เชื่อว่าหลายคนที่ชื่นชอบในวัฒนธรรม Chicano culture (Mexican-American culture) ดนตรี รอยสัก รวมไปถึงคนที่เคยดูภาพยนตร์สารคดีอย่าง LA Originals คงจะรู้จักศิลปินชายเดี่ยวที่มีชื่อว่า ‘MISTER CARTOON’ หรือ Mark Machado กันอย่างแน่นอน เพราะนอกจากจะมีฝีไม้ลายมือในการสักที่เรียกได้ว่าเป็นระดับตำนานแล้ว เขายังมีผลงานออกแบบ Collaboration กับแบรนด์ดังระดับโลกขึ้นหิ้งเอาไว้มากมาย วันนี้เราจะพาทุกคนไปรู้จักกับชายผู้นี้ แถมยังมีข่าวดีสำหรับแฟน ๆ ของ ‘MISTER CARTOON’ ชาวไทยโดยเฉพาะมาฝากอีกด้วย ส่วนข่าวดีนั้นจะเป็นอะไร ไปติดตามดูกันได้เลย ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับที่มาที่ไปของชายคนนี้กันหน่อย MISTER CARTOON หรือชื่อจริงคือ Mark Machado ศิลปินสัก และศิลปินกราฟฟิตี้ระดับโลก เกิด โต และอาศัยอยู่ที่ Los Angeles, Califonia ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่ออายุได้ 8 ขวบ เขาก็ค้นหาพรสวรรค์ของตัวเองจนพบ นั่นก็คือการวาดรูป และทำให้เขาเริ่มต้นวาดรูปอย่างจริงจังจากนั้นเป็นต้นมา เมื่ออายุได้ 12 ปี ก็เริ่มหาเงินเลี้ยงตัวเองได้จากการใช้
คนทำงานอย่างเราต้องมีบ้างที่เคยทำงานพลาด เช่น ทำเอกสารไม่ครบถ้วน มาไม่ทันเวลานัด เขียนผิด ส่งของผิดบ้าน ฯลฯ แต่ถ้าทำผิดพลาดเรื่องเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่าคงไม่ใช่เรื่องดีสำหรับการทำงานสักเท่าไหร่ เพราะจะทำให้เสียการเสียงานเอาได้ แถมการโดนตำหนิบ่อยๆ อาจทำให้เราเสียกำลังใจในการทำงานได้ด้วย ถ้าคุณกำลังเผชิญหน้ากับปัญหาทำผิดซ้ำซากในที่ทำงาน UNLOCKMEN อยากให้คุณอ่านบทความนี้ เพราะเราจะมาเล่าให้ฟังว่ามีเหตุผลอะไรบ้างที่ทำให้เราทำผิดเรื่องเดิมซ้ำ ๆ และจะแก้ไขอย่างไรดี ไม่พยายามแก้ปัญหาจนสำเร็จ หลายคนเวลาทำอะไรผิดพลาด อาจปล่อยผ่าน เพื่อไม่ให้ตัวเองรู้สึกช้ำใจจากปัญหา พร้อมๆ กับ คิดว่าตัวเองคงได้เรียนรู้จากสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว และความผิดพลาดแบบนี้คงไม่เกิดขึ้นอีก แต่การทำแบบนี้อาจส่งผลเสีย และทำให้ปัญหาเกิดขึ้นซ้ำได้ เพราะงานวิจัยบอกว่า สมองของเราอาจไม่ได้เรียนรู้จากความ ‘ล้มเหลว’ แต่เรียนรู้จาก ‘ความสำเร็จ’ มากกว่า งานวิจัยจาก Massachusetts Institute of Technology (MIT) ได้ทำการทดลองกับลิง และพบว่า หลังจากที่ลิงประสบความสำเร็จในการทำอะไรบางอย่าง สัญญาณประสาทของมันจะทำงานจนกว่าจะเกิดการกระทำใหม่ ในขณะที่ หากมันทำผิดพลาด ระบบประสาทของมันจะไม่ค่อยทำงาน แถมไม่มีพัฒนาการในการกระทำครั้งต่อไปด้วย อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นงานวิจัยในลิง แต่ทีมวิจัยก็บอกว่า สมองของคนและสัตว์มีฟังก์ชั่นนี้เหมือนกัน ดังนั้น มันจึงมีโอกาสสูงที่ปรากฎการณ์เดียวกันจะเกิดขึ้นในสมองของมนุษย์ ผลการวิจัยจึงชี้ว่า
การเสียชีวิตของฌอน คอนเนอรี่ (Sean Connery) ถือเป็นการข่าวร้ายสำหรับวงการภาพยนตร์และแฟน ๆ ทั่วโลก โดยเฉพาผู้ที่ชื่นชอบฝีมือการแสดงอันเฉียบขาดภายใต้คาแรคเตอร์สุดเยือกเย็นของนักแสดงรุ่นใหญ่คนนี้ อย่างไรก็ตาม แม้ว่าตัวของเขาจะจากไปแล้ว แต่สิ่งที่ยังคงอยู่คือผลงานการแสดงมากกว่า 100 เรื่อง ซึ่งในเวลาต่อมาบทบาทจากภาพยนตร์หลายเรื่องก็กลายมาเป็นคาแรคเตอร์สำคัญที่ผู้คนจดจำเขาได้ในหลายยุคสมัย และสำหรับคนที่ต้องการชมผลงานการแสดงของตำนานคนนี้อีกครั้ง WATCHLIST วันนี้ขอแนะนำภาพยนตร์ 6 เรื่องที่ไม่ควรพลาดของปู่ฌอน คอนเนอรี่ แต่จะประกอบไปด้วยเรื่องอะไรบ้าง มาทำความรู้จักไปพร้อมกันได้เลย The Rock (1996) เริ่มต้นเรื่องแรกกับ The Rock ภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์ยุค 90’s ผลงานของผู้กำกับสายระเบิดภูเขาเผากระท่อมอย่างไมเคิล เบย์ The Rock เล่าถึงเหตุการณ์การหยุดยั้งแผนก่อการร้ายที่เกิดขึ้นในคุก Alcatraz ของ Stanley Goodspeed (Nicolas Cage) เจ้าหน้าที่เชี่ยวชาญอาวุธเคมีที่ต้องมารับหน้าที่หยุดยั้งหายนะจากระเบิดชีวภาพ ในขณะที่ฌอน คอนเนอรี่ รับบทเป็น John Patrick Mason อดีตเจ้าหน้าที่ MI6 ผู้เคยถูกคุมขังอยู่ในคุก Alcatraz และเป็นคนเดียวที่หนีออกมาได้สำเร็จ แต่ครั้งนี้เขาจะถูกส่งกลับไปเพื่อช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ Stanley
วัฒนธรรมเกาหลีตอนนี้กำลังมาแรงแบบฉุดไม่อยู่ เห็นได้ทั้งจาก ศิลปินเกาหลีหลายคนที่มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก อาหารเกาหลีที่ได้รับความนิยมมากขึ้น ซีรีส์เกาหลีที่มีผู้ติดตามจำนวนมากบน Netflix รวมถึง ภาพยนตร์เกาหลีเองก็สามารถกวาดรางวัลออสการ์ปีนี้ไปหลายสาขา แฟชั่นเกาหลีเองก็มาแรงไม่แพ้กัน หลายคนที่ติดตามผลงานของศิลปินหรือดาราเกาหลี คงได้รับแรงบันดาลใจในการแต่งตัวตามพวกเขาไม่มากก็น้อย ซึ่งเราเห็นว่าเรื่องแว่นสไตล์เกาหลีก็น่าสนใจเหมือนกัน บทความนี้ เราเลยอยากแนะนำให้ทุกคนรู้จักแว่นสไตล์เกาหลี ที่จะมาอัพเกรดสไตล์การแต่งตัวของคุณ ให้ดูเท่แบบคนเกาหลีมากขึ้น ผู้ชายอย่างเรา ๆ คงชอบกัน กับการแต่งตัวสไตล์มินิมอล ซึ่งเป็นการ mix&match เสื้อผ้าสีพื้นเพื่อสร้างลุคที่ดูเรียบง่าย ดูแพง เหมาะกับคนที่ไม่มีเวลาแต่งตัว และอยากดูดี เวลาออกจากบ้าน ซึ่งวิธีการแต่งตัวแนวนี้ก็แสนง่าย เพียงแค่มีไอเท็มแฟชั่นไม่เกิน 3 ชิ้น และคุมโทนไม่เกิน 2 สี เช่น T-shirts – Tailored Trousers – Loafers คุมโทนสีขาวดำ ก็ได้ลุคที่ดูเรียบง่ายแต่แพงแบบ “less is more” แล้ว โดยเราสามารถเพิ่มความเป็นโอปป้าให้ลุคนี้ได้อีก ด้วย S7 กรอบแว่นที่มีความทนทานจากประเทศเกาหลี ผลิตจากนวัตกรรมพลาสติกคุณภาพดีอย่าง G850 ของ Arkema
เคยรู้สึกว่าตัวเองกลัวจนไม่กล้าการทำอะไรใหม่ๆ บ้างไหม ? เวลาจะได้เลื่อนขั้นเราจะรู้สึกไม่สบายใจทุกทีรึเปล่า ? บางทีเราอาจกำลังเจอกับปมของโยนาห์ (Jonah Complex) อยู่ก็ได้นะ ซึ่งเป็นภาวะที่นอกจากจะทำให้เราไม่ประสบความสำเร็จแล้ว ยังทำให้ชีวิตเราหยุดนิ่งด้วย ในบทความนี้ UNLOCKMEN เลยอยากอธิบายถึงพิษภัยของความกลัวการประสบความสำเร็จ พร้อมแนะนำวิธีการรับมือกับมัน เพื่อให้ทุกคนเลิกกลัว เริ่มทำอะไรที่อยากทำ และพร้อมฝ่าฟันทุกความยากลำบาก! Jonah Complex ภาวะที่เราไม่อยากประสบความสำเร็จเพราะความกลัว ‘Jonah Complex’ เป็นคำที่นิยามโดย Abraham Maslow นักจิตวิทยาชาวอเมริกันผู้คิดค้นทฤษฏีจิตวิทยาชื่อดัง การประจักษ์ตัวเอง (Self-Actualization) ซึ่งชื่อ ‘Jonah Complex’ มาจากเรื่องราวของ Jonah ที่อยู่ในพระคัมภีร์เก่า (The Old testament) ที่เล่าถึงชายผู้หนึ่งชื่อ Jonah ผู้ได้รับมอบหมายให้เผยแพร่หลักคำสอนของพระเจ้า แต่พยายามหนีจากชะตากรรมของตัวเอง เพราะความกลัว Jonah เป็นผู้ชายปกติที่วันหนึ่งเขาได้รับมอบหมายจากพระเจ้าให้ไปสั่งสอนคนที่อาศัยอยู่บนเกาะนีนะเวห์ ซึ่งเรื่องนี้ทำให้เขาช็อคพอสมควร เพราะตัว Jonah เองเขาไม่รู้สึกว่าตัวเองเหมาะกับหน้าที่อันยิ่งใหญ่นี้ และไม่กล้าพอที่จะลงมือทำมัน แถมเขายังรู้ว่าชาวนีนะเวห์มีชื่อเสียงในทางที่ไม่ดีด้วย การเดินทางไปสั่งสอนชาวนีนะเวห์ จึงอาจจะเป็นความท้าทายที่ยิ่งใหญ่เกินไปสำหรับเขา เขาเลยตัดสินใจพยายามที่จะหนี แต่ทว่า
