หลังงานเสกสมรส เจ้าหญิงมาโกะจะเป็นเพียง ‘มาโกะ’ สามัญชนที่ไม่มีฐานันดรศักดิ์ หรือจะมีฐานันดรศักดิ์ใหม่ที่จะทำให้พระองค์ยังคงแน่นแฟ้นกับสมาชิกราชวงศ์ต่อไป? หลายปีมานี้ เราได้เห็นข่าวคราวการคบหาดูใจระหว่างเจ้าหญิงมาโกะแห่งอากิชิโนะ พระราชนัดดาพระองค์โตในสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะและสมเด็จพระจักรพรรดินีมิชิโกะแห่งญี่ปุ่น กับ เคอิ โคมุโระ (Kei Komuro) เพื่อนร่วมชั้นครั้งยังศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยนานาชาติคริสเตียน ทางสำนักพระราชวังอิมพีเรียลเคยประกาศในวันที่ 3 กันยายน 2017 ว่าทั้งสองจะมีการหมั้นหมายกันในวันที่ 4 มีนาคม 2018 และจะมีพิธีเสกสมรสในเดือนพฤศจิกายน แต่ภายหลังทางสำนักพระราชวังได้ประกาศอีกครั้งว่างานทั้งหมดต้องถูกเลื่อนออกไปจนกว่าจะถึงปี 2020 โดยให้เหตุผลว่าทั้งคู่ยังไม่พร้อมสำหรับการเสกสมรส เจ้าหญิงมาโกะแห่งอากิชิโนะ (眞子内親王) เป็นพระธิดาพระองค์โตในมกุฎราชกุมารฟุมิฮิโตะแห่งอากิชิโนะ กับ เจ้าหญิงคิโกะ พระชายาฯ และเป็นพระราชนัดดาพระองค์โตในสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะและสมเด็จพระจักรพรรดินีมิชิโกะแห่งญี่ปุ่น ทรงสำเร็จการศึกษาระดับประถมและมัธยมจากกาคุชูอิน โรงเรียนหลวงญี่ปุ่น ต่อมาเข้ารับการศึกษาระดับอุดมศึกษาปริญญาตรี สาขามรดกด้านศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยนานาชาติคริสเตียน และทรงเข้าศึกษาสาขาพิพิธภัณฑ์ศึกษา มหาวิทยาลัยเลสเตอร์ สหราชอาณาจักร ปัจจุบันทรงงานเป็นนักวิจัยในพิพิธภัณฑ์ของมหาวิทยาลัยโตเกียว การเลื่อนพิธีเสกสมรสไปถึง 2 ปี ทำให้เจ้าหญิงมาโกะต้องออกแถลงการณ์ขออภัยชาวญี่ปุ่นทุกคน กรณีสร้างความวุ่นวายและสร้างภาระแก่ผู้ที่คอยช่วยเหลือและตระเตรียมงาน โดยเหตุผลที่เจ้าหญิงมาโกะกล่าวต่อประชาชนคือ พระองค์อยากรอให้พิธีสละราชบัลลังก์ของสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโกะ เปลี่ยนรัชสมัยจากเฮเซเป็นเรวะให้เสร็จสิ้นเสียก่อน ก่อนหน้านี้ทางสื่อหลายสำนักกับชาวเน็ตญี่ปุ่นไม่ปักใจเชื่อว่าการรอเปลี่ยนผ่านยุคสมัยจะเป็นเพียงเหตุผลเดียวที่ทำให้พิธีเสกสมรสถูกเลื่อนออกไป จนเกิดการตั้งกระทู้ขุดประวัติของ เคอิ โคมุโระ ว่าเป็นใครมาจากไหน
