ไม่แน่ ด้วยเทคนิควิธีการเหล่านี้ อาจสามารถทำให้คุณเป็นหนึ่งในนักเจรจาที่น่าสนใจในอนาคตก็ได้นะครับ
เสียงเพลงนอกจากจะมอบความบันเทิงให้กับผู้ฟังแล้ว แต่ในหลาย ๆ ครั้งมันก็เป็นข้อความของความรู้สึกจากภายใน หรือแม้กระทั่งเป็นการเรียกร้องอะไรบางอย่างผ่านเนื้อหาที่สื่อสารออกมาเช่นกัน หนี่งในเพลงเหล่านั้นคือ “Fuck Tha Police” เพลงสุดอื้อฉาวแห่งยุค 80’s จากคณะโอลด์สคูล ฮิพฮอพ ในตำนานนามว่า N.W.A. บทเพลงต่อต้านการกดขี่ข่มเหงคนผิวสี ท่อนบีท, เสียงเทิร์นเทเบิ้ล และการพ่นท่อนแร็ป คือส่วนผสมทางดนตรีที่ผลิตออกมาจาก 6 สมาชิกตัวจี๊ดของ N.W.A. ประกอบไปด้วย Eazy-E, Ice Cube, Dr.Dre, Mc Ren, DJ Yella และ Arabian Prince จนออกมาเป็นอัลบั้ม Straight Outta Compton ในปี 1988 พวกเขาคือกลุ่มเด็กหนุ่มที่เต็มไปด้วยอารมณ์สุดเดือดดาล มีทั้งความสดและความเรียล กล้าที่จะ Express ความคิดเห็นบางอย่างออกมาแบบไม่ต้องแยแสสนใจหรือเกรงกลัวอำนาจใด ๆ ทั้งสิ้น โดยเฉพาะในเพลง “Fuck The Police” ที่พวกเขาได้ถ่ายทอดความเก็บกดจากการถูกกดขี่และความอยุติธรรมจากบรรดาเจ้าหน้าที่ตำรวจเพียงเพราะว่าพวกเขาเป็น “คนผิวสี” ทุก
Street Art ผลงานศิลปะข้างถนนที่หลายคนอาจจะมีมุมมองด้านลบกับมัน รู้สึกกับมันเป็นเพียงสิ่งที่สร้างความเลอะเทอะให้กับสังคม แต่แท้จริงแล้วผลงาน Street Art เช่นในสายของ Graffiti กลับมีความหมายหลาย ๆ อย่างซ่อนอยู่ในผลงานศิลปะข้างถนนเหล่านั้น มีทั้งความฝัน แรงบันดาลใจที่ใส่ลงไปในกระป๋องสเปรย์และถูกถ่ายถอดออกมาลงบนผืนกำแพงในที่รกร้าง และลวดลายเหล่านั้นมันมีส่วนช่วยให้พื้นที่ต่าง ๆ ในสังคมมีความหมายมากขึ้นกว่าที่เคยเป็น Temporary West คือหนึ่งในกลุ่มที่สร้างสรรค์ผลงาน Street Art ที่เริ่มต้นจากความชอบจนต่อยอดไปสู่การพัฒนาชุมชนทั่วไป รวมไปถึงในพื้นที่บ้านเกิด จนได้รับการยอมรับจากสังคม พวกเขามารวมตัวกันได้อย่างไร? อะไรคือเป้าหมายในการสร้างผลงานศิลปะที่ไร้ขอบเขต? มาทำความรู้จักพวกเขาไปพร้อม ๆ กันครับ TEMPORARY WEST การรวมตัวของเพื่อน “พวกเราเป็นกลุ่มเพื่อนที่ชวน ๆ กันมาทำงานครับ มารวมตัวกันช่วงทำโปรเจกต์ Art Town ที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ แต่มันไม่สนุกถ้าทำคนเดียว ก็เลยชวน ๆ เพื่อนกันมารวมตัวกัน พอรวมกันเยอะๆ มันรู้สึกคลิกกัน ก็เลยตัดสินใจรวมกันเป็นกลุ่ม หลังจากนั้นก็ทำกันมาเรื่อย ๆ เลยครับ” “ส่วนชื่อกลุ่มได้มาจากในกรุ๊ปไลน์ครับ ที่ตั้งว่า ‘Temporary West’ เพราะว่าเราได้ไปทำกิจกรรมกันที่ประจวบคีรีขันธ์
