หากรู้สึกว่าช่วงนี้กำลังหมดไฟ หรือโหมงานหนักจนคนรอบข้างทักว่าเราเปลี่ยนไป นั่นอาจเป็นเพราะเรามีบางอย่างเปลี่ยนไปจนเห็นได้ชัด ถึงขนาดคนอื่นยังรู้สึกได้หรือเปล่า ? ถ้ามันหนักหนาขนาดนั้น แล้วทำไมเราไม่ลองสังเกตตัวเองดูบ้างล่ะ UNLOCKMEN จะพามาสำรวจตัวเองกับ 5 สัญญาณเตือนว่าเราควรหาเวลาพักให้ตัวเอง ลองดูกันว่าถึงเวลาที่จะให้ตัวเองพักผ่อนแบบจริงจังได้หรือยัง สิ่งที่ทำให้มีความสุข มันใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป คุณต้องลองเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองแล้ว ถ้าหากสิ่งที่คุณเคยแฮปปี้กับมันมาก ๆ และไม่คิดว่าจะเบื่อมันง่าย ๆ หรืออะไรที่เคยทำให้คุณกลับมาอยู่ในมู้ดดี ๆ มันไม่ช่วยคุณแบบที่เคยเป็นมาอีกต่อไป มันหมายรวมถึงทุกอย่างในชีวิตประจำวันไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กน้อยแค่ไหน ไม่ว่าจะเป็นงานอิดเรกที่คุณชอบ สัตว์เลี้ยงตัวโปรด ร้านเบียร์สุดชิล มุมหลบพักไว้เลียแผลใจในร้านประจำของคุณ กับข้าวโปรดร้านดัง ถ้าคุณเคยทำสิ่งเหล่านั้นแล้วมีความสุข ช่วยให้แต่ละวันของคุณมีความหมาย ช่วยให้คุณอยากตื่นขึ้นมาทำอะไรหลาย ๆ อย่าง แต่มันกลับกลายเป็นอะไรที่น่าเบื่อ กลายเป็นวันเนือย ๆ อีกวันนึง ลองทดข้อนี้ไว้ในใจ ว่าคุณเจอแล้วหนึ่งสัญญาณ นอนไม่หลับ / หลับไม่สนิท บางครั้งความกังวลใจ ความเครียด มันมาแบบเราเองก็ไม่รู้ตัว บางคนก็เครียดเป็นปกติจนไม่รู้ว่าตัวเองเครียด หรือบางคนเป็นคนมองโลกในแง่ดี อาจจะคิดว่าตัวเองไม่ได้เครียดหรอก แค่อารมณ์ไม่ดีไปบ้างแค่นั้น แต่สิ่งที่เรารู้ตัวแน่นอนคือการนอนของเรา ความเครียดนั้นส่งผลต่อการนอนหลับของเราโดยตรง ไม่ว่าจะมีเรื่องกังวลใจก่อนนอน หรือสะสมมาทั้งวันก็ตาม อาจทำให้เรานอนไม่หลับ มาหลับในตอนเช้า นอนได้น้อย
หลังจบ ‘GARAGE’ พื้นที่ใหม่ที่ UNLOCKMEN ตั้งใจสร้างขึ้น เพื่อให้สหายชาว UNLOCKMEN ทุกคนได้มีโอกาสเยี่ยมเยียน MAN CAVE ของเรา พร้อมมอบประสบการณ์ UNLOCK ในรูปแบบที่ใกล้ชิดมากกว่าการอ่านผ่านตัวหนังสือ เข้ามารวมตัวกันนั่งพูดคุยหรือสัมผัสเรื่องที่คุณไม่เคยรู้ด้วยกันกับเราแบบถึงพริกถึงขิง ซึ่งหนนี้เราว่าด้วยเรื่องของการเอาชนะขีดจำกัดขั้นแรกอย่าง “ความกลัว” ด้วย “ความรู้” ด้านการเงิน