คอลัมน์ The Profiles เดือนนี้ เราขอพาทุกคนไปทำความรู้จักเรื่องราวของสตรีมากฝีมือเจ้าของตำแหน่งกราฟิกดีไซน์เนอร์คนแรกของ Apple ผู้พลิกโฉมวงการอินเตอร์เฟซคอมพิวเตอร์ในยุคกำลังตั้งไข่ ถ้าพูดถึงแบรนด์อย่าง Apple หลายคนคงจะนึกถึง Steve Jobs ศาสดา CEO ผู้ล่วงลับ หรือถ้าเป็นสาย Product Design ก็ต้อง Jony Ive ผู้ออกแบบ Mac มาแล้วหลายต่อหลายรุ่น แต่หนึ่งในฟันเฟืองคนสำคัญที่ร่วมเคียงบ่าเคียงไหล่ กับ Steve Jobs ปลุกปั้นเครื่อง Macintosh เครื่องแรกของโลก คือหญิงสาวที่ชื่อว่า Susan Kare (ซูซาน แคร์) และผลงานที่เธอฝากไว้นั้นมีอิทธิพลต่อวงการเทคโนโลยี และกราฟิกดีไซเนอร์อย่างไรบ้าง เชิญมาร่วมหาคำตอบไปพร้อมกันได้เลย ซูซาน แคร์ จบการศึกษาวิจิตรศิลป์จาก Mount Holyoke College พร้อมทั้งปริญญาโทและปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก เรียกได้ว่าเธอผู้นี้มีความรู้ความสามารถด้านการออกแบบไม่ใช่เล่น ๆ ประกอบกับในช่วงเวลานั้น Steve Jobs กำลังมองหาพันธมิตรที่จะสามารถฝึกอบรมซอฟต์แวร์ใหม่ ๆ เมื่อเขาได้ไปที่บริษัท Xerox ทำให้เขาต้องทึ่งกับสิ่งที่เขาได้เจอ
มันต้องมีสักครั้งที่เรารู้สึกเหมือนโลกทั้งใบมีแค่ ‘เรา’ กับ ‘สิ่ง’ ที่อยู่ตรงหน้า เราโฟกัสกับสิ่งนั้นอย่างจริงจัง ทุมเทพลังงานและความสนใจให้กับมัน จนเราไม่สนใจสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัวเลย แต่พองานจบลงความรู้สึกเหล่านั้นก็หายไปเหมือนไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ปรากฎการณ์นี้มีชื่อเรียกว่าสภาวะ ‘Flow’ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการใช้ชีวิตและการทำงานอย่างมาก แต่ก็ยากที่จะเข้าถึงเหมือนกัน UNLOCKMEN เลยอยากมาแชร์วิธีการเข้าโหมดโฟลว์อย่างง่ายดาย เพื่อให้ทุกคนนำไปปรับใช้และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น WHAT IS THE FLOW STATE ? โฟลว์ (flow) คือ สภาวะที่เราจมอยู่กับกิจกรรมหรืองานอย่างเต็มตัวในช่วงเวลาหนึ่ง โดยที่เราไม่สนใจสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเองและรอบข้าง ซึ่งคำนี้มีที่มาจาก มิฮาย ชิกเซนต์มิฮายยี (Mihály Csíkszentmihályi) นักจิตวิทยาเชิงบวกในปี 1975 และได้รับการสนใจมาจนถึงปัจจุบัน ว่ากันว่าเวลาเราเกิดโฟลว์ สมองส่วนคอร์เทกซ์กลีบหน้าผากส่วนหน้า (prefrontal cortex) ซึ่งเกี่ยวข้องกับความคิดขั้นสูง อาทิ ความทรงจำ รวมถึง การมีสติรู้ตัว อาจหยุดทำงานชั่วคราว ส่งผลให้เกิดการรับรู้เวลาผิดเพี้ยน ไม่รู้สึกตัว และไม่ได้ยินเสียงจิตใจของตัวเอง นอกจากนี้การหลั่งของสารเคมีที่ชื่อว่า โดปามีน อาจเกี่ยวข้องกับการเกิดโฟลว์ด้วย หลายคนอาจไม่เกิดโฟลว์บ่อย เพราะโหมดโฟลว์ไม่ได้เกิดขึ้นง่าย ๆ ต้องมีเงื่อนไขที่จำเป็น
ไม่ว่าคุณเพิ่งเริ่มต้นชีวิต Jobber หรือคร่ำหวอดในโลกการทำงานมาพอสมควรแล้ว หากงานที่ทำอยู่ทำให้คุณรู้สึกปวดหัวจนอยากพักรัว ๆ เกิดฟีลลิ่งไม่อยากลุกขึ้นไปทำงานอยู่บ่อย ๆ หรืออยากเดินไปยื่นใบลาออกกับหัวหน้าให้รู้แล้วรู้รอด ขอให้หยุดไว้แค่ในความคิดก่อน เพราะทุกปัญหามีทางออกเสมอแม้แต่ปัญหาการทำงานชวนปวดหัว ที่สำคัญ การหลีกหนีก็ไม่ใช่ทางออกของปัญหาที่แท้จริง แต่แค่หนีจากปัญหาที่เจอในที่หนึ่งเพื่อไปเจอปัญหาแบบเดิมอีกที่หนึ่งเท่านั้น แทนที่จะทำอย่างนั้น เปลี่ยนมาเรียนรู้วิธีรับมือกับมันดีกว่า มาดูกันว่าวิธีรับมือกับการทำงานชวนปวดหัวที่ได้จากการตกตะกอนความคิดของหนังสือติดอันดับขายดีทั่วโลกจะช่วยแก้ไขปัญหาได้อย่างไรบ้าง หากอ่านแล้วรู้สึกว่าวิธีนี้มันเวิร์ก ก็อย่าลืมติดตามหาฉบับเต็มมาอ่านกันด้วยนะ ปล่อยมันไป: The Subtle Art of not Giving a Fuck! ต้นกำเนิดของ The Subtle Art of not Giving a Fuck! (หรือในชื่อภาษาไทยว่า ชีวิตติดปีกด้วยศิลปะแห่งการ “ช่างแม่ง”) เกิดจากบล็อกเกอร์นามว่ามาร์ก แมนสัน ที่ต้องการเขียนเรื่องที่เขาอยากเขียน โดยถ่ายทอดออกมาในภาษาดิบ ๆ ตรงไปตรงมา แต่กลับโดนใจผู้อ่านมากมาย และได้ตีพิมพ์รวมเล่มเป็นหนังสือขายดีถล่มทลาย สิ่งหนึ่งที่หนังสือชื่อประชดโลกเล่มนี้ได้บอกคนอ่านก็คือ ไม่จำเป็นต้องสะกดจิตตัวเองให้มองโลกในแง่บวกตลอดเวลาหากรู้สึกแย่กับสิ่งที่เจอ โดยเขาเปรียบว่ามันก็เหมือนกับการพยายามแปรรูปผลเลมอนรสเปรี้ยว ไม่ถูกปาก ให้กลายเป็นน้ำเลมอนเนดโอชารส เพื่อที่จะได้กลืนมันได้ง่ายขึ้น แต่แทนที่จะทำอย่างนั้น ก็สู้กินแบบทั้งที่ยังเป็นลูกเลมอน
เกิดเป็นผู้ชายเซนซิทีฟจะทำอะไรก็ยากไปหมด เจอกับเรื่องเศร้าก็อยากร้องไห้ พอเจอกับเรื่องที่ทำให้มีความสุขก็แสดงความดีใจออกมาได้ไม่เต็มที่ เพราะผู้ชายถูกบอกมากันมานานว่าต้องเก็บอารมณ์ และตัดสินใจทุกเรื่องได้โดยใช้หลักเหตุและผล การแสดงอารมณ์จึงหมายถึงความอ่อนแอ และจะทำให้โดนดูถูก ผู้ชายหลายคนจึงต้องเก็บอารมณ์ และการเก็บอารมณ์ก็อาจทำให้พวกเขากลายเป็นคนเก็บกดได้เช่นกัน โดยเฉพาะผู้ชายที่เป็น Highly Sensitive Person หรือ HSP ซึ่งมีความอ่อนไหวต่อเรื่องรอบตัวมากกว่าคนปกติดูจะได้รับผลกระทบจากปัญหานี้มากกว่าคนอื่นด้วย