ถือเป็นข่าวรถยนต์เท่ ๆ คันหนึ่งที่ได้ออกมาให้เราเห็นในช่วงนี้ Aptera Motors บริษัทสตาร์อัพในสหรัฐฯ พัฒนารถยนต์ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์คันใหม่ ซึ่งความโดดเด่นในเรื่องของดีไซน์ที่เหมือนกับหลุดออกมาจากภาพยนตร์แนวไซไฟ แถมยังเป็นรถยนต์ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์คันแรกของโลกที่มีการจับคู่มอเตอร์ไฟฟ้าแบบ liquid-cooled กับแผงพลังงานแสงอาทิตย์อีกด้วย ทาง Aptera เคลมด้วยว่า รถยนต์ของพวกเขาแทบจะไม่ต้องชาร์จไฟเลย เพียงแค่อาศัยพลังงานจากแสงอาทิตย์เพียงอย่างเดียว มันก็สามารถเดินทางได้ถึง 72 กิโลเมตรต่อวัน โดยแผงโซลาเซลล์ที่ติดตั้งกับตัวรถจะมีขนาดอยู่ที่ 3 ตารางเมตร ประกอบไปด้วยเซลล์แสงอาทิตย์จำนวน 180 เซลล์ ทั้งหมดนี้ช่วยให้รถสามารถฟื้นฟูพลังงานในขณะที่จอดนิ่งอยู่ได้ และทำให้รถมีพลังงานมากพอที่จะเดินทางได้มากกว่า 17,702 กิโลเมตรต่อปี ดีไซน์ของรถเองก็มีความน่าสนใจไม่แพ้กัน ด้วยรูปร่างที่ดูเหมือนกับยานอวกาศขนาดเล็ก ล้อเพียง 3 ล้อ และที่นั่งเพียง 2 ที่นั่ง ช่วยให้รถสามารถเคลื่อนที่ผ่านอากาศได้ดี และเดินทางได้ไกลมากขึ้น อีกทั้งในส่วนของสมรรถนะของรถ มันสามารถเดินทางจากระยะทาง 0 ถึง 100 กิโลเมตรได้ โดยใช้เวลาอย่างน้อยที่สุดเพียง 3.5 วินาที และมันยังมาพร้อมกับแบตเตอรี่ที่มีความจุ 100 กิโลวัตต์ชั่วโมง ที่เมื่อชาร์จพลังงานจนเต็มแล้ว รถยนต์สามารถขับเคลื่อนได้เป็นระยะทางสูงสุด 1,600
ศิลปะญี่ปุ่นถือเป็นศาสตร์และศิลป์ที่โดดเด่นหาใครเปรียบ แม้ศิลปินญี่ปุ่นจะมีลวดลายเส้นสีที่ต่างออกไป แต่พวกเขามักนำแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงานมาจากเรื่องราวที่คล้ายคลึงกัน อาทิ ซาเอกิ โทชิโอะ ชายผู้ถูกขนานนามว่าเจ้าพ่อแห่งวงการอีโรติกอาร์ตญี่ปุ่น (Godfather of Japanese Erotica) ก็มีมุมมองทางเพศที่สื่อออกมาเป็นศิลปะด้วยกลิ่นอายคล้ายงดงามชวนขนลุก หรือแม้กระทั่งนักวาดการ์ตูนสยองขวัญสั่นประสาทลายเส้นสุดหลอนอย่าง อิโต้ จุนจิ กับ ทากาชิ มุราคามิ ต่างก็หยิบความเจ็บช้ำและบาดแผลของชาวญี่ปุ่นจากสงครามโลกครั้งที่ 2 รวมถึงบุคลิกซ่อนเร้นเก็บกดของชาวญี่ปุ่นมาเล่าในงานภาพในมุมมองที่ไม่ซ้ำกัน ดังนั้น เมื่อเอ่ยถึงศิลปะญี่ปุ่น ผู้คนส่วนใหญ่อาจตอบชื่อศิลปินญี่ปุ่นที่นึกถึงเป็นชื่อแรกไม่ตรงกัน แต่ถ้าถามลึกลงไปอีกสักหน่อยว่า ‘อีโรติกอาร์ต’ ชื่อศิลปินที่ถูกพูดถึงก็จะน้อยลงเรื่อย ๆ และถ้าเจาะลึกยิ่งกว่าลงไปอีกด้วยคำคีย์เวิร์ดที่ว่า ‘ภาพพิมพ์’ ‘เซ็กซ์’ ‘หญิงสาว’ และ ‘หมึก’ ภาพที่ทั้งชายและหญิงจะนึกออกก็คงหนีไม่พ้นภาพที่มีชื่อว่า ‘The Dream of the Fisherman’s Wife’ หรือในชื่อภาษาไทยว่า ‘ความฝันของเมียชาวประมง’ ของศิลปินระดับตำนานอย่าง คัตสึชิกะ โฮกุไซ กันอย่างแน่นอน คัตสึชิกะ โฮกุไซ (Katsushika Hokusai) เป็นศิลปินระดับตำนานของยุคเอโดะ ช่วงเวลาอันรุ่งโรจน์ทางเรื่องเพศของญี่ปุ่น ด้วยสภาพเศรษฐกิจที่ยอดเยี่ยม บ้านเมืองสงบสุขติดกันหลายปี
