ถ้าพูดถึงเทศกาลเบียร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ทุกคนต่างต้องยกนิ้วโป้ง ให้กับงาน Oktoberfest เทศกาลเบียร์ที่คนทั้งโลกตั้งตารอ จัดขึ้นที่ Munich ประเทศ Germany เชื่อว่าหลายๆคนใฝ่ฝันอยากไปสัมผัสประสบการณ์เทศกาล Oktoberfest ด้วยตัวเองกันสักครั้งในชีวิต เพราะจะมีอะไรดีไปกว่าการได้ดื่มเบียร์ดีๆ พร้อมกินอาหารรสชาติเยี่ยม ที่เข้ากันได้ดีกับเสียงดนตรีและกิจกรรมสนุกๆ ข่าวดี!! Federbräu ได้เนรมิตร The Link Asoke-Makkasan วันที่ 5-7 ตุลาคมนี้ ให้กลายเป็น Oktoberfest เทศกาลเบียร์ และอาหารครั้งยิ่งใหญ่ครั้งแรกในกรุงเทพ คุณจะได้เพลิดเพลินไปกับการดื่มและอาหารอร่อยจากร้านดัง พร้อมกิจกรรมสนุกๆ และ คอนเสิร์ตจากศิลปินต่างๆ มากมาย และเรามี 5 สิ่ง น่าสนใจภายในงาน เกี่ยวกับ Oktoberfest ครั้งนี้ที่ คุณไม่ควรพลาด !!! 1. Transport Back 200 Years in 200 Seconds ย้อนกลับไปสัมผัสกับประวัติของเทศกาล Oktoberfest ที่มีมากว่า 200 ปี เทศกาล
“You can’t buy happiness. But you can prepare a cocktail and that’s kind of the same things” ประโยคที่เปรียบเทียบได้อย่างยอดเยี่ยมว่าค็อกเทลดี ๆ สักแก้วสามารถสร้างความรู้สึกแบบไหนให้เราได้บ้าง แต่อารมณ์แบบนี้ก็ใช่ว่าจะพบเจอกันง่าย ๆ และจะรับรู้ได้ก็ต่อเมื่อมีโอกาสได้นั่งอยู่ตรงข้ามกับบาร์เทนเดอร์ที่ใส่ใจการปรุงค็อกเทลเท่านั้น ซึ่งถ้าใครกำลังมองหาสิ่งที่ว่ามาอยู่ POUR BAR คือชื่อที่เราอยากแนะนำในวันนี้ POUR BAR ตั้งอยู่ท่ามกลางความพลุกพล่านของย่านลาดพร้าว ทันทีที่เปิดประตูเข้าไปคุณจะพบกับห้องโถงยาวถูกออกแบบมาให้เข้ากับบาร์ และแสงไฟโทนแดง-น้ำเงินที่เคลือบไว้ทั้งร้าน ช่วยสร้างคาแรคเตอร์ที่เท่และน่าตื่นเต้น เมื่อผสมเข้ากับเสียงเพลงกรันจ์ภายในร้านยิ่งสร้างคึกคักภายในเวลาเดียวกัน ทั้งหมดเริ่มมาจากความตั้งใจของ “บอมบ์ นภดล ธรรมส่องหล้า” หนุ่มอัธยาศัยดีผู้ควบ 2 ตำแหน่งคือเจ้าของร้านและบาร์เทนเดอร์หลัก ที่กำลังยืนล้างมืออย่างประณีต เพื่อเตรียมทำเครื่องดื่มแก้วพิเศษอยู่อีกด้านของบาร์ พร้อมเผยความพิเศษของทางร้านให้ฟังสำหรับคนที่จะมาเยี่ยมเยือน 2 อย่างด้วยกัน Special Ingredient ประสบการณ์มากกว่า 7 ปีของเขาทำให้ POUR BAR เป็นค็อกเทลบาร์ที่แตกต่างกับร้านอื่นโดยสิ้นเชิง เรื่องแรกคือเมนูค็อกเทลของทางร้านจะมีการเปลี่ยนแปลงตามตารางตั้งแต่
