เคยเป็นไหม ? ดูหนังเพลิน ๆ อยู่ดี ๆ ก็นึกถึงความทรงจำแย่ ๆ ขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเรื่อง งาน ความสัมพันธ์ ฯลฯ พอเป็นแบบนี้จากอารมณ์ดี ๆ ก็กลายเป็น อึมครึ้ม กันทุกคนแน่นอน ความทรงแย่ ๆ มักเป็นสิ่งที่ลืมได้ยาก และสร้างความทุกข์ทรมานให้กับเราอย่างยาวนาน คนที่เป็นทุกข์กับมันไปตลอดชีวิตก็มี แต่ถ้าเรามีวิธีการป้องกันและรับมือกันมันที่ดี ความทรงจำเหล่านั้นก็อาจส่งผลกระทบกับเราน้อยลง และเราก็อาจลืมมันได้ง่ายขึ้นด้วย ในบทความนี้ เราอยากพาทุกคนไปดูว่า เราจะมีวิธีการรับมือความทรงจำแย่ ๆ ได้อย่างไรบ้าง อยู่ดี ๆ ทำไมเราถึงนึกย้อนความทรงจำเก่าได้ ? ความทรงจำที่อยู่ดี ๆ ก็นึกขึ้นมาเองโดยที่ไม่ได้ตั้งใจ นักวิทยาศาสตร์เรียกกันว่า ความทรงจำแบบอัตโนมัติ (Involunatry memory) ซึ่งเป็นความทรงจำประเภทที่สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา หากเจอกับตัวกระตุ้นความทรงจำ เช่น รสชาติ หรือ กลิ่นของอาหารที่เคยกินมาในอดีต เป็นต้น บางครั้งก็เกิดจาก โรคเครียดหลังเจอเหตุการณ์เลวร้าย (Posttraumatic stress disorder หรือ
เราถูกสั่งสอนกันมาว่าการเข้าอกเข้าใจคนอื่นเป็นเรื่องดี เป็นสิ่งที่ควรทำ เพราะมันเป็นสิ่งที่จะทำให้เราอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสงบสุข แต่ทว่า ความเห็นอกเห็นใจ (compassion หรือ empathy) ก็เป็นเหมือนดาบสองคมที่ทำให้เราตกอยู่ในภาวะ Compassion Fatigue ได้ ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น? และเราจะป้องกันมันได้อย่างไร? Unlockmen จะอธิบายให้ฟัง ภาวะเหนื่อยล้าจากการเห็นอกเห็นใจผู้อื่น (compassion fatigue) หรือ secondary traumatic stress (STS) คือ ความเครียด ความเหนื่อยล้าทั้งกายและใจที่เกิดจากการเห็นอกเห็นใจคนอื่นมากเกินไปจน ทำให้เราให้ความสำคัญกับตัวเองน้อยลง โดยสาเหตุของ compassion fatigue อาจเกิดจากการรับฟังเรื่องราวของคนที่มีบาดแผลทางจิตใจบ่อย ๆ เช่น คนที่เคยประสบอุบัติเหตุ หรือการสูญเสีย และรู้สึกว่าทำไมเราจึงช่วยเหลืออะไรคนเหล่านั้นไม่ได้เลย และพอความรู้สึกนั้นถูกเก็บสะสมความรู้สึกมาเรื่อย ๆ ก็เกิดความเหนื่อยล้าและความทุกข์ทรมานที่เรียกว่าเป็น compassion fatigue ตามมา แม้เมื่อก่อน ภาวะ compassion fatigue จะพบในกลุ่มคนที่ทำหน้าที่ดูแลผู้ป่วย เช่น พยาบาล (ซึ่ง Carla Joinson ได้นิยามคำว่า compassion