ผู้ชายกับรถยนต์ เรียกว่าเป็นของคู่กันมานานมาก ๆ แล้ว หลายคนยอมเสียเงินเสียทองมากมายเพื่อซื้อของแต่งรถที่รัก ซึ่งถ้าหากเราให้นิยามความหลงใหลและคลั่งไคล้ในพาหนะ 4 ล้อนี้ ทุกคนจะนิยามออกมาว่าอะไรกันบ้าง ? แล้วถ้าเราบอกว่ามีคน 2 คน ที่คลั่งรถยนต์มาก ขนาดที่สัมผัสถึง “ลมหายใจของรถ” ได้ คุณพอจะนึกภาพออกไหม ? จะมีสักกี่คนที่จินตนาการถึงส่วนต่าง ๆ อย่างลึกซึ้งในตอนขับรถได้ขนาดนั้น ถ้าใจมันไม่ได้หลงใหล และรักในรถยนต์จริง ๆ ใช่ไหม ? คอลัมน์ The Real สัปดาห์นี้ เราลองไปพูดคุยกับคุณเชฎฐ์-วิเชฎฐ์ จิรบวรวิสุทธิ์ และ คุณชิต-วิชิตพล จิรบวรวิสุทธิ์ 2 พี่น้องเจ้าของสำนักแต่ง Autobahn ถึงที่มาที่ไปกว่าจะมาเป็น Autobahn และความคลั่งไคล้ต่อรถยนต์ที่ยากจะหาคำมาอธิบายได้กันครับ จุดเริ่มต้นความคลั่งไคล้รถยนต์ นำไปสู่การสานฝันที่อยากจะเป็นสำนักแต่งรถระดับเวิลด์คลาส “จุดเริ่มต้นมันมาตั้งแต่เด็ก ๆ ครับ ที่คุณพ่อขับ BMW รุ่นแรก ๆ เลย พวก M3 หรือ
ผู้ชายหลายคนคงอยากมีกล้ามเนื้อหน้าท้องเหมือน ไทเลอร์ เดอร์เดนในเรื่อง ไฟท์คลับ แต่ไม่ว่าจะพยายามแค่ไหน ก็ไปไม้ถึงฝั่งฝันสักที เราอยากบอกว่า บางทีคุณอาจกำลังเดินผิดทางอยู่ก็ได้ การสร้างกล้ามเนื้อหน้าทองที่แบนราบ และมัดกล้ามเนื้อโผล่ออกมาให้เห็นอย่างชัดเจนนั่น จำเป็นต้องใช้เวลา ความอดทน และความพยายามในหลาย ๆ เรื่อง ซึ่งในบทความนี้ เราอยากมาอธิบาย 5 เรื่องที่จะช่วยให้ทุกคนสามารถมีหน้าท้องสุดเท่ได้อย่างเร็วที่สุด อย่าลืมคุมอาหาร “You are what you eat” แค่การออกกำลังกายเพียงอย่างเดียว คงไม่สามารถทำให้กล้ามเนื้อหน้าท้องนูนขึ้นมาได้ เราจำเป็นต้องกินอาหารให้เหมาะสมต่อการสร้างกล้ามเนื้อด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การกินโปรตีนซึ่งเป็นสารอาหารประเภทที่จำเป็นต่อการเสริมสร้างและซ่อมแซมกล้ามเนื้อ งานวิจัยบอกเราด้วยว่า การกินอาหารที่มีโปรตีนสูงมากขึ้น สามารถช่วยลดน้ำหนัก ลดไขมันหน้าท้อง รักษากล้ามเนื้อ และลดอาการหิวได้ด้วย และที่สำคัญต้องเลิกกินอาหารแปรรูปด้วย เช่น คุกกี้ มันฝรั่งแผ่น เพราะเหล่านี้มีคุณค่าทางโภชนาการต่ำและแคลอรี่สูงด้วย สำหรับคนที่จะเริ่มคุมอาหารเพื่อลดน้ำหนักและให้กล้ามเนื้อหน้าท้องชัดขึ้น เราอยากแนะนำให้ลองเริ่มจากการเปลี่ยนมาทาน 6 มื้อ แทน 3 มื้อ ลดการบริโภคน้ำตาลและอาหารแปรรูป และเน้นทานแหล่งโปรตีนเป็นหลัก เช่น เนื้อ นม ไข่
เข้าสู่ช่วงเวลาของปลายฤดูฝนต้นฤดูหนาว เชื่อว่าผู้ชายหลายคนคงมีแผนพาตัวเองออกจากบ้านไปต้อนรับมวลความเย็นที่เข้ามาทักทาย ซึ่งอากาศที่เปลี่ยนไปก็ทำให้เราหันมาใส่ใจในเรื่องเครื่องแต่งกายกันมากขึ้น และรองเท้าคือหนึ่งในไอเทมสำคัญที่ผู้ชายอย่างเรา ๆ ไม่ควรมองข้าม นอกจากคุณสมบัติพื้นฐานของรองเท้าที่ต้องสวมใส่สบาย ตอบสนองการเคลื่อนไหวได้ดี อีกสิ่งที่ขาดไม่ได้คือดีไซน์สวยงาม สามารถหยิบมาจับคู่กับเสื้อผ้าสไตล์ต่าง ๆ ได้อย่างลงตัว เพราะต่อให้มีท่อนบนที่ดูดีแค่ไหน ถ้ารองเท้าไม่แมตช์ก็ทำให้ทั้งลุคเสียความมั่นใจไปได้เลย ด้วยเหตุนี้เราจึงอยากแนะนำให้ชาว UNLOCKMEN ทุกคนได้รู้จักกับรองเท้าในเฉดสีเอิร์ธโทน สีที่กำลังได้รับความนิยม และเป็นสีที่วงการแฟชั่นทั่วโลกต่างยกให้เป็นสีที่เข้ากับช่วง Winter มากที่สุด พร้อม Style Guide แนะนำข้อมูลและวิธีเลือกซื้อรองเท้าคู่ใหม่รับลมหนาวที่กำลังมาเยือน ปิดท้ายด้วยการชี้เป้า “Earthy Transitions” คอลเลกชันใหม่ล่าสุดจากแบรนด์รองเท้า Camper (แคมเปอร์) ที่ต้องบอกเลยว่าสีสัน ดีไซน์ วัสดุและคุณภาพนั้นเหมาะสำหรับแต่งหล่อเดินสบายในสไตล์ Winter Look อย่างแน่นอน เอิร์ธโทน (Earth Tone) หมายถึงโทนสีที่ได้แรงบันดาลใจจากธรรมชาติ ประกอบไปด้วยโทนสีหลักคือสีน้ำตาล, สีเขียว, สีเทาอ่อน และสีฟ้า ที่เราสามารถพบเห็นได้จากท้องฟ้า ก้อนหิน พื้นดิน โดยมีการแบ่งออกเป็นเฉดสีที่หลากหลาย ยกตัวอย่างเช่นสีน้ำตาล ซึ่งมีทั้งสีน้ำตาล Burnt Umber, สีน้ำตาล
รู้สึกเหนื่อยตลอดเวลา – นอนยังไงก็ไม่หายเหนื่อย กำลังมีอาการเหล่านี้ไหม ? ถ้ามี คุณอาจเข้าข่ายเป็นโรค Chornic Fatigue Syndrome (CFS) อยู่ก็ได้ ซึ่งโรคนี้ทำลายชีวิตของเราพอสมควร เพราะเป็นโรคที่ทำให้เราอยู่ในภาวะเหนื่อยล้าตลอดเวลา จนไม่สามารถทำอะไรได้ เราเลยอยากให้ทุกคนรู้จักโรคนี้กันมากขึ้น สำหรับใครที่เคยได้ยินเรื่อง CFS ครั้งแรก เราอยากบอกว่ามัน คือ ภาวะความผิดปกติที่ทำให้เราเกิดอาการเหนื่อยล้าอย่างหนักและยาวนาน ซึ่งต่อให้เราพักผ่อนเพียงพอแล้วก็ตาม อาการเหนื่อยล้าก็ไม่หายไป ซึ่งคนที่มีภาวะนี้มักเจอกับปัญหาในการชีวิตประจำวัน เพราะมีอาการต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ปัญหาด้านการนอนหลับ ไม่สามารถคิด