“คนชอบเก็บแผ่นหนังมือสองเยอะมาก แต่มีไม่กี่เปอร์เซ็นต์ที่จะสะสมโปสเตอร์ด้วย” คำพูดจากเจ้าของร้านโปสเตอร์ย่านสยามที่คอหนังหลายคนอาจคุ้นเคยกันดีเมื่อเดินผ่านไปมาแถว ๆ ลิโด้ สะกิดใจให้นึกถึงความเป็นจริงในตอนนี้ หลายคนแม้ว่าจะชอบดูหนัง แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะสะสมโปสเตอร์ไปด้วย ของสะสมเกี่ยวกับภาพยนตร์ในทุกวันนี้มีออกมาหลายรูปแบบมากกว่าแต่ก่อนมาก ไม่ว่าจะเป็น แผ่น BOXSET เสื้อ ฟิกเกอร์ หรือจะเป็นของสะสมจากโรงภาพยนตร์ จนโปสเตอร์กลายเป็นเพียงใบปิดโฆษณาหน้าโรงหนังเท่านั้น วันนี้ UNLOCKMEN จะพามาพูดคุยกับคุณ “สันติ ตันติภัณฑรักษ์” เจ้าของร้านโปสเตอร์หนังที่ชื่อ “หนังคลาสสิค” ถึงความเป็นมาเป็นไปของร้านและความยากที่จะต้องทำให้ของสะสมชนิดนี้ยังยืนหยัดอยู่ได้แม้โลกจะเปลี่ยนไปตามกาลเวลาแค่ไหนก็ตาม ร้านนี้เปิดในปีเดียวกับที่ภาพยนตร์เรื่อง “Titanic” ได้รางวัล “Best Picture” คือปี 1997 หรือพ.ศ. 2540 และยังคงดำเนินกิจการมาจนถึงปัจจุบันนี้ ถือว่าเป็นเวลานานมากสำหรับการเริ่มต้นธุรกิจแรกในชีวิตของใครสักคน ใช่แล้ว นี่เป็นการหันมาจับธุรกิจครั้งแรกของพี่ติ เจ้าของร้าน ก่อนจะมาเป็นร้านโปสเตอร์ “ชีวิตก่อนจะมาเปิดร้านนี้เนี่ยค่อนข้างหนักหนามาก ตอนทำงานประจำตอนนั้นเป็นหัวหน้าฝ่ายศิลป์บริษัทนึงแล้วโดนซื้อตัวไปอีกที่นึง เลยซื้อบ้านใหม่ ลงทุนไปกับบ้านแปดแสน แต่เป็นแปดแสนในสมัยนั้นนะ ลองคิดดู พอเดือนเมษายนผมโดนออกจากงาน เลยต้องทิ้งบ้านหลังนั้นไป เพราะมันเป็นภาระ ได้เงินเดือนสี่เดือนที่เขาจ้างออกมาเป็นทุนทำร้านนี้นี่แหละ” จุดเริ่มต้นที่ทำให้หันมาเปิดร้านโปสเตอร์ “ปี 40 เป็นปีที่เกิดวิกฤติในประเทศไทย บริษัทล้มละลาย ธุรกิจเจ๊ง คนต้องออกจากงาน ผมก็เป็นหนึ่งในนั้น เราก็เรียนมาแค่ปวช. แต่เรารู้ว่าเราชอบดูหนัง ชอบเก็บโปสเตอร์หนัง
แม้ในสายตาผู้ชายอย่างเราการลดน้ำหนักจะไม่ใช่เรื่องที่ต้องให้ความสำคัญแบบคอขาดบาดตายเหมือนสาว ๆ เขา แต่รูปร่างที่พุงยื่นนำทุกสิ่งทุกอย่างของร่างกายออกมาก็คงไม่ใช่สิ่งที่เราพึงพอใจเท่าไหร่ ว่าไหม ? จะให้มานั่งกินคลีนหรือนับแคลอรี่ก็ดูจะจุกจิกวุ่นวายไม่สมนิสัยผู้ชายแมน ๆ งั้นเอาใหม่ ถ้า UNLOCKMEN จะบอกว่า เออ กินเลย กินแม่งทุกอย่างที่ขวางหน้า แต่ลดน้ำหนักได้ มันดูน่าสนใจขึ้นมาเลยใช่ไหมล่ะ ? 8 HOURS DIET นี่ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด (แม้อาจจะดูใหม่ ๆ อยู่บ้างในประเทศไทยเรา) แต่ในหมูเซเลบริตี้ต่างประเทศเขาฮิต ๆ การไดเอตแบบนี้มาตั้งแต่ปี 2013 แล้ว โดยหลักการของมันก็ไม่ได้ยากเย็นอะไรเลยนั่นคือคุณมีเวลากิน 8 ชั่วโมงเต็ม ในขณะที่อีก 16 ชั่วโมงที่เหลือคุณจะไม่มีสิทธิกินอะไรแล้ว แต่ความดีงามของมันก็คือตลอด 8 ชั่วโมงที่อนุญาตให้กินนั้น คุณนึกอยากกินอะไรก็กินเข้าไปได้เลย! กินมันได้ทุกอย่างที่ขวางหน้านั่นแหละ ขอแค่ให้มีโปรตีนเพียงพอให้คุณอิ่ม และที่สำคัญก็ควรกินอาหารให้ถูกตามหลักโภชนาการด้วย พูดง่าย ๆ ว่าถ้าคุณกินมื้อแรกตอน 10 โมง ภายใน 6 โมงเย็นคุณก็ควรกินทุกอย่างให้เสร็จสรรพโดยห้ามแพ้ใจตัวเองกินอะไรหลังจากนั้นเด็ดขาด 8 HOURS DIET เริ่มเป็นที่นิยมในหมู่เซเลบริตี้ขึ้นมาเพราะหนังสือที่ชื่อว่า