หลายคนคงไม่กล้าพูดคนเดียวเสียงดังเท่าไหร่นัก เพราะมองว่าเป็นเรื่องที่น่าอาย รบกวนคนอื่น ทำแล้วอาจถูกมองว่าเป็นคนไม่มีมารยาทได้ แต่เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ก็ได้มีงานวิจัยหลายชิ้นที่แสดงให้เห็นถึงประโยชน์ของการพูดคนเดียวเสียงดัง หนึ่งในนั้น คือ งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยบังกอร์ในประเทศอังกฤษ ที่พบว่า การพูดคนเดียวเสียงดังช่วยให้เราโฟกัสกับงานได้มากขึ้น แถมยังช่วยให้เราทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย งานวิจัยชิ้นนี้ ได้ศึกษาผู้เข้าร่วมการทดลองทั้งหมด 28 คน ซึ่งแต่ละคนจะได้รับข้อความคำสั่ง และถูกแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ต้องอ่านข้อความเสียงดัง และ กลุ่มที่ต้องอ่านเงียบ ๆ คนเดียว และหลังจากนั้น ผู้เข้าร่วมการทดลองจะได้รับการมอบหมายงาน และทีมวิจัยจะประเมินประสิทธิภาพในการทำงานของคนแต่ละกลุ่ม ผลการวิจัยออกมาว่า ผู้เข้าร่วมการทดลองที่อ่านข้อความเสียงดังจะมีสมาธิและทำผลงานได้ดีกว่ากลุ่มที่อ่านเงียบ ๆ กับตัวเอง อย่างไรก็ตาม แม้จำนวนกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในงานวจิยัชิ้นนี้จะน้อยเพียง 20 กว่าคน แต่ก็มีงานวิจัยชิ้นอื่นที่มาสนับสนุนผลลัพธ์ของงานวิจัยชิ้นนี้เหมือนกัน เช่น งานวิจัยชิ้นหนึ่ง พบว่า ผู้เข้าร่วมการทดลองทำภารกิจหาของเสร็จเร็วขึ้น เมื่อพวกเขาพูดกับตัวเอง เป็นต้น เพราะฉะนั้น ถ้าคุณเป็นคนที่ชอบพูดกับตัวเอง อย่ากลัวที่จะทำมัน เพราะเกรงใจคนอื่น นั่นอาจทำให้เราทำงานได้แย่ลงก็เป็นได้ ลองพูดให้กำลังใจตัวเอง พูดถึงสิ่งที่กำลังทำหรือหาอยู่แทน และที่สำคัญต้องตั้งใจฟังในสิ่งที่ตัวเองพูดด้วย เหล่านี้อาจช่วยให้เราทำงานได้ดีขึ้นได้ แต่อย่าพูดเสียงดังมากเกินไปละ เดี๋ยวคนที่นั่งข้าง ๆ
ทำไมถึงต้องไปออกกำลังกายกันเป็นกลุ่ม ? ออกกำลังกายคนเดียวไม่ได้หรอ ? คำถามเหล่านี้น่าจะเป็นคำถามคาใจของใครหลาย ๆ คน ยุคนี้มีโซเชียลมีเดีย เราเห็นหลายคนที่ลงสตอรี่ไปวิ่งกับเพื่อนบ้าง หลายคนลงสตอรี่ไปฟิตเนตกับเพื่อนบ้าง ฯลฯ ซึ่งอาจทำให้การออกกำลังกายคนเดียวกลายเป็นเรื่องแปลกในเรื่องนี้ เราอยากบอกว่า การออกกำลังกายคนเดียวไม่ใช่เรื่องแปลก แถมบางครั้งดีกว่าออกกำลังกายกับเพื่อนหรือเป็นกลุ่มซะอีก เพราะการออกกำลังกายคนเดียวทำให้เราสามารถออกกำลังกายได้อย่างเต็มที่ เช่น วิ่งได้เต็มเวลา ยกน้ำหนักได้เร็ว ฯลฯ โดยที่ไม่ต้องเสียเวลารอเพื่อนที่ช้ากว่าเรา และอยากจะมาแนะนำกิจกรรมการออกกำลังกายที่สามารถทำได้คนเดียว พร้อมช่วยรักษาสุขภาพกายและใจในเวลาที่เราไม่มีใคร จะมีกิจกรรมอะไรบ้างไปดูกัน วิ่ง