ในการทำงาน สิ่งหนึ่งที่เราเห็นว่าสำคัญมากเลย คือ สังคม เพราะถ้าเราสามารถเข้ากับคนในที่ทำงานได้ดี ความสุขในการทำงานมันก็จะมีมากขึ้น และทำงานได้นานขึ้นด้วย Annie McKee ผู้เขียนหนังสือ “How To Be Happy At Work” เคยกล่าวไว้ว่า วิธีการหนึ่งที่ช่วยสร้างความสุข และทำให้รู้สึกว่าตัวเองประสบความสำเร็จมากขึ้นในการทำงาน คือ การสร้างความสัมพันธ์ฉันมิตรกับคนที่ทำงานกับเรา ทำงานเพื่อเรา และหัวหน้าของเรา ซึ่งคำกล่าวนี้สอดคล้องกับผลการวิจัยของ Harvard Study of Adult Development ที่ได้ตามติดชีวิตของผู้ชาย 724 คนเป็นเวลาเกือบ 80 ปี เพื่อค้นหาความลับที่ทำให้มนุษย์ประสบความสำเร็จ มีความสุข และมีชีวิตที่ดี จากการสอบถามและศึกษาผู้เข้าร่วมการทดลอง นักวิจัย พบว่า ความเจริญรุ่งเรืองในชีวิต เกี่ยวข้องกับ การมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับคนในครอบครัว เพื่อน และสังคม มากกว่าปัจจัยอื่นๆ เช่น ชื่อเสียง ความร่ำรวย ระดับชั้นทางสังคม ฯลฯ อีกทั้งความสัมพันธ์ที่มีคุณภาพยังส่งผลดีต่อ สุขภาพ ความสุข และคุณภาพชีวิตของเรา
โอ๊ย! เครียดจัง! อยากทำงานให้เสร็จไวๆ แต่ดันคิดไอเดียไม่ออกสักที เราเชื่อว่าหลายคนที่ทำงานสร้างสรรค์คงเคยเจอปัญหานี้ และกลัวมันมาก เพราะมันเป็นปัญหาที่ทำให้งานไม่คืบหน้า แถมอาจทำให้เราคิดจนเครียดได้ด้วย ในบทความนี้ UNLOCKMEN อยากช่วยเหลือทุกคนที่คิดงานไม่ออก ให้เจอทางมากขึ้น เลยจะแนะนำให้รู้จักกับสิ่งที่ทำให้เราไม่มีความคิดสร้างสรรค์ พร้อมวิธีการรับมือกับมัน ความคิดสร้างสรรค์มาจากไหน ? วิทยาศาสตร์พยายามศึกษาวิธีการทำงานของความคิดสร้างสรรค์ในสมองของเรามาตลอด ซึ่งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เริ่มมีความกระจ่างมากขึ้นแล้วว่า ความคิดสร้างสรรค์ อาจเกี่ยวข้องกับการทำงานของเครือข่ายในสมอง โดย ผู้เชี่ยวชาญ ได้สร้างทฤษฎีที่กล่าวว่า สมองของเราประกอบไปด้วย 3 เครือข่าย ได้แก่ เครือข่ายปกติ (default network) หมายถึง ช่วงที่สมองอยู่ในสภาวะเฉื่อยชา เครือข่ายบริหาร (executive network) คือ ศูนย์ควบคุมการตัดสินใจและอารมณ์ และสุดท้าย เครือข่ายเด่น (salience network) ที่กำหนดว่าสิ่งใดที่เราควรจะสังเกตเห็นอยู่เสมอ และสิ่งใดไม่ควร ซึ่งความคิดสร้างสรรค์เกิดขึ้นมาจากการทำงานร่วมกันของ 3 เครือข่าย ทฤษฎีนี้ได้รับการสนับสนุนจากงานวิจัยชิ้นหนึ่ง (2018) ซึ่งใช้เทคโนโลยี Magnetic Resonance Imaging (MRI) เพื่อวัดระดับความคิดสร้างสรรค์ของผู้เข้าร่วมการทดลอง