แสงไฟนีออนสาดกระทบกับเครื่องดื่มสีอำพันในแก้ว ควันบุหรี่อ้อยอิ่งลอยฟุ้งก่อนจะจางสลายหายไป เสียงเพลงผ่านลำโพงส่งผ่านความเศร้าเข้าสู่บรรยากาศ เชื่อว่าใครที่เป็นแฟนของปรมาจารย์ผู้กำกับชาวฮ่องกงอย่าง ‘หว่องกาไว’ คงคุ้นเคยกับภาพเหล่านี้เป็นอย่างดี ภาพที่ชวนเหงาแต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้รู้สึกอยากดื่มขึ้นมาอย่างประหลาด จนอยากหาโอกาสไปดื่มในบรรยากาศแบบนั้นสักครั้ง ใครที่รู้สึกเหมือนกัน ไม่ต้องลงทุนซื้อตั๋วเครื่องบินไปไกลถึงฮ่องกงเพราะในกรุงเทพเองก็มีบาร์เหงา ๆ อย่างที่ว่านี้ Ba Hao ถ้าพูดถึงวัฒธรรมจีนในไทยแล้วไม่พูดถึง ‘เยาวราช’ ไชน่าทาวน์ชื่อดังคงผิดมหันต์ และที่นี่เองก็เป็นที่ตั้งของบาร์เล็ก ๆ แต่อัดแน่นความเป็นจีนไว้อย่างเต็มเปี่ยม Ba Hao หมายถึงเลข 8 ซึ่งเป็นเลขมงคลของชาวจีน เป็นบาร์ในห้องแถวเก่าแก่สูง 4 ชั้นตั้งอยู่หัวมุมถนนนานา ตกแต่งด้วยผนังสีม่วงสลับกับเปลือยอิฐ นอกจากนั้นยังโดดเด่นด้วยแสงไฟสีแดงและตัวอักษรจีน ทำให้เรารู้สึกเหมือนไปเยือนบาร์ในประเทศที่ใช้ภาษาจีนจริง ๆ Ba Hao ไม่ได้เป็นบาร์ที่มาเพื่อดื่มเท่านั้น เพราะเรื่องอาหารที่นี่ก็มีให้เลือกมากมาย และส่วนใหญ่ก็เป็นอาหารต้นตำรับจีน รสชาติดี ไม่เลี่ยนอย่างที่หลายคนคิด ส่วนเครื่องดื่มก็มีทั้งคราฟต์เบียร์และค็อกเทล โดยค็อกเทลของที่นี่จะเป็นการผสมผสานระหว่างความเป็นจีนและตะวันตกเข้าไว้ด้วยกัน Location: 8 ซอยนานา แขวงป้อมปราบ เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร Open: 6.00 pm – 12.00 pm Contact: 064 635 1989 Facebook: Ba Hao Pijiu
ผู้นำนวัตกรรมและผลิตภัณฑ์กีฬาระดับโลกอย่าง NIKE ได้สร้างปรากฏการณ์ท้าทายขีดจำกัดแห่งความเร็วเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ผ่านรายการเฟ้นหานักวิ่งสายสปีดทั่วทั้งกรุงเทพฯ เริ่มตั้งแต่ต้นเดือนสิงหาคม 2561 ที่ผ่านมาโดยไนกี้เองได้เปิดให้ผู้ที่สนใจร่วมวิ่งด้วย แอพฯ NRC+ พร้อมกับรองเท้าไนกี้ของตนเองด้วยความเร็วในระยะทาง 1 กิโลเมตรเท่านั้น หลังจากนั้นไนกี้ยังได้เตรียมความพร้อมให้บรรดา speedsters ด้วยการซ้อมวิ่งสปีดแบบเข้มข้นกับ NRC BKK พร้อมทดลองรองเท้าวิ่ง Nike Air Zoom Pegasus 35 ที่ไนกี้พัฒนาขึ้นมาเพื่อการซ้อมวิ่งโดยเฉพาะสำหรับนักวิ่งทุกระดับที่ให้ความสำคัญกับความเร็ว พร้อมคำแนะนำจาก NRC Coach ให้นักวิ่งสายสปีดมีความพร้อมที่สุดสำหรับรอบไฟนอล โดยสนามประลองความเร็วรอบสุดท้ายได้ถูกจัดขึ้นที่ลานอนุสาวรีย์รัชกาลที่ 1 สะพานพุทธ โดยบรรดานักวิ่งฝีเท้าลมกรดทั้งหญิงและชายรวมแล้วกว่า 121 คน ประกอบด้วยนักวิ่งหญิง 61 คน และนักวิ่งชาย 60 คน ต่างร่วมท้าทายขีดจำกัดความเร็วของตนเอง รวมระยะทางทั้งสิ้น 5 กิโลเมตร ทันทีที่เสียงปืนดังขณะปล่อยตัว บรรดานักวิ่งสายสปีดพร้อมด้วยรองเท้าวิ่งไนกี้คู่ใจต่างหวดฝีเท้าของตนเองออกจากจุดปล่อยตัว มุ่งหน้าเข้าสู่ถนนสมเด็จเจ้าพระยาและกลับตัวเพื่อวิ่งเข้าสู่เส้นชัย ณ ลานอนุสาวรีย์รัชกาลที่ 1 โดยตลอดเส้นทางการวิ่งทั้ง NRC โค้ชและเพเซอร์ต่างล้วนวิ่งประกบกลุ่มผู้เข้าแข่งขันเพื่อคอยกระตุ้นและดูแลนักวิ่งตลอดทั้งเส้นทาง นอกเหนือจากนี้ยังมีแขกรับเชิญพิเศษ ได้แก่
เกษรวิลเลจ (GAYSORN VILLAGE) อาณาจักรธุรกิจและไลฟ์สไตล์ในรูปแบบเออร์บันวิลเลจแห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศไทย นำโดย ชาญ ศรีวิกรม์ ประธานกลุ่มเกษร พร็อพเพอร์ตี้ รังสรรค์นิยามบทใหม่ เพื่อขับเคลื่อนไลฟ์สไตล์และการใช้ชีวิตของเหล่าสุภาพบุรุษ จัดเอ็กซ์คลูซีฟ ปาร์ตี้เปิดงาน “GAYSORN MENLLENNIAL” (เกษร เมนเลนเนียล) ด้วยการผสานอัตลักษณ์ของ MEN x MILLENNIAL MINDSET ผ่านประสบการณ์ “TALK – TASTE – PASSION” (ทอล์ก – เทสต์ – แพสชั่น) อันสะท้อนภาพลักษณ์ของความเป็นสุภาพบุรุษผู้มีความรู้ พิถีพิถัน และมีแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตในรูปแบบไม่ซ้ำใคร โดยได้เนรมิตอาณาจักรเกษรวิลเลจให้กลายเป็นแหล่งแฮงค์เอาท์มีสไตล์สำหรับคุณผู้ชาย เพื่อมาร่วมอัพเดท เทรนด์ เรียนรู้และเติมเต็มความสนุกอย่างไร้ขีดจำกัดไปกับกิจกรรมสุดพิเศษที่จัดขึ้นเอาใจหนุ่ม ๆ โดยเฉพาะ ตั้งแต่วันนี้ – 30 กันยายนนี้ ชาญ ศรีวิกรม์ ประธานกลุ่มเกษร พร็อพเพอร์ตี้ กล่าว “เพราะผู้ชายในปัจจุบันหันมาให้ความสนใจกับไลฟ์สไตล์ที่แตกต่าง รวมถึงมองหารูปแบบและแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตมากขึ้น เกษรวิลเลจ อาณาจักรธุรกิจและไลฟ์สไตล์ในรูปแบบเออร์บันวิลเลจแห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศไทยตั้งอยู่ใจกลางราชประสงค์อันเป็นย่านไลฟ์สไตล์และแลนด์มาร์กสำคัญของกรุงเทพฯ
