ปัจจุบันต้องยอมรับว่า ‘กาแฟ’ มีบทบาทในชีวิตประจำวันของเหล่าคนเมืองมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะเพราะหลงใหลในรสชาติหรือเป็นสถานการณ์บังคับให้ต้องดื่มก็ตาม กาแฟจึงได้กลายเป็นศาสตร์ ๆ หนึ่งไปแล้ว เพราะมีคนที่หลงใหล มีแพสชั่น และศึกษามันอย่างจริงจัง วันนี้เราจึงขอพาทุกคนไปยังคาเฟ่ที่รับรองว่าถ้าใครหลงรักกาแฟจะต้องชอบ เพราะที่นี่นอกจากเป็นคาเฟ่ขายเครื่องดื่มแล้ว ยังเป็นโรงคั่วกาแฟเล็ก ๆ คัดสรรเมล็ดกาแฟอย่างดีเพื่อนำมาคั่วก่อนจะเสิร์ฟลูกค้า นอกจากนั้นยังเป็นร้านเฟอร์นิเจอร์สไตล์วินเทจที่น่าจะถูกใจหนุ่ม ๆ UNLOCKMEN Pompano Roasted Cafe คือคาเฟ่เล็ก ๆ แต่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวสูง ตั้งอยู่ในย่านจตุจักรภายในโครงการ The Camp – Vintage Flea Market ตลาดนัดขายของวินเทจที่จำลองมาจากโรงจอดเครื่องบิน อย่างที่บอกไปว่าความพิเศษของที่นี่คือนอกจากจะเป็นร้านกาแฟแล้ว ยังมีโรงคั่วและร้านเฟอร์นิเจอร์ภายในตัว ดังนั้นเมื่อเราเปิดประตู้เข้าไป กลิ่นหอมของเมล็ดกาแฟก็โชยมาเตะจมูกเราทันที ตัวร้านมี 2 ชั้น ชั้นบนจะค่อนข้างเงียบสงบ มีความเป็นส่วนตัวสูง ส่วนชั้นล่างก็เหมาะกับการนั่งทำงานหรือพูดคุยพลางจิบกาแฟในบรรยากาศสบาย ๆ แต่ไม่ว่าจะมุมไหนของร้าน ทุกตารางนิ้วอัดแน่นไปด้วยความวินเทจ มีเฟอร์นิเจอร์มากมายให้เราเลือกดูอย่างเพลิดเพลิน และถ้าเราถูกใจชิ้นไหนก็สามารถซื้อติดมือกลับบ้านไปได้เลย หรือจะแค่ใช้เป็นพร็อพถ่ายรูปเพิ่มความเท่ทางร้านก็ไม่ว่ากันแต่อย่างใด สิ่งที่จะไม่พูดถึงไม่ได้เลยเมื่อมาเยือน Pompano Roasted Cafe ก็คือ ‘กาแฟ’ โดยที่นี่จะคั่วและเบลนด์เมล็ดเอง โดยตัว HOF
ช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองส่งท้ายปีเก่ากำลังมาพอดิบพอดี กับการเปิดตัว lebua No.3 ของโรงแรม lebua Hotels & Resorts ค็อกเทลบาร์ใหม่ล่าสุดที่ทันสมัยและหรูหรา ที่ตั้งอยู่บนชั้น 52 ของ Tower Club ซึ่งเป็นโซนบาร์ล้ำสมัยและมีสไตล์โดดเด่นโซนใหม่ล่าสุด ที่เสิร์ฟตั้งแต่จิน วอดก้า รวมไปถึงไวน์ รสเลิศ ค็อกเทลบาร์สุดไฮเทคพร้อมดีไซน์สุดหรูแห่งใหม่เปิดให้บริการแล้วที่ The Dome โรงแรมเลอบัว โฮเทลส์ แอนด์ รีสอร์ทส์ แหล่งรวบรวมมื้ออาหารนานาชาติชั้นนำของกรุงเทพ ที่คุณสามารถชมความงดงามของวิวแม่น้ำเจ้าพระยากับตัวเมืองยามเย็น พร้อมด้วยค็อกเทลหลากหลายเมนูที่มีส่วนผสมเป็นเอกลักษณ์ รังสรรค์ขึ้นโดยทีมคิดค้นสูตรค็อกเทลมากฝีมือกับอาหารเลิศรส และสนุกกับปาร์ตี้ยามค่ำคืน lebua No.3 ได้สะท้อนความสำเร็จของโรงแรมเลอบัว ในฐานะแบรนด์ผู้ให้บริการโซนบาร์ท่องเที่ยว พักผ่อนหย่อนใจที่มีชื่อเสียง และพวกเรารู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมงานกับ อินดิเพนเดนท์ ไวน์ แอนด์ สปิริต (ประเทศไทย) หรือ IWS (Independent Wine & Spirit) อีกครั้ง โดยในครั้งนี้ IWS ได้นำ EFFEN Vodka
มากกว่ารสชาติความคลาสสิกที่วิ่งผ่านลำคอ เครื่องดื่มสามารถสร้างสรรค์ไปได้ไกลกว่านั้น โดยเฉพาะเมื่อมันเปลี่ยนความชอบของผู้ชายอย่างเรื่องของสถาปัตยกรรมให้กลายมาเป็นแอลกอฮอล์แก้วจิ๋วที่ยิงหมัดหนักได้ตรงทั้งความเข้มและความประทับใจ ไอเดียเปลี่ยนสถาปัตยกรรมมาเป็นเมนูเครื่องดื่มที่เรานำมาฝากในครั้งนี้ส่งตรงจาก Connaught Bar บาร์ในลอนดอนที่ติดอันดับที่ 5 ของ The World’s 50 Best Bars ในปีนี้ ซึ่งกำลังครบรอบ 10 ปี Agostino Perrone หัวหน้า mixologist จึงครีเอตไอเดียให้นักดื่มอย่างเรารู้สึกตื่นตาตื่นใจยิ่งขึ้น แพสชั่นนี้เกิดจากความช่ืนชอบสถาปัตยกรรมในบาร์ นำมารวมเข้ากับเรื่องการดื่ม สร้างสรรค์เป็นเครื่องดื่มสุดคลาสสิกที่กลายเป็นซิกเนเจอร์เฉพาะสถานที่จิบดื่มคือบาร์แห่งนี้เท่านั้น ซึ่งเขากล่าวว่าการคิดสูตรเหล่านี้ไม่ได้จับเฉพาะเรื่องการดื่มอย่างเดียวแต่มีเรื่องการดื่มด่ำความสนุกเข้าไปเป็นแก่นของรสชาติด้วย เมนูเครื่องดื่มแบ่งออกเป็น 4 ส่วน ได้แก่ the Masterpieces, Foundation, Finesse และ Flair แต่ละส่วนจะประกอบด้วยเมนูที่ดึงคาแรคเตอร์ของบาร์ออกมาให้เลือก MASTERPIECE คือส่วนแรกของคอลเลกชั่นนี้ เน้นเมนูคลาสสิกขึ้นชื่อประจำบาร์มาใส่ไว้ในเมนู แต่เป็นฉบับปรับปรุงสูตร เพราะฉะนั้นเบสเดิมที่เข้มข้นเมื่อเติมพลิกแพลงใหม่จึงได้รสชาติสุดประทับใจ FOUNDATION คือการรวมเมนูที่ดึงคาแรกเตอร์แข็งแรง ลงลึกถึงระดับโครงสร้างและวัตถุดิบมาสร้างเป็นรสชาติชวนดื่มให้มันถึงพริกถึงขิง อาทิ Set in Stone คือค็อกเทลที่ได้แรงบันดาลใจมาจากบาร์หินอ่อน เสิร์ฟจัดแต่งน้ำแข็งกลางแก้วดุจหินอ่อนสร้างความรู้สึกสุดเข้มข้น หรือ Sweet &
