หลายคนอาจรู้สึกแปลก ๆ กับสิ่งที่เรียกว่าความเหงา เพราะบางครั้งต่อให้อยู่ท่ามกลางผู้คนมากมาย ก็ยังรู้สึกเหงาได้เหมือนกัน เราอยากบอกว่า ความจริงแล้วความเหงาเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ไม่ใช่แค่เพราะไม่มีเพื่อนเพียงอย่างเดียว มันยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่ทำให้ความเหงาเกิดขึ้นมาเหมือนกัน เช่น เราอาจกำลังมองหาความสัมพันธ์ที่มีคุณภาพ หรือ เราอาจจะยังไม่คุ้นชินกับที่ที่เราอยู่ หรือเราอาจมองไม่เห็นคุณค่าในตัวเอง เป็นต้น แต่ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุอะไรก็ตาม ความเหงาก็เป็นภัยคุกคามต่อชีวิตเราจริง ซึ่งเรื่องนี้ได้รับการยืนยันจากงานวิจัยแล้ว และด้วยความปราถนาดีที่อยากเห็นทุกคนมีคุณภาพชีวิตที่ดี UNLOCKMEN เลยอยากอธิบายถึงพิษภัยของความเหงา และวิธีการรับมือกับมัน งานวิจัยเผยความเหงาทำให้ร่างกายอ่อนแอ! ว่ากันว่า ความเหงาทำให้ความดันเลือดสูงขึ้น ส่งผลให้เกิดโรคหัวใจ และมีอันตรายถึงชีวิต งานวิจัยชิ้นหนึ่งโดยทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัย Brigham Young University (2015) ได้ทำการตรวจสอบ (meta-review) งานวิจัย 70 ชิ้น และพบว่า ความเหงา (loneliness) เพิ่มความเสี่ยงในการเสียชีวิต 26% เทียบกับซึมเศร้า และวิตกกังวลที่เพิ่มความเสี่ยงในการเสียชีวิต 21% นอกจากนี้ยังมีนักวิจัยที่บอกว่า ความเหงาเป็นอันตรายต่อชีวิตเหมือนสูบบุหรี่ 15 มวนต่อวัน และคนเหงามีโอกาสเสียชีวิตมากกว่าคนที่มีความสัมพันธ์ทางสังคมที่ดีถึง 50%! โดยสาเหตุที่คนเหงามีโอกาสเสียชีวิตสูง อาจเป็นเพราะพวกเขามีความอ่อนแอต่อโรคร้ายแรง เกิดจากความเหงาที่ส่งผลให้ร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลง
ในสังคมของเราเต็มไปด้วยผู้คนที่มีความหลากหลาย และแตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็น ค่านิยม ความเชื่อ วิถีชีวิต ฯลฯ ซึ่งความแตกต่างเหล่านี้เห็นได้อย่างชัดเจนในกลุ่มคนที่มีช่วงวัย หรือ generation ที่ต่างกัน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ทุกวันนี้เราจะเห็นคนที่อยู่ในบ้านเดียวกันทะเลาะกัน เพราะมีความเห็นไม่ตรงกันบ่อยๆ ความแตกต่างของคนต่าง Generation กัน มักทำให้คนในสังคมเดียวกันไม่เข้าใจซึ่งกันและกัน นำไปสู่ความขัดแย้ง และการทะเลาะเบาะแว้ง มันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ทั่วไปจนมีการนิยามคำว่า The generation gap ขึ้นมาอธิบายมันเลยทีเดียว ในบทความ UNLOCKMEN