กิจกรรมแรกที่เราอยากแนะนำ คือ การวิ่ง ซึ่งถือเป็นกิจกรรมของคนเศร้าเหงาโสดเลยก็ว่าได้ บางคนเวลาอกหักอาจไปวิ่งเพื่อไม่ให้มีน้ำสำหรับน้ำตา ดั่งที่ ทาเคชิ คาเนชิโร่ เคยกล่าวไว้ในภาพยนตร์เรื่อง Chunking Express เราสามารถวิ่งได้ทุกที่ ไม่ว่าจะเป็น ในบ้าน ในสวนสาธารณะ หรือ ในฟิตเนส และการวิ่งยังดีต่อสุขภาพหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น ทำให้อายุยืน ช่วยลดน้ำหนัก ลดอาการซึมเศร้า บรรเทาอาการไข้หวัด ฯลฯ เพราะฉะนั้น หารองเท้าวิ่งสักคู่ นาฬิกาออกกำลังกายสักเรือน เตรียมชุดออกกำลังกายให้พร้อม แล้วออกไปวิ่งกันดีกว่า เราอยากแนะนำให้ทุกคนวิ่งกันอยู่ที่อย่างน้อย
หลายคนอาจมีเป้าหมายประจำปีใหม่ (New Year’s Resolutions) ที่อยากทำให้สำเร็จในแต่ละปี ไม่ว่าจะเป็น เรื่องเล็ก หรือ เรื่องใหญ่ ก็มีหลายคนเหมือนกันที่ต้องล้มเลิกการทำเป้าหมายนั้นให้สำเร็จไประหว่างทาง เพราะเจอกับอุปสรรค์ต่าง ๆ เช่น เวลาไม่พอ เหนื่อยเกินไปที่จะทำต่อ ฯลฯ จนกำลังใจห่อเหี่ยว และต้องมาเศร้าตอนช่วงท้ายปี และบ่นว่า ปีนี้ไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย ใครที่ปีนี้ทำเป้าหมายของตัวเองไม่สำเร็จ เราอยากบอกว่า ไม่เป็นไร ปีหน้าเอาใหม่ และได้รวบรวมภาพยนตร์ 5 เรื่องที่จะช่วยให้ทุกคนมีกำลังใจในการทำตามเป้าหมายของตัวเองด้วย ซึ่งแต่ละเรื่องทเราคัดมาแต่ที่มีคุณภาพ มีเนื้อเรื่องที่น่าสนใจ แถมเกิดจากทีมสร้างหนังคุณภาพ ไม่ว่าจะเป็น ผู้กำกับมากรางวัล และนักแสดงก็มากฝีมือด้วย จะมีเรื่องอะไรบ้าง ไปดูกันได้เลย Groundhog Day (1993) ภาพยนตร์เรื่องนี้เล่าเรื่องของ ฟิล คอนเนอร์ส์ นักพยากรณ์อากาศ เมื่อวันหนึ่งเขาและทีมงานต้องเดินทางไปยังเมืองพันซิทอว์นีย์ เพื่อทำข่าวประจำปีเรื่องเทศกาลวันกราวน์ฮ็อก และได้เจอกับปรากฎการณ์เหนือธรรมชาติ เขาพบว่าตัวเองติดอยู่ในวังวนของวันที่ 2 กุมภาพันธ์ เขาต้องตื่นมาเจอกับเหตุการณ์เดิมซ้ำ ๆ ทุกวันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และสิ่งที่เขาได้ทำในแต่ละวัน จะไม่มีผลถึงวันถัดไปด้วย พูดง่าย ๆ
ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแขน เป็นเหมือนกับตัวแทนความแกร่งของร่างกายผู้ชายอย่างเรา เพราะไม่ว่าคุณจะเคลื่อนไหวร่างกายหรือหยิบจับยกของอะไร แขนล้วนเป็นอวัยวะสำคัญที่มีส่วนร่วมกับทุกอิริยาบถระหว่างวันเสมอ ขณะเดียวกัน แขนของคนเราประกอบไปด้วยกล้ามเนื้อหลายส่วน ซึ่งล้วนมีความสำคัญไม่ว่าจะเป็นมัดกล้ามเนื้อหลักหรือกล้ามเนื้อรอง และสำหรับคนที่กำลังมองหาโปรแกรมเพิ่มความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ ของแขน ตอนนื้ถือเป็นโอกาสดี เพราะ Quick Workout