ถือเป็นปีแห่งการแข่งขันสำหรับตลาดของรถสปอร์ต โดยเฉพาะสองค่ายยักษ์ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น BMW ที่ปล่อย Z4 (G29) และ Toyota ที่ตัดสินใจหวนกลับมาผลิตตำนานที่เป็น Iconic ของค่ายอย่าง Supra (5th GEN) ออกมาอีกครั้ง ซึ่งสิ่งที่น่าสนใจก็คือทั้งสองรุ่นนี้ถูกผลิตขึ้นจากโรงงานเดียวกัน พร้อมข่าวลือสะพัดว่ามีการแชร์แพลตฟอร์มในการสร้างร่วมกันด้วย เพื่อคลายความสงสัยวันนี้เราจะมาเปรียบเทียบให้ชมกันว่าทั้งคู่นั้นมีจุดเหมือนและแตกต่างกันมากน้อยแค่ไหน BMW Z4 (G29) และ TOYOTA Supra (5th Gen) เปิดตัวออกมาในเวลาที่ไล่เลี่ยกัน แต่ขณะเดียวกันทั้งสองก็มีความเหมือนก็คือการถูกย้ายฐานการผลิตออกจากบ้านเกิดตัวเอง ด้าน Z4 ไม่ได้ถูกผลิตขึ้นจากโรงงาน BMW ใน Dingolfing ประเทศเยอรมนี ส่วนทาง TOYOTA Supra (5th Gen) เองก็เป็นครั้งแรกที่สละแนวทางของความเป็นรถ Japan Domestic Market (JDM) ด้วยการย้ายฐานการผลิตจากโรงงาน Motomachi ใน Toyota City (ผลิต 4th Gen) ที่ควรใช้ผลิต Supra มาเข้าสายพานโรงงานเดียวกับ
“อยากได้รถที่คุ้มค่า ประหยัดน้ำมัน ออพชั่นเพียบ พร้อมพื้นที่กว้างขวางเพื่อความสะดวกสบาย” นี่น่าจะเป็นความคิดแรกที่คนอยากได้รถคิดในใจ แต่ในความเป็นจริงคงจะยากที่จะหาตัวเลือกที่ตอบโจทย์ครบได้ทุกข้อ การจะเลือกซื้อรถยนต์สักคัน ถือเป็นช่วงเวลาที่สนุกสนานสำหรับผู้ชาย แต่การจะเลือกซื้อแบบเดินเข้าไปจิ้มสุ่มสี่สุ่มห้าคงจะไม่ดี เพราะโดยเฉลี่ยช่วงเวลาที่เราจะอยู่กับรถหนึ่งคันนั้นยาวนานถึงราว 5-7 ปี เราจึงควรเลือกรถยนต์ที่ตอบโจทย์ความต้องการใช้งานของตัวเองจริง หลายคนแอบปรึกษาเพื่อนรอบข้าง ถามคำแนะนำให้ช่วยเลือกให้ แต่อย่าลืมว่าแต่ละคนก็มีไลฟ์สไตล์ต่างกัน ความชอบต่างกัน การจะเปรียบว่ารุ่นไหนดีที่สุดจึงเป็นสิ่งนานาจิตตัง เพราะมีข้อดีแตกต่างกันออกไป ที่จริงรถยนต์แต่ละรุ่นจากแต่ละแบรนด์ ถูกออกแบบขึ้นมาโดยมีจุดเด่นและวัตถุประสงค์ในการใช้งานต่างกัน เพื่อให้ลูกค้าได้เลือกรถยนต์ที่เข้ากับไลฟ์สไตล์และตอบโจทย์การใช้รถยนต์ของตัวเอง บางคนอยากได้รถที่ดูดีมีความสปอร์ตที่สุด บางคนอยากได้รถที่ประหยัดมากที่สุด บางคนอยากได้รถที่มีพื้นที่มากที่สุด หรือบางคนอาจจะอยากได้รถที่มีออพชั่นทันสมัยให้มากที่สุด จากตัวเลือกที่มีมากมายในตลาด หลายคนจึงอยากให้เราแนะนำรถยนต์ที่ให้ได้มากกว่าในราคาที่คุ้มค่า