เมื่อช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา เราได้มีโอกาสบินลัดฟ้าไปกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ เพื่อร่วมงานปาร์ตี้สุดเจ๋งอย่าง Tiger Roar โดย ไทเกอร์เบียร์ ซึ่งงานนี้ไม่ได้มีดีแค่ดนตรี หรือความเมามันส์ตามประสาปาร์ตี้ทั่ว ๆ ไป แต่มันถือเป็น Art Exhibition ขนาดย่อม ๆ เลยก็ว่าได้ เพราะภายในงานคือการรวมพลเหล่าเสือซ่อนเล็บ กลุ่มคนมีของจากหลากหลายแขนง ไม่ว่าจะเป็นดนตรี การเต้น แฟชั่น ศิลปะ เทคโนโลยี รวมถึงการทำอาหาร ซึ่งพวกเขาเหล่านี้ล้วนแล้วแต่มีความเป็นศิลปินที่มีพลังสร้างสรรค์อัดแน่นอยู่เต็มร่าง และต่างก็รอวันฉายแสงระเบิดฟอร์มผลงานอันยอดเยี่ยมออกมาให้ทั้งโลกได้ประจักษ์แก่สายตา โดยงาน Tiger Roar นั้นถูกจัดขึ้นเพื่อเปิดตัวแคมเปญระดับโลกอย่าง Tiger Roar Collective ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่ไทเกอร์เบียร์พร้อมเปิดโอกาสให้กับเหล่าศิลปินหน้าใหม่ผู้มากความสามารถ ได้ร่วมกันทำงานและเผยศักยภาพการสร้างสรรค์ของผลงานของตัวเองในรูปแบบที่ฉีกขนบเดิม ๆ ด้วยมุมมองของแบรนด์ไทเกอร์เบียร์ ที่เชื่อว่าความคิดที่ยอดเยี่ยม ไม่ได้เกิดในห้องประชุมเท่านั้น แต่อาจได้มาจากถนนหนแห่งต่าง ๆ ในโลก จนเป็นที่มาของการมุ่งผลักดันศักยภาพอันซ่อนเร้นของศิลปินหน้าใหม่ที่สร้างสรรค์ผลงานตนเองในวิถีที่ไม่จำเป็นต้องอยู่ในกรอบ (Uncaged) และความคิดสร้างสรรค์ใหม่ ๆ เหล่านี้คือสิ่งที่จะเข้ามาเปลี่ยนโลกในอนาคต และพิกัดสำหรับปลดปล่อยเสียงคำรามแห่งพลังสร้างสรรค์ที่เราได้มาเยือนในครั้งนี้ก็คือ เกาะลอยน้ำเซบิทซอม (Sebitseom) ซึ่งเป็นศูนย์ศิลปะวัฒนธรรมสำหรับจัดแสดงงานศิลปะและการแสดงร่วมสมัย ที่กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ โดยในงานนี้ถือเป็นครั้งแรกของไทเกอร์เบียร์ในกรุงโซล ที่ได้มีการนำผลงานการสร้างสรรค์ของศิลปินหน้าใหม่ผู้มากความสามารถหรือเรียกว่าเหล่า Talent ทั้งหมด
เรียกว่าเป็นอีกหนึ่งเวทีล่าฝันของเหล่าสายแดนซ์ สำหรับการแข่งขันเต้นระดับโลก Juste Debout ที่โด่งดังมาตั้งแต่ปี 2002 โดยในปีนี้ประเทศไทยคว้าลิขสิทธิ์เป็นผู้จัดการแข่งขันอย่างเป็นทางการในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในรายการ Juste Debout Bangkok 2019 (จัส เดอบู แบงค็อก 2019) เพื่อเปิดฟลอร์ให้ ผู้ที่มีใจรักการเต้นแนว Street Dance ได้มีพื้นที่แสดงความสามารถกันอย่างเต็มที่ โดยใช้ศาสตร์การเต้น 4 ประเภทคือ Hiphop, Locking, Popping และ House มาประชันศึกกันอย่างดุเดือด ในวันที่ 19 มกราคม 2562 ที่ MCC HALL เดอะมอลล์บางกะปิ เพื่อเฟ้นหาสุดยอดนักเต้น 4 ทีมสุดท้าย จากผู้สมัครทั้งหมด 250 ทีม เป็นตัวแทนประเทศไทยไปแข่งขันชิงแชมป์โลกในรายการ “Juste Debout Paris 2019” ที่ประเทศฝรั่งเศส งานนี้นอกจากจะยกเวทีคุณภาพมาให้สายแดนซ์ได้โชว์ศักยภาพกันแล้ว ยังเป็นการมอบโอกาสสุดพิเศษให้เยาวชนและน้องๆ เด็กด้อยโอกาสกว่า 1,000 คนในประเทศไทยได้เข้าชมและสัมผัสประสบการณ์จริงที่ตื่นเต้นเร้าใจ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจพร้อมกับการสานฝัน
“มหกรรมวินเทอร์ มาร์เกต เฟส #6 (Winter Market Fest #6)” ต้อนรับการกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ของเทศกาลแห่งความสุขประจำปีจากแสนสิริ ภายใต้คอนเซ็ปต์ Heat Winter หน้าหนาวรูปแบบใหม่ที่อบอุ่นด้วยความสุขกับเทศกาลสุดพิเศษ ให้ทุกคนได้ร่วมเฉลิมฉลองต้อนรับเทศกาลคริสต์มาสและส่งท้ายปีเก่ากันอย่างเต็มที่ Winter Market Fest #6 ยกขบวนร้านค้าแบรนด์ดัง 170 ร้าน มาให้ทุกคนได้ช้อปปิ้งกันแบบหนำใจ พร้อมมอบความสุขสนุกสนานและอิ่มอร่อยกันอย่างเต็มรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหารชื่อดังอย่าง โกบู๊รถซิ่ง หน่องริมคลอง ปูพ่นไฟ ทะเลทอด เกี๊ยวทอด นายอ้วนการคลัง ก๋วยจั๊บเยาวราช ขนมปังปิ้งเยาวราช แดกหัวมันส์ รสโอชา มิดไนท์โกโก้ และอื่น ๆ อีกมากมาย รวมถึงร้านเสื้อผ้าและเครื่องประดับสุดอินเทรนด์อย่าง SUNTUR STORE Gongkan Things และ Papers และยังจะได้สัมผัสความร้อนระอุจากเหล่าพ่อค้าแซ่บ แม่ค้าสวยสุดฮ็อต ที่ไร้เงินสดกับร้านค้าจำนวน 50 ร้านในโซน Cashless Street by SCB ที่ให้การจ่ายเงินเป็นเรื่องง่ายผ่านระบบ QR Code
วันหยุดสิ้นปีแบบนี้ใครที่ยังไม่รู้จะไปไหน UNLOCKMEN ได้รวบรวมโรงแรมดีไซน์แปลกใหม่ เห็นกี่ทีก็อยากไปเยือนมาให้ได้เป็นตัวเลือกกันแล้ว แน่นอนว่าความสะดวกสบายและความรู้สึกผ่อนคลายของแขกผู้เข้าพักคือหัวใจหลักที่โรงแรมและผู้ให้บริการที่พักต่าง ๆ ให้ความสำคัญ แต่ก็มีบางโรงแรมและที่พักที่ต้องการนำเสนอมากกว่าเพียงแค่การบริการที่น่าประทับใจ นั่นเองเป็นเหตุผลที่โรงแรมหลายแห่งหันมาสร้างเอกลักษณ์และดีไซน์เฉพาะตัวให้แตกต่างจากที่พักทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นการตกแต่งสไตล์แนวคาวบอยตะวันตก รักนกบนแมกไม้สูง หรืออู่ซ่อมรถยนต์ เพื่อช่วยให้แขกรู้สึกเหมือนอยู่ในอีกโลกที่ตัวเองชื่นชอบ วันนี้ UNLOCKMEN ได้รวบรวมที่พักดีไซน์เจ๋ง ๆ มาเพื่อเพิ่มสีสันให้กับการพักผ่อนที่จะถึงนี้แล้ว Shanghai Mansion Bangkok เดินทางกลับสู่ยุคทองของนครเซี่ยงไฮ้ในช่วงปี 1930 ที่โรงแรม Shanghai Mansion Bangkok ซึ่งตั้งอยู่ในย่านเยาวราช ภายในห้องพักแต่ละห้องนั้นตกแต่งโดยใช้ศิลปะดีไซน์ เซี่ยงไฮ้ อาร์ต เดโค (Shanghai Art Deco) อีกทั้งสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ก็เป็นสไตล์ย้อนยุค เช่นร้านอาหารจีน Red Rose และแจ๊สเลานจ์ ที่มีบริการเครื่องดื่มค็อกเทลให้คุณได้เพลิดเพลิน ระหว่างนั่งชมการแสดงดนตรีแจ๊สสดตลอดทั้งคืน Big Joey Country มุ่งหน้าสู่ดินแดนตะวันตกที่รีสอร์ท Big Joey Country ที่คุณสามารถเลือกนอนพักในห้องที่ประดับประดาไปด้วยอุปกรณ์ต่างๆสำหรับชาวคาวบอย หรือหลับในเต็นท์สไตล์ชนพื้นเมืองอเมริกันที่มีสีสัน ด้วยระยะทางที่ใกล้กับอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ รีสอร์ทแห่งนี้จึงเหมาะกับการตั้งแคมป์พักผ่อนท่ามกลางทิวทัศน์เขียวชอุ่ม
สำหรับเราอีกชื่อหนึ่งของฤดูหนาวคือ ‘ฤดูแห่งการดื่มและสังสรรค์’ สังเกตได้ง่าย ๆ จากหน้า News Feed Facebook ที่ลมหนาวมาเมื่อไรสเตตัสต้องอยากดื่มเบียร์ของเพื่อน ๆ ก็ตามมาด้วยทุกครั้ง จริงอยู่ที่ว่าเมื่ออากาศหนาวจะจิบเบียร์ที่ไหนก็ชิลทั้งนั้น แต่สำหรับเรา The Best แห่งการสังสรรค์ในฤดูหนาวต้องเป็นร้านสไตล์ Izakaya หรือร้านกินดื่มสไตล์ญี่ปุ่นเท่านั้น เนื่องจากวัฒนธรรมญี่ปุ่นน่าจะเคยชินกับอากาศหนาวเป็นอย่างดี ในร้านสไตล์นี้จึงเต็มไปด้วยอาหารที่เข้ากันดีกับสภาพอากาศ ไม่ว่าจะเป็นของทอดร้อน ๆ กรอบนอกนุ่มใน นาเบะซุปที่แค่วางอยู่บนโต๊ะก็รู้สึกอบอุ่นแล้ว วันนี้เราจึงอยากแนะนำ 5 ร้าน Izakaya ที่เราชอบเป็นการส่วนตัว แต่รับรองว่าถ้าได้ลองทุกคนจะต้องหลงรักร้านเหล่านี้เหมือนเรา Nihon Saiseisakaba ลึกเข้าไปในซอยสุขุมวิท 26 โครงการ Warehouse 26 มีร้าน Izakaya เล็ก ๆ ชื่ออ่านยาก (สำหรับคนไทยอย่างเรา) ตั้งอยู่ มองดูภายนอกก็ไม่ต่างจากร้าน Izakaya ร้านอื่น แต่บอกเลยว่าร้านนี้พิเศษสุด ๆ โดยเฉพาะเมนูอาหาร เราเพิ่งค้นพบร้านนี้เมื่อไม่กี่อาทิตย์ก่อนจากคำแนะนำของเพื่อนสนิท ในตอนแรกเราคิดว่าก็คงเหมือน Izakaya ทั่วไป แต่เมื่อดูเมนูอาหารกลับพบว่ามันต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง เพราะที่นี่คือ Izakaya ที่เน้นขายเฉพาะเครื่องในหมูเสียบไม้เท่านั้น