ไม่สามารถจดกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้อย่างเต็มที่ ไม่มีแรงมากพอที่จะทำอะไร โรคนี้จึงมักทำให้ชีวิตประจำวันของผู้ป่วยพังลงอยู่เสมอ เมื่อมันเป็นโรคน่ากลัวขนาดนี้ เราเลยอยากแนะนำให้ทุกคนลองเช็คตัวเองดูว่าเข้าข่ายแล้วหรือยัง โดยคนที่เป็น CFS มักจะมีอาการเหล่านี้ – มีปัญหาด้านการนอนหลับ – ปวดกล้ามเนื้อ – ปวดหัว – เจ็บคอ – มีปัญหาด้านการคิด การจดจำ และการจดจ่อ – อาการคล้ายเป็นไข้หวัด – รู้สึกป่วยหรือเวียนหัว –
สำหรับปี 2020 ที่ผ่านมาเชื่อว่าหนุ่ม ๆ หลายคนคงมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบมากมายและทำให้หลายคนอาจหลงลืมที่จะแบ่งเวลามาออกกำลัง จนทำให้กล้ามท้องที่เคยมีถูกทดแทนด้วยชั้นไขมัน หรือสูญเสียความคมชัดของรูปทรง V-Shape ไป อย่างไรก็ตาม สำหรับคนที่มีเวลาว่างในช่วงวันหยุดของสุดสัปดาห์นี้ เรามีโปรแกรม Bodyweight สำหรับฟื้นฟูกล้ามเนื้อท้องแบบครบทุกสัดส่วนมาฝาก แต่ทั้ง 6 ท่าจะมีวิธีฝึกและเทคนิคอะไรบ้าง มาเรียนรู้จะฟื้นฟูกล้ามเนื้อท้องด้วยเวลา 40 นาที/วัน ไปพร้อม ๆ กันเลยครับ V Tuck เริ่มต้นท่าแรกกับ V Tucks ท่าบอดี้เวทที่สร้างความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อท้องส่วนบนและกล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้า รวมถึงกล้ามเนื้อแขนที่ได้ใช่พลังไปพร้อมกัน เตรียมฝึก V Tucks ด้วยหน้านอนหงายโดยขายกขึ้นจากพื้นเล็กน้อยและวางในท่าเหยียดตรงและแขนทั้ง 2 ข้างที่จับประสานกันอยู่เหนือศีรษะ ก่อนเริ่มฝึกด้วยการยกลำตัวและดึงหัวเข่าเข้าลำตัวพร้อม ๆ กัน โดยในเวลาเดียวกันปล่อยมีทั้ง 2 ข้างมาแตะที่ส่วนตาตุ่ม ก่อนกลับไปอยู่ในท่าเตรียมอีกครั้งนับเป็น 1 ครั้ง ทำทั้งหมด 2 เซต เซตละ 8-12 ครั้ง Flutter Kicks เสริมความแข็งแรงและปรับสมดุลร่างกายกันต่อกับท่า Flutter
ถ้าพูดถึงแบรนด์รถยนต์หรูอย่าง Mercedes-Benz น่าจะพูดได้เต็มปากว่าเป็นรถในฝันของมนุษย์ทุกคน ด้วยรูปลักษณ์การออกแบบที่น่าหลงใหล สมรรถนะ เทคโนโลยี และความปลอดภัยที่เหนือกว่าใคร เป็นแบรนด์รถยนต์ที่มีความน่าเชื่อถือด้านวิศวกรรมระดับโลกจากประเทศเยอรมนี สะท้อนรสนิยมความมีระดับ ความสำเร็จของคนคนนั้นได้อีกด้วย หลายคนน่าจะทราบกันดีอยู่แล้วว่านอกจาก Mercedes-Benz รุ่นรหัสปกติ มันยังมีความพิเศษที่เหนือกว่าภายใต้ชื่อรหัส ‘AMG’ อยู่ด้วย ซึ่งเป็นรหัสที่หลายคนคุ้นเคยปนสับสน ระหว่าง Mercedes-Benz AMG line ที่เน้นการตกแต่งเพิ่มอารมณ์สปอร์ต เช่น C 220 d AMG Dynamic และ Mercedes-AMG Car รถที่ผ่านการปรับจูนสมรรถนะจากนวัตกรรม Race Cars ซึ่งจะแตกต่างตั้งแต่เครื่องยนต์ สมรรถนะ ช่วงล่าง และการตกแต่งทั้งภายนอกภายใน เช่น Mercedes-Benz CLS 300 d AMG Premium เครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ ขนาด 2.0 ลิตร เทอร์โบคู่ กำลังสูงสุด 245 แรงม้า