เป็นรถที่มีในบ้านคันเดียวจบ ตอบโจทย์ได้ครบทุกไลฟ์สไตล์ วันนี้เราจึงยกตำแหน่งรถสุดคุ้ม พื้นที่ใหญ่ ราคาเล็ก ให้กับ Suzuki Ciaz Eco Sedan Suzuki Ciaz Eco Sedan เป็นรถ Eco Sedan ในราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 480,000 – 675,000 บาท ที่ได้ชื่อว่ามีพื้นที่ในห้องโดยสารกว้างใหญ่กว่าใครใน Segment เดียวกัน จึงเป็นรถที่เน้นความสะดวกสบายในการเดินทางมากกว่า แถมยังมีจุดเด่นเรื่องประหยัดน้ำมัน
หนุ่ม ๆ ผู้หลงใหลในการขับขี่พาหนะ 2 ล้อโดยเฉพาะจากค่าย Harley-Davidson คงต้องเริ่มเตรียมเก็บเงินกันได้แล้ว เพราะในปี 2019 นี้จะเป็นศักราชใหม่ที่พวกเขาจะใช้เปิดตัวรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าทรงสมรรถนะคันแรกของค่าย ที่หลายคนรู้จักกัน Livewire™ ออกมาในช่วงเดือนสิงหาคมปีนี้ ปฏิเสธไม่ได้จริง ๆ ว่าทุกวันนี้พาหนะที่ใช้พลังงานทางเลือก ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์หรือรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าคือหนึ่งในทางเลือกใหม่สำหรับหนุ่มผู้หลงใหลความเร็วทั้งหลาย ที่พร้อมใจหันมาเทคะแนนให้ความสนใจกันมากขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าช่วงหลายปีที่ผ่านบรรดาค่ายรถต่างพากันพัฒนารถในสายการผลิตของตัวเองสู่เส้นทางนี้มากขึ้น รวมถึง Harley-Davidson ที่ได้วางแผนรวมถึงเริ่มต้นสายการผลิตรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าของตัวเองตั้งแต่ปี 2014 จนในที่สุดโมเดลสมบูรณ์ของมันในชื่อ Livewire™ ก็พร้อมให้ทุกคนได้ทำความรู้จักแล้ว หลังจากพัฒนามาร่วม 4 ปี ในที่สุด Harley-Davidson ก็ถือโอกาสเปิดตัวรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าคันแรกของพวกเขาอย่าง Livewire™ ในงาน Milan Motocycle Show นอกจากนี้ยังเปิดเผยว่ามีแผนจะวางขายมันโดยโซนแรกที่มีโอกาสได้สัมผัสความพิเศษก่อนใครเพื่อน คือโซนทวีปอเมริกาเหนือและยุโรปบางประเทศ แต่อย่างไรก็ตาม Harley-Davidson ก็ยังเก็บรายละเอียดสำคัญอย่างสเปคเครื่องยนต์เอาไว้และมีการเปิดเผยข้อมูลบางส่วนเท่านั้น Livewire™ มากับรูปลักษณ์ภายนอกที่ดุดันตามปรัชญาดั้งเดิมของ Harley-Davidson ด้วยชุดเฟรมอะลูมิเนียมน้ำหนักเบาแต่ทนทานกับรูปทรงที่ดูปราดเปรียวและอุปกรณ์ที่ทันสมัยมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นหน้าจอแสดงผล LCD ขนาด 10.9 เซนติเมตร ซึ่งจะช่วยแสดงข้อมูลทั้งความเร็ว ระยะทาง และสถานะของแบตเตอรี่ รวมถึงสามารถให้เราใช้กำหนดโปรแกรมต่าง ๆ ได้ด้วยตัวเองไม่ว่าจะเป็น ระบบนำทางหรือเครื่องเล่นเพลงที่จะทำให้คุณมีความสุขไปกับการบิดในทุกเส้นทาง