การท่องเที่ยวฮ่องกง จับมือกับ เนชั่นแนล จีโอกราฟิก นิตยสารและช่องรายการโทรทัศน์คุณภาพระดับโลกที่พาเราไปท่องโลกกว้างเรียนรู้เรื่องราวต่าง ๆ ด้านวิทยาศาสตร์ การสำรวจค้นคว้าและการผจญภัย ได้เปิดตัวแคมเปญ “Great Outdoors” ฉลองครบรอบ 10 ปี เผยโฉมทิวทัศน์สุดงดงามอลังการ 13 แห่งของมหานครฮ่องกง ในรูปแบบคู่มือไกด์บุ๊ค Your Guide to Hiking & Cycling in Hong Kong แนะนำเส้นทางท่องเที่ยวเดินเขาและปั่นจักรยานในฮ่องกง พร้อมโฟโต้แกลรี่รวมภาพถ่ายสวย ๆ ที่สอดแทรกเนื้อหาข้อมูลแบบเจาะลึก การันตีจากมุมมองของช่างภาพ National Geographic และเหล่ากูรูผู้เชี่ยวชาญเส้นทางธรรมชาติเหล่านี้ที่สายท่องเที่ยวไม่ควรพลาด นักท่องเที่ยวที่มาเยือนฮ่องกงจะได้มาสัมผัสและลัดเลาะไปตามเส้นทางสายธรรมชาติที่มีทัศนียภาพแบบ UNSEEN และสวยงามที่สุดของฮ่องกง ผ่านสายตาและมุมมองที่แตกต่างกันสุดขั้วกับเรื่องเล่าแบบ “หนึ่งสถานที่ สองมุมต่าง” (One Place, Two Perspectives) ทั้งวิวเมืองที่ไม่เคยหลับใหล ตัดกับทิวเขาเขียวชอุ่มสุดสายตา หมู่บ้านท้องถิ่นท่ามกลางดอกไม้ธรรมชาตินานาพรรณและสัตว์เจ้าถิ่น และทิวทัศน์บนชายฝั่งที่สวยงามโอมล้อมด้วยผืนน้ำทะเล เรื่องเล่าทัศนียภาพทั้งหมดนี้จะช่วยชูให้ภาพลักษณ์เมืองฮ่องกงกลายเป็นมหานครแห่งความงามสองขั้วต่างที่ประสานเข้ากันอย่างลงตัวแบบน่าอัศจรรย์ เรื่องเล่าความงามที่แตกต่างกันนี้ ยังเผยความเกี่ยวกับฮ่องกงที่ใครหลายคนยากจะเชื่อว่า ประมาณ 3 ใน 4 ของแผ่นดินฮ่องกงจริง
ค่ำคืนวันศุกร์ หากรู้สึกว่าอยู่ในช่วงชีวิตที่ไม่ได้อินกับการตะลอนหาบาร์ที่สาวแจ่ม เพื่อสนองค่ำคืน TGIF แล้วล่ะก็ ลองมองหาอะไรที่ดูรุ่นใหญ่ขึ้นมาหน่อย อย่างการนั่งจิบเบียร์เย็น ๆ ดนตรีดี ๆ มีช่วงเวลาให้พักได้นั่งคุยกับคนในโต๊ะ ในบรรยากาศที่เหมาะกับทั้งกินและดื่ม หากคุณเป็นหนึ่งในคนที่กำลังมองหาอะไรแบบนั้นอยู่ UNLOCKMEN ขอแนะนำ The Sun Cafe & Bistro ร้านที่มีทั้งอาหารรสไทยแท้ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์หลากหลายเมนู พร้อมบรรยากาศที่เต็มไปด้วยของสะสมที่สูงทั้งมูลค่าทางเงินและทางใจ ถูกนำมาประกอบในร้านเป็นของตกแต่งได้อย่างลงตัว ในย่านเจริญกรุง เป็นอีกละแวกที่เราสามารถหาร้านอาหาร หรือคาเฟ่ได้แบบไม่ลำบากนัก ร้านนี้เองก็เป็นอีกหนึ่งในร้านที่อยู่ที่ซอยเจริญกรุง 71 เมื่อก้าวเข้าไปในร้าน สัมผัสแรกคือความอลังการของของตกแต่ง