กับเรื่องที่ใกล้ตัวที่เราได้ยินมันมาตลอด แต่อาจจะไม่เข้าใจมันอย่างทะลุมากพอ นั่นก็คือ “BLOCKCHAIN” คำจ่อปลายหูที่หลายคนได้ยิน แต่ยังไม่มีโอกาสเข้าใจมันอย่างลึกซึ้ง ส่งผลให้เกิดความกลัวที่จะสัมผัสมัน อาจจะทำให้เราพลาดโอกาสดี ๆ จากเทคโนโลยีใหม่ ๆ ไป บวกกับหลายเสียงที่ e-mail มาถามเราว่า ‘พอจะเข้าใจ Bitcoin แต่ไม่รู้ว่ามันเกี่ยวกับ Blockchain ยังไง มันเกิดจากอะไร มันเป็นของใคร’ พอไม่รู้ก็เลยไม่กล้าลงทุน ในขณะที่ราคา Bitcoin พุ่งไปไกลจนหลายคนตามไม่ทัน คิดได้ดังนั้น เราก็เลยเชิญกูรูด้านนี้โดยเฉพาะ ให้มาอธิบาย พูดคุยกันให้กระจ่าง ด้วยการเชิญคุณ Alan Lee – Blockchain Developer บินตรงดิ่งมาจากสิงคโปร์
เป็นปัญหาใหญ่สำหรับนักออกแบบ ตากล้อง หรือใครก็ตามที่ต้องใช้ iMac ในการทำงาน แม้ประสิทธิภาพจะจัดว่าเด็ดตามประสา apple หน้าจอจะแจ่มชัดจัดเต็มแค่ไหน แต่เมื่อต้องไปทำงานออกกองแบบ on-site หรืออยากจะแบกคอมไปจบปัญหาแก้งานแก้สีต่อหน้าลูกค้า ครั้นจะแบก iMac ไปก็ทุลักทุเลเหลือรับ ถามใครที่เคยแบกไปจะรู้ดีว่าการต้องยัด iMac ใส่กล่องหอบขึ้นรถไฟฟ้ามันเหมือนฝันร้ายชัด ๆ วันนี้เรามีทางออกมาบอกกล่าวชาว iMac User โดยเฉพาะ นั่นคือ Lavolta Carrying Case Bag กระเป๋าที่ถูกออกแบบมาเพื่อบรรจุ iMac สะพายอย่างเหนือชั้น Lavolta Case Bag เป็นกระเป๋าที่ผลิตแบบ handmade อย่างดี ภายนอกดีไซน์สวยงาม ภายในมีผ้า Microfiber นุ่ม ๆ คอยรองรับหน้าจอไม่ให้มีรอยขีดข่วย และรองรับแรงกระแทกได้ประมาณหนึ่ง มีหน้าที่ห่อหุ้ม iMac ได้แบบง่าย ๆ ใน 3 ขั้นตอน สวมเข้าจากด้านล่าง เอาขาตั้งลอดเข้าไปในหูหิ้ว ดึงกระเป๋าขึ้นคลุมถึงจอด้านบน จากนั้นก็รูดซิปปิดเป็นอันเสร็จพิธี ยังไม่จบแค่นั้น
เมื่ออุปสรรควิ่งเข้าใส่ คนส่วนใหญ่หมดเวลากับการวิ่งหนีมัน ซึ่งถ้าหลบหลีกสำเร็จสิ่งที่เราได้กลับมาก็มีแค่ความโล่งใจที่รอดเรื่องนี้ไปได้แบบจวนตัวครั้งต่อครั้ง พอเจอกำแพงแห่งใหม่เราก็ต้องวิ่งหลบมันไปเรื่อย ๆ แม้ไม่เจ็บตัวแต่ก็ไม่ได้อะไรกลับมา แต่ UNLOCKMEN อยากให้คุณลองเผชิญหน้ากับกำแพงสักครั้ง เดินเข้าไปจ้องตากับปัญหาตรง ๆ แล้วเราจะรู้ว่าเส้นทางที่ดูเหมือน “ตัน” มันมีรางวัลที่ไม่สามารถซื้อขายได้จากที่ไหน ซึ่งจะเป็นสเตปสร้างคนตัวเล็กอย่างเราให้กลายเป็นคนยิ่งใหญ่เหนือคนอื่น! UNLOCKMEN