เดือนตุลาคม ปี 1992 เป็นครั้งแรกที่พวกเราได้รู้จักกับรถยนต์เทคโนโลยีตัวแข่ง Rally จากการเปิดตัวของ Subaru WRX หลายคนอาจจะไม่รู้ว่าย่อมาจาก “World Rally eXperimental” เป็นรถระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ช่วงล่างที่แข็งสำหรับรับมือความเร็วสูงจากเครื่องยนต์ Turbocharged 4 สูบ แต่ดูเหมือนคนที่ชื่นชอบรถ Subaru จะยังไม่พอใจกับ WRX ทำให้อีก 2 ปีต่อมา Subaru ได้เปิดตัว STI (Subaru Tecnica International) ได้รับการปรับปรุงใหม่ให้มีสมรรถนะเดือดขึ้นกว่า WRX ทุกจุด เริ่มต้นทำตลาดแบบจำนวนจำกัดเฉพาะในประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น ก่อนกระแสความนิยมจากเหล่านักขับรถแรงทั่วโลกจะเรียกร้องหา Subaru WRX STI จนเริ่มทำตลาดนอกญี่ปุ่นบ้าง โดยมักจะใช้สเปครถแยกกันระหว่างในญี่ปุ่นและอเมริกา ความนิยมและตำนานของป้าย STI สามารถการันตีความพิเศษและสมรรถนะที่แตกต่างของ Subaru ได้เป็นอย่างดีมาโดยตลอดมาจนถึงปัจจุบัน และความเคลื่อนไหวจากคลิปวีดีโอเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาจาก Subaru เป็นการบอกใบ้ชัดเจนว่ากำลังจะมีการมาถึงของ WRX STI เวอร์ชั่นใหม่ล่าสุดเร็ว ๆ นี้แน่นอน และแล้ววันนี้ก็มีการเคลื่อนไหวนล่าสุดอีกครั้ง กับการโพส Instagram
ช่วงปี 1980 – 1990 ถือเป็นทศวรรษแห่งการก้าวกระโดดของวงการ 4 ล้อทั่วโลก ค่ายรถยนต์น้อยใหญ่มากมายต่างพากันเดินหน้าพัฒนารถในสายการผลิตของตัวเองให้มีความโดดเด่นมากยิ่งขึ้น ทั้งในด้านสมรรถนะและรูปลักษณ์ ซึ่งก็มีจำนวนไม่น้อยที่ได้สร้างปรากกฎการณ์เอาไว้จนถึงขั้นเป็น Iconic Cars ประจำยุคสมัยเลยทีเดียว แน่นอนว่าช่วงเวลาดังกล่าวมีรถยนต์มากมายหมุนเวียนผลัดกันออกมาโชว์ศักยภาพของตัวเองบนท้องถนน แต่วันนี้ UNLOCKMEN จะขอหยิบยก 5 คัน ที่จะทำให้เรามองเห็นภาพปีศาจ 4 ล้อเจ้าพ่อแห่งยุคสมัยนั้นได้ชัดเจนที่สุด รวมไปถึงราคาค่าครอบครองโดยประมาณในปัจจุบัน ซึ่งจะมีรุ่นไหนบ้างมาดูกันเลย BMW M3 (E30) รถยนต์สมรรถนะสูงที่ผลิตที่ระหว่างปี 