เคยเป็นรึเปล่า ? ไม่ว่าจะ นอนน้อย นอนปกติ นอนมาก เราก็ยังรู้สึกเหนื่อยล้า ยังง่วงเหงาหาวนอนเหมือนเดิม อาการนี้อาจเกิดขึ้นจากภาวะที่เรียกว่า Social Jetlag ซึ่งเกิดขึ้นได้จากพฤติกรรมการนอนไม่เป็นเวลา Social Jetlag คือ อาการที่เกิดขึ้นจากการมีช่วงเวลานอนที่แตกต่างกันจำนวน 2 เวลาขึ้นไป เช่น เข้านอนสายตื่นสายในวันหยุดสุดสัปดาห์ แต่ตื่นเช้านอนหัวค่ำในวันปกติ เป็นต้น ซึ่งพวกเราแต่ละคนจะได้รับผลกระทบจาก Social Jetlag แตกต่างกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ Chronotype หรือเส้นเวลาชีวิตของแต่ละคน ยกตัวอย่างเช่น คนที่มักนอนดึก และไม่ตื่นจนกระทั่งเวลา 10 – 11 โมงเช้า หรือ ที่เรียกกันว่า กลุ่มนกฮูก (Owls) จะ Social Jetlag บ่อยกว่า คนที่นอนเร็วตื่นเช้า หรือ กลุ่มนกจาบฝน (Larks) Social Jetlag ถือเป็นภาวะที่ส่งผลเสียต่อเราหลายอย่าง ไม่ว่าจะทำให้เรารู้สึกเหนื่อยล้า อ่อนเพลีย ไม่มีแรง แถมยังทำให้เรามีโอกาสเป็นโรคต่าง
เคยต้องแก้โจทย์ที่มีความขัดแย้งกันไหม ? เช่น ต้องให้บริการสุขภาพที่ดีที่สุดในราคาที่ถูกที่สุด หรือ ต้องทำงานศิลปะที่ทีความหมายมากที่สุดและหารายได้ได้มากที่สุด เป็นต้น หลายงานวิจัยได้ชี้ว่า ปัญหาประเภทนี้อาจทำให้เรามีความคิดสร้างสรรค์มากขึ้นกว่าปกติ งานวิจัยเผยการคิดขัดแย้งอาจช่วยให้เรามีความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น ย้อนกลับไปในปี ค.ศ.1996 อัลเบิร์ต โรเธนเบิร์ก (Albert Rothenberg) ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด ได้สัมภาษณ์ผู้ได้รับรางวัลโนเบลจำนวน 22 คน ควบคู่กับการวิเคราะห์ภูมิหลังของเหล่านักวิทยาศาสตร์เปลี่ยนแปลงโลกที่ได้ล่วงลับไปแล้ว เพื่อนำข้อมูลมาทำเป็นงานวิจัยชิ้นหนึ่ง ซึ่งผลการวิจัยของ โรเธนเบิร์ก พบว่า นักคิดที่สร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับโลกได้เสียเวลาจำนวนมากไปกับการสร้าง ‘ความคิดคู่ตรงข้าม’ หรือ ‘สิ่งที่ตรงกันข้ามกัน’ ยกตัวอย่างเช่น อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein) ก็เคยครุ่นคิดหาคำตอบว่า วัตถุจะสามารถเคลื่อนที่และหยุดนิ่งไปพร้อม ๆ กันขึ้นอยู่กับผู้สังเกตได้อย่างไร จนเป็นที่มาของทฤษฎีสัมพันธภาพ (Relativity Theory) อันโด่งดังของเขา โรเธนเบิร์ก ยังพบอีกว่า แม้แต่นักเขียนมากรางวัลก็มักมีบ่อเกิดความคิดสร้างสรรค์จากการครุ่นคิดถึงไอเดียที่ไม่มีความสอดคล้องกัน ยกตัวอย่างเช่น บทละครเรื่อง The Iceman Cometh ของ ยูจีน โอนิล (Eugene O’Neill)
หลายคนอาจดีใจเวลาเงินเดือนออก แต่สำหรับบางคนอาจไม่ได้มีความสุขกับวันเงินเดือนออกขนาดนั้น เพราะกำลังถือค่าใช้จ่ายสารพัด ไม่ว่าจะเป็น ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าหอพัก ค่าอาหาร แถมยังมีค่าเข้าสังคมต่างๆ อีก รู้ตัวอีกที ก็ไม่มีเงินเก็บไว้ทำอย่างอื่นแล้ว !! เราเข้าใจว่า ปัญหาเรื่องเงินบั่นทอนพลังกายและใจ และทำให้ทุกคนปวดหัวพอสมควร ในบทความนี้ UNLOCKMEN จึงอยากมาแชร์วิธีรับการมือกับ ความเครียดด้านการเงิน (Finanacial