จะพาทุกคนไปรู้จัก 6 ท่าสร้างและบริหารกล้ามเนื้อแขน ที่รวบเอาไว้ตั้งแต่ท่าสำหรับคนที่เพิ่งเริ่มต้นออกกำลังกาย ไปจนถึงท่าที่ท้าทายมากขึ้น ซึ่งในโปรแกรมจะประกอบไปด้วยท่าไหนบ้าง มาทำความรู้จักและเตรียมฝึกไปพร้อมกันได้เลยครับ Inverted Row เริ่มต้นกับการสร้างกล้ามเนื้อหน้าแขนไปกับท่า Inverted Row ท่าออกกำลังที่ฝึกคู่กับบาร์เบล โดยสาเหตุที่เราเลือก Inverted Row มาแนะนำเป็นท่าแรกเพราะท่านี้เหมาะสมสำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นออกกำลังมากที่สุด ซ้ำยังสร้างความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อหลายส่วนไม่ว่าจะเป็นกล้ามเนื้อหน้าแขน หลังและอกในเวลาเดียวกัน เตรียมฝึก Inverted Row ด้วยท่านอนหงายอยู่ใต้บาร์เบลคล้ายกับท่าฝึก Bench Press โดยปรับระดับบาร์ให้มีความสูงในระดับสุดปลายขาย ก่อนเริ่มต้นฝึกด้วยการวางมือบนบาร์เบลโดยยกให้แผ่นหลังและก้นสูงขึ้นจากพื้นเล็กน้อย ต่อด้วยการออกแรงดึงลำตัวเขาบาร์โดยให้ส่วนอกเป็นจุดที่แตะบาร์และผ่อนน้ำหนักกลับมาอยู่ในถ้าเตรียมนับเป็น 1 ครั้ง ฝึกทั้งหมด 2 เซต เซตละ 10 – 12 ครั้ง Inchworm Inchworm คือท่าบริหารที่เพิ่มความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อหลายส่วน
แจ็คเก็ตเดนิมเป็นหนึ่งในไอเท็มยอดนิยมของลูกผู้ชาย หลายคนน่าจะมีไอเท็มแฟชั่นชิ้นนี้เก็บไว้ในตู้เสื้อผ้าที่บ้านกัน แต่ถึงแม้มันจะเป็นไอเท็มที่ได้รับความนิยมจากคนหลายวัย แต่วิธีการจะใส่มันให้ดูดีนั้น ถ้าไม่รู้หลักการ ก็อาจไม่ใช่เรื่องง่ายเลย UNLOCKMEN เลยอยากจะมาพูดถึงสิ่งที่ควรทำเวลาจะใส่แจ็คเก็ตเดนิม เพื่อให้ทุกคนสามารถดึงความเท่และความมีสไตล์ของแจ็คเก็ตเดนิมออกมาได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ แจ็คเก็ตต้องมีขนาดพอดีตัว และมีสไตล์เหมาะกับเรา ก่อนจะเลือกซื้อเสิ้อแจ็คเก็ตเดนิมสักตัว สิ่งที่เราควรเลือกก่อนเลย คือ ดีไซน์ของมัน เพราะเสื้อแจ็คเก็ตเดนิมที่วางขายตามร้านทั่วไป นั่นมีหลากหลายไซส์และหลากหลายสไตล์ให้เราเลือก ซึ่งแต่ละอันก็ให้ลุคที่แตกต่างกันด้วย ยกตัวอย่างเช่น แบบหลวมและโอเวอร์ไซส์ จะให้ลุคที่ดูผ่อนคลายสบาย ๆ หรือ แบบฟิตและครอป จะให้ลุคที่ดูคมเข้มมากกว่า เป็นต้น และเมื่อเลือกดีไซน์ที่เหมาะสมได้แล้ว สิ่งที่ควรดูต่อมา คือ ความฟิตของเสิ้อแจ็คเก็ตของเรา ซึ่งเสื้อแจ็คเก็ตของเราต้องไม่โป่งหรือรัดมากเกินไป เลือกสีแจ็คเก็ตให้เหมาะกับสถานการณ์ นอกจากเรื่องดีไซน์แล้ว สีของแจ็คเก็ตก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน เสื้อแจ็คเก็ตเดนิมก็ในปัจจุบันมีหลายเฉดสีให้เลือก ไม่ว่าจะเป็น สีฟ้า สีน้ำเงิน สีดำ สีเทาอ่อน สีขาว ฯลฯ ซึ่งแต่ละสีก็จะให้อารมณ์ที่แตกต่างกันไป อย่างเช่น สีฟ้าจะให้ลุคที่ดูสบาย ๆ มากกว่า สีน้ำเงินซึ่งจะให้ลุคที่ดูสมาร์ทมากกว่า ดังนั้น เราควรใส่ใจเลือกการเลือกเฉดสีด้วย ซึ่งเฉดสีที่เราอยากแนะนำให้ทุกคนลองดู คือ Medium Wash ซึ่งได้รับความนิยม