ช่วงนี้การลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset) กำลังเป็นเทรนด์ที่นักลงทุนทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่ต่างให้ความสนใจ หลายคนหวังทำกำไรจากการครอบครองสกุลเงินคริปโต (Cryptocurrency) เช่น Bitcoin (BTC), Ethereum (ETH) หรือ Cardano (ADA) และมีหลายคนเช่นกันที่ผันตัวเองมาเป็น ‘นักขุดคริปโต’ (Cryptocurrency Miner) ส่งผลให้การ์ดจอคอมพิวเตอร์กลายเป็นของมีราคาและหายากมากขึ้น UNLOCKMEN จึงอยากพาทุกคนไปรู้จักกับอาชีพใหม่ Cryptocurrency Miner พร้อมแนะนำเคล็ดในการตัดสรรเครื่องชุดเพื่อให้ทุกคนสามารถเริ่มเข้าสู่วงการขุดได้ตั้งแต่วันนี้ การขุดคริปโต คือ อะไร เวลาเกิดการตัดสินใจลงทุนในสกุลเงินคริปโต เช่น มีคนซื้อใช้เงินซื้อเหรียญคริปโต ข้อมูลเกี่ยวกับการลงทุนดังกล่าวจะถูกจัดเก็บในรูปแบบของ Block ใน Blockchain ของคริปโตนั้น ๆ แต่เนื่องจาก Blockchain เป็นระบบที่ไม่มีตัวกลางในการตรวจสอบการทำธุรกรรม Block จึงไม่สามารถเกิดขึ้นโดยไม่ผ่านการตรวจสอบ ต้องมีคนในเครือข่ายมาทำหน้าที่ตรวจสอบการทำธุรกรรมดังกล่าว หรือ ที่เราเรียกคนกลุ่มนี้ว่าเป็น ‘นักขุด’ (Miner) พวกเขาต้องมาแข่งกันแก้สมการคณิตศาสตร์ที่มีความซับซ้อนสูงโดยใช้พลังประมวลผลของคอมพิวเตอร์ เพื่อหาเลข ‘Hash Number’ ของ Block ที่กำลังถูกสร้างใหม่ขึ้น หากคอมเครื่องไหนมีความสามารถในการประมวลผลที่ดีที่สุดจนสามารถแก้ไขสมการได้เป็นเครื่องแรก เจ้าของคอมเครื่องนั้นจะได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินคริปโต
หากจะพูดถึงเมืองแมนเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษ หลาย ๆ คนน่าจะนึกถึงสโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และแมนเชสเตอร์ ซิตี้ แต่แท้จริงแล้วเมืองแห่งนี้ได้ผลิตศิลปินสุดเจ๋งมาประดับวงการดนตรีมากมาย และหลาย ๆ วงก็เข้าขั้นระดับตำนานไปแล้ว จนถึงขนาดมีการใช้คำจำกัดความวงดนตรีที่มาจากเมืองนี้ว่า “แมดเชสเตอร์ (Madchester)” Unlockmen ขอพาทุกคนไปท่องโลกของเสียงกีตาร์แตกพร่าและความเกรี้ยวกราดจาก 5 วงร็อกยุค 80’s และ 90’s สุดเจ๋งจากเมืองแมนเชสเตอร์ 1. OASIS ชื่อของ Oasis คงไม่มีใครไม่รู้จัก วงร็อกที่นำโดยสองพี่น้อง Gallagher ได้แก่ “Liam” และ “Noel” ผู้มีฝีปากกล้าแกร่งเกินจะจินตนาการ แต่ความปากดีของพวกเขาคงจะส่งให้วงโด่งดังจนก้าวข้ามมาเป็นระดับตำนานไม่ได้หากตัวดนตรีมันไม่เจ๋งพอ Oasis สร้างปรากฎการณ์มากมายให้กับวงการดนตรีบริตป๊อปในยุค 90’s ทันทีที่พวกเขาวางจำหน่ายอัลบั้มแรก “Definitely Maybe” (ปี 1994) ก็สามารถทุบสถิติอัลบั้มเดบิวต์ที่ขายได้รวดเร็วมากที่สุดในประเทศอังกฤษ รวมไปถึงการได้แสดงคอนเสิร์ต 2 วัน 2 คืน ที่ Knebworth ท่ามกลางคนดูรวมกันมากกว่า 250,000 คน