เลยอยากพูดถึงวิธีการทำงานและใช้ชีวิตร่วมกับคนต่าง Generation เพื่อให้ทุกคนสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข ลดการทะเลาะเบาะแว้ง และรับมือกับคนที่แตกต่างจากเราได้ดียิ่งขึ้น ทำไมคนต่างวัยกันถึงได้เหมือนอยู่กันคนละโลก ? ถ้าใครกำลังหนักใจและสงสัยว่าทำไมพ่อแม่ของเราคิดไม่เหมือนเรา? และไม่รู้จะแก้ไขยังไงดี เราอยากแนะนำว่า อย่าเพิ่งคิดหนีออกจากบ้าน หรือถ้ามีปัญหานี้กับหัวหน้าในที่ทำงาน ก็อย่าเพิ่งคิดจะเปลี่ยนงาน เพราะเราเชื่อว่าโอกาสที่เราจะเจอกับปัญหาแบบเดิมน่าจะยังมีสูงอยู่ ตราบใดที่เรายังต้องใช้ชีวิตร่วมกับคนอื่นในสังคมอยู่ดี เราจึงอยากให้ทุกคนเข้าใจปรากฎการณ์นี้และรับมือกับมันให้ได้อย่างถูกต้องมากกว่า คำว่าช่องว่างระหว่างยุคสมัย หรือ The generation gap เป็นคำที่นักสังคมวิทยาใช้อธิบายถึงความแตกต่างระหว่างคนยุคหนึ่งกับคนอีกยุคหนึ่ง เช่น พ่อแม่ กับ ลูก ในเรื่องของความเชื่อ แนวคิดทางการเมือง รวมถึง
ในมังงะแต่ละเรื่องแน่นอนว่าตัวละครที่มักจะมีบทโดดเด่นที่สุดหรือที่เรียกง่าย ๆ ว่าเป็นพระเอกของเรื่องส่วนใหญ่ก็หนีไม่พ้นตัวละครฝ่ายธรรมะผู้มีจิตใจยึดมั่นความถูกต้องยุติธรรม ลูฟี่, ซุน โกคู, นารูโตะ หรือตัวละครในตำนานอีกหลายตัวต่างก็อยู่ในข่ายด้านสว่างแทบทั้งสิ้น แต่ในมังงะบางเรื่อง ตัวละครที่เราจดจำได้ดีที่สุดกลับเป็นตัวละครฝ่ายอธรรมผู้มีจิตใจชั่วช้าเลวทรามเสียอย่างนั้น ซึ่งเรื่องนี้คงต้องชื่นชมอาจารย์ผู้เขียนที่ออกแบบตัวละครเหล่านั้นออกมาได้ดี ดีถึงขนาดที่ว่าถึงแม้ตัวละครเหล่านั้นกำลังทำสิ่งที่ชั่วร้ายอยู่ แต่เรากลับเอาใจช่วยให้ทำสำเร็จ และรู้สึกเสียใจในเวลาที่ตัวละครเหล่านั้นจบชีวิตลง เอาล่ะมาย้อนความหลังไปกับตัวร้ายในความทรงจำกันเถอะ ยางามิ ไลท์ จากเรื่อง Death Note นี่คือตัวละครแรกที่แว่บเข้ามาในหัวเราทันทีหลังจากตัดสินใจเขียนคอนเทนต์นี้ ในเรื่อง Death Note ถ้าถามว่าใครคือพระเอก คำตอบก็คือยางามิ ไลท์ ถ้าถามว่าใครคือตัวร้าย คำตอบก็คือยางามิ ไลท์ เช่นเดียวกัน ยางามิ ไลท์ ไม่ได้เกิดมาชั่วร้ายแต่กำเนิด เขาเป็นเด็กเรียนดีระดับหัวกะทิของประเทศ เป็นลูกนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ หน้าตาดีเป็นที่หมายปองของสาว ๆ เรียกว่าเขาคือนักเรียนมัธยมปลายในอุดมคติ แต่แนวความคิดเรื่องความยุติธรรมของเขาค่อนข้างสุดโต่ง เขาอยากกำจัดเหล่าอาชญากรชั่วร้ายให้หมดทั้งโลกด้วยความตาย ดังนั้นเมื่อเขาได้สมุดโน้ตมรณะที่เพียงรู้ชื่อกับรู้หน้าก็สามารถฆ่าใครก็ได้ในโลก