ในวันที่เรื่องดราม่าไม่ได้หยุดอยู่แค่ในชีวิตจริง แต่พันพัวมั่วซั่วได้แม้ในโลกโซเชียลฯ แถมดราม่าในอินเตอร์เน็ตนั้นซับซ้อนเข้าไปใหญ่เพราะกระจายสู่คนได้กว้างกว่า ไกลกว่า แถมคนแสดงความคิดเห็นได้หลากหลายมากกว่า ที่สำคัญคนยังลืมได้ยากมากขึ้นเพราะข้อมูลมันถูกส่งไปอยู่บนอินเตอร์เน็ตแล้ว ก็มีแนวโน้มว่าเรื่องดราม่าของเราจะคงอยู่ไปตลอดกาล ดังนั้น UNLOCKMEN ขอเสนอหน้าชี้หนทางว่าอะไรที่ไม่ควรทำเด็ดขาดเมื่อมีดราม่าเป็นของตัวเอง เพื่อให้ดราม่าจบลงแบบไม่แย่จนเกินไป อย่าหัวร้อน มือไว พิมพ์อะไรแบบไม่คิด เมื่อเกิดดราม่าสุดซับซ้อนในชีวิตเราขึ้นแล้ว อย่างแรกที่ต้องทำคือตั้งสติให้มั่น อย่าปล่อยให้หัวร้อนเป็นไฟแล้วมือไวใจเร็วด่าโต้ตอบกลับไปแบบไม่ใช้สมองคิด เพราะวิธีนี้มีแต่จะทำให้เรื่องราวเลวร้ายเข้าไปใหญ่ วิธีที่ดีที่สุดที่ UNLOCKMEN ขอแนะนำคืออยู่นิ่ง ๆ เข้าไว้ จะโต้ตอบอะไรก็ขอให้ผ่านการคิดตริตรองอย่างถี่ถ้วนแล้วเท่านั้น หรือทางที่ดีไม่โต้ตอบเลยก็คูลเข้าไปใหญ่ ยิ่งถ้าเป็นเรื่องที่คาบเกี่ยวกับกฎหมายด้วยแล้ว ไว้ไปให้การกันในชั้นศาลจะ ๆ ไปเลยจะดีที่สุด อย่าใส่ร้ายคนอื่นด้วยเรื่องโกหก รู้ว่าเวลาเจอดราม่าแล้วมันสุดโกรธ สุดโมโห โดยเฉพาะดราม่าที่มีคู่กรณีชัดเจนด้วยแล้ว มันยิ่งคันไม้คันมืออยากทำให้อีกฝ่ายล่มจมลงไป แต่ถ้าในสมองของเราดันคิดเรื่องเลว ๆ ของเขาไม่ออก แต่ก็ไม่วายอยากแต่งเรื่องโกหกพกลมไว้ใส่ร้ายป้ายสีคนอื่นเขา UNLOCKMEN ขออนุญาตสะกิดแรง ๆ แล้วบอกว่าอย่าทำแบบนั้นเด็ดขาด เพราะยิ่งทำแบบนั้นแล้วคนอื่นจับได้ว่าเราโกหก นอกจากจะพาลโกรธที่เราโกหก ยังพาลไม่เชื่ออะไรที่เราพูดหรือให้เหตุผลอีกต่อไป อย่าลืมว่าไม่ว่าเราจะโกหกเนียนแค่ไหน ความจริงก็คือความจริงอยู่วันยังค่ำ ยิ่งถ้าโกหก แต่งเรื่องไม่เนียนด้วยแล้ว ยิ่งจบตั้งแต่ยังไม่ทันอ้าปากเลยทีเดียว อย่าให้เพื่อนปากหมามามีอิทธิพลกับชีวิต สิ่งที่ต้องทำอันดับแรกคือจดจำไว้ว่า เพื่อนไม่ดีมีค่าเท่ากับทำให้ดราม่าพังลงไปกว่าเดิม รู้ว่ามีเพื่อนรักเยอะ รู้ว่าเพื่อนอยากให้กำลังใจ
ในวันนี้ถ้าเหนื่อย ถ้าเบื่อ เราสามารถหนีจากการเป็นตัวเองได้ โดยที่ตัวเองไม่ได้หายไปไหน! ทำยังไงล่ะ? ก็ให้คนอื่นมาเป็นเราแทนน่ะสิ! “ลาออกจากการเป็นตัวเอง” มันจะไม่ใช่วลีเอาเท่ในสเตตัส บน FACEBOOK อีกต่อไป UNLOCKMEN ขอเสนอนวัตกรรมที่โคตรล้ำ ที่ไม่รู้จะยิ้มหรือจะเบ้ปากกับมันดี อย่าง “Human Uber” มาดูกันว่ามันจะช่วยให้คนอื่นกลายเป็นตัวเราได้ยังไง เจ้าเครื่องนี้ถูกพัฒนาขึ้นมาโดย Jun Rekimoto นักพัฒนาชาวญี่ปุ่น เปิดตัวในอาทิตย์นี้ที่ The EmTech Conference โดยตัวเครื่องจะเป็นจอที่แสดงผลออกมาเป็นหน้าเรา แล้วไปใช้ชีวิตแทนเรา ด้วยการให้เราจ้างใครสักคนนึง มาใส่ไอ้เครื่องนี้แล้วก็แต่งตัวเป็นเรา ไปทำเรื่องสุดน่าเบื่อแทนเรา แนวคิดนี้มาจากการติดต่อสื่อสารทางไกลบวกกับการเคลื่อนไหวของร่างกายมนุษย์ คือเหมือนใช้เครื่องนี้ออกไปพบเจอผู้คนแทนเรา โดยที่เรายังพูดคุยด้วยเสียงของเราเอง แสดงสีหน้า ความรู้สึกด้วยใบหน้าของเราเองทั้งหมดได้ ผ่านเครื่องนี้แหละ โดยที่เราอาจจะนอนแอ้งแม้งอยู่บ้านก็ได้ ไม่ต้องอาศัยหุ่นยนต์แทนตัวเราเองด้วย พอจะนึกภาพออกแล้วสินะว่ามันทำงานยังไง มันอาจดูไร้สาระ ดูบ้าบอ แต่มันแสดงให้เห็นบางอย่างว่าชีวิตคนเราบางทีมันเหนื่อยแสนเหนื่อย ไม่ได้เหนื่อยจนอยู่ไม่ได้ แต่มันถึงจุดที่อยากนอนเฉย ๆ แล้วก็ F*ck The World ไม่ต้องสนใจอะไรบ้าง ทิ้งภาระไว้ข้างหลังบ้าง แต่ด้วยชีวิตมันต้องดำเนินต่อ เลยไม่อาจทำได้ จนมันสะท้อนออกมาในรูปอินโนเวชั่น