หลายคนใฝ่ฝันอยากเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงสังคมที่ตัวเองอยู่ องค์กรหรือบริษัทของตัวเอง แต่การเปลี่ยนแปลงหลายคนรู้ว่ามันมีอุปสรรค์มากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคน หรือ ระบบต่างๆ วันนี้ UNLOCKMEN เลยอยากพาทุกคนไปดูกันว่า ผู้นำการเปลี่ยนแปลง (change leadership) ที่ดี คืออะไร และการเปลี่ยนแปลงที่ดี ควรประกอบไปด้วยอะไรบ้าง คุณสมบัติของผู้นำด้านการเปลี่ยนแปลง ผู้นำด้านการเปลี่ยนแปลง (change leadership) คือ ผู้นำที่มีความสามารถในการสื่อสารกับคนในองค์กร เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง และลดผลกระทบที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงให้ได้มากที่สุด พวกเขาควรมีความสามารถในการอธิบายเหตุผลที่มีความน่าสนใจมากพอที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ และยังต้องมีความสามารถในการเรียกร้องให้คนทั้งองค์กรลงมือทำในสิ่งที่สร้างความเปลี่ยนแปลงได้ อีกทั้งต้องมี แพสชั่น ความคงเส้นคงวา ความน่าเชื่อถือ และวิสัยทัศน์ อันเป็นสิ่งจำเป็นในการสร้างความน่าเชื่อถือ พร้อมกับทักษะในการหาเสียงสนับสนุนการเปลี่ยนแปลง และทำลายกำแพงของคนในองค์กรได้ พวกเขายังต้องทำให้คนในองค์กรต่อต้านการเปลี่ยนแปลงให้น้อยที่สุด และมีความสามารถในการสร้างหรือพัฒนาระบบและโครงสร้างองค์กรที่จำเป็นในการผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ป้องกันความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากความพยายามในการเปลี่ยนแปลงได้ด้วย พวกเขาจะต้องรู้ว่าใครเป็นผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียหลัก (key stakeholders) พร้อมมีกลยุทธ์เพื่อให้ได้เสียงสนับสนุน เพื่อให้เป็นแรงผลักดันในการสร้างความเปลี่ยนแปลงทางความคิดของคนในองค์กร และทำให้เกิดการลงมือทำในสิ่งที่สร้างความเปลี่ยนแปลงต่อไป นอกจากนี้ พวกเขายังต้องสามารถจัดการกับทรัพยากรที่มีความจำเป็นในการสร้างความเปลี่ยนแปลง มีความสามารถในการประยุกต์และแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ดำเนินแผนการเปลี่ยนแปลงให้อยู่ในเวลาและต้นทุนที่กำหนด ภาวะผู้นำที่มีประสิทธิภาพจะช่วยองค์กรได้อย่างไรบ้าง ? การเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่ช่วยให้องค์กรสามารถมีชีวิตรอดอยู่ได้ ในยุคที่การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา แต่เราก็ต้องยอมรับว่า การเปลี่ยนแปลงองค์กรก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะคนเรามักรู้สึกไม่สบายใจที่จะเปลี่ยนแปลง