ต้องเกริ่นก่อนว่าหลังจากที่เราทำคอนเทนต์แนะนำร้านน่านั่งที่ต้องไปโดนมาแล้วหลายคอนเทนต์ด้วยกัน ประเภทของร้านก็แตกต่างกันไป วันนี้อยู่ ๆ เราก็ฉุกคิดขึ้นมาว่าทำไมเราถึงไม่เขียนแนะนำร้านที่เราไปอยู่แทบทุกวันบ้างล่ะ เพราะการที่เราไปร้านนั้นบ่อย ๆ ก็เหมือนเป็นเครื่องยืนยันว่าร้านนี้มีคุณภาพหรือมีเสน่ห์บางอย่างที่มัดใจเราไว้ได้อยู่หมัด ดังนั้น 5 ร้านที่เราจะแนะนำในวันนี้คือร้านที่ถ้าคุณไปคุณมีโอกาสเจอเราแน่นอน (เพียงแต่คุณอาจจะไม่รู้ว่าเราคือคนไหน) เราไปเริ่มกันที่ร้านแรกกันเลยดีกว่า White Cafe x Black Bar ถึงแม้ในย่านทองหล่อ-เอกมัยจะมีร้านนั่งชิลน่านั่งมากมาย แต่ร้านที่ครองใจเราและแวะเวียนไปบ่อยที่สุดคือร้าน White Café x Black Bar ร้านนี้มีดียังไงน่ะเหรอ เดี๋ยวจะเล่าให้ฟัง อย่างแรกเลยคือบรรยากาศ เนื่องจากมันตั้งอยู่บนชั้น 9 ของโรงแรม Somerset Sukhumvit Thonglor Bangkok ซึ่งเป็นชั้นสระว่ายน้ำ ดังนั้นวิวที่คุณจะมองเห็นคือวิวมุมสูงของย่านทองหล่อยามค่ำคืนที่ระยิบระยับไปด้วยแสงไฟ ตัดกับสีฟ้าของสระว่ายน้ำ เป็นบรรยากาศที่แค่เห็นก็รู้สึกชิลแล้ว เป็นร้านในโรงแรมหรู แถมยังอยู่ในย่านค่าครองชีพสูงแบบนี้ ราคาจะแพงหรือเปล่า? ตอนที่ไปเยือนร้านนี้ครั้งแรกเราก็กลัวเรื่องราคาอยู่เหมือนกัน แต่เมื่อเห็นเมนูแล้วขอบอกเลยว่าร้านนี้ราคาสมเหตุสมผลค่อนไปทางเป็นมิตรด้วยซ้ำ โดยเฉพาะในวันอาทิตย์-พฤหัสที่มีโปรโมชั่นเบียร์ 2 ทาวเวอร์แถม 1 ทาวเวอร์ เรียกพกธนบัตรสีเทาไปแค่ใบเดียวก็สนุกได้ อิ่มได้ เมาได้ แถมยังมีเงินเหลือนั่งแท็กซี่กลับบ้านอีกต่างหาก Location: 9th Floor Somerset Sukhumvit Thonglor Bangkok, Sukhumvit
เปิดประสบการณ์การวิ่งในเมืองอย่างแท้จริง เมื่อ ADIDAS จัดกิจกรรมวิ่งครั้งยิ่งใหญ่ “ON-THE-GO City Hunt” เพื่อฉลองการเปิดตัวรองเท้า Pureboost Go ที่ออกแบบมาเพื่อการวิ่งซิตี้รันโดยเฉพาะ ระดมพลนักวิ่งร่วมพันชีวิตตะลุยกรุงฝ่าฐานกิจกรรมสุดมันส์ 6 ฐาน ที่จัดขึ้นพร้อม ๆ กัน 3 เส้นทาง เซ็นทรัลเวิลด์, เซ็นทรัล ลาดพร้าว และเมกะ บางนา ตลอด 2 ช่วงเวลาทั้งเช้าและเย็น ให้นักวิ่งสายสตรีทได้โชว์ทักษะการวิ่งไปพร้อม ๆ กับไหวพริบและพละกำลังที่จะต้องฝ่าฐานกิจกรรมที่อยู่ตามเส้นทางต่าง ๆ ไปให้ได้ โดยมีเซเลบฯ ชื่อดัง แท็คทีมกันมาวิ่งสนั่นเมือง นำโดย 2 กัปตันทีม อาดิดาส รันเนอร์ส แบงค็อก (adidas Runners Bangkok) โย-ยศวดี หัสดีวิจิตร, ตุลย์-ตุลยเทพ เอื้อวิทยา และดารานักวิ่ง แนท – อนิพรณ์ เฉลิมบูรณะวงศ์ ควงคู่มากับพี่สาว นิต้า-อนิพรรณ