ก่อนหน้านี้ทุกสำนักรีวิวต่างยกให้ Cayman GT4 เป็น 718 ที่ดีที่สุด ดีไม่แพ้ 911 แต่ปัจจุบันตำแหน่งนั้นคงต้องเปลี่ยนมือเสียแล้ว เพราะนี่คือโมเดลที่จัดจ้านยิ่งกว่าในบอดี้ 718 ที่มากับราคาเท่า 911 Turbo S เป็นเวอร์ชั่นที่เต็มที่สุดทุกด้านด้วยเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดเท่าที่ Porsche มี จนเราต้องถามตัวเองว่า 911 ยังจำเป็นไหมต่อจากนี้ Porsche เปิดตัว 718 Cayman GT4 RS ครั้งแรกกับรหัสที่ร้อนแรงที่สุดของ 718 Cayman รถสปอร์ต mid-engined น้องเล็กแต่ขุมพลังไม่เล็กตาม หันมาใช้เครื่องยนต์ความจุ 4.0 ลิตร NA flat-six ที่ยืมมาจากรุ่นพี่ใหญ่ 992-gen 911 GT3 ในบอดี้ที่เล็กกว่า จึงให้สมรรถนะที่ดีกว่าเป็น 493 แรงม้า แรงบิด 450 นิวตันเมตร สามารถลากรอบได้ถึง 9,000 rpm กับน้ำหนักตัวที่เหลือเพียง 1,463 กิโลกรัม
ทุกวันนี้โลกอินเทอร์เน็ตกลายเป็นชีวิตที่ขาดไม่ได้ของหลายคนไปแล้ว บางคนเสพติดการเล่นโทรศัพท์จนต้องพกมือถือติดตัวตลอดเวลา หรือ บางคนอัพเดทโซเชียลมีเดียทุกวัน เพราะกลัวว่าจะพลาดข่าวสารอะไรบางอย่างไป แม้โลกออนไลน์จะช่วยให้เราสามารถรับข้อมูลข่าวสารทั่งโลกได้อย่างรวดเร็ว แต่มันก็ทำให้คนเกิดพฤติกรรมแย่ ๆ เหมือนกัน เช่น การเสพติด หรือ พฤติกรรมการอ่านข่าวร้ายแบบไม่หยุด หรือ Doomscrolling ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตของเราอย่างมาก อะไร คือ Doomscrolling Droomscrlloing หมายถึง การไถ่หน้าจอเพื่อเสพข่าวและโพสโซเชียลที่มีเนื้อหาเชิงลบอย่างต่อเนื่อง แบบอ่านข่าวร้ายจบหนึ่งเรื่องก็ไม่รอช้าที่จะอ่านข่าวต่อไปทันที คำนี้ได้รับการพูดถึงในโลก Twitter ตั้งแต่ปี 2018 แต่ปัจจุบันก็เป็นที่รู้จักมากขึ้น หลังจากเกิดโรคระบาด บางคนอาจเรียกอาการนี้ในชื่ออื่นด้วย เช่น Doomsurfing หรือ ‘Social Media Panic’ อาการนี้เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็น ไม่อยากพลาดข่าวสารที่สำคัญ อยากหาข้อมูลที่มายืนยันความเชื่อของตัวเอง การรู้ข้อมูลจะทำให้ควบคุมชีวิตตัวเองได้ง่ายขึ้น ฯลฯ แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร Doomscrolling ก็บั่นทอนจิตใจเราอย่างแสนสาหัสอยู่เหมือนกัน เพราะ Doomscrolling ส่งเสริมให้เรามองโลกในแง่ลบ และยังทำให้เราอ่อนแอต่อความกลัว ความเครียด วิตกกังวล และโศกเศร้ามากกว่าปกติอีกด้วย ถ้าเรามีโรคประจำตัวที่เกี่ยวกับอาการวิตกกังวลเช่น Obsessive-Compulsive