ช่วงนี้หลายคนอาจกำลังอินกับการเป็น Imposter หรือ Crewmantes ในเกม Among Us กันอยู่ วันนี้เราเลยอยากนำเสนอเรื่องของ แฟรงก์ อบาเนล (Frank Abagnale) อดีตนักต้มตุ๋นชื่อดังระดับโลกชาวอเมริกัน ซึ่งในช่วงอายุ 15 – 21 ปีที่เขาก่อคดี เขาได้ปลอมตัวเป็นคนอื่นที่มีอาชีพแตกต่างกันมากถึง 8 ครั้ง ไม่ว่าจะเป็น นักบิน กุมารแพทย์ ทนายความ ฯลฯ โดยที่เขาไม่มีความรู้ในสายอาชีพเหล่านี้เลย อบาเนล มีพรสวรรค์ด้านการหลอกลวงตั้งแต่เด็ก โดยตอนที่เขาอายุ 16 ปี หลังที่เขาได้หนีออกจากบ้าน เพราะพ่อแม่ของเขาหย่าร้างกัน เขามีเงินติดตัวเพียง 200 เหรียญฯ สหรัฐ แต่ด้วยไหวพริบในการหลอกลวง ทำให้เขาสามารถกอบโกยเงินจากการนำเช็คปลอมไปขึ้นเงินที่ธนาคารได้ถึง 4 ล้านเหรียญสหรัฐฯ !! และเมื่อทางการสหรัฐฯ เริ่มไหวตัวเรื่องเช็คปลอม อบาเนลก็เริ่มคิดหนีออกจากประเทศ ผ่านการปลอมตัวเป็นผู้ช่วยนักบินของสายการบิน Pan American World Airways (Pan Am)
ในวงการ Creator ของไทย ณ ปัจจุบัน เต็มไปด้วยเหล่าคนทำคอนเทนต์ทั้งหน้าใหม่และหน้าเก่า ที่ต่างก็นำเสนอเนื้อหาในแบบของตัวเอง มีการใส่ความ Creative ลงไปในงานและเพิ่มตัวตนให้เป็นที่น่าจดจำ แต่ถ้าให้พูดถึง Creator ที่มีสไตล์การเล่าที่โดดเด่น ย่อยง่าย มีความเป็นตัวเองสูง ไม่มีใครไม่นึกถึงเธอคนนี้อย่างแน่นอน ‘Gift Lee’ Creator สายอาร์ต เจ้าของเพจ Gift Lee ที่กำลังมาแรงที่สุดในตอนนี้ บทความนี้เราจะพาไปดูมุมมองและ Inspiration ของเธอกันดีกว่า ว่าก่อนจะมาถึงจุดนี้ อะไรคือสิ่งที่ทำให้กิฟท์กลายมาเป็นกิฟท์ในวันนี้ได้ ตามไปพบกับบทสัมภาษณ์สุด Exclusive จาก UNLOCKMEN ได้เลยครับ ‘วริษฐา ลีลเศรษฐพร’ ‘กิฟท์’ ‘Gift Lee’ นี่คือ Creator คุณภาพหน้าใหม่ที่น่าจับตามองที่สุดในวงการมีเดีย ณ ตอนนี้ กิฟท์ ก็คือคนทำงานทั่วไปเหมือนเรา ๆ นี่แหละ มีทั้งสิ่งที่ต้องทำ เพื่อจะได้ไปทำสิ่งที่อยากทำ และในอีกด้านหนึ่ง เธอก็มีงานอดิเรกของตัวเองอย่างการวาดสีน้ำ เด็ก ‘ถาปัตย์คนนี้ใช้เวลาว่างไปกับการละเลงศิลปะ โดยมีพื้นที่เล็ก