1,986-1,990 เปิดตัวครั้งแรกในรูปแบบ Compact Sport Sedans ด้วยโมเดล Coupe และ Convertible พร้อมด้วยขุมกำลังสุดโหดกับเครื่องยนต์ 4 สูบ ซึ่งถือเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ให้ตลาดรถยนต์ในเวลานั้น โดยเฉพาะในรุ่น Evolution II หรือที่เรียกกันว่า EVO2 มาพร้อมสมรรถนะของรถสนามในขนาดกะทัดรัด ทำให้ BMW M3 E30 กลายเป็นรถที่ถูกใช้อย่างแพร่หลายไปทั่วโลกในฐานะรถบ้านสุดแรง รวมไปถึงการถูกจับมาปรับแต่งเพื่อเป็นเจ้าสนามในวงการมอเตอร์สปอร์ต ซึ่งจำนวนที่ลดน้อยลงตามกาลเวลา ก็ทำให้มูลค่าของรถสภาพดีพุ่งสูงขึ้นสวนทางและเป็นที่ต้องการของนักสะสมมากขึ้นทุกวัน ค่าตัวโดยประมาณ : 800,000
เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่ารถยนต์คลาสสิคสามารถสร้างมูลค่าขายต่อได้อย่างมหาศาล ด้วยจำนวนที่มีเหลือน้อยในโลกใบนี้ ทำให้ผู้ที่สนใจต้องกัดฟันสู้ราคา เพราะของหายากแบบนี้ไม่ใช่ว่ามีเงินแล้วจะซื้อหาได้ ต้องขอบคุณสำหรับเวลา 51 ปีในคอลเลกชันสะสมส่วนตัว ที่ทำให้ BMW 1600 GT Convertible คันเดียวในโลกคันนี้ กลับมาอยู่ในสภาพที่ดีมาจนถึงปัจจุบัน ก่อนจะถูกทางผู้ผลิตรถยนต์แห่งแคว้นบาวาเรียเรียกกลับมาทำการฟื้นฟู (Restoration) ให้ตัวรถที่มีอายุกว่าครึ่งศตวรรษกลับมาอยู่ในสภาพเหมือนพึ่งออกจากโรงงานอีกครั้ง BMW 1600 GT หรืออีกชื่อ Glas GT ซึ่งพวกเราคงจะรู้จักกันในฐานะรถยนต์ Coupe แบบ 4 ที่นั่ง ได้รับความนิยมจากคอรถคลาสสิกไปทั่วโลก ความสำเร็จดังกล่าวทำให้ทาง BMW ต้องการพัฒนาโมเดลของตัวรถให้มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น เพื่อตีตลาดลูกค้าในสหรัฐอเมริกาด้วยรูปแบบ Convertible โดยรถต้นแบบถูกผลิตออกมาเป็นครั้งแรกเมื่อปี 1967 กับฝีมือการออกแบบของดีไซน์เนอร์ชาวอิตาเลียน Pietor Frua เป็นโมเดลที่ BMW หมายมั่นปั้นมือว่าจะส่งให้มันกลาย Roadster ที่ได้รับความนิยมที่สุดในยุคนั้น แต่ทว่าเรื่องราวต่อจากนั้นกลับไม่เคยเกิดขึ้น เนื่องจากปัญหาต่าง ๆ ระหว่างการพัฒนา รวมไปถึงอุบัติเหตุระหว่างการทดลองขับที่ทำให้ Prototype No.1 ได้รับความเสียหายจนเป้าหมายต้องถูกหยุดเอาไว้ก่อน แต่ก่อนโครงการจะถูกพับเก็บ รถต้นแบบสภาพสมบูรณ์คันสุดท้ายที่เหลืออยู่ก็ถูกประมูลไปเป็นของ Herbert Quandt ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ
การสะสมกับผู้ชายก็เป็นเหมือนของคู่กัน เราทุกคนต่างเคยมีช่วงเวลาแห่งความหลงใหลในเรื่องราวหรือสิ่งของบางอย่างและเมื่อเวลาผ่านไปความต้องการที่เพิ่มมากขึ้น ก็กระตุ้นให้เกิดความรู้สึกอยากครอบครอง ซึ่งเป็นสาเหตุให้ใครหลายคนสะสมสิ่งของต่าง ๆ ที่ตอบโจทย์ความชอบของตัวเองเอาไว้มากมาย เช่นเดียวกันกับคุณเพชรจ้า-วิเชียร กุศลมโนมัย ซึ่งแน่นอนว่าหลายคนรู้จักเขาดีในฐานะดีเจและพิธีกรมากฝีมือ แต่ขณะเดียวกันหลายท่านอาจยังไม่ทราบว่า ผู้ชายคนนี้ยังมีชีวิตในอีกมุมที่ตัวเขาให้ความสำคัญไม่แพ้กัน นั่นคือการสะสมสิ่งของต่าง ๆ ตั้งแต่ชิ้นเล็กชิ้นน้อยไปจนถึงชิ้นใหญ่จนต้องสร้างที่เก็บสำหรับของสะสมแต่ละไอเทมโดยเฉพาะ เรียกได้ว่าเป็นคอลเล็กเตอร์แถวหน้าตัวจริงอีกคนในประเทศไทยก็ว่าได้ ด้วยไลฟ์สไตล์ในฝันกับการถูกห้อมล้อมด้วยเสื้อผ้า, รองเท้าและซุปเปอร์คาร์คันงาม แต่จะมีสักกี่คนเข้าใจถึงเหตุผลที่ชายคนนี้เลือกสะสมของต่าง ๆ ให้เข้ามาอยู่ในคอลเลกชัน ซึ่งวันนี้ก็เป็นโอกาสดีที่ตัวเขาให้เกียรติเปิดบ้านหลังใหม่ เพื่อเล่าถึงจุดเริ่มต้นการสะสมของทั้งหมด ให้เราได้รู้ ได้เห็นเกี่ยวกับแรร์ไอเทมทุกชิ้นที่เก็บซ่อนเอาไว้ จุดเริ่มต้นการสะสม หลังออกมาต้อนรับอย่างอารมณ์ดีพร้อมถ้วยกาแฟในมือ ก่อนจะขอตัวไปเปลี่ยนชุดให้พร้อมต่อการพูดคุย ทำให้เรามีเวลาได้สำรวจส่วนต่าง ๆ ภายในบ้าน ซึ่งมักจะมีมุมหรือห้องพิเศษไว้สำหรับของสะสมต่าง ๆ ซึ่งบอกได้เลยว่าเยอะโคตร ไล่มาตั้งแต่ทางเข้ากับคอลเลกชันรถคันพิเศษในการาจสุดเอ็กซ์คลูซีพ หรือโซนตู้เก็บรองเท้าซึ่งไม่ต่ำกว่าร้อยคู่และเมื่อทุกอย่างพร้อม การเปิดกรุของสะสมของเขาก็เริ่มขึ้น คุณเพชรจ้าเล่าให้ฟังถึงจุดเริ่มต้นการสะสมของชิ้นแรกในชีวิตซึ่งฟังดูไม่น่าเชื่อ เพราะมันคือสมุดสะสมแสตมป์เล่มหนา 4 เล่มที่ตัวเขาหยิบมาให้ดู พร้อมกับโน้ตที่มีลายมือของเด็กเขียนกำกับเวลาเริ่มสะสมเอาไว้เป็นวันที่ 4 เมษายน ปี 2534 หรือ 27 ปีที่แล้ว โดยเด็กชายเพชรจ้าเริ่มสะสมแสตมป์ครั้งแรกเพราะได้รับอิทธิพลจากคุณพ่อของเพื่อนที่มีความรู้เกี่ยวกับการสะสมแสตมป์ บวกกับความที่ยังเด็กเมื่อได้รู้ว่าการสะสมทำให้ของที่เคยซื้อมาในราคา 1 บาท ต่อมาอาจขายได้ในราคา 20
ถ้าพูดถึง BMW 3-Series E36 เชื่อว่าผู้ชายหลายคนโดยเฉพาะรุ่นใหญ่วัยสามสิบบวกคงจะคุ้นเคยและรู้จักกันเป็นอย่างดี เพราะถ้าย้อนเวลากลับไปตอนสมัยหนุ่ม ๆ รถยนต์ในซีรีส์ดังกล่าวเป็นเหมือนกับพาหนะในฝันที่หากใครได้มาครอบครอง ก็จะกลายเป็นเป้าสายตาของทุกคนไปโดยปริยาย เรียกว่าเป็นรถที่ทำให้หลายคนเริ่มเก็บเงินกันอย่างจริงจังเพื่อจะได้ครอบครองเจ้านกแก้วคันนี้ ไม่ต้องแปลกใจหากจะเห็นรถ 3-Series ในรหัสเครื่อง E36 โลดแล่นอยู่บนท้องถนนของบ้านเราจนชินตา รวมถึงบางรุ่นที่ยิ่งกาลเวลาผ่านไป ยิ่งกลายเป็น Collectible Cars เป็นของสะสมที่มีคุณค่าทั้งทางจิตใจและมูลค่าราคาที่แข็งขึ้น ๆ แต่อะไรคือสาเหตุที่ทำให้รถยนต์ในสายการผลิตดังกล่าวของ BMW ได้รับความนิยมจากหนุ่ม ๆ ทั่วโลก วันนี้เราจะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับ BMW 3 Series E36 สุดเก๋าคันนี้ให้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม THE BEGINNING OF 3 BMW 3-Series E36 คือรถยนต์นั่งประเภท Compact Executive Car ที่ถูกผลิตขึ้นมาเป็นเจเนอเรชันที่ 3 ของค่าย BMW คือระหว่างช่วงปี 1991-1999 เปิดตัวครั้งแรกในยุโรปช่วงปี 1990 และต่อด้วยในสหรัฐอเมริกาในปีถัดมา โดยรถรุ่นแรกของสายการผลิตคือรถสไตล์ Saloon 4 ประตู ก่อนจะต่อยอดและขยายโมเดลอื่นตามมาอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น
ด้วยความมุ่งมั่นในการมอบความสุขที่ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่สุนทรียภาพในการขับขี่ แต่ยังครอบคลุมถึงไลฟ์สไตล์ด้านอื่น ๆ เมื่อเร็ว ๆ นี้ บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย ได้มอบสุดยอดประสบการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิต โดยพาสมาชิกในโปรแกรม The Ultimate JOY Experience (ดิ อัลติเมท จอย เอ็กซ์พีเรียนซ์) ตีตั๋วไปวิ่งตามรอยนักวิ่งระดับโลกกับทริป บีเอ็มดับเบิลยู เบอร์ลิน มาราธอน 2018 – #มิชชั่นเบอร์ลิน (BMW Berlin Marathon 2018 – #missionberlin) มหกรรมการวิ่งมาราธอนที่ยิ่งใหญ่ระดับโลก ซึ่งมีความเอ็กซ์คลูซีฟมากขึ้น ด้วยการจัดโปรแกรมซ้อมวิ่งกับ “ครูดิน” สถาวร จันทร์ผ่องศรี อดีตนักวิ่งมาราธอนทีมชาติไทย ที่ร่วมเดินทางไปลงสนามพร้อมกับสมาชิก และปีนี้ทุกคนต่างได้รับประสบการณ์ที่หาไม่ได้จากที่ไหน นั่นคือ การได้วิ่งบนสนามที่มีการทำลายสถิติโลกครั้งใหม่ในวันเดียวกัน! เศรษฐิพงศ์ อนุตรโสตถิ ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายการตลาด บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย กล่าวถึงความพิเศษของทริปที่นักวิ่งทุกคนต่างรอคอย ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมไฮไลต์ ภายใต้โปรแกรม “The Ultimate JOY Experience”