ทุกวันนี้เทคโนโลยีดี ๆ สำหรับการถ่ายภาพนับวันจะยิ่งราคาถูกลงเรื่อย ๆ แต่ก็น่าแปลกที่เราพบว่าเมื่อเวลาผ่านไป ความกระหายที่จะกดชัตเตอร์ที่เคยมีมันดันหายไปเสียเฉย ๆ เหลือเพียงความว่างเปล่า ไม่มีไอเดียและไม่รู้จะออกไปถ่ายอะไรเลยปล่อยให้หยากไย่ขึ้นอุปกรณ์ ดังนั้นเพื่อปัดฝุ่นทุกอุปกรณ์ถ่ายภาพเราเคยรัก ไม่ว่าจะเป็น DSLR ตัวเก่งหรือมือถือ UNLOCKMEN เตรียม 5 วิธีสำหรับปลุกแรงบันดาลใจให้ออกไปเก็บภาพไว้ให้ที่นี่แล้ว 1. ออกเดินทางไปที่ใหม่ ๆ หนึ่งเหตุผลที่ทำให้เราไม่อยากถ่ายรูป บางครั้งก็เกิดจากการวนเวียนอยู่ในที่เดิม ๆ ทุกวัน เดินไปเดินมาในสถานที่เดิม เจอแต่คนเดิม ๆ เลยทำให้รู้สึกเบื่อ ไม่รู้จะเก็บไว้เป็นความทรงจำทำไม วิธีแก้แรกจึงเป็นการออกเดินทางไปในสถานที่ใหม่ เพราะมันสร้างความตื่นเต้นให้เราได้ และความรู้สึกที่ไม่รู้ว่าจะได้กลับมาที่แห่งนี้อีกไหม มันจะทำให้เราขยับนิ้วรัวชัตเตอร์ไปเองโดยไม่รู้ตัว 2. โดดเข้าหา Photography Challenge เมื่อจับการถ่ายภาพไปอยู่ในสมรภูมิการแข่งขันมันจะสนุกขึ้น การแข่งขันที่เราพูดถึงไม่ได้หมายถึงการออกไล่บี้ไปคว้ารางวัล แต่เป็นการร่วมแคมเปญทางโซเชียลเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เกี่ยวกับการถ่ายภาพ ซึ่งเรามักจะเห็น Challenge ประเภทนี้ใน feeds อยู่เป็นระยะ กรณีที่ช่วงนี้เริ่มซาเราก็หันมาสร้างแคมเปญและ Hashtag เล่นระหว่างกลุ่มเพื่อนก่อนได้โดยไม่ต้องรอได้เลย เพราะการลงไปถ่ายภาพในสนามที่มีโจทย์เดียวกันและเห็นมุมมองของคนอื่นสร้างความท้าทายและทำให้รู้สึกมีความหมายมากขึ้น
ในที่สุดก็ถึงวันสุดท้ายของการทำงานในสัปดาห์สักที หลังจากตรากตรำเหน็ดเหนื่อยมาตลอดหลายวัน การให้รางวัลตัวเองด้วยการนั่งทานอาหารอร่อย ๆ พร้อมจิบเครื่องดื่มแก้วโปรดก็ฟังดูเป็นไอเดียที่ไม่เลว ยิ่งถ้ามีวิวแม่น้ำสวย ๆ ลมเย็น ๆ มากระทบตัวประกอบไปด้วย คงเป็นการพักผ่อนที่วิเศษสุด ๆ วันนี้ UNLOCKMEN จึงมี 5 บาร์ริมน้ำบรรยากาศ (โคตร) ดีมาแนะนำ เชิญเสพและหยิบร้านที่ชื่นชอบเก็บเข้าไปในลิสต์ได้เลย 342 Bar พูดถึงบรรยากาศริมแม่น้ำเจ้าพระยาโดยมีฉากหลังเป็นย่านเมืองเก่า สถานที่แรก ๆ ที่จะโผล่ขึ้นมาในสมองคงหนีไม่พ้น ‘วังหลัง’ และที่นี่เองก็มีบาร์ริมน้ำสุดชิลซ่อนตัวอยู่ 342 Bar ตั้งอยู่บน Rooftop ของโรงแรมบ้านวังหลังริเวอร์ไซด์ สิ่งแรกที่คุณจะเห็นหลังประตูลิฟท์เปิดคือวิวแม่น้ำเจ้าพระยาจากมุมสูงสุดลูกหูลูกตาโอบล้อมด้วยแสงสีและตึกสูงของกรุงเทพมหานคร เป็นความ Contrast กันระหว่างความสงบเงียบกับความวุ่นวายของเมืองใหญ่ที่ลงตัว เรื่องอาหารเครื่องดื่มที่นี่ก็ตามมาตรฐาน มีครบครันไม่ว่าจะเป็นเบียร์สดจากแท็ป วิสกี้ และอาหารอร่อย ๆ ถึงแม้ราคาจะเรียกไม่ได้ว่าเป็นมิตรเสียทีเดียว แต่ถ้าเทียบกับบรรยากาศที่ได้ บอกเลยว่าคุ้มค่าแน่นอน Location: 342 Soi Wat Rakhang (Arunamarin 18), Prannok Road, Siriraj Bankoknoi
สัญชาตญาณนักดื่มในตัวผู้ชายมีระดับมักไม่ใช่แค่การกรอกของเหลวลงคออย่างพลุ่งพล่านแล้วจบลงที่ความเมามายไม่ได้สติเท่านั้น แต่ศิลปะแห่งการดื่มกินของผู้ชายอยู่ที่การได้ดื่มด่ำเครื่องดื่มสีอำพันในมือพร้อม ๆ กับการละเลียดความเป็นมาและเรื่องราวของเครื่องดื่มแก้วนั้น การดื่มด่ำ Single Malt Scotch Whisky ก็เช่นกัน การได้ซึมซาบที่มาที่ไปของเครื่องดื่มสุดคลาสสิคผ่านการอ่าน SINGLE MALT 101: รู้จักโลก “ซิงเกิลมอลต์”แบบรอบด้านเพื่อการดื่มอย่างมีระดับของผู้ชาย ในครั้งก่อนจึงทำให้การกลับไปดื่ม Single Malt แก้วเดิมกลับให้ความรู้สึกลุ่มลึกกว่าที่เคยหลายเท่าตัว ครั้งนี้ UNLOCKMEN เลยขออาสาพาผู้ชายทุกคนไปยังเขต Highland ของประเทศสก็อตแลนด์ เพื่อทำความรู้จักกับ GLENMORANGIE ที่เป็น Single Malt Scotch Whisky ระดับพรีเมียมซึ่งรับรองได้เลยว่าจะเติมเต็มเรื่องรสชาติแบบที่ผู้ชายทุกคนตามหาและมาพร้อมเรื่องราวเฉพาะแบบฉบับ GLENMORANGIE ที่เข้มข้นไม่แพ้รสชาติและทำให้คุณเป็นนักดื่ม Single Malt ตัวจริงแน่นอน THE LEGACY OF GLENMORANGIE การได้ดื่มด่ำรสชาติ Single Malt ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานถือเป็นการดื่มที่นอกจากทำให้การดื่มลื่นคอยิ่งขึ้นยังทำให้เราซึมซับความเป็นมาของ Single Malt สไตล์นักดื่มตัวจริงไปด้วยอย่างแนบเนียน โดยเรื่องราวของ GLENMORANGIE ครั้งนี้จะย้อนกลับไปไกลถึงปี ค.ศ. 1843 GLENMORANGIE ได้ก่อตั้งขึ้นโดยชาวสก็อตแลนด์ที่ชื่อว่า William Matheson ในปี