ปัจจุบันหากเราพูดถึง สตูดิโอจิบลิ (Studio Ghibli) จะไม่ใช่แค่คนยุค 90s ที่รู้จักการ์ตูนจากสตูดิโอนี้อีกต่อไป เพราะสตรีมมิงชื่อดังอย่าง Netflix นำผลงานของสตูดิโอจิบลิเข้ามาในระบบให้คนทุกเพศทุกวัยได้เลือกชมกันตามใจ ซึ่ง UNLOCKMEN เคยเล่าแอนิเมชัน 21 เรื่อง ของจิบลิไว้แล้วใน NIHON STORIES: อมยิ้ม เหงาหว่อง และร้องไห้จนหมดมากกับแอนิเมชันของ STODIO GHIBLI ทว่ามีการ์ตูนหนึ่งเรื่องของค่ายที่ไม่ได้เข้าฉายแต่กลายเป็นสุดยอดผลงานที่ถูกพูดถึงมากที่สุด ซึ่งการ์ตูนเรื่องนั้นคือ ‘สุสานหิ่งห้อย’ (Grave of the Fireflies) ของยอดผู้กำกับ ทาคาฮาตะ อิซาโอะ (Takahata Isao) ทาคาฮาตะ อิซาโอะ ไม่ได้เป็นเพียงแค่ผู้กำกับที่กำกับการ์ตูนเรื่องสุสานหิ่งห้อยเท่านั้น เขายังกำกับเรื่อง ‘เจ้าหญิงกระบอกไม้ไผ่’ (The Tale of Princess Kaguya) ‘ในความทรงจำไม่มีวันจาง’ (Only Yesterday) ‘ยามาดะ ครอบครัวนี้ไม่ธรรมดา’ (My Neighbors the Yamadas) และ
อย่างที่รู้กันดีอยู่แล้วว่ารอยสักสำหรับคนญี่ปุ่นเป็นสิ่งที่จะต้องถูกซ่อนเอาไว้ใต้ร่มผ้า หรือไม่เปิดเผยให้คนอื่นเห็นมากนักเพราะไม่อย่างนั้นคุณจะต้องพบกับสายตาดูแคลนปะปนกับสายตาหวาดกลัว ซ้ำยังถูกโรงอาบน้ำสาธารณะหรือซาวน่าหลายที่ปฏิเสธที่จะให้เข้าไปใช้บริการ แม้ว่าเราจะมีเงินและเป็นลูกค้าคนหนึ่งเหมือนกัน ก่อนหน้านี้ UNLOCKMEN เคยเล่าเรื่องราวความเป็นมาของการสักและรอยสักที่ชาวญี่ปุ่นมองว่าเป็นสิ่งผิดแปลกจากสังคมหรือจารีตไปแล้วใน (NIHON STORIES: รอยสักญี่ปุ่น ศิลปะอันเป็นเอกลักษณ์ที่ผู้คนทั่วโลกจับตามอง) ทั้งที่ในเวลาเดียวกันชาวต่างชาติกลับรู้สึกยกย่องและชื่นชมศิลปะญี่ปุ่นอันเป็นเอกลักษณ์ที่ถูกเล่าบนเนื้อหนังของบุคคลนั้น ๆ ซึ่งผู้สักชาวญี่ปุ่นส่วนใหญ่มักจะเป็นยากูซ่าหรือไม่ก็เป็นศิลปินที่ไม่ต้องทำงานออฟฟิศ ซึ่งบุคลิกและการทำงานอาจมีส่วนเล็กน้อยที่ทำให้เกิดความรู้สึกแตกต่างในสังคม เมื่อพูดถึงรอยสักเราจะไม่พูดถึงช่างสักก็คงไม่ได้ เพราะพวกเขาคือผู้สร้างสรรค์ศิลปะอันประณีตที่จะอยู่กับคนที่มาสักไปตลอดชั่วชีวิต และในประเทศญี่ปุ่นมีช่างสักผู้โด่งดังคนหนึ่งนามว่า ‘Horimitsu’ (โฮริมิตสึ) ที่มีส่วนช่วยทำให้วัฒนธรรมการสักของญี่ปุ่นยังคงอยู่จนถึงปัจจุบัน ซ้ำยังสร้างชื่อไปทั่วทุกมุมโลก และช่างสักก็ได้มีส่วนช่วยให้คนรุ่นใหม่เริ่มไม่ได้มองว่ารอยสักเป็นเรื่องน่ากลัวอีกต่อไป แต่มันคือศิลปะแขนงหนึ่งที่งดงามต่างหาก “คนที่ไม่มีรอยสักหรือไม่ชอบการสักมักมองว่าคนที่มีรอยสักจะต้องเกี่ยวข้องกับยากูซ่า