ขอแนะนำ 5 อุปสรรคที่คุณต้องยิ้มรับและวิ่งเข้าชาร์ตเมื่อเจอมันไม่ว่ามันจะน่ากลัวขนาดไหน เพราะเมื่อคุณเอาชนะมันได้มันจะตอบแทนคุณด้วยผลลัพธ์เกินคาด อุปสรรคแห่ง “ความห่วย” ปัญหาแรกที่เราทุกคนต้องเจอคือ “ความห่วย” ยอมรับกันตรง ๆ ว่าเราทุกคนไม่ได้เก่งไปทุกอย่าง อย่างที่มีคนบอกไว้ว่าคนเก่งวิทย์อาจจะไม่เก่งภาษา แต่ถามว่าคนที่เก่งทั้ง 2 อย่างมีไหม มันก็มี ซึ่งเขาอาจจะไม่ได้เก่งมาตั้งแต่เกิด แต่เมื่อเจอปัญหาเรื่องทักษะไม่ถึง ก็แค่ปรับมุมมองมาตั้งหลักความคิดเชิงรุก วันนี้กูไม่เก่ง คำตอบมันง่ายมาก “มึงก็แค่ต้องทำให้ตัวเองเก่ง” ดังนั้น การเข้าคอร์สหรือแบ่งเวลาไปพัฒนาตัวเองตั้งแต่วันนี้จะดีกว่า เพราะสิ่งที่ได้กลับมามันไม่ใช่แค่ทักษะแต่เป็นโอกาสในการใช้ชีวิต งานที่ดี และการมีคุณภาพชีวิตที่ดี อุปสรรคแห่ง “ความยาก” ความยากมันเหมือนยาขม หลายคนรู้ว่างานหรือสิ่งที่กำลังทำอยู่ ทำให้มันพ้น ๆ ไป มันได้ผลดีเหมือนกัน แต่ถ้าเติมความยุ่งยากอีกหน่อย ผลลัพธ์มันจะดีกว่าเดิมเยอะ
“งานโคตรยุ่งเลยว่ะ ไม่มีเวลาทำอย่างอื่นเลย” นี่เป็นข้ออ้างอันดับต้น ๆ ของผู้ชายที่ Work Hard Play Hard ซึ่งข้ออ้างง่าย ๆ นี้ทำให้เราพลาดอะไรหลายต่อหลายอย่างในชีวิตแบบไม่รู้ตัว เราพลาดเวลาออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่ดี เราพลาดเวลาไปเฮฮากับเพื่อนฝูงเพื่อความสัมพันธ์ที่ดี เราพลาดเวลาทำสิ่งที่เราชอบเพื่อเติมเต็มความฝัน เราพลาดแทบทุกอย่างในชีวิตเพียงเพราะคำว่า “ไม่มีเวลา” เคยถามตัวเองบ้างไหมว่าที่ “ไม่มีเวลา” จริง ๆ หรือเราแค่ตัดโอกาสตัวเองออกจากสิ่งต่าง ๆ อย่างคนขี้แพ้กันแน่? UNLOCKMEN บอกได้เลยว่าหลังจากที่อ่านเรื่องราวการจัดสรรเวลา“กฎ 168 ชั่วโมงต่ออาทิตย์” นี้จบ เราจะมอง “เวลาในชีวิต” ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ประหยัดเวลาเพื่อมีเวลา? Laura Vanderkam คือนักเขียนผู้เชี่ยวชาญเรื่องการบริหารเวลา เรื่องราวของเธอโคตรน่าสนใจ ตอนแรกเธอก็ดั้นด้นพยายามหาเวลาเพิ่มเหมือนเรา ๆ ทุกคนนี่แหละ โดยทริคที่เธอสนใจก็คือการประหยัดเวลาเพื่อเพิ่มเวลา สมมติว่าเราซื้ออาหารสำเร็จรูปมาอุ่นแล้วมันเขียนว่าอุ่น 3-4 นาที เราก็อุ่นมันแค่ 3 นาที เพื่อประหยัดเวลา 1 นาทีไว้ไปทำอย่างอื่น หรือถ้าเราติดละครสักเรื่องแทนที่จะดูมันฉายทางโทรทัศน์สด ๆ เราก็ดูย้อนหลังแทน เพราะจะประหยัดเวลาที่ต้องเสียไปกับการดูโฆษณาได้รวม ๆ