ที่อยู่บนผนังทุกด้านในร้าน แม้เราจะไม่ใช่นักสะสมก็พอจะรู้ว่าของเหล่านี้ไม่ใช่แค่ของตกแต่งธรรมดา เพราะเจ้าของร้านเอง ก็เป็นหนึ่งใน Collector ตัวยง ที่มีของสะสมอยู่มากมาย และหนึ่งในนั้นก็คือของทุกชิ้นที่อยู่ในร้านนี้ ในร้านมีหลายมุมให้เลือกนั่งตามความพอใจ เพราะทุกมุมล้วนแต่มีเอกลักษณ์แตกต่างกันไป แต่ทางร้านแอบกระซิบมาว่ามุมที่ฮิตที่สุดคงจะเป็นมุมผนังเปลือยโชว์อิฐเก่า ที่มีนาฬิกาโบราณตกแต่งอยู่ด้านบนด้วย นอกจากเรื่องบรรยากาศที่ถูกตกแต่งอย่างใส่ใจและไม่เหมือนใครแล้ว อาหารของที่นี่ก็ยังเป็นอีกสิ่งที่ไม่อยากให้ทุกคนพลาด เพราะรสชาติเป็นรสชาติแบบที่คุ้นลิ้นคนไทยกันดี หลากหลายเมนูที่เป็นเมนูที่ไม่สามารถหาได้ที่อื่น เพราะเป็นเมนูเฉพาะของที่นี่ ที่ถูกคิดเมนูขึ้นมาใหม่ อย่าง “แกงเผ็ดไก่ย่าง” ที่เปลี่ยนจากเป็ดย่างที่เราคุ้นเคยเป็นไก่ย่างแทน พอเปลี่ยนวัตถุดิบแล้ว รสชาติก็ยังคงจัดจ้านอยู่เหมือนเดิม พระเอกของจานนี้ก็ยังคงอยู่ที่วัตถุดิบหลักอย่างไก่ย่าง แม้จะเป็นร้านที่ชาวต่างชาติมาแวะเวียนค่อนข้างบ่อย แต่รับรองว่ารสชาติยังคงถูกปากคนไทยแน่นอน
ทุกวินาทีที่วิ่งผ่านเข้ามาในชีวิต ผลักดันให้เราเติบโตขึ้นอย่างน้อยก็ในจำนวนของอายุ ในแต่ละวันที่เราห่างไกลช่วงวัยที่เราเคยมีความสุขกับมัน ของใช้ในบ้านที่ประกอบกันออกมาเป็นบรรยากาศที่แสนคุ้นเคย อาหารกลิ่นหอมกรุ่น เครื่องดื่มแก้วโปรด หรือแม้แต่ประตูบ้านที่เราเคยเดินเข้าออกอยู่ทุกวัน แม้ว่ามันจะเคยเจิดจ้าอยู่ในความทรงจำของเราขนาดไหนก็ตาม เราอาจจะหลงลืมเรื่องราวหลายอย่างไป แต่ไม่ใช่กับที่นี่ ‘HEI JII’ คาเฟ่ที่ประกอบเอารายละเอียดจากความทรงจำที่แสนอบอุ่น ให้เหมือนเราได้นั่งจิบกาแฟอยู่ในบ้านหลังเดิมอีกครั้ง จากปากซอยเจริญกรุง 43 เข้ามาเพียงไม่กี่ก้าว เราจะสังเกตเห็นร้าน ‘HEI JII’ ที่กลมกลืนอยู่กับชุมชนย่านนั้น แต่ไม่ได้จมหายลงไป ยังคงโดดเด่นด้วยไฟสีเหลืองอบอุ่นภายในร้าน ตัดกับประตูไม้บานเฟี้ยมสีดำได้อย่างลงตัว ด้านในผนังทั้งสองด้านจะโชว์ความดิบของปูนเปลือยและอิฐมอญแบบเก่า ล้อไปกับเฟอร์นิเจอร์ที่เป็นของเก่าทุกชิ้น ไม่ใช่เป็นของใหม่จากโรงงานที่วินเทจเพียงดีไซน์อย่างแน่นอน ตลอดเวลาที่นั่งอยู่ในร้าน เสียงช้อนกระทบแก้วจากการชงเครื่องดื่ม ดังก้องอยู่ตลอดเวลา เหมือนมีเมโทรนอมให้จังหวะอยู่ตลอดเวลา นั่นหมายความว่า เครื่องดื่มทุกแก้ว จะถูกชงใหม่ทุกครั้งด้วยความตั้งใจ ไม่รีบร้อน ตวงกันแก้วต่อแก้ว เปี่ยมไปด้วยความละเมียดละไม ราวกับทุกแก้วคือผลงานมาสเตอร์พีซ เสียงพูดคุยกับลูกค้าที่ผ่านไปมา ที่เป็นเหมือนการส่งต่อพลังบวกให้กันมากกว่าการซื้อขายสินค้า บรรยากาศที่อบอวลไปด้วยความอบอุ่นนี้ทั้งหมดนี้ มาจากไอเดียของ “คุณมิก ประภาส ระสินานนท์” หนึ่งในหุ้นส่วนจากทั้งหมด 7 หุ้นของที่นี่ ได้เล่าถึงเรื่องราวของร้านนี้ว่า มาจากความประทับใจของเขาเมื่อครั้งไปเยือนคาเฟ่แห่งหนึ่งในเมือง Seattle เลยอยากจะมีสถานที่ไว้ส่งต่อความสุขแบบนี้บ้าง จึงเลือกเป็นทำเลที่อยู่ท่ามกลางชุมชนมากกว่าทำเลทองในที่อื่น ๆ เพราะอีกสิ่งที่เป็น Passion สำคัญในการผลักดันให้เขาหยิบจับแต่ละอย่างเข้ามาประกอบกันเป็นร้านนี้คือ ความทรงจำในวัยเด็ก ที่ใครหลายคนอาจหลงลืมมันไป
“Wine is the Only Artwork You Can Drink” – Luis Fernando Olaverri หนึ่งในประโยคคลาสสิกตลอดกาลเกี่ยวกับไวน์ ถือเป็นประโยคที่เราค่อนข้างชอบและเห็นด้วยกับมัน เนื่องจากถ้าเทียบกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ประเภทอื่นแล้ว ไวน์เป็นศาสตร์ที่ลึกซึ้งและซับซ้อนกว่ามาก ดังนั้นจึงไม่แปลกเลยที่หนุ่ม ๆ อย่างเราจะหลงใหลในมนต์เสน่ห์ของเครื่องดื่มผลไม้หมักชนิดนี้ เราไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญเรื่องไวน์ ห่างไกลจากคำนั้นมาก ออกจะเป็นหน้าใหม่ในเรื่องนี้ แต่ด้วยความชอบบรรยากาศในการนั่งจิบไวน์กับเพื่อน ๆ เราจึงมีโอกาสไปเยือนร้านไวน์หลายต่อหลายแห่ง วันนี้เราจึงจะมาแนะนำร้านไวน์ที่เราชอบ ไม่จำเป็นต้องหรูหรือแพง แต่เป็นร้านที่เราไปแล้วมีความสุข Quince หนุ่ม ๆ นักสังสรรค์น่าจะรู้จัก ‘Sing Sing Theater’ กันเป็นอย่างดีอยู่แล้ว แต่หลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่าในเวิ้งเดียวกันนั้นมีร้านอาหารที่เหมาะสำหรับการนั่งจิบไวน์อยู่ด้วย Quince ตกแต่งร้านด้วยบรรยากาศสบาย ๆ โปร่งโล่ง มีทั้งโซน Indoor และ Outdoor ให้เลือกนั่งกันได้ตามสบาย อาหารของที่นี่ส่วนใหญ่เป็นอาหารยุโรปที่ปรับรสชาติให้ถูกปากคนไทยมากขึ้น ทุกเมนูอยู่ในการควบคุมของเชฟ Charlies เชฟประจำร้าน ไวน์ของที่นี่ส่วนใหญ่จะเน้นไวน์จากฝั่งยุโรป ไม่ว่าจะเป็นฝรั่งเศส, อิตาลี, สเปน แต่ถึงอย่างนั้นราคาก็ไม่ได้สูงจนจับต้องไม่ได้ เพราะไม่ว่าจะเป็นไวน์ขาวหรือไวน์แดงก็เริ่มต้นที่แก้วละ 230 บาทเท่านั้น Location: สุขุมวิท