แต่ทั้งสองสิ่งอย่างยากูซ่าและรอยสักไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องลึกซึ้งกันขนาดนั้น” – Horimitsu โฮริมิตสึ หรืออีกชื่อที่คนในวงการเรียกสั้น ๆ ว่า ‘มิตสึซัง’ เป็นช่างสักที่เปิดร้านสักอยู่ในย่านอิเคะบุคุโระ ณ กรุงโตเกียว ด้วยประสบการณ์ที่เรียกได้ว่าคร่ำหวอดในวงการนานกว่า 30 ปี ทำให้ชื่อเสียงของเขาถูกพูดถึงในหมู่ผู้ที่ชื่นชอบการสักและช่างสักด้วยกัน ประกอบกับสไตล์การใช้เข็มวาดลวดลายของเขาจะใช้เทคนิคการสักญี่ปุ่นดั้งเดิมที่เรียกว่า ‘Tebori’ (เทโบริ) อายุกว่า 400 ปี ที่ขึ้นชื่อเรื่องสีสันสดสวยคงทนเหมือนกับวันแรกที่ไปสักแม้จะเวลาจะล่วงเลยมาพักหนึ่งแล้วก็ตาม เทคนิคการสักแบบเก่าแก่ของมิตสึซังจะกินเวลานานกว่าการสักแบบปกติ เขาจะใช้ปากกาสีส้มวาดภาพที่ต้องสักบนผิวหนังแบบช้า ๆ ด้วยความพิถีพิถัน จากนั้นค่อยใช้ปากกาเส้นพู่กันวาดซ้ำอีกรอบ มิตสึซังมักไม่ใช่เครื่องสักในการทำงาน และชอบใช้ใบมีดสเตนเลสแบบด้านเดียวที่ติดอยู่กับด้ามไม้แท่งยาวกรีดลงไปบนเนื้อ ย้ำซ้ำไปซ้ำมาจนกว่าจะได้สีสันลวดลายตามที่เขาพอใจ
รองเท้าคือหนึ่งในเครื่องแต่งกายที่ผู้ชายอย่างเราต่างให้ความสำคัญ การเลือกรองเท้าที่สวมใส่ให้เหมาะสมจะช่วยสร้างสไตล์ที่เนียนตา ไม่ว่าเราจะหยิบชุดไหนมาสวมใส่ออกจากบ้านก็ตาม โลฟเฟอร์ (Loafers) รองเท้าอีกหนึ่งชนิดที่หนุ่ม ๆ หลายคนรู้จักและคุ้นเคยเป็นอย่างดี เพราะนี่คือคลาสสิกไอเทมที่เหมาะสมกับการแต่งตัวหลากหลายสไตล์และการลงทุนกับโลฟเฟอร์คุณภาพดี ๆ สักคู่จึงเป็นเรื่องที่เราอยากให้คนที่ยังไม่มีไอเทมชิ้นนี้ติดตู้ลองทบทวนกันดูอีกครั้ง อย่างไรก็ตามสำหรับคนที่ยังไม่มั่นใจว่าโลฟเฟอร์แบบจะเหมาะกับการตัวคุณ STYLE GUIDE วันจะขอพาหนุ่ม ๆ ทุกคนไปทำความรู้จักข้อมูลที่ควรรู้เกี่ยวกับรองเท้าชนิดนี้อีกครั้ง อย่ามัวเสียเวลาและมาทำความรู้จักไอเทมชิ้นนี้ไปพร้อมกันได้เลยครับ โลฟเฟอร์ (Loafers) คืออะไร ? โลฟเฟอร์คือชนิดรองเท้าที่ไม่มีเชือกผูกรองเท้าหรือเชือกผูกในส่วนต่าง ๆ โดยทั่วไปมักจะทำจากหนังหรือหนังกลับเรียกว่าเป็นโมเดล Slip-on ยุคแรกที่มอบทั้งสไตล์คลาสสิกและการสวมใส่ที่คล่องตัวจนทำให้หนุ่ม ๆ ทั่วโลกให้ความนิยมมาจนถึงปัจจุบัน วัสดุของรองเท้าโลฟเฟอร์ สำหรับคนที่กำลังมองหาโลฟเฟอร์ รองเท้าชนิดนี้ส่วนใหญ่นิยมผลิตจากหนัง (Leather) หรือหนังกลับ (Suede) ซึ่งวัสดุแต่ละชนิดมีจุดแข็งและจุดอ่อนแตกต่างกันออกไป เริ่มจากโลฟเฟอร์หนัง โลฟเฟอร์ชนิดนี้จะให้ความรู้สึกเรียบหรูจากหนังมันวาวซึ่งเหมาะกับสวมใส่กับชุดที่เป็นทางการรวมถึง Smart Casual ที่ดูคล่องตัว อย่างไรก็ตามโลฟเฟอร์ชนิดนี้จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับขั้นตอนการเก็บรักษา การขัดเงาซึ่งจะช่วยรักษาอายุการใช้งานให้คงอยู่นานหลายปี ขณะที่โลฟเฟอร์หนังกลับเป็นวัสดุที่เหมาะสำหรับสวมใส่กับชุดที่เป็นทางการกว่า ละเอียดอ่อนกว่า เช่น Dress Pants หรือสวมใส่คู่กับสูทและชุดเป็นทางการที่เน้นความหรูหรามากกว่า อย่างไรก็ตามปัจจุบันการสวมใส่โลฟเฟอร์หนังกลับคู่กับชุดสไตล์อื่นก็เริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้น ชนิดของโลฟเฟอร์ Penny Loafers: เริ่มต้นคู่แรกกับ
การออกกำลังเพื่อลดไขมันหน้าท้องหรือสร้างซิกแพคคือเรื่องที่ผู้ชายหลายคนให้ความสำคัญทำให้ท่าออกกำลังที่เผาผลาญไขมันและบริหารกล้ามเนื้อส่วนท้องได้ดีอย่างท่า Sit-Ups หรือ Crunch กลายมาเป็นท่าออกกำลังยอดนิยม อย่างไรก็ตามทั้ง 2 ท่ายังเทียบไม่ได้กับท่าออกกำลังอย่าง Plank ที่สร้างกล้ามเนื้อได้ดีกว่าในปริมาณเวลาการฝึกเท่ากัน Plank คือท่าออกกำลังที่เราคุ้นเคยซึ่งช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อแกนกลางร่างกายได้ครบทุกส่วน ไม่ว่าจะเป็น Rectus Abdominus หรือกล้ามเนื้อท้องส่วนที่ทำให้เกิดซิกแพค, Transverse Abdominus กล้ามเนื้อส่วนที่เรียงตัวตามแนวขวางของท้อง รวมถึง Internal/External Obliques หรือกล้ามเนื้อท้องด้านข้างไปจนถึงกล้ามเนื้อหลังและสะโพกบางส่วน จึงไม่แปลกที่ Plank จะกลายเป็นท่าออกกำลังยอดนิยมที่หลายคนเลือกมาฝึกโปรแกรมออกกำลังประจำวัน แต่นอกจากประโยชน์ที่มีต่อกล้ามเนื้ออย่างครบครัน ท่า Plank ยังมีเทคนิคให้ฝึกอีกหลายรูปแบบ ซึ่งคอลัมน์ QUICK WORKOUT วันนี้จะมาแนะนำท่า Plank 7 สไตล์ที่จะท้าทายการฝึกมากขึ้น โดยแต่ละท่าจะมีเทคนิครวมถึงให้ประโยชน์กับร่างกายส่วนไหนบ้าง มาทำความรู้และเตรียมฝึกไปพร้อมกันได้เลยครับ Forearm Plank Forearm Plank คือท่าแรกที่เราอยากแนะนำและหนุ่ม ๆ อาจจำ Forearm Plank ว่าเป็นการ Plank ท่ามาตรฐานที่หลายคนนิยมฝึก โดยลักษณะเด่นของ Forearm Plank คือการงอข้อศอกเพื่อรองรับน้ำหนักและมือทั้ง