เขาจึงไม่รีรอที่จะตั้งตัวเองเป็นศาลเตี้ยพิพากษาโทษของคนตามใจชอบ ซึ่งนานวันเข้าก็เริ่มเลยเถิด ไลท์ไม่เพียงแต่ใช้สมุดโน้ตฆ่าอาชญากรฆ่าทุกคนที่ขวางหน้าที่พยายามจะจับกุมเขา จากความคิดที่ต้องการสร้างสังคมให้ดีขึ้นในตอนแรก กลายเป็นหลงระเริงในอำนาจอยากสร้างโลกในอุดมคติที่มีเพียงความคิดเขาเองเท่านั้นที่ถูกต้อง ถ้าใครเคยอ่าน Death Note คงรู้ว่าไลท์มีจุดจบเช่นไร เราขอไม่บอกตรงนี้ แต่เอาเป็นว่าเป็นตอนจบที่ไม่น่าดูเอาเสียเลย อามากิงจากเรื่อง แสบกว่านี้มีอีกมั้ย แสบกว่านี้มีอีกมั้ย
เรารู้จักการโกหกกันมาตั้งแต่ตอนเป็นเด็ก เราอาจเคยโกหกพ่อแม่ เวลาทำข้าวของในบ้านเสียหาย เพราะกลัวโดนดุ พอโตขึ้นมาหน่วยเป็นวัยรุ่น เราอาจโกหกครูประจำชั้นว่ารอยช้ำบนหน้าเกิดจากการหกล้ม ไม่ได้ทะเลาะวิวาทกับใครมา พอเข้าวัยทำงาน เราอาจเคยโกหกเจ้านายว่าป่วย เพื่อขอโดดงาน กล่าวได้ว่าคนทุกเพศทุกวัยรู้จักการโกหก แต่การโกหกก็มีพร้อมราคาที่ต้องจ่ายอยู่เสมอ! UNLOCKMEN อยากอธิบายเรื่องนี้ผ่านหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ชี้ให้เห็นว่าการโกหกทำงานกับสมองของเราอย่างไร การโกหกคืออะไร ? แบบไหนถึง เรียกว่า การโกหก… การโกหก (lying) เป็นการหลอกลวงแบบหนึ่งที่เราใช้กันในชีวิตประจำวัน การโกหกรูปแบบหนึ่งเรียกว่า การโกหกทั้งหมด หรือ ‘lies of commission’ เป็นการพูดในสิ่งที่ไม่เป็นความจริงเลย เช่น โกหกพ่อแม่ว่าไปอ่านหนังสือ เพื่อจะได้ไปเที่ยวกลางคืน หรือ โกหกเจ้านายว่าป่วย เพื่อที่จะได้หยุดงาน เป็นต้น บางเคสการพูดความจริงเพียงครึ่งเดียว (half – truth) ก็ถือว่าเป็นการโกหกเหมือนกัน เช่น สมมติว่าเราจะซื้อรถมือ 2 แล้ว พนักงานขายรถบอกเราว่า รถยนต์คันนี้เพิ่งผ่านการใช้งานไม่นาน เจ้าของไปนอก สภาพเหมือนใหม่ แต่เขาไม่ได้บอกเราว่า รถคันนี้เคยจมน้ำหรือชนจนเสียหายยับเยิน เพราะอยากขายรถให้เราให้ได้ แบบนี้เป็นการโกหกประเภทที่เรียกว่า การโกหกด้วยการละเว้น หรือ
ผู้ชายอย่างเราๆ ถูกสั่งสอนเรื่อง ‘ลูกผู้ชาย’ กันมาตั้งแต่เด็กๆ แต่แต่ละบ้านอาจสั่งสอนเรื่องนี้ไม่เหมือนกัน บางบ้านอาจเน้นไปที่ ความกล้าหาญ บางบ้านอาจเน้นไปที่ ความเป็นผู้นำ ฯลฯ ในบทความนี้อยากจะขอพูดถึง ‘ความรับผิดชอบ’ ซึ่งเป็นคุณสมบัติอย่างหนึ่งของลูกผู้ชาย ทำไม ‘ลูกผู้ชายพูดแล้วไม่คืนคำ’ ทำไมลูกผู้ชายถึงต้องรับผิดชอบในคำพูดของตัวเอง บทความนี้ UNLOCKMEN จะอธิบายให้ฟัง พร้อมแนะนำวิธีการทำตัวให้มีความรับผิดชอบมากขึ้น เพื่อให้ทุกคนมีชีวิตที่ประสบความสำเร็จต่อไป ความสำคัญของความรับผิดชอบ ความรับผิดชอบ (responsibility) เป็นเรื่องที่เราได้ยินกันบ่อย แต่อาจไม่ได้มีความเข้าใจในเรื่องนี้ตรงกัน เราเลยอยากอธิบายความหมายที่แท้จริงของมันให้ฟังอีกสักรอบ ความรับผิดชอบ หมายถึง การทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายให้สำเร็จลุลวง ปฎิบัติตามในสิ่งที่ตัวเองได้ให้สัญญาไว้ ยอมรับผลดีหรือผลร้ายที่ตามมาจากการกระทำของตัวเอง ความรับผิดชอบ มันเป็นคุณสมบัติที่ทุกคนควรมีติดตัว เพราะจะทำให้ชีวิตของเราประสบความสำเร็จ และสำคัญต่อการอยู่ร่วมกันของทุกคนในสังคม มันทำให้คนในสังคมเห็นถึงประโยชน์ของส่วนร่วมมากกว่าของตัวเอง ทำให้สังคมเกิดความขัดแย้งกันน้อยลง และสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างผาสุข นอกจากเรื่องของการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับคนอื่นในสังคมแล้ว ความรับผิดชอบยังมีบทบาทสำคัญในที่ทำงาน เพราะ การทำงานในบริษัทหรือองค์กร เราจำเป็นต้องทำงานร่วมกับคนอื่น และต้องเคารพกฎระเบียบต่างๆ เวลาที่เราทำงานร่วมกับคนอื่น เราก็ต้องมีความรับผิดชอบในหน้าที่ที่เราได้รับมอบหมายมา เช่น ทำเสร็จให้ทันกำหนด เพราะถ้าเราไม่สามารถรับผิดชอบงานอย่างเต็มที่ มันก็ไม่ใช่แค่เราคนเดียวที่มีปัญหา แต่คนอื่นจะมีปัญหาตามมาด้วย ยกตัวอย่างเช่น เวลาทำงานเสร็จไม่ตรงตามเวลาที่กำหนด คนในทีมที่รอรับงานเราอยู่ก็ทำงานได้ช้า
ถ้าพูดถึงบริษัทที่ผลิตรถยนต์ที่มีเทคโนโลยีล้ำหน้า หลายคนอาจนึกถึงบริษัท ‘Tesla’ ที่ได้มีการพัฒนารถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ (self-driving) หรือ รถกระบะไฟฟ้าดีไซน์สุดล้ำ Cybertruck ที่มีจุดขายอยู่ที่ความแข็งแกร่งทนทาน แต่ตอนนี้ก็มีบริษัทอื่นที่กำลังพัฒนารถยนต์ที่น่าสนใจเหมือนกัน คือ Hyundai บริษัทรถยนต์สัญชาติเกาหลีใต้ที่กำลังพัฒนารถยนต์ที่มีดีไซน์เหมือนหุ่นยนต์ชนิดแปลกแหวกแนวสุดในชื่อโปรเจค Hyundai Elevate. ซึ่งโปรเจครถยนต์คันนี้เป็นที่รู้จัก ตั้งแต่ตอนในงาน Consumer Electronics Show (CES) ประจำปี ค.ศ.2019 ที่ Hyundai ได้เปิดเผยถึงรถยนต์คอนเซ็ปท์แตกต่างจากรถยนต์ธรรมดาชื่อว่า ‘ultimate mobility vehicle’ และหนึ่งในนั้น คือ elevate ซึ่งมีลักษณะเป็นรถยนต์ที่มี 4 ขาที่สามารถยกหรือลดระดับ ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อการเดินทางในช่วงที่มีภัยพิบัติธรรมชาติ และในปีต่อมา Hyundai ก็ได้จัดตั้ง ‘New Horizons Studio’ ขึ้นมา เพื่อพัฒนา ultimate mobility vehicles (UMVs) โดยเฉพาะ (รวมถึงรถยนต์ elevate ด้วย) โดยมีผู้บริหารสตูดิโอ คือ Dr.