การประชุมเป็นเรื่องที่จะเลี่ยงไม่ได้เลยในทุกออฟฟิศ เพราะมันคือการ Brainstorm ช่วยให้เราได้เห็นการทำงานในภาพรวมจากทุกคน แต่ประชุมทีไร มันเละเทะทู้กกกกที พูดเรื่องนู้นที เรื่องนี้ที ข้ามไปข้ามมา สุดท้ายแล้วมึนทั้งคนฟัง ทั้งคนนำประชุม วันนี้ UNLOCKMEN จะมาแนะนำเทคนิคเจ๋ง ๆ ที่ช่วย Improve การประชุมให้มีประสิทธิภาพ ไม่ตกหล่นประเด็นไหนที่สำคัญไป ถามไถ่ความต้องการของคนในทีม ถ้าหากต้องการให้ทุกคนรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันภายในทีม เราต้องให้ทุกคนมีความเชื่อมโยงกันและมีความสำคัญเท่า ๆ กันในทุกหน้าที่ ให้ทุกคนเสนอไอเดียที่ตัวเองมี หรือความต้องการที่อยากจะนำเสนอในที่ประชุม เคาะออกมาเป็นหมวดหมู่แล้วนำเสนอในที่ประชุม โดยทุกครั้งอย่าลืมเอ่ยชื่อเจ้าของไอเดียด้วย ถือว่าเป็นการให้เกียรติและไม่เอาความดีความชอบมาไว้ที่ตัวคนพูดในที่ประชุมเพียงคนเดียว Main Idea สิสำคัญ ลองหาเวลาคุยกันเองในทีมแบบจริงจังก่อนเข้าประชุม หาจุดยืนของทีมจากไอเดียทั้งหมดที่เสนอรวม ๆ กันแล้วตกตะกอนออกมาเป็นไอเดียหลักให้ได้ แล้วค่อยต่อยอดออกมาเป็นประเด็นเล็ก ๆ ทีหลัง แต่เนื้อหาต้องเกี่ยวข้องกันกับประเด็นใหญ่ หรือถ้าไม่เกี่ยวก็ต้องบอกให้ชัดเจนว่ามันคนละส่วนกัน เพื่อป้องกันความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนในที่ประชุม เตรียมพร้อมตอบคำถาม หาจุดอ่อนที่อาจจะโดนโจมตีในประเด็นที่เราจะนำเสนอ เจอแล้วอย่าปล่อยผ่าน หาคำตอบข้อแก้ต่างมาให้พร้อม หรือถ้ายังหาทางออกไม่ได้ ก็ต้องเตรียมคำตอบที่น่าเชื่อถือแบบไม่ใช่ตอบส่ง ๆ หรือขอไปที และอย่าลืมเน้นย้ำจุดแข็งของประเด็นที่เราเสนอแบบมั่นใจ ทีมพร้อม ข้อมูลแน่น ทุกคนในทีมจำเป็นต้องรู้ข้อมูลเบื้องต้นของประเด็นที่จะเสนอ ไม่ว่าจะเป็น ที่มาที่ไป