Stress) ที่ได้ผล และทุกคนสามารถทำตามได้อย่างดาย ปัญหาการเงิน ความเครียดของพวกเราทุกคน หลายคนพอได้ยินเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ อาจรู้สึกดาวน์ เพราะกำลังเจอกับวิกฤตด้านการเงินอยู่ แถมพอลองเปิดกระเป๋าสตางค์ดู ก็ยิ่งเศร้าหนักขึ้นไปอีก เพราะไม่รู้ว่าจะเอาชีวิตรอดผ่านเดือนนี้ไปได้ ด้วยเงินจำนวนเท่าที่มีอยู่ได้อย่างไร สำหรับคนไทย เรื่องเงินเป็นปัญหาใหญ่ที่ทำให้ทุกคนเครียดมากที่สุดติดต่อกันหลายปี อ้างอิงจาก สวนดุสิตโพล ที่สำรวจคนไทยระหว่างวันที่ 16 -18 ก.ย. 63 พบว่า เรื่องที่คนไทยเครียดมากที่สุด คือ ของกินของใช้แพง รองลงมา คือ การทุจริตคอรัปชัน และโควิด 19 สอดคล้องกับเมื่อปีที่แล้ว
“ยิ่งโตขึ้น ยิ่งมีความสุขน้อยลง” หลายคนน่าจะมีความรู้สึกร่วมกับประโยคด้านบน โดยเฉพาะคนวัยทำงาน ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่แบกรับภาระมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ค่ากิน ค่าอยู่ หน้าที่การงาน การเลี้ยงดูครอบครัว ฯลฯ ซึ่งพอเรื่องเหล่านี้ไม่เป็นดั่งใจหวัง อารมณ์ลบก็มาทำลายคุณภาพชีวิตของพวกเขาอีก และส่งผลให้พวกเขามีความสุขน้อยลง จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่หลายคนจะบ่นทุกวันว่า ‘ไม่อยากโต’ ในโลกที่เราเจอกับเรื่องน่าปวดหัวทุกวัน ความสุขดูเป็นเรื่องไกลตัวมากขึ้นทุกที เราเลยอยากพาทุกคนไปรู้จักกับ ‘Joie de vivre’ คอนเซ็ปท์ในการชีวิตอย่างเปี่ยมสุขของชาวฝรั่งเศส ที่จะช่วยให้ทุกคนใช้ชีวิตร่วมกับความ ‘Toxic’ ได้อย่างมีความสุขมากขึ้น ‘Joie de vivre’ คือ อะไร? พอได้ยินคำว่า ‘Joie de vivre’ (อ่านว่า ฉวา เดอ ฝี-ฝร) หลายคนอาจงุนงง จนต้องขอฟังประโยคนี้ซ้ำอีกรอบ แต่ถ้าใครเป็นชาวยุโรปคงคุ้นเคยกับมันเป็นอย่างดี ‘Joie de vivre’ หมายถึง ความเพลิดเพลินในการใช้ชีวิต (enjoyment of life) เป็นวลีที่ได้รับการกล่าวถึงตั้งแต่ช่วงปลายศตวรรษที่ 17 และศตวรรษที่ 19
ว่ากันว่า คนเรามีอิสระในการคิด และสามารถควบคุมการกระทำของตัวเองได้ แต่งานวิจัยบอกว่า เมื่อเราถูกบีบบังคับ เราอาจจะไม่ได้มีอิสระในการคิดเหมือนที่ใครหลายคนกล่าวไว้ เพราะการเชื่อฟังคำสั่งทำให้สมองส่วน ‘เห็นอกเห็นใจ’ และ ‘ความรู้สึกผิด’ ทำงานน้อยลง ส่งผลให้เกิดการตัดสินใจที่ทำร้ายคนอื่นได้ง่ายขึ้น งานวิจัยเผยเชื่อฟังคนอื่นอาจทำให้เราเห็นอกเห็นใจคนอื่นน้อยลง กลุ่มนักวิจัยจากสถาบันประสาทวิทยาศาสตร์เนเธอร์แลนด์ (Netherlands Institute for Neuroscience) ได้ทำงานวิจัยชิ้นหนึ่ง เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการเชื่อฟังคำสั่งกับความสามารถในการเห็นอกเห็นใจคนอื่น และพบว่า การเชื่อฟังคำสั่งส่งผลกระทบต่อการทำงานของสมองในส่วนที่เกี่ยวข้องกับความเห็นอกเห็นใจ รวมถึงความรู้สึกผิด คนที่เชื่อฟังคำสั่งคนอื่นจึงทำในสิ่งที่ผิดใส่คนอื่นได้ง่ายขึ้น งานวิจัยชิ้นนี้ได้รับการเผยแพร่ในวารสาร NeuroImage ศึกษากลุ่มตัวอย่างจำนวน 40 คน โดยแต่ละคนจะสวมบทบาทเป็น ’ตัวแทน’ และ ’เหยื่อ’ พร้อมจับคู่กัน ซึ่งตัวแทนแต่ละคนจะมีอำนาจในการกดปุ่ม 2 ปุ่ม ได้แก่ ปุ่มที่ส่งกระแสไฟฟ้าไปสร้างความเจ็บปวดให้เหยื่อ ซึ่งแต่ละครั้งที่กดปุ่มนี้จะได้รับเงิน 5 เซนต์ด้วย ส่วนอีกปุ่มหนึ่งกดแล้วจะไม่ส่งกระแสไฟฟ้า และไม่ได้รับเงิน ตลอดการทดลองทั้งหมด 60 ครั้ง จะมีทั้งกรณีที่ตัวแทนมีอิสระในการเลือกว่าจะส่งหรือไม่ส่งกระแสไฟฟ้าไปหาเหยื่อ และกรณีที่ตัวแทนได้รับคำสั่งจากนักวิจัยให้กดปุ่ม โดยในการทดลองแต่ละครั้ง นักวิจัยจะเก็บข้อมูลการทำงานของสมองของตัวแทนด้วยเครื่องสแกน MRI ด้วย การทดลองให้ผลออกมาว่า ตัวแทนจะส่งกระแสไฟฟ้าไปหาเหยื่อมากขึ้น
ฟ้าครึ้ม ๆ ลมเย็น ๆ อาจทำให้ใครหลายคนรู้สึกว่า ฤดูหนาว ช่างเป็นฤดูที่โรแมนติกและน่าผ่อนคลายเสียเหลือเกิน แต่สำหรับบางคน ฤดูหนาวอาจเป็นช่วงเวลาของความเหงา ความเศร้า และการจมอยู่กับความทุกข์ หรือที่เราเรียกกันว่า ซึมเศร้าฤดูหนาว (winter blues) ซึ่งเกิดขึ้นได้จาก ปัญหาทางด้านสุขภาพจิต บทความนี้ UNLOCKMEN เลยอยากพาไปรู้จักกับภาวะซึมเศร้าจากการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล หรือ seasonal affective disorder (SAD) เพื่อให้ทุกคนรู้เท่าทัน และรับมือกับมันได้ดีขึ้น WHAT IS SAD ? seasonal affective disorder (SAD) คือ ภาวซึมเศร้าประเภทหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นได้จากการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล ภาวะนี้มักเกิดขึ้นเป็นวงจร คือ เริ่มต้นและจบลงในเวลาเดียวกันของทุกปี อาการ SAD มักแสดงออกมาอย่างชัดเจนในช่วงฤดูหนาว บางครั้งมันเลยถูกเรียกว่าเป็น ซึมเศร้าฤดูหนาว (winter depression) แต่ก็มีบ้างที่มีอาการในช่วงฤดูร้อน และดีขึ้นในช่วงฤดูหนาว แต่อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีใครรู้แน่ชัดว่า SAD เกิดขึ้นจากสาเหตุใดอย่างชัดเจน แต่ว่ากันว่าอาจเกิดขึ้นได้จากการรับแสงที่เปลี่ยนไป เช่น
ถ้าพูดถึงเครื่องแต่งกายอย่างเสื้อฮู้ด (Hoodies) เชื่อว่าหนุ่ม ๆ หลายคนต้องเคยมีโอกาสสวมใส่เสื้อชนิดนี้มาบ้าง เพราะในยุคสมัยหนึ่งเสื้อฮู้ดเป็นไอเทมที่แทรกอยู่ในหลากหลายวัฒนธรรม ไม่ว่าจะเป็นฮิปฮอป สเก็ตบอร์ดและกีฬาหลากหลายประเทศ ในเวลาเดียวเมื่อยุคสมัยและเทรนด์แฟชั่นเริ่มเปลี่ยนแปลง เสื้อฮู้ดก็ถูกพัฒนางานออกแบบให้มีความหลากหลายและตอบสนองการใช้งานเฉพาะด้านมากขึ้น จนกลายมาเป็นเสื้ออีกชนิดที่ผู้ชายหลายคนเลือกมีติดตู้เสื้อผ้าเอาไว้เสมอ อย่างไรก็ตาม สำหรับคนที่ยังไม่รู้จักไอเทมชิ้นนี้ดีพอ STYLE GUIDE วันนี้จะพาทุกคนไปทำความรู้จักถึงที่มา รวมถึงวิธีเลือกและสวมใส่ที่เหมาะสม แต่จะมีเทคนิคยังไงบ้าง มาทำความรู้จักไปพร้อมกันเลยครับ จุดเริ่มต้นของ Hoodies ก่อนจะพูดถึงชนิดและการวิธีการเลือก ขอพาย้อนกลับไปรู้จักกับต้นกำเนิดของเสื้อฮู้ดกันก่อน โดยต้องย้อนกลับไปไกลถึงปี 1930 เมื่อแบรนด์กีฬาชื่อดังอย่าง Champion USA ได้คิดค้นเสื้อกันหนาวที่ผลิตขึ้นจากการนำเอาเสื้อสเวตเตอร์และหมวกผ้าเย็บติดเข้าด้วยกัน โดยเหตุผลหลักของพวกเขา คือการสร้างเสื้อให้กับเหล่าคนงานในนครนิวยอร์กที่ทำงานอยู่ภายในห้องเย็นและเสื้อต้องง่ายต่อการสวมใส่และการถอดออกนั่นเอง หลังจากนั้นไม่นาน เครื่องแต่งกายชิ้นที่ก็เริ่มขยายอิทธิพลและแทรกตัวเขาไปในวัฒนธรรมย่อยต่าง ๆ ทั้งฮิปฮอป สเก็ตและพังค์ รวมถึงทีมกีฬาชนิดหลากหลายในสหรัฐอเมริกาที่ทำเสื้อฮู้ดออกมาให้ทั้งผู้เล่นและกองเชียร์สวมใส่ จนกลายเป็น 1 ในไอเทมที่ทุกคนต้องมีในยุค 90’s ซึ่งเอกลักษณ์และสไตล์ที่แตกต่างยังคงได้รับความนิยมมาจนถึงปัจจุบัน อย่างไรก็ตามเสื้อฮู้ดในยุคปัจจุบันควรจะมีองค์ประกอบในการเลือกซื้อบ้างตรงส่วนไหนบ้าง มาเรียนรู้ไปพร้อมกันได้เลย องค์ประกอบในการเลือก สี เสื้อฮู้ดส่วนมากถูกผลิตออกมาแบบมาในโทนสีล้วน อาจมีโลโก้วางไว้ตามจุดต่าง ๆ เช่นอกหรือแผ่นหลัง อย่างไรก็ตามเสื้อฮู้ดสีดำ, สีกรมท่าและเทาเข้ม ยังคงเป็นสีพื้นฐานที่สามารถหยิบมาสวมใส่ได้อย่างเปิดกว้าง ขณะเดียวกันเสื้อฮู้ดสีสันสดใส เช่นสีเหลือง
ลูกผู้ชายอย่างเราอาจไม่ได้สนใจเรื่อง ‘คิ้ว’ มากเท่ากับผู้หญิง และไม่ซีเรียสมาก เมื่อต้องโกนคิ้วเวลาบวช หรือ คิ้วแตกจากการทะเลาะวิวาท แต่ถ้าถามว่า ผู้ชายอย่างเราไม่มีคิ้วได้ไหม ? หลายคนก็คงตอบว่าไม่ได้เหมือนกัน เพราะเมื่อไร้ซึ่งคิ้วแล้ว เราก็คงจะรู้สึกประหลาด ๆ เหมือนที่เรารู้สึกเวลาได้เห็นใบหน้าของดาราที่ถูกตัดต่อคิ้วออก จึงปฏิเสธไม่ได้ว่า คิ้วยังจำเป็นสำหรับเราอยู่ โดยเฉพาะคิ้วที่ดูเท่และมีสไตล์ ตอนนี้มีเทรนด์ที่น่าสนใจเรียกว่า ‘Eyebrow Cut’ ที่ได้รับความนิยมทั้งในกลุ่มหญิงและชาย ทั้งในประเทศตะวันออกและตะวันตก ซึ่งเราอยากพาทุกคนไปรู้จักกับเทรนด์ที่ว่านี้มากขึ้น พร้อมแนะนำเบสิคในการเข้าถึงลุคนี้ให้ทุกคนนำไปทำตามกันด้วย WHAT IS EYEBROW CUT ? การตัดคิ้ว (Eyebrow Cut) คือ การทำรอยบนคิ้ว (ส่วนใหญ่เป็นรอยแนวตั้ง) ด้วยอุปกรณ์ เช่น มีดโกน หรือ เทป หลายคนมักเรียกวิธีนี้ว่า ‘Eyebrow Slit’ แต่ก็มีคนที่แย้งว่ามันเป็นการเรียกที่ผิด เพราะวัฒนธรรมฮิปฮอปดั่งเดิมจะเรียกมันว่า Cut มากกว่า การแต่งคิ้วสไตล์นี้มีมาตั้งแต่สมัยของ Big Daddy Kane แร็ปเปอร์ชาวสหรัฐฯ ที่นำเทรนด์นี้ตั้งแต่ยุค