สำหรับหนุ่ม ๆ ที่เป็นคอภาพยนตร์ โดยเฉพาะแฟนของผู้กำกับรุ่นเก๋าอย่างสตีเวน สปีลเบิร์กคงทราบกันดีว่าวันนี้คือวันครบรอบวันคล้ายวันเกิดของพ่อมดแห่งวงการภาพยนตร์ ซึ่งในปีนี้ตัวเขามีอายุครบ 74 ปีเป็นที่เรียบร้อย ขณะเดียวกัน อย่างที่ทราบกันดีว่าสตีเวน สปีลเบิร์กเลือกใช้เวลากว่าครึ่งหนึ่งของชีวิตไปกับการสร้างสรรค์ภาพยนตร์หลากหลายเรื่องบางเรื่องได้กลายเป็นความทรงจำรวมถึงแรงบันดาลใจให้กับใครหลายคน และสำหรับคนที่อยากย้อนชมผลงานของชายคนนี้อีกครั้ง WATCHLIST วันนี้มีภาพยนตร์ 7 เรื่องของสตีเวน สปีลเบิร์กมาแนะนำ แต่จะมีเรื่องอะไรบ้าง มาทำความรู้จักไปพร้อมกันได้เลยครับ Saving Private Ryan (1998) เริ่มต้นกับภาพยนตร์สงครามผลงานขึ้นหิ้งอย่าง Saving Private Ryan เรื่องราวของหน่วยรบที่นำโดยร้อยเอกจอห์น เฮช มิลเลอร์ (Tom Hank) ที่ได้รับมอบหมายให้ทำภารกิจพิเศษในการช่วยชีวิตลูกชายคนสุดท้ายของครอบครัว Ryan จากสมรภูมิหลังเหตุการณ์ D-Day ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 Saving Private Ryan จะพาคุณเข้าไปมีส่วนร่วมกับเหตุการณ์สำคัญมากมาย ทั้งฉากการยกพลขึ้นบกที่ตราตรึง การแทรกตัวของไปในเขตของศัตรูซึ่งเชื่อว่าเรื่องราวที่ภาพยนตร์ถ่ายทอดออกมา จะช่วยทำให้คุณเข้าใจความโหดร้ายของสงครามและมนุษย์ได้เป็นอย่างดี แต่ในเวลาเดียวก็ยังมีกลุ่มคนพร้อมจะเสียสละเพื่อคนอื่นอยู่เช่นกัน Catch Me if You Can (2002) Catch Me if
มันต้องมีเพื่อนสักคนและที่เราเห็นมันดูเศร้า ๆ ตลอดเวลา บางครั้งมันก็ชอบตั้งสเตตัสเศร้า ๆ บางครั้งมันก็ชอบอยู่คนเดียว บางครั้งมันก็ดูสิ้นหวังยังไงชอบกล สิ่งเหล่านี้อาจแสดงให้เห็นว่า เพื่อนของเราอาจจะมีอาการเสพติดความเศร้าก็ได้ ถ้าใครกำลังมีอาการแบบนี้อยู่ เราอยากแนะนำให้อ่านบทความต่อไป เพราะเราได้เอาตัวช่วยที่จะทำให้ทุกคนเลิกเศร้าและมีความสุขมากขึ้นมาฝากเช่นกัน ทำไมเราถึงเสพติดความเศร้า ? ปกติคนเรามักจะมองหาความสุขในชีวิตอยู่เสมอ การเสพติดความเศร้าจึงฟังดูยังไงชอบกล แต่ความสุขกับความทุกข์เป็นสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นพร้อม ๆ ได้ เพราะสองอย่างนี้ไม่ได้หักลบกันเอง เราสามารถป่วยแล้วมีความสุขไปด้วยได้ เราสามารถเบื่อแล้วมีความสุขไปด้วยได้ เราสามารถเป็นทุกข์และมีความสุขไปด้วยได้ นอกจากนี้ บางคนอาจเป็นประเภทที่ชื่นชอบความรู้สึกแย่ ๆ อีกด้วย ซึ่งมีงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ศึกษาคนที่ชอบดูหนังสยองขวัญ และพบว่า บางคนมีความสุขกับการไม่มีความสุข กล่าวคือ พวกเขามีความสุขกับการถูกหลอก ทั้งหมดนี้เราจึงกล่าวได้ว่า อาการเสพติดความเศร้าเกิดขึ้นได้จริง ซึ่งสาเหตุของอาการเสพติดความเศร้ามีหลากหลายมาก ไม่ว่าจะเป็น กลัวความสุข เติบโตมาในครอบครับที่เคร่งขัดมากเกินไป มองไม่เห็นคุณค่าในตัวเองและรู้สึกว่าตัวเองไม่สมควรได้รับความสุข ยึดติดกับประสบการณ์แย่ ๆ ในอดีต และรู้สึกเคยชินกับความเจ็บปวด ฯลฯ แต่ไม่ว่าจะสาเหตุไหน การเสพติดความทุกข์ก็ส่งผลเสียต่อเราได้หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น ไม่ดูแลตัวเอง หันไปใช้สิ่งเสพติดเพื่อหลีกหนีอารมณ์เศร้า ไม่จริงจังกับเป้าหมายในชีวิต ไม่มีความสุขเมื่อประสบความสำเร็จ ไม่มีความสุขในความสัมพันธ์ ฯลฯ วิธีการเลิกเสพติดความเศร้า เมื่อความคลั่งเศร้าส่งผลเสียอย่างที่บอกไปแล้ว
Mercedes-Benz ต่างกับ Mercedes-AMG ยังไง ก่อนหน้านี้อาจจะมีบางท่านที่ไม่ทราบความเป็นมาของการควบรวมแบรนด์ระหว่าง Mercedes-Benz และ AMG จนได้ออกมาเป็นสุดยอดรถยนต์สมรรถนะเยี่ยมเต็มเปี่ยมด้วย DNA จากสนามแข่งออกมาจนถึงทุกวันนี้ ซึ่งถ้าใครอยากรู้ข้อมูลแบบเจาะลึกก็สามารถเข้าไปดูกันได้ที่ History of Mercedes-Benz and AMG สำหรับในบทความนี้ เป็นอีกครั้งที่เราจะมาตอบคำถามยอดฮิตที่หลายคนสงสัยว่า รถที่เป็น Mercedes-AMG แท้ ๆ ดูยังไง แล้ว Mercedes-Benz ที่เป็น AMG Line ล่ะมันใช่ Mercedes-AMG หรือไม่ โดยการเทียบความแตกต่างที่ระหว่าง Mercedes-Benz CLS 300 d AMG Premium กับ Mercedes-AMG CLS 53 4MATIC+ จิตวิญญาณรถแข่งแท้ ๆ completed จากโรงงาน AMG Line คือการติดตั้งชุดแต่งทั้งภายนอกและภายในที่ผ่านการออกแบบมาเพิ่มอารมณ์สปอร์ตให้กับรถยนต์ Mercedes-Benz ซึ่งมักจะเป็นรุ่นท็อปสุดในโมเดลนั้น ๆ ภาพลักษณ์ที่ดูดุดันขึ้นจากชุดแต่งรอบคัน
“ผมยังจดจำได้ว่า เอนโซ่ เฟอร์รารี่ เข้ามาพูดคุยกับผม เป็นครั้งแรกที่ผมได้ยินความปรารถนาในการสร้างรถยนต์ที่แสดงออกถึงตัวตนที่แท้จริงของเฟอร์รารี่ ขณะเดียวกัน ผมก็รู้ได้ในเวลาเดียวกันว่า นี่จะเป็นรถคันสุดท้ายในชีวิตของชายที่ชื่อ เอ็นโซ่ เฟอร์รารี่” Leonardo Fioravanti กล่าวถึงการสนทนาที่กลายมาเป็นจุดเริ่มต้นของ Ferrari F40 ถ้าหากพูดถึงเรื่องราวของซูเปอร์คาร์จากค่ายรถสุดแรงสัญชาติอิตาเลียนนามว่า เฟอร์รารี่ เชื่อว่าหนุ่ม ๆ หลายคนคงมีโมเดลรถยนต์จากค่ายม้าลำพองที่ชื่นชอบเป็นการส่วนตัวอยู่หลายรุ่น อย่างไรก็ตาม หนึ่งในรถยนต์รุ่นไอคอนอย่าง Ferrari F40 ถือเป็นซูเปอร์คาร์ที่ถูกจดจำได้มากที่สุด