ถ้าพูดถึงเรื่องราวของรถมอเตอร์ไซค์คลาสสิก เชื่อว่าชื่อของค่ายรถอย่าง BMW (บีเอ็มดับเบิลยู) คือหนึ่งในค่าย 2 ล้อที่หนุ่ม ๆ หลายคนต่างรู้จักกันเป็นอย่างดี อย่างไรก็ตามตลอดช่วงเวลาเกือบ 100 ปี นับตั้งแต่บีเอ็มดับเบิลยูตัดสินใจเริ่มพัฒนาและสร้างรถมอเตอร์ไซค์เพื่อป้อนเข้าสู่ตลาดจากอดีตมาจนถึงปัจจุบัน พวกเขาได้ฝากผลงานเป็นรถมอเตอร์ไซค์หลากหลายรุ่น บางรุ่นยังคงมีอิทธิพลต่องานออกแบบต่อรถรุ่นหลังมาจนถึงปัจจุบันและ BMW R5 ก็เป็นหนึ่งในตำนานเหล่านั้น BMW R5 ถือเป็นมอเตอร์ไซค์ไอคอนที่กลายมาเป็นมรดกทางความเร็วอันล้ำค่าของค่ายบีเอ็มดับเบิลยู โดยการเปิดตัวของรถรุ่นนี้ได้ทำลายขนบในการสร้างรถมอเตอร์ไซค์แบบเดิม ๆ ในยุคสมัยนั้นทั้งในเรื่องงานออกแบบและขุมพลัง เริ่มจากงานออกแบบที่เป็นตำนานของ BMW R5 ต้องยกเครดิตให้กับ รูดอล์ฟ ชไลเชอร์ (Rudolf Schleicher) ชายผู้หลงรักรถมอเตอร์ไซค์แบบฝังอยู่ในสายเลือด เริ่มต้นเส้นทางจากการเป็นนักแข่งรถหลังจากสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 รวมถึงเรียนวิศวกรรมเครื่องกลควบไปพร้อมกัน โดยผลของการได้คลุกคลีกับเครื่องยนต์รวมถึงการปรับแต่งรถในทุก ๆ วัน ทำให้ฝีมือการทำงานของรูดอล์ฟไปเข้าตาของ แมกซ์ ฟริสซ์ (Max Friz) ซึ่งในขณะนั้นรับตำแหน่งหัวหน้าทีมออกแบบของบีเอ็มดับเบิลยู ก่อนแมกซ์จะตัดสินใจดึงตัวรูดอล์ฟเข้ามาร่วมงานในปี 1923 เพื่อร่วมกันผลิตรถมอเตอร์ไซค์ รูดอล์ฟ ชไลเชอร์ เข้ามามีส่วนร่วมสำคัญกับงานสร้างรถมอเตอร์ไซค์ของบีเอ็มดับเบิลยูหลากหลายรุ่น ไม่ว่าจะเป็น “BMW R32” รถมอเตอร์ไซค์โมเดลแรกของค่ายใบพัดสีฟ้ารวมถึงโมเดล
หลายคงเคยมีช่วงเวลาที่รู้สึกว่า โลกนี้ช่างโหดร้าย มองไปทางไหนก็เจอแต่ปัญหาเต็มไปหมด ไม่ว่าจะเป็น การทำงาน การเรียน การใช้ชีวิต ฯลฯ ทุกอย่างล้วนไม่ราบรื่น และมีปัญหาที่ทำให้ปวดหัวตลอด ทุกคนเยียวยาตัวเองยังไงในช่วงเวลาแบบนี้ ? ทำงานอดิเรก เล่นกีฬา อ่านหนังสือ เพื่อละความสนใจ ? การเก็บกดอารมณ์ทำให้เกิดความเครียด ความไม่สบายใจ และส่งผลเสียต่อสุขภาพจิต เราเลยอยากแนะนำว่า เวลารู้สึกแย่ อย่าเก็บเอาไว้ แต่ควรนำไปคุยกับใครสักคนที่เราเชื่อใจดีกว่า เพราะ นอกจากจะช่วยลดความเครียดแล้ว ยังส่งผลดีต่อสุขภาพของเราด้วย งานวิจัยเผยพูดถึงปัญหาดีกว่าเก็บมันเอาไว้ วิทยาศาสตร์ได้แสดงให้เห็นว่า เมื่อเรารู้สึกไม่ดี หากพูดมันออกมา จะช่วยให้เรารู้สึกดีขึ้นได้ โดยมีงานวิจัยหลายชิ้นแสดงให้เห็นว่า เพียงแค่พูดถึงปัญหาและแชร์ความรู้สึกกับคนที่เราเชื่อใจ ก็สามารถช่วยลดความเครียด เสริมแกร่งภูมิคุ้มกัน และลดความทุกข์ทรมานทางกายและใจ อาจเป็นเพราะ การพูดถึงความรู้สึกแย่ๆ ส่งผลดีต่อการทำงานของสมอง งานวิจัยชิ้นหนึ่ง (2007) จาก มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ลอสแอนเจลิส (UCLA) พบว่า การเปลี่ยนความรู้สึกเป็นคำพูด (หรือที่เรียกกันว่า affect labeling ) ช่วยลดการตอบสนองของ amygdala เวลาเผชิญหน้ากับสิ่งที่ทำให้เราอารมณ์เสีย