ไม่มีใครที่ต้องการให้งานล่ามขาตลอดเวลา เพื่อน ๆ ชาว UNLOCKMEN ส่วนใหญ่เองก็คิดว่าการผูกชีวิตกว่า 8 ชั่วโมงไว้ในออฟฟิศมันไร้อิสรภาพและไร้สาระสิ้นดี เราเองก็เห็นด้วยเพราะมันมีการบริหารเวลาที่ได้ผลและได้งานมากกว่าอย่างที่เราเคยบอกไว้ แต่นั่นมันเป็นปัญหาเฉพาะเรื่องเวลา อย่าเพิ่งเอามันมาเหมารวมกับการปรับเปลี่ยนสถานที่ทำงานขวัญใจมหาชนของคนยุคนี้ตามคำยอดฮิตว่า “ทำงานที่ไหนก็ได้” หรือการไม่เข้าออฟฟิศแล้วทำงานจากที่บ้านนั่นล่ะ เพราะแม้จะมีคนออกมาบอกข้อดีจำนวนมหาศาล อย่างการแอบงีบเพิ่มพลังตอนไหนก็ได้ เลือกเวลาทำงานได้ ไม่ต้องเดินทาง ลดความเครียด ฯลฯ แต่ความจริงมันอาจเป็นเพียงการนำเสนอข้อมูลด้านเดียว เพราะนักวิจัยจากองค์การแรงงานระหว่างประเทศองค์การสหประชาชาติ (UN’s International Labour Organisation) เขาออกมาเผยผลวิจัยแล้วว่าด้านเสียของมันก็มีนะนาย “ชักน้ำเข้าลึก ชักศึกเข้าบ้าน” น่าจะเป็นคำอธิบายได้ดีที่สุด เพราะด้านเสียที่ ILO ออกมาบอกมันคือ “การนอนไม่หลับและการเพิ่มระดับความเครียด” หรือไอ้สิ่งที่พวกเราเพิ่งบอกไปว่าจะทำเพื่อหนีมันทุกวิถีทาง โดยได้จากผลจากศึกษาจากพฤติกรรมของมนุษย์ทำงานที่บ้าน 15 ประเทศ ได้แก่ สหราชอาณาจักร, เบลเยี่ยม, ฝรั่งเศส, ฟินแลนด์, เยอรมนี, ฮังการี, อิตาลี, เนเธอร์แลนด์, สเปน, สวีเดน, อาเจนตินา, บราซิล, อินเดีย, ญี่ปุ่น และอเมริกา แบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่
ที่ทำงานของคุณเป็นยังไงบ้าง ? พอเจอคำถามนี้เข้าไป ลองมองไปรอบ ๆ ตัวไม่ว่าจะเป็นบรรยากาศ การเดินทาง เพื่อนร่วมงาน และหัวหน้า หากคุณรู้สึกไม่โอเคกับสักสิ่ง ก็เป็นสัญญานว่าเริ่มใช้ชีวิตการทำงานลำบากมากขึ้นแล้วล่ะ หากเป็นสภาพแวดล้อมก็ยังพอทนไหว แต่สำหรับคนรอบตัวในที่ทำงานนี่สิที่ยาก จะบอกว่าไม่ต้องสนใจสิวะ! ทำงานของเราไป แต่ถ้าคนนั้นเป็น “เจ้านาย” ล่ะ ? เราคงช่างมันไม่ได้หรอกนะ จะมีปัญหากับใครก็ได้ แต่จะมีปัญหากับเจ้านายไม่ได้! UNLOCKMEN จะช่วยหาทางออกให้สำหรับคนที่เตรียมจะงัดกับหัวหน้าอยู่หลายระลอก ลองสันติวิธีที่ไม่ต้องงัดกันให้เสียความสัมพันธ์กันดีกว่า สังเกตท่าที คุณอาจยังไม่แน่ใจว่าตกลงบอสคิดยังไงกันแน่ ลองสังเกตสิ่งเหล่านี้ดู ด้วยวุฒิภาวะของความเป็นหัวหน้าคงไม่มีใครบอกกันโต้ง ๆ ว่า “เฮ้ย ! ไม่ชอบขี้หน้าคุณเลยว่ะ” แต่อาจจะแสดงออกด้วยท่าทีอย่างอื่นแทน ไม่ว่าจะเป็นภาษากายอย่างสายตา ท่าทาง หรือจะเป็นคำพูด ที่เป็นอะไรที่ดูออกง่ายกว่าพอสมควร ถ้าใครไม่ถูกชะตากับเรา และยิ่งถ้าเป็นหัวหน้า งานในมือคุณก็จะถูกเพ่งเล็งเป็นพิเศษ ลองสังเกตคำพูดประเภท “อย่าลืมนะ ว่าต้องทำนี่ นี่ แล้วค่อยไปนี่” “คุณลองทำแบบนั้นดีกว่ามั้ย?” ถ้าหากคุณรู้สึกว่าถูกเพ่งเล็งนั่นหมายความว่าคุณอาจไม่ได้รับความไว้วางใจให้ทำงานนั้นมากพอ แล้วมาดูวิธีรับมือในข้อต่อไป แสดงความกระตือรือร้น ทุกครั้งที่มีการเริ่มโปรเจกต์ใหม่ แสดงให้บอสเห็นว่าคุณเตรียมตัวมาบ้างแล้ว ทำเท่าที่ทำได้แบบเป็นธรรมชาติของคุณ ไม่จำเป็นต้องมาแน่นปึ้ก 100%
ชีวิตวัยทำงานอยู่ในลูปเดิม ๆ ตื่น ทำงาน กลับบ้าน นอน ฟังดูอาจจะน่าเบื่อแต่ถ้าหากเรามีความสุขกับงานที่ทำ สภาพแวดล้อมดี เพื่อนดี เจ้านายดี ถือว่าเราโชคดีไปที่ไม่มีอะไรมาทำให้ลูปเดิมที่ต้องเจอไปอีกแสนนานมันน่าเบื่อขึ้นมา แต่ความเป็นจริงทุกคนไม่ได้โชคดีแบบนั้น อาจเจอเพื่อนไม่ดีบ้าง เจ้านายไม่ดีบ้าง หรือแม้แต่งานที่ทำเองก็เถอะ จะพาให้หมดไฟ หมดใจ กันไปแบบง่าย ๆ ถ้าหากคุณเป็นหนึ่งในนั้น แต่ยังไม่อยากถอดใจ อยากหาทางออกให้ตัวเองแบบไม่กระทบคนอื่น วันนี้ UNLOCKMEN ขอแนะนำเทคนิคดี ๆ ให้เราเปลี่ยนโต๊ะทำงานให้เหมือนนั่งทำงานที่บ้าน ไหน ๆ ก็เปลี่ยนคนอื่นมันยากนัก จะเปลี่ยนตัวเองก็ยากกว่า เปลี่ยนโต๊ะแม่งนี่แหละ ง่ายสุด ไม่มีปากมีเสียงด้วย หามุมสีเขียวไว้พักสายตา มุมสีเขียวสักมุมให้เราได้รู้สึกใกล้ชิดธรรมชาติมากขึ้น จะได้หายใจหายคอได้แบบโล่งขึ้นมาหน่อย พักสายตาล้า ๆ จากจอคอมพ์ฯย้ายมาที่มุมผ่อนคลายของเรา จะได้เยียวยาทั้งสายตาทั้งอารมณ์ ถ้าหากการเอาต้นไม้จิ๋ว ๆ มาวางมันดูจะเป็นเรื่องใหญ่เกินไป ขี้เกียจรดน้ำ ดินหก มดขึ้น เราขอแนะนำ สวนในโหลแก้ว ที่เดี๋ยวนี้มีชุด kit ให้เราได้ตกแต่งเองตามสไตล์แบบง่าย ๆ และ หญ้าเทียมสติกเกอร์ มีขายตามร้านเครื่องเขียน ที่เอาไว้ใช้ในงานโมเดลอาคาร
สมัครเข้าบริษัทไหน ๆ เขาก็ยืนยันชัดเจนว่าเวลาทำงานต้อง 8 ชัวโมงเป๊ะ บวกกับเวลาพักกินข้าว 1 ชั่วโมง เท่ากับ 9 ชั่วโมงทำงานและพักที่ผู้ชายอย่างเราต้องใช้ไป แต่เคยสงสัยไหมว่าไอ้วิธีการทำงานด้วยสัดส่วนแบบนี้มันเวิร์คจริง ๆ หรือ? มันทำให้ประสิทธิภาพการทำงานพุ่งกระฉูดได้สุดจริงหรือเปล่า? UNLOCKMEN ประกาศตรงนี้เลยแล้วกันว่า “ไม่จริง!” แล้วมันต้องทำงานแบบไหนที่ผู้ชายอย่างเราจะได้งานอย่างจริงจัง? วิธีคิดเรื่องการทำงาน 8 ชั่วโมงต่อวันไม่ใช่แค่เป็นความคิดสุดล้าสมัย (ที่ใคร ๆ ก็ยังใช้อยู่) แต่ยังไม่ได้ผลการทำงานอย่างเต็มที่อีกด้วย แต่ถ้าเราสงสัยว่า “อ้าว ถ้ามันไม่เวิร์คแล้วมันมีที่มาจากไหนล่ะ?” คำตอบที่จะมอบให้ก็ต้องย้อนกลับไปตั้งแต่สมัยปฏิวัติอุตสาหกรรมช่วง ค.