ทั้งจากงานดีไซน์ที่มีสวยงามมีเอกลักษณ์ อย่างไรก็ตาม รถยนต์คันสุดท้ายในชีวิต ชายผู้ก่อตั้งค่ายเฟอร์รารี่คันนี้ ยังมีเรื่องราวที่น่าสนใจอีกมากมาย และวันนี้เราจะพาทุกคนไปย้อนทำความรู้จักกับจุดเริ่มต้นของซูเปอร์คาร์คันนี้ รวมถึงความพิเศษที่ทำให้มันกลายเป็นตำนานบนท้องถนนมาจนถึงปัจจุบัน 288 GTO Evoluzione เรื่องราวของ Ferrari F40 เริ่มต้นขึ้นในปี 1984 เมื่อ Nicola Materazi หัวหน้าทีมวิศวกรผู้รับหน้าที่พัฒนาแผนกรถสปอร์ตและรถแข่งของเฟอร์รารี่ ได้เสนอไอเดียให้เอ็นโซ่ เฟอร์รารี่ เลือกใช้เครื่องยนต์ที่ใช้ในการแข่งขัน Group B ซึ่งเป็นเครื่องยนต์ขนาด 2.857 ลิตร Turbocharged เพื่อพิสูจน์สมรรถนะของรถยนต์รุ่นที่ใช้บนท้องถนนของค่าย เพราะช่วงเวลาดังกล่าวเฟอร์รารี่มียอดขายที่รถน้อยลง
มีหลายสาเหตุที่ความสัมพันธ์ทำให้เรารู้สึกแย่ อึดอัด และไม่มีความสุข สาเหตุนั้นอาจเกิดขึ้นจากตัวของเราเอง สาเหตุนั้นอาจเกิดขึ้นจากอีกฝ่าย แต่ไม่ว่าจะเกิดขึ้นจากสาเหตุใด ปัญหาที่เกิดขึ้นจากตัวเราเอง ก็เป็นเรื่องที่สามารถแก้ไขได้ง่ายกว่าเสมอ ในบทความนี้เราเลยอยากจะโฟกัสไปที่ปัญหาในส่วนของตัวเราเอง คือ การไม่มีความยืดหยุ่นทางจิตใจ (psychological inflexibility) ซึ่งมันอาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความสุขในการใช้ชีวิตคู่อย่างมาก และเรามีคำแนะนำเรื่องวิธีการพัฒนาตัวเองให้มีความยืดหยุ่นทางจิตใจมากขึ้นมาฝากทุกคนด้วย What is psychological flexibility ? เวลาเราต้องเผชิญหน้ากับปัญหาต่าง ๆ สิ่งหนึ่งที่ทำให้เราแต่ละคนรับมือกับปัญหาเหล่านั้นได้แตกต่างกัน คือ ความยืดหยุ่นทางจิตวิทยา (psychological flexibility) คนที่มีความยืดหยุ่นต่ำอาจเกิดความเครียดสูงเวลาเจอกับปัญหา และไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ดี ในขณะที่ คนที่มีความยืดหยุ่นสูงอาจจะตั้งสติและคิดแก้ปัญหาได้ดีกว่า เมื่อเจอปัญหาเดียวกัน ความยืดหยุ่นทางจิตวิทยา (psychological flexibility) คือ ทักษะในการรับมือกับความคิด ความรู้สึก อารมณ์ รวมถึงประสบการณ์ที่ยากลำบากและมีความท้าทาย ลักษณะของความยืดหยุ่นทางจิตวิทยาก็เช่น เปิดรับและยอมรับทุกประสบการณ์ไม่ว่าจะดีหรือร้าย มีสติรู้ตัวและอยู่กับปัจจุบันได้ตลอดทั้งวัน รับมือกับความคิดและความรู้สึกแย่ ๆ ได้โดยไม่ยึดติดกับมัน สามารถมองปัญหาแบบรอบด้านแม้จะอยู่ในความคิดแย่ ๆ หรือความรู้สึกที่เลวร้าย ยึดมั่นในคุณค่าของตัวเองแม้จะเจอกับความเครียดหรือความวุ่นวาย รวมถึง ไม่ล้มเลิกที่จะทำตามเป้าหมายแม้จะเจอกับอุปสรรค์และความยากลำบาก ในทางกลับกัน หากเราไม่มีทักษะนี้ เราอาจใช้ชีวิตได้อย่างไม่มีความสุข