UNLOCKMEN เชื่อว่าหลายคนจะต้องรู้จักหรือเคยได้ยินชื่อของ อิโตะ จุนจิ (Ito Junji) หรือที่คนส่วนใหญ่เรียกว่า ‘อิโต้ จุนจิ’ กันสักครั้ง ในตอนนี้เขาได้กลายเป็นนักเขียนมังงะสยองขวัญที่ระดับปรมาจารย์ของญี่ปุ่นไปเสียแล้ว ด้วยลายเส้นละเส้นเรื่องที่อ่านแล้วชวนให้คลื่นเหียน บางครั้งอ่านแล้วก็รู้สึกไม่สบายใจปนวิตกกังวล เมื่ออิโต้พาผู้อ่านทั้งหลายมาถึงจุดสิ้นสุดของเรื่อง ก็ยังทำให้เราตกตะกอนกับสิ่งที่อ่านได้อย่างไม่ยากเย็น จนพานให้ตั้งคำถามว่า ‘แล้วชายที่ขึ้นชื่อว่าเชี่ยวชาญเรื่องขนหัวลุกแบบนี้ จะมีชีวิตที่โลดโผนแตกต่างจากคนอื่นหรือไม่ ?’ ชีวิตก่อนจะกลายเป็นนักเขียนชื่อดัง เริ่มต้นจากเดินชายธรรมดาที่เกิดในวันที่ 31 กรกฎาคม 1963 ในจังหวัดกิฟุที่อยู่ระหว่างเมืองหลวงเก่ากับเมืองหลวงใหม่อย่างเกียวโตกับโตเกียว บ้านที่เขาโตมาในวัยเด็กเป็นบ้านขนาดเล็ก ไม่ได้อยู่ท่ามกลางบรรยากาศสวยงาม ไม่ได้อยู่ในตัวเมืองแต่อยู่ใกล้กับอุโมงค์ใต้ดินที่เต็มไปด้วยกลิ่นอับชื้น รวมถึงแขกเหรื่ออย่างสารพัดสัตว์ และแมลงไม่พึงประสงค์ หากทุกคนจะเข้าห้องน้ำต้องเดินออกมาจากตัวบ้าน การขับถ่ายในยามค่ำคืนคือสิ่งไม่พึงประสงค์ลำดับต้น ๆ ของเด็กชาย อิโต้ต้องทำธุระในห้องน้ำกับบรรยากาศชวนขนลุก พลางดูฝูงจิ้งหรีดจำนวนมากกระโดดไปมา สักพักก็ต้องใช้ตาคอยมองหาว่าจะมีจิ้งจกหรือสัตว์มีพิษชนิดอื่นที่ไม่ได้รับเชิญหรือไม่ เชื่อเลยว่าห้องน้ำกับบรรยากาศรอบบ้านเป็นอีกส่วนสำคัญที่ผลักดันศักยภาพเรื่องความสยองขวัญให้กับเขา อิโต้เริ่มสนใจงานเขียนและการ์ตูนสยองขวัญจากการที่ดูพวกพี่สาวอ่านผลงานของ คาซึโอะ อุเมะซึ (Kazuo Umezu) และชินอิจิ โคกะ (Shinichi Koga) ที่ในเวลานั้นพวกกลายเป็นนักวาดการ์ตูนสยองขวัญระดับแนวหน้า พอเห็นพวกพี่สาวพูดคุยถกเถียงกันบ่อยเข้า เขาก็เริ่มหยิบนิตยสารการ์ตูนมาอ่านบ้างเพื่อจะได้ตามบทสนทนาทัน พอเริ่มอ่านงานประเภทนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ อิโต้รู้สึกว่ามันไม่ได้น่ากลัวอย่างที่หลายคนรู้สึก ซ้ำยังสนุกสนาน มองเห็นมิติหลากหลายที่ซ่อนอยู่ในเนื้อเรื่อง