เป็นเรื่องปกติที่เราจะรู้สึกไม่มั่นใจเวลาเจอกับสถานการณ์ที่เราไม่คุ้นชิน หรือว่าคนใหม่ๆ เพราะเรายังไม่แน่ใจว่าจะรับมืออย่างไรกับสิ่งเหล่านั้น จึงรู้สึกประหม่าเป็นธรรมดา แต่พอเวลาผ่านไป ได้เรียนรู้อะไรมากขึ้น เราก็จะรับมือกับสิ่งเหล่านี้ได้ดีขึ้น และมีความมั่นใจมากขึ้นตามมาเอง แต่สิ่งที่เรามองว่าไม่ปกติ คือ ความไม่มั่นใจที่มากเกินไป หรือ ความรู้สึกไม่มั่นใจอยู่ตลอดเวลา เพราะภาวะแบบนี้ขัดขวางการใช้ชีวิตและความก้าวหน้าในหน้าที่การงานของเรา UNLOCKMEN มองเห็นถึงผลเสียที่เกิดจากการไม่มีความมั่นใจ และอยากให้ทุกคนใช้ชีวิตอยากมีความสุข เลยอยากพูดถึงเรื่องพิษภัยของความไม่มั่นใจ พร้อมแนะนำ 5 วิธีที่ได้รับการรับรองจากวิทยาศาสตร์แล้วว่าช่วยให้ทุกคนมีความมั่นใจมากขึ้นได้ เป็นคนไม่มีความมั่นใจ ส่งผลเสียอะไรบ้าง ? ความมั่นใจในตัวเองต่ำ หรือ ความเคารพตัวเองต่ำ (low self-esteem) ทำให้เราคิดแย่ๆ กับตัวเอง โดยคนที่มีภาวะ low self-esteem มักต้องต่อสู้กับความรู้สึกด้านลบที่มีต่อพวกเขาเอง ไม่ว่าจะเป็น ความรู้สึกไร้ค่าไร้ความหมาย ไม่เป็นที่ต้องการ ไม่มีใครรัก และไร้ความสามารถ แถม พวกเขายังมีแนวโน้มที่จะอ่อนไหวมากเกินไป (hypersensitive) ต่อโลกที่อยู่รอบตัวพวกเขาด้วย (อ้างอิงจากงานวิจัยของ Morris Rosenberg และ Timothy J. Owens) ซึ่งภาวะอ่อนไหวมากเกินไปนี้เองที่ส่งผลให้พวกเขาเป็นภาวะซึมเศร้าได้ง่าย เพราะเมื่อเจอกับเหตุการณ์ที่คนอื่นมองว่าไม่มีอะไร พวกเขาอาจได้รับผลกระทบทางจิตใจมากกว่าคนอื่น พวกเขายังไวต่อการพัฒนาความผิดปกติทางอารมณ์
คนมีคู่เคยเคยรู้สึกไหมว่า “ทำไมการอยู่กับแฟนทำให้รู้สึกไม่สบายใจจัง?” รู้สึกเหมือนเราต้องเอาอกเอาใจเขาตลอดเวลา ไม่ว่าเขาจะทำตัวแย่แค่ไหน เราก็ต้องให้อภัยเขาอยู่เสมอ หากมีความรู้สึกประมาณนี้ อาจเป็นไปได้ว่า คุณกำลังติดนิสัย ‘codependency’ ซึ่งเป็นนิสัยแบบที่ไม่ได้ส่งผลดีต่อความสัมพันธ์เลย ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ? เดี๋ยว UNLOCKMEN จะอธิบายให้ทุกคนฟัง อะไร คือ ‘codependency’ ก่อนอื่นเราอยากพูดถึงความหมายก่อน codependency หมายถึง บุคลิกภาพแบบที่พึ่งพาอีกฝ่ายหนึ่ง เพื่อตอบสนองความต้องการหรือคุณค่าของตัวเองมากเกินไป คนที่มีนิสัยแบบนี้มักจะตามใจคนอื่นมาก ถ้าเป็นในความสัมพันธ์แบบคู่รัก คือ คนที่มักตอบรับคำขอของอีกฝ่ายโดยไม่กล้าปฏิเสธ และมีความกังวลอย่างมากต่อการสูญเสียอีกฝ่าย codependency ยังมีอีกความหมาย คือ พฤติกรรมที่อนุญาตให้อีกฝ่ายมีพฤติกรรมที่ไม่ดี เช่น ไม่รับผิดชอบ เสพติดสุรา ไม่ยอมทำงานทำการ เป็นต้น ทั้งหมดนี้สรุปได้ว่า codependency หมายถึง นิสัยที่ยอมอีกฝ่ายทุกอย่าง เนื่องจากโหยหาการยอมรับจากอีกฝ่ายอย่างหนัก และกังวลมากว่าอีกฝ่ายจะทอดทิ้งตนไปเมื่อขัดใจ ซึ่งเราอาจรับนิสัยนี้มาจากคนในครอบครัว โดยเฉพาะในครอบครัวที่มีปัญหา (dysfunctional family) หรือ พ่อแม่ป่วยไข้ ซึ่งงานวิจัยระบุว่า มนุษย์เรียนรู้นิสัย codependency ผ่านการสังเกตและเลียนแบบพฤติกรรมสมาชิกในครอบครัว กล่าวคือ ถ้าเราอยู่ในครอบครัวที่เคร่งเรื่องระเบียบในบ้าน
ย้อนกลับไปสมัยเด็ก ๆ ตอนนั้นเราอาจมองว่าโลกนี้เปรียบเหมือนสนามเด็กเล่น ที่เราสามารถมีความสุขและทดลองทำอะไรใหม่ๆ ได้ตลอดเวลา แต่พอกลับมาดูตอนนี้ เหมือนกับว่า “ยิ่งโต ยิ่งเจ็บ” เพราะเราต้องแบกรับความคาดหวังอะไรหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น เรื่องความสัมพันธ์ ฐานะทางการเงิน หรือ ความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ฯลฯ และพอคาดหวังมาก แน่นอนว่าความทุกข์ที่เกิดจากความผิดหวังก็มากตามมาเหมือนกัน จนบางคนอาจสิ้นหวังไปเลยก็ได้ UNLOCKMEN เข้าใจว่าความสิ้นหวังเป็นภัยคุกคามที่ยิ่งใหญ่ของผู้ใหญ่ทุกคน จึงอยากแนะนำวิธีการเอาชนะความสิ้นหวัง ให้ทุกคนสามารถกลับมาใช้ชีวิตอย่างปกติสุข และมีสุขภาพจิตที่ดีขึ้นกันถ้วนหน้าได้ แต่ก่อนอื่นขอพูดถึงเรื่องความสิ้นหวังสักเล็กน้อยก่อนเข้าเรื่อง… ว่าด้วยเรื่องอาการสิ้นหวัง (hopelessness) เมื่อเราเจอกับเรื่องที่น่าผิดหวังซ้ำๆ เป็นเวลานานๆ แน่นอนว่าจิตใจของพวกเราคงเกิดบาดแผล และเกิดผลเสียต่อสุขภาพตามมา เพราะความผิดหวัง (disappointment) ที่สะสมมาเป็นเวลานาน หากไม่มีวิธีการรับมือที่ถูกต้อง จะก่อให้เกิดความเครียดเรื้อรัง พร้อมก่อภาวะซึมเศร้า จนทำให้พวกเรารู้สึกสิ้นหวังกันได้ ซึ่งเป็นอันตรายต่อการใข้ชีวิตของเราอย่างมาก เพราะความสิ้นหวัง (hopelessness) ทำให้เราคิดแต่อะไรลบๆ โดยเฉพาะเรื่องการทำลายความคาดหวังของตัวเอง ยกตัวอย่างเช่น คิดว่าชีวิตจะต้องแย่แบบนี้ตลอดไปโดยที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ หรือ คิดว่าความเศร้าของตัวเองจะคงอยู่ตลอดไป ความสิ้นหวังยังนำมาซึ่งพฤติกรรมแย่ๆ 2 รูปแบบ ได้แก่ 1.ติดอยู่ในวงจรของความรู้สึกแย่ๆ และการกระทำแย่ๆ และ