“กูอยากแต่งตัวแต่งบ้านแบบมินิมัลว่ะ แล้วไม่ใช่มินิมัลแบบธรรมดาด้วยนะ กูจะแต่งมินิมัลแบบญี่ปุ่น” วลีนี้คือสิ่งที่พวกเราชาว UNLOCKMEN เคยได้ยินมากกว่าหนึ่งครั้ง เวลาพูดถึงแฟชั่นแบบมินิมัล (Minimal) ไปจนถึงการแต่งบ้านสไตล์มินิมัล ชาติแรกที่คนส่วนใหญ่จะต้องนึกถึงความมินิมัลมักเป็นประเทศญี่ปุ่นเสมอ จนพานให้พวกเราสงสัยว่า ไอ้หนุ่มที่บอกว่าอยากแต่งตัวแต่งบ้านมินิมัลสไตล์ญี่ปุ่น มันเป็นมินิมัลแบบเดียวกับที่คนอื่น ๆ เข้าใจหรือไม่ แล้วที่มาของการทำให้คนญี่ปุ่นกลายเป็นต้นแบบของความเรียบโก้ มันเริ่มมาตั้งแต่เมื่อไหร่กันแน่ มินิมัล หรือ มินิมัลลิสม์ (Minimalism) ในแง่ของศิลปะคือสุนทรียศาสตร์ที่ว่าด้วยความเรียบง่าย เกิดขึ้นโดยบางกลุ่มบางคนในช่วงยุค 50-60s ที่เบื่อกับศิลปะสไตล์ Abstract แบบสุด ๆ รู้สึกหงุดหงิดงุ่นง่านกับความยุ่งเหยิงฉูดฉาดเต็มไปด้วยสีสันจนไม่รู้จะโฟกัสตรงไหนก่อน (บางคนคิดแบบนี้จริง ๆ) จนทำให้พวกเขาต้องผลิตผลงานหรือบางสิ่งที่สบายตามากกว่าออกมาเสพกันเอง บางคนนำความเรียบง่ายมาจากจิตรกรรมนามธรรมแบบเรขาคณิต มุ่งหน้าเข้าหาความเรียบง่าย อยู่กับธรรมชาติมากขึ้น และตัดทอนสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไปเสีย แต่หากพูดถึงมินิมัลในแง่ของแฟชั่น ดีไซน์ หรือการตกแต่งบ้าน สิ่งที่คนไทยจะคุ้นเคยคือมินิมัลแบบญี่ปุ่น อาจเป็นเพราะประเทศไทยอยู่ในทวีปเดียวกับญี่ปุ่น มีความใกล้ชิดรู้จักกับมินิมัลญี่ปุ่นมากกว่ามินิมัลแบบอื่น ๆ และนอกจากญี่ปุ่นที่คนไทยส่วนใหญ่นึกถึง อีกที่ที่หนีไม่พ้นคือความเรียบง่ายแบบสแกนดิเนเวีย ชาวมินิมัลทุกโลกต่างให้ความสำคัญกับวัตถุดิบไม่น้อยไปกว่าสไตล์ พวกเขาจะพยายามเลือกเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย ข้าวของเครื่องใช้ที่ทำจากวัสดุธรรมชาติที่สะอาดตา มีกรรมวิธีสร้างที่เรียบง่ายไม่ซับซ้อน ปราศจากการปรุงต่างมากจนเกินไป ย้อนกลับไปยังช่วงเวลาที่พุทธศาสนานิกาย ‘เซน’ ได้รับความนิยมนับถือโดยชาวญี่ปุ่นจำนวนมาก ใจความสำคัญของนิกายเซนคือการปลูกฝังให้ผู้คนเห็นความสำคัญถึงความเรียบง่าย สามารถนำตัวเองอยู่ร่วมกับธรรมชาติมากกว่าวัตถุ