‘กางเกงยีนส์’ คือไอเทมแฟชั่นสุดคลาสสิค ไม่ว่ากี่ยุคกี่สมัยก็ไม่มีวันตกเทรนด์ แถมบนหน้าประวัติศาสตร์แฟชั่นของโลกเผยให้เห็นวิวัฒนาการของยีนส์ที่ยกระดับขึ้นในทุก ๆ ปี รวมถึงปีนี้ที่กางเกงยีนส์ก็ยังคงได้รับความนิยมอยู่โลดแล่นอยู่ในเทรนด์เสมอ UNLOCKMEN ได้รวบรวมกางเกงยีนส์ 4 แบบ 4 สไตล์ ของ Uniqlo ที่เหมาะกับแฟชั่นสไตล์ต่าง ๆ เพื่อให้เหล่าสุภาพบุรุษได้มิกซ์แอนด์แมตช์เสื้อผ้าตามสไตล์ที่ตัวเองชอบ เซตสูทเข้าชุดทั้งเสื้อ กางเกง เนกไท เข็มขัด รองเท้าหนังเงาวับ อาจดูเป็นทางการมากเกินไปหน่อยในการนัดพบลูกค้าบางกรณี บางครั้งบางคราวแฟชั่นกึ่งทางการก็เป็นกุญแจสำคัญที่สร้างความรู้สึกผ่อนคลายให้กับคู่สนทนา ลองปลดเนกไทหรือหูกระต่ายเก็บไว้ในลิ้นชัก เปลี่ยนจากเสื้อเชิ้ตติดกระดุมถึงเม็ดบนเป็นเสื้อยืด เปลี่ยนกางเกงสแลคเป็นยีนส์สักตัว พร้อมกับพกความมั่นใจไว้ไม่ให้ห่างกาย ทั้งหมดจะส่งให้เราโดดเด่นและมีมาด แถมยังเป็นตัวของตัวเองแบบไม่เกร็งหรือดูทางการเกินไปต่อหน้าลูกค้าก็น่าสนใจไม่น้อย กางเกงยีนส์กับแฟชั่นวันกึ่งทางการที่ UNLOCKMEN อยากแนะนำคือ กางเกงยีนส์รุ่น Ultra Stretch Skinny Fit สกินนี่ยืดหยุ่นพิเศษและสวมใส่สบายที่ทาง Uniqlo พัฒนาร่วมกับ ISKO บริษัทผลิตยีนส์ชั้นนำ ทำให้ Ultra Stretch Skinny Fit เต็มไปด้วยความยืดหยุ่นเป็นพิเศษด้วยอัตรายืดถึง 40 เปอร์เซ็นต์ และคืนสภาพได้กว่า 80 เปอร์เซ็นต์
ราล์ฟ วอลโด เอเมอร์สัน (Ralph Waldo Emerson) นักเขียน นักกวี และนักประพันธ์ชาวอเมริกัน เคยกล่าวไว้ว่า “ชีวิตคือการเดินทางไม่ใช่จุดหมาย” (life is a journey not a destination) ประโยคนี้อาจตีความได้ว่า สิ่งที่สำคัญในชีวิต ไม่ใช่การบรรลุเป้าหมายในชีวิต แต่เป็นสิ่งที่เราพบเจอในระหว่างที่กำลังจะไปถึงเป้าหมาย และนั่นรวมถึงอารมณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นด้วย ไม่ว่าจะเป็น ความสุข ความทุกข์ ความเศร้า ฯลฯ หลายคนเวลาเจอกับเรื่องแย่ๆ และรู้สึกแย่ อาจพยายามคิดบวก เพื่อให้ทุกอย่างดีขึ้น การคิดบวกช่วยเราได้จริง แต่การคิดบวกมากเกินไปอาจนำมาซึ่งผลเสียมากกว่าผลดี วันนี้ Unlockmen เลยอยากจะพูดถึงเรื่อง Toxic Positivity ภาวะที่เราคิดบวกมากเกินไปจนเป็นพิษ ว่ามันมีผลเสียอย่างไรบ้าง พร้อมแนะนำวิธีการรับมือกับความรู้สึกด้านลบที่จะช่วยให้เราทุกข์ใจกับอารมณ์ลบน้อยลง ‘Toxic positivity’ เมื่อยิ่งคิดบวกแล้วความรู้สึกยิ่งลบ เวลาเจอเรื่องทุกข์ใจมา แล้วไปคุยเรื่องนี้กับใครสักคน เช่น พ่อแม่ เพื่อน ฯลฯ เราคงเคยได้ยินคำแนะนำประมาณว่า “ลองมองเรื่องนั้นในแง่ดีสิ อย่ามองแต่แง่ร้าย”