ศ. 1750 ถึง ค.ศ. 1850 นู่นเลย กฎการทำงาน 8 ชั่วโมง ถูกกำหนดขึ้นมาเนื่องจาก แรงงานในโรงงานต้องทำงานห่ามรุ่งหามค่ำอย่างไม่เป็นธรรม การทำงาน 8 ชั่วโมงจึงถูกกำหนดขึ้นมาเพื่อกำหนดการทำงานอย่างมีมนุษยธรรมมากขึ้น แต่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพในปัจจุบันแต่อย่างใด พูดง่าย ๆ ว่าวิธีการทำงานที่คิดขึ้นเมื่อ 2-3 ร้อยปีก่อน นอกจากมันจะไม่เวิร์คแล้ว มันยังฉุดรั้งการทำงานของเราอีกด้วย โดยการศึกษาของบริษัท Draugiem Group
บทความนี้สร้างสรรค์ขึ้นให้กับคนที่ท่อความคิดกำลังตันกระจุกเป็นคอขวดเหมือนการจราจรช่วง prime time แต่เจ้านายดัน assign มาให้ช่วยคิดให้หน่อยเพราะหวังพึ่งความครีเอทของพวกเรา หรือบรรดาฟรีแลนซ์ทั้งหลายที่ลูกค้าแสนดีมีบรีฟแน่นแล้วอยากให้คุณช่วยแปลงบรีฟให้ออกมาเป็นเรื่องเฉียบเหมือนไม่เคยปรากฏมาก่อนในจักรวาลแห่งนี้ ไม่ต้องไปบนบานศาลกล่าวที่ไหน เพราะเราเอามาแบ่งแล้วที่นี่ แต่ก่อนอื่นอธิบายหลักการก่อน ว่าทำไมความคิดตันมันสร้างได้ งานนี้เราไม่ได้มโนขึ้นมาแต่มีวิทยาศาสตร์มารองรับ เขาบอกว่าจริง ๆ แล้วเบื้องหลังความคิดสร้างสรรค์ของเรามันมีที่มา สมองของเราจะมีคลื่นสมองสำหรับสร้างไอเดียที่มีชื่อว่า “Theta wave” (ความถี่ระหว่าง 4 – 7.9 Hz) เป็นคลื่นความถี่ต่ำที่ช่วยสร้างความคิดสร้างสรรค์ เพราะฉะนั้น 4 วิธีที่เราเอามาฝากต่อไปนี้มันก็คือวิธีปลุกขุมพลังสร้างคลื่นความถี่ตัวนี้นั่นเอง 1. ใช้สมอง นั่งสมาธิ วิถีของอิคคิวซังในการ์ตูนมันไม่ใช่เรื่องหลอก การนั่งสมาธิมันจะนำเราไปสู่การสร้าง Theta State ซึ่งพาเราเข้าไปเชื่อมถึงจิตใต้สำนึก แล้วการนั่งสมาธิหรือการตั้งจิตให้เกิดสมาธิมันก็เป็นกิจกรรมที่เราทำได้ทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นที่บ้านหรือที่ทำงาน ถามว่าเราจะเชื่อมจิตใต้สำนึกไปเพื่ออะไร ก็เพื่อไปค้นไอเดียไง ไอเดียมันซ่อนอยู่ในนั้น แต่แทคติกนี้บอกก่อนว่ามันจะใช้ไม่ได้ถ้าเราเครียด หรือจิตไม่สงบเอาเสียเลย คำเตือนคือข้อนี้ทำงานแบบไก่กับไข่ ว่าง่าย ๆ คือไม่ร้อนรน ปล่อยชิล เดี๋ยวก็ได้ไอเดีย แต่ถ้าใครรู้ตัวว่าฝึกจิตให้ทำงานทันใจไม่ได้ ยิ่งตั้งสมาธิยิ่งชิบหาย แล้วกูก็รีบเหลือเกิน แอบไปฝึกวิธีนี้ที่บ้านตอนว่าง ๆ ให้ชิน