ช่วงเวลานี้คงไม่มีข่าวไหนสะเทือนใจและช็อคใจเท่ากับเหตุการณ์การเหยียบกันตายในงานเทศกาลดนตรี Astroworld Festival ในช่วงเวลาที่ Travis Scott กำลังโชว์อย่างเมามันส์ จนนำไปสู่การเสียชีวิตถึง 10 ราย และบาดเจ็บไปอีกเป็นจำนวนมาก สังเวยความหละหลวมของทีมงานและนำไปสู่การสอบสวน และทำให้ Travis Scott ตกเป็นจำเลยของสังคมในทันที แต่เหตุการณ์นี้ ไม่ใช่คอนเสิร์ตครั้งแรกที่เกิดโศกนาฏกรรมอันแสนโหดร้าย เรามาย้อนดูกันว่า เกิดเหตุสลดอะไรบ้างที่ทำให้งานคอนเสิร์ตกลายเป็นฝันร้ายเพียงชั่วข้ามคืน เรามาไล่ระดับจากการเสียชีวิตหลักสิบสู่หลักร้อยว่าสาเหตุสำคัญของโศกนาฏกรรมเหล่านั้นเกิดขึ้นจากอะไร 10. Roskilde Festival June 30, 2000 — Roskilde, Denmark ผู้เสียชีวิต: 9 ราย สาเหตุ: เหยียบกันตาย ความเมามันในเทศกาลดนตรีชื่อดังของประเทศเดนมาร์ค Roskilde Festival กลับกลายเป็นช่วงเวลาสุดท้ายของผู้ชมทั้ง 9 คน หลังจากที่วงเฮดไลน์อย่าง Lou Reed, Iron Maiden และ Oasis ได้เล่นเสร็จสิ้นไปแล้ว ก็ถึงเวลาของราชากรันจ์ในตำนานอย่าง Pearl Jam ขึ้นวาดลวดลายบนเวที Orange Stage
พอรู้ว่าลูกชายหรือลูกสาวที่ตัวเองเลี้ยงมากับมือตั้งแต่เล็กจนโต จะต้องออกจากบ้านไปทำงานหรือเรียนในที่ห่างไกลการดูแล ผู้ปกครองมักรู้สึกสับสนหรือรู้สึกไม่สบายใจจากการสูญเสียสมาชิกในบ้าน และบรรยากาศรอบตัวที่เหงาลง เราเรียกอาการที่เกิดขึ้นว่าเป็น ‘Empty Nest Syndrome’ ซึ่งทำลายสุขภาพจิตของผู้นำครอบครัวได้อย่างมาก หากไม่ได้รับการดูแลที่ดี UNLOCKMEN จึงอยากแนะนำให้ทุกคนรู้จักวิธีรับมือกับอาการนี้ให้อยู่หมัดกัน Empty Nest Syndrome คือ อะไร Empty Nest Syndrome คือ อาการโศกเศร้าของผู้ปกครองที่เกิดขึ้นหลังจากลูกของพวกเขาได้ออกจากรังหรือบ้านของพวกเขาไป การสูญเสียสมาชิกในบ้านทำให้ผู้ปกครองต้องเจอกับการสูญเสียครั้งใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น สูญเสียหน้าที่และชีวิตประจำวันในฐานะผู้ปกครอง หรือ สูญเสียการใช้เวลาร่วมกับลูกตัวเอง เป็นต้น ส่งผลให้พวกเขาเกิดความเจ็บปวด และอาจต้องใช้เวลาพักใหญ่กว่าจะปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงนี้ได้ ความน่ากลัวของอาการ Empty Nest คือ มันทำให้ผู้ปกครองเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้าและอาการติดสุรามากขึ้น เพราะความรู้สึกแย่ ๆ ที่เกิดขึ้นค่อนข้างบั่นทอนจิตใจพวกเขามากสมควร จนบางคนอาจเลือกที่จะหนีจากความเจ็บปวดโดยการใช้ของมึนเมาเป็นตัวช่วย แต่ในอีกด้านหนึ่ง มันก็ช่วยลดความขัดแย้งเรื่องงานหรือครอบครัวได้เหมือนกัน เพราะคู่รักบางคู่อาจโฟกัสกับเรื่องลูกเป็นหลักมาตลอด จนเมื่อภาระเรื่องลูกหายไป พวกเขาก็สามารถกลับมาโฟกัสกับเรื่องความสัมพันธ์ได้มากขึ้น และมีชีวิตสมรสที่มีคุณภาพมากกว่าเดิม เราจะรับมือกับ Empty Nest Syndrome ได้อย่างไรบ้าง คนที่เจอกับ Empty Nest