‘ความคล่องตัว’ คือสิ่งที่ผู้ชายทุกคนล้วนตามหา โดยเฉพาะไลฟ์สไตล์ในเมืองใหญ่ที่เต็มไปด้วยความรีบเร่ง เส้นแบ่งเวลาทํางาน เวลาพักผ่อน และเวลาออกไปทํากิจกรรมสุดเหวี่ยงนั้นไม่เคยตายตัว การมีนาฬิกาที่ตอบโจทย์เรื่องดีไซน์ พร้อมฟังก์ชันการใช้งานทรงคุณภาพ และที่สำคัญคือต้องใช้งานได้จริง ถือเป็นหัวใจสําคัญสำหรับผู้ชาย Work Hard Play Hard อย่างเรา ๆ อย่างไรก็ตาม นาฬิกาที่ตอบโจทย์ฟังก์ชันลุย ๆ หรือเสริมความคล่องตัว อาจจะมีดีไซน์ไม่ค่อยจะตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่ต้องไปทํางาน หรือไม่สามารถแมทช์กับการแต่งตัวของ Urban men ได้เสมอไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งนาฬิกาที่ผู้ชายต้องสวมใส่ติดตัวทุกวัน เรื่องฟังก์ชันต้องตอบโจทย์การใช้งานสูงสุด แต่ดีไซน์ก็ต้องเติมเต็มสไตล์ของ Urban Men จึงไม่ได้เจอที่ถูกใจกันง่าย ๆ แต่สำหรับ Tissot Seastar 1000 นี่คือนาฬิกาคุณภาพ Swiss ในราคาที่ครอบครองได้ง่าย และพร้อมใช้งานบนข้อมือของเราได้ในทุกสถานการณ์ทั้งในเมืองหรือในทะเล Tissot Seastar 1000 เรือนเวลาที่มีสุดยอดนวัตกรรมของนาฬิกาสปอร์ตในตัว ควบคู่กับดีไซน์โมเดิร์นร่วมสมัย สวมใส่ได้ทั้งในเมือง และพร้อมเติมเต็มความหลงใหลและกิจกรรมลุย ๆ ของผู้ชายได้ โดยเฉพาะผู้ชายที่หลงใหลการท่องเที่ยวทะเลหรือกีฬาทางนํ้า ชื่นชอบการเติมสีสันให้ชีวิตด้วยการโต้คลื่น เล่นเจทสกี ฟลายบอร์ด เวคบอร์ด เซิร์ฟ
สำหรับใครหลายคน การเป็นโสดอาจให้ความรู้สึกเหมือน อยู่คนเดียว อยู่ลําพัง หว่าเว้ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่พวกเขาจะรู้สึกแย่กับการเป็นโสด และต้องการใครสักคนมาอยู่เคียงข้างกัน แต่เราอยากบอกทุกคนว่า การเป็นโสดไม่ได้เท่ากับความโดดเดี่ยวเสมอไป และวิธีการเป็นโสดแบบได้อย่างไม่รู้สึกเหงาก็มีอยู่เหมือนกัน ซึ่งในบทความนี้ UNLOCKMEN จะอธิบายให้ฟังว่ามันต้องทำอย่างไรบ้าง เป็นโสดแล้วดียังไง ? แต่ก่อนจะพูดถึงวิธีการเป็นโสดอย่างมีคุณภาพ เราอยากพูดถึงประโยชน์ของการเป็นโสดก่อน อ้างอิงข้อมูลจากงานวิจัยและผู้เชี่ยวชาญ การเป็นโสดจะมีข้อดีที่แตกต่างจากคนที่มีแฟน หรือ แต่งงานแล้ว ดังนี้ 1. กังวลน้อยกว่าคนมีคู่ เราคงได้ยินกันบ่อยๆ ว่า การมีแฟนจะทำให้ทุกวันของเรากลายเป็นชมพู ซึ่งอาจไม่จริง เพราะความขัดแย้งเกิดขึ้นได้เสมอในความสัมพันธ์ ดังนั้นการเป็นโสดจึงอาจทำให้เรามีความสุขมากกว่ามีแฟนได้เหมือนกัน ซึ่งงานวิจัยบางชิ้น บอกว่า คนที่กลัวความขัดแย้งเวลามีความสัมพันธ์จะมีความสุขกับการเป็นโสดมากกว่าตอนมีแฟน บางชิ้นก็บอกว่า คนโสดเครียดน้อยกว่าคนที่มีความสัมพันธ์ เพราะพวกเขาทำงานบ้าน หรือกังวลเรื่องเงิน น้อยกว่าคนที่แต่งงานแล้ว ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์บางคน ยังกล่าวไว้ว่า ความใกล้ชิดและการมีคู่มักทำให้สมองของเรา ‘รก’ อยู่เสมอโดยที่เราก็ไม่รู้ตัว เพราะผู้ที่อยู่ในความสัมพันธ์มักแสดงความกังวลต่อคู่ของตัวเองอยู่เสมอ ทำให้ความสามารถในการโฟกัสกับสิ่งต่างๆ น้อยลง และยังทำให้เกิดความเครียด ไม่มีความสุขในการชีวิตด้วย ดังนั้น การเป็นโสดจึงดีกว่า เพราะช่วยจัดการสมองที่รกเพราะความกังวล ให้มีพื้นที่สำหรับความคิดใหม่ๆ และความฝันใหม่ๆ ได้ 2. รักษาความสัมพันธ์กับคนรอบได้ดี