เมื่อช่วงที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสไปงานรับปริญญาน้องชายของตัวเอง พอเห็นบรรยากาศแห่งความยินดี ช่อดอกไม้ รอยยิ้มของเพื่อนและคนที่มาแสดงความชื่นชม ก็แอบคิดไม่ได้ว่า ตัวผมก็ผ่านบรรยากาศแบบนี้มา 7 ปีกว่าแล้ว (นั่งนับผมหงอกของตัวเอง) ผมยังจำความรู้สึกในวันรับปริญญาของตัวเองได้ดี ผมคิดว่าตัวเองประสบความสำเร็จในชีวิตไปอีกก้าวหนึ่ง โดยไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจว่าโลกใบใหม่ โลกของความเป็นผู้ใหญ่ โลกของวัยทำงานที่กำลังจะเข้ามา มันจะแตกต่างจากเดิมจากหน้ามือเป็นหลังมือ เล่าเรื่องยาวให้เป็นเรื่องสั้น 7 ปีกว่าที่ผ่านมา โลกแห่งการทำงานมันให้บทเรียนดีๆหลายๆอย่างที่ประเมินค่าไม่ได้กับผม ซึ่งผมว่ามันคงจะดี ถ้ามีคนมาเล่าไอ้เรื่องแบบนี้ให้ผมฟังตั้งแต่แรก เมื่อคิดแบบนี้ เลยรู้สึกว่า เออ งั้นก็เอามันออกมาเล่าให้คนอื่นฟังเลยแล้วกัน จะได้ไม่มีคนมานั่งเสียดายเหมือนผมว่า “น่าจะรู้เรื่องนี้ตั้งแต่แรก” ซึ่งผมเชื่อมั่นว่าบทเรียนนี้จะช่วยประหยัดเวลาชีวิตและเปิดมุมมองใหม่ๆให้กับคุณได้ไม่มากก็น้อยอย่างแน่นอน ลองไปอ่านกันดู อย่าเลือกงานจากความสามารถที่ตัวเองมี แต่ให้เลือกจากความสามารถที่ตัวเองอยากจะมี ความรู้ที่ได้จากการเรียนไม่เคยเพียงพอต่อการทำงานจริง ในเมื่อมันไม่พออยู่แล้ว จะมีประโยชน์อะไรที่จะเลือกงานจากความสามารถที่ตัวเองมี นื่คือสาเหตุที่คุณควรเลือกงานที่จะช่วยฝึกคุณให้สร้างความสามารถเพิ่มในแบบที่คุณอยากได้แทน จงเข้าใจว่าเงินไม่ใช่ปัจจัยสำคัญที่สุดในตอนเริ่มต้น (ถ้าคุณยังไม่ต้องรับผิดชอบชีวิตของใครหลายคนน่ะนะ) อย่าเลือกงานที่ให้เงินเยอะกว่า จงเลือกงานที่ให้ความสามารถที่ตัวเองต้องการมากกว่า เมื่อมีความสามารถ เงินจะตามมาเอง Passion เป็นเพียงส่วนประกอบหนึ่งของความก้าวหน้าเท่านั้น งานที่เติมเต็มชีวิตต้องประกอบด้วย งานที่คุณอยากทำ + งานที่คุณทำได้ดี + งานที่สร้างประโยชน์ให้ผู้อื่น + งานที่สร้างรายได้ให้เพียงพอกับที่คุณต้องการ ไม่มีความฝัน ความสำเร็จของใครที่เหมือนกัน คุยกับตัวเองให้ดีๆ