Volkswagen คือรถยนต์สัญชาติเยอรมันที่สร้างสรรค์ขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นรถที่ชาวเยอรมันนิยมมีไว้ติดบ้านเนื่องจากสมรรถนะที่ดีเยี่ยม เต็มไปด้วยประโยชน์ใช้สอยในราคาย่อมเยา รวมถึงเรื่องของการบริการใส่ใจลูกค้าไม่เคยเสื่อมคลาย แม้แต่คุณยายที่เคยซื้อรถยนต์เมื่อ 50 ปีที่แล้ว มาถึงวันนี้ยังได้รับเซอร์ไพรส์ครั้งใหญ่ที่น่าประทับใจจาก Volkswagen เช่นกัน เรื่องราวความประทับใจนี้เริ่มต้นจากหญิงอายุ 73 ปี นามว่า Kathleen Brooks เธอได้ซื้อรถ Volkswagen Beetle สีแดง หรือที่คนไทยนิยมเรียกกันจนติดปากว่า “รถเต่า” มาตั้งแต่วันที่ 12 ธันวาคม ค.ศ. 1966 ซึ่งเท่ากับว่าเจ้ารถเต่าคันดังกล่าวอยู่กับแคทเธอรีนมากว่า 52 ปีแล้ว มันไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรสำหรับการครอบครองรถคลาสสิคเป็นเวลานาน แต่เรื่องราวระหว่างแคทเธอรีนและรถเต่าของเธอมีความน่าสนใจมากกว่านั้น เพราะตั้งแต่ที่เธอซื้อรถคันแรก เธอได้จดบันทึกเรื่องราวความผูกพันระหว่างตัวเธอกับรถเต่าคู่ใจตลอดเวลา เธอตั้งชื่อมันว่า Annie และไม่ว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่มีเวลาว่าง เธอมักจะออกไปขับรถเล่นพร้อมความทรงจำดี ๆ อย่างเช่น ในวันที่แอนนี่ต้องขึ้นเนินเขา เธอจะเคลื่อนไหวช้าลง และในวันที่อากาศเย็น แอนนี่จะทำงานได้เป็นอย่างดี ซึ่งเจ้ารถเต่าแอนนี่อยู่กับเธอตั้งแต่แต่งงานจนกระทั่งหย่าร้าง ซื้อบ้านเป็นของตัวเอง ไปจนถึงตอนที่เธอพบว่าตัวเองเป็นมะเร็งเต้านมระยะที่สาม รวมเป็นเวลากว่า 5 ทศวรรษ เป็นระยะทางกว่า 450,000 ไมล์ ที่ทุกการเดินทางของแคทเธอรีนก็จะมีแอนนี่อยู่เคียงข้างเสมอ จนกระทั่งในเดือนกุมภาพันธ์
หนุ่ม ๆ ทุกคนต่างมีรถในฝันของตัวเองและแต่ละคนล้วนมีรูปแบบหรือสไตล์แตกต่างกันออกไป บางคนหลงใหลความดุดันของ American Muscle Car หรือบางท่านก็ชอบรูปแบบความเร็วร่วมสมัยอย่าง Supercar แต่จะเจ๋งแค่ไหนถ้าทั้งสองสิ่งถูกนำมาผสมอยู่ในรถคันเดียวเหมือนใน TRACTORRI Project Car สุดแปลกแต่ต้นทุนสูงจนเราต้องหยิบแนะนำให้ทุกคนได้รู้จักคันนี้ การรวมร่างกันของม้าป่าสัญชาติอเมริกันเข้ากับกระทิงเปลี่ยวจากแดนมักกะโรนีคันนี้ ถือกำเนิดขึ้นโดยชายที่ชื่อว่า John Haugh ผู้มีความคิดว่าอยากจะรวม Iconic Car แห่งยุคสมัยทั้งสองเข้าด้วยกัน คันแรกคือ Ford Mustang ซึ่งคงไม่ต้องอธิบายถึงสรรพคุณความเป็น Iconic ฝั่งอเมริกันให้มากความ เพราะมันยังคงเป็นรถในฝันของใครหลายคนในทุกยุคสมัย อีกคันเป็นซุปเปอร์คาร์สายพันธุ์โหดที่มียอดขายมากกว่า 14,000 คันทั่วโลกกับ Lamborghini Gallardo ก่อนจะถูกแทนที่ด้วย Huracan ในเวลาต่อมา TRACTORRI ชื่อที่ถูกใช้เรียกรถ Tractor ของ Lamborghini ในอดีต เปิดตัวต่อหน้าสาธารณชนครั้งแรกในงาน SEMA 2009 พร้อมความภูมิใจจากการผสมผสานอันลงตัว ซึ่งถูกสร้างขึ้นมาอย่างใส่ใจรายละเอียดตลอดทั้งคัน เริ่มจากดีไซน์ภายนอกที่มากับรูปลักษณ์อันปราดเปรียวของ Ford Mustang 2007 พร้อมชุดไฟหน้าเดิมและไฟเลี้ยวหยิบยืมของ Porche 911 Turbo มาใช้งาน
เรียกว่าเป็นช่วงเทศกาลแห่งการเปิดตัวรถยนต์แนว Roadster ของค่ายรถต่าง ๆ ก็ว่าได้สำหรับช่วงสิ้นปีนี้ ซึ่งล่าสุดสำหรับ McLaren Automotive ก็ได้เปิดตัวเจ้าแห่งความเร็วคันใหม่ของ Super Series ออกมาแบบเปลี่ยนแปลงตั้งแต่หัวจรดท้ายอย่าง All-New 720S Spider เรียกว่าได้รับการพัฒนาข้ามขั้นจากรถต้นแบบคันแรกของ Super Series อย่าง McLaren 650S มาไกลทีเดียวสำหรับโมเดลใหม่ของ 720S Spider มาพร้อมจุดเด่นตามสไตล์ Roadster ด้วยหลังคาเปิดประทุนแบบ Hard Top ซึ่งถูกออกแบบมาเป็นพิเศษ โดยจะพับเก็บลงไปในแผงคาร์บอนไฟเบอร์ชิ้นเดียวด้านหลังตัวรถ ซึ่งเป็นระบบหลังคาที่ทาง McLaren เคลมว่ามันคือ “ระบบเปิดประทุนซึ่งทำงานได้เร็วที่สุดในโลกของซุปเปอร์คาร์” โดยใช้เวลาในการเปิด-ปิดเพียง 11วินาทีในความเร็วไม่เกิน 50 กิโลเมตร/ชั่วโมง และสำหรับหนุ่มที่ต้องการเพิ่มประสบการณ์พิเศษ ก็สามารถสั่งติดกระจกแบบ ElectroChromic แทนที่หลังคาแบบทึบได้อีกด้วย แต่นอกจากหลังคาสุดไฮเทคแล้ว 720s Spider ยังมาพร้อมกับดีไซน์ใหม่ที่โคตรดุดัน เริ่มจากชุดไฟหน้าใหม่และส่วน A-pillar ที่ปรับเปลี่ยนให้ได้มุมมองที่กว้างขึ้น นอกจากนี้ตัวรถยังมาพร้อมโครงสร้างผลิตจากคาร์บอนไฟเบอร์ซึ่งเบาและแข็งแรงเป็นพิเศษ นอกจากนี้ยังมีการปรับเปลี่ยนวัสดุอุปกรณ์บางชิ้นจากรุ่น 650S Spider เป็นวัสดุที่น้ำหนักเบามากขึ้นทำให้รถเบากว่ารุ่นก่อนได้ถึง 6.8