คาเฟ่รูปแบบใหม่ “โบดัม ป๊อบอัพ คาเฟ่ แอท แสนสิริ เลาจน์ (BODUM Pop-up Café at Sansiri Lounge)” ที่จะพาคุณไปสัมผัสประสบการณ์การดื่มกาแฟแบบสโลว์คอฟฟี่ ที่พร้อมจะมอบกาแฟคุณภาพดีที่สุดให้กับคุณ กับเมล็ดกาแฟไทยหลากหลายสายพันธุ์ ที่นำมาซึ่งกลิ่นและรสชาติเฉพาะตัว ผสมผสานกับการชงกาแฟด้วยมือแบบเฟรนช์เพรส ที่สามารถดึงรสสัมผัสของกาแฟให้โดดเด่น ในสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์แห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในงาน ‘Slow Coffee with Thai Blends by Sansiri x Bodum’ พบกับบาริสต้าที่มีความเชี่ยวชาญการชงกาแฟด้วยมือแบบ เฟรนช์เพรส หลากเทคนิคจาก โบดัม แบรนด์ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานมากว่า 75 ปี ซึ่ง “โบดัม ป๊อบอัพ คาเฟ่ ณ แสนสิริ เลาจน์” พร้อมแล้วที่จะรังสรรค์ประสบการณ์การดื่มกาแฟสโลว์คอฟฟี่ให้กับครอบครัวแสนสิริและผู้รักการดื่มกาแฟ ณ แสนสิริ เลาจน์ ชั้น 3 สยามพารากอน ภายในงาน ‘Slow Coffee with Thai
การสั่งซื้อรองเท้าออนไลน์กลายเป็นอีกช่องทางช็อปปิ้งของผู้ชายสาย Sneakerhead อย่างเรา เพราะปัจจัยหลายอย่างที่ไม่เอื้อให้เราไปซื้อเองที่ร้านอีกต่อไป หรือบางครั้งรุ่นที่ต้องการก็เป็นของหายากซึ่งมีขายแค่ในต่างประเทศเท่านั้น ลำบากต้องมานั่งรอพ่อค้าสายหิ้วไปอีก แต่เมื่อเรากลายร่างมาเป็นนักช็อปฯ ออนไลน์มือใหม่ กลับต้องนั่งกุมขมับงงเป็นไก่ตาแตกกับสารพัด Code แปลก ๆ ที่คนขายพิมพ์ต่อจากชื่อรุ่น ไม่ว่าจะเป็น DS , VNDS , OG , PE , LE สำหรับคนที่โปรอยู่แล้ว คงไม่ใช่เรื่องยาก แต่ถ้าเป็นบางคนซึ่งยังไม่เชี่ยวชาญ แต่อยากได้รองเท้าดี ๆ มาครอบครองสักคู่แล้วละก็ กว่าจะทำความเข้าใจด้วยตัวเองของจะพาลหมดสต๊อกไปเสียก่อน วันนี้ UNLOCKMEN จะขออาสาไขความกระจ่างของรหัสอักษรเหล่านี้ให้เอง 1. รหัส DS หมายถึง Deadstock DS คืออักษรย่อที่บ่งบอกว่ารองเท้าคู่ดังกล่าวไม่มีวางขายตามร้านทั่วไปแล้ว และไม่มีการเก็บไว้ในสต๊อก พูดง่ายๆ คือขายดีจนเกลี้ยงไปแล้ว บางรุ่นอาจยกเลิกสายการผลิต ไม่มีคู่ใหม่แน่นอน ตัวอย่างเช่น Converse ที่ผลิตใน ปี 60 s , 70 s ,


