‘คราฟต์เบียร์’ น่าจะเป็นหนึ่งในคำที่ผู้ชายสายปาร์ตี้อย่างเราได้ยินบ่อยที่สุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา เพราะต้องยอมรับว่าก่อนหน้านี้บ้านเราคุ้นเคยแค่กับเบียร์ลาเกอร์ยี่ห้อดังไม่กี่ยี่ห้อ ดังนั้นการมาถึงของวัฒนธรรมคราฟต์เบียร์จึงเปรียบเสมือนการเปิดโลกให้กับบรรดาคอเบียร์ในบ้านเรา จึงไม่น่าแปลกใจที่คราฟต์เบียร์จะได้รับความนิยมในประเทศไทยอย่างรวดเร็ว เราเชื่อว่าหนุ่ม ๆ UNLOCKMEN น่าจะเคยลิ้มรสคราฟต์เบียร์กันมาบ้าง แต่ในวันนี้เราจะพาทุกคนไปทำความรู้จักมันให้มากขึ้น และจะขอแนะนำที่ชิว ๆ สำหรับจิบคราฟต์เบียร์แท้ ๆ สไตล์เบลเยี่ยมไว้เป็นตัวเลือกของทุกคน ขึ้นชื่อว่าคราฟต์เบียร์ ต้องคราฟต์ตั้งแต่คนเสิร์ฟยันคนดื่ม คราฟต์เบียร์คือเบียร์ที่เกิดจากการหมักด้วยกรรมวิธีที่มีความพิถีพิถันตามแบบฉบับดั้งเดิมของผู้ผลิตรายย่อยหรือคนธรรมดาแบบเรา ๆ ที่ต่างก็สรรสร้างรสชาติเฉพาะตัวแตกต่างกันไปตามวัตถุดิบและจินตนาการ พร้อมด้วยฉลากบรรจุภัณฑ์ที่เป็นเอกลักษณ์ ยกตัวอย่างเช่นในประเทศเบลเยียม ซึ่งขึ้นชื่อในเรื่องของคราฟต์เบียร์ จนถึงขั้นถูกยกให้เป็นมรดกโลก เนื่องด้วยอุตสาหกรรมการผลิตเบียร์ในเบลเยียมนั้นมีประวัติศาสตร์ยาวนาน และมีผู้ผลิตรายย่อยกว่า 200 ราย มีการผลิตเบียร์มากถึง 1,500 ชนิด ซึ่งคราฟต์เบียร์เบลเยียมที่เป็นที่นิยมและถูกพูดถึงกันมากที่สุดคงหนีไม่พ้น Trappist Beer เบียร์ที่ผลิตกันในโบสถ์โดยพระนักบวช ยกคราฟต์เบียร์เบลเยี่ยมแท้ ๆ มาไว้ที่ไทย คราฟต์เบียร์เบลเยี่ยมคือหนึ่งในลิสต์ที่คอเบียร์ไม่ควรพลาด ซึ่งข่าวดีคือไม่จำเป็นต้องตีตั๋วเดินทางไกลถึงยุโรปก็สามารถลิ้มลองได้ เพราะตอนนี้คราฟต์เบียร์ชั้นเลิศหลากหลายรสชาติได้ถูกยกมารวมไว้ที่ใจกลางย่านอโศก-นานา ณ BELGA Rooftop Bar & Brasserie ห้องอาหารบนดาดฟ้าชั้น 32 ของโรงแรม Sofitel Bangkok Sukhumvit อยู่ระหว่างสุขุมวิท
หากกำลังตามหาร้านนั่งชิลพร้อมบรรยากาศเป็นส่วนตัวท่ามกลางเมืองหลวงที่พลุกพล่านและวุ่นวาย ที่ที่ UNLOCKMEN จะพาไปวันนี้จะไม่ทำให้คุณผิดหวัง เพราะนอกจากคุณจะได้ดื่มด่ำค็อกเทลที่หนักแน่นและแปลกใหม่ บาร์แห่งนี้ยังเป็นเหมือนพื้นที่ส่วนกลางรอให้เราได้พบปะผู้คน เพื่อพูดคุย เพื่อแลกเปลี่ยน หรือเพียงเพื่อละเลียดบรรยากาศเงียบ ๆ ไปด้วยกัน บาร์ที่เราพูดถึงคือ Middle Bar ที่ตั้งอยู่บนชั้นสองของ Blue Bye Cafe ณ ซอยสุขุมวิท 36 ที่ที่คุณจะได้ลิ้มรสค็อกเทลเคล้าบรรยากาศที่ผู้ชายจะต้องหลงรัก ทันทีที่พาตัวเองมาถึง Middle Bar เราจะเจอคาเฟ่ด้านล่างก่อน ถ้ารอไม่ไหว อยากดื่มค็อกเทลใจจะขาดก็แนะนำให้เดินขึ้นมาที่ชั้นสองได้เลย แต่ถ้ามาหลังสองทุ่มเป็นต้นไปคาเฟ่ด้านล่างจะปิดทำการ เราจะต้องกดกริ่งหน้าบ้านเพื่อให้คุณตั้มผู้เป็นเจ้าของร้านเดินลงมารับ เช่นเดียวกับเวลากลับคุณตั้มก็จะลงมาส่งด้านล่าง ถือเป็นความใส่ใจเล็ก ๆ แต่กลับทำให้เราประทับใจได้มากอย่างไม่น่าเชื่อ เรามีโอกาสสนทนากับคุณตั้มหนึ่งในเจ้าของร้าน Middle Bar ถึงได้รู้ว่าก่อนจะมาเปิดบาร์ค็อกเทล คุณตั้มเคยเป็นทั้งช่างภาพ ทั้งเปิดร้านเสื้อผ้าวินเทจและเป็นเจ้าของคาเฟ่ชั้นล่างด้วย คุณตั้มเล่าว่าจุดเริ่มต้นของบาร์มาจากความเป็นคนชอบดื่ม ยิ่งเมื่อไปหลายร้าน ก็จะเห็นอะไรใหม่ ๆ ที่เป็นแรงบันดาลใจให้เขา เมื่อถึงจุดจุดหนึ่งเลยอยากเปิดร้านเป็นของตัวเองเพราะจะได้ดื่มในที่ของตัวเอง จึงเป็นที่มาของชื่อร้านอย่าง Middle Bar เพราะอยากให้ที่นี่เป็นพื้นที่กลางให้ทุกคนมาเจอกัน เมื่อเราถามถึงนิยามของ Middle Bar ว่าที่นี่ถือว่าเป็นบาร์สไตล์ไหน ก็ได้คำตอบที่น่าสนใจกลับมาว่า