรถแบบไม่มีคลัตช์เพื่อการควบคุมที่ง่ายขึ้น และดึงดูดนักขับรุ่นใหม่ ส่วนของฟีเจอร์นั้นเรียกได้ว่าจัดเต็มด้วยอัตราเร่งจาก 0 – 60 ไมล์ต่อชั่วโมง