HSP คืออะไร ? นักจิตวิทยาชื่อว่า อีเลน อาลอน ( Elaine Aron) ได้คิดคำว่า Highly Sensitive Person หรือ HSP ขึ้นมา เพื่ออธิบายคนประเภทหนึ่งที่มีระบบประสาทส่วนกลาง (central nervous system) ไวต่อตัวกระตุ้นทางกายภาพ อารมณ์ และสังคม มากกว่าคนอื่น และด้วยระบบประสาทส่วนกลางที่ไวนี้เอง ทำให้คนประเภทนี้อ่อนไหวต่อสิ่งรอบตัวได้ง่ายกว่าคนอื่นเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น ถ้าพวกเขาดูหนังเศร้าก็อาจร้องไห้ได้ง่ายกว่าคนอื่น เวลาพวกเขาเจ็บปวดก็อาจจะรู้สึกปวดทรมานกว่าคนอื่น คนกลุ่ม HSP มักกระวนกระวายใจมากเวลาเจอกับเหตุการณ์ความรุนแรง เกิดความเครียด หรือ ความกดดัน บ่อยครั้งพวกเขาเลยพยายามหนีจากสถานการณ์ที่ทำให้เกิดสิ่งเหล่านั้น เช่น หลีกเลี่ยงหนังหรือรายการทีวีที่มีความรุนแรง ส่วนลักษณะอื่น
เวลาเกิดปัญหาขึ้นมาสักอย่างเนี่ย นอกจากการแก้ปัญหากันหัวหมุนแล้ว อีกสิ่งที่เรามักจะทำอย่างแข็งขันคือการหาต้นเหตุของเรื่องนั้น แล้วหยุดยั้งเจ้าต้นเหตุเพื่อไม่ให้เกิดเรื่องชวนหัวแบบนี้ขึ้นอีก แต่ทว่าการขุดคุ้ยหาต้นตอนั้น เราต้องทำอย่างระมัดระวังเพื่อที่จะได้เจอสิ่งที่เป็นสาเหตุของมันจริง ๆ ไม่เช่นนั้นการคว้าสิ่งไหนขึ้นมามั่วซั่วอาจนำมาสู่ตรรกะวิบัติที่เรียกว่า ‘SLIPPERY SLOPE’ ทางลาดชันที่จะพาเราไปสู่เหตุการณ์คนละเรื่องกับเรื่องราวในตอนแรก ฟังดูไร้เหตุผลสิ้นดี แต่เชื่อไหมว่าคนเรามักจะมีข้ออ้างแบบนี้กันอยู่บ่อย ๆ มาทำความรู้จักกับตรรกะวิบัติชนิดนี้ พร้อมกับทางหนีทีไล่เมื่อเจอคนที่ใช้ตรรกะขาด ๆ แหว่ง ๆ แบบนี้ ‘SLIPPERY SLOPE’ ทางลาดชันสู่เหตุการณ์ที่ไม่เกี่ยวข้อง มาดูกันเต็ม ๆ ว่า เจ้า ‘SLIPPERY SLOPE’ เนี่ย มันคือความไร้เหตุผลยังไงกัน พูดให้เห็นต้นสายปลายเหตุง่าย ๆ คือ “A ทำให้เกิด B ที่จะทำให้เกิด C และ D และ E ไปเรื่อย ๆ จนถึง Z เพราะฉะนั้น A ทำให้เกิด Z นั่นเอง” ป้าบเข้าให้ แค่นี้ก็งงแล้วว่า A มันจะไปยัน Z ได้จริงหรอ
ยามสงคราม คือช่วงเวลาที่ผลักดันให้เกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ บนโลกแบบก้าวกระโดด โดยมีเป้าหมายคือการแสดงแสนยานุภาพข่มศัตรูเพื่อความได้เปรียบในการทำสงคราม ไม่ว่าจะเป็นการอำนวยความสะดวกให้กองทัพ หรือการใช้ชีวิตประจำวันที่สบายขึ้นของเหล่าพลเรือน แต่ถึงแม้เทคโนโลยีที่สร้างมาจะดีเลิศมากแค่ไหน หากเจ้าของไม่รู้วิธีการใช้ที่ถูกต้อง เทคโนโลยีที่สร้างขึ้นมาก็สามารถกลายเป็นปัญหาชิ้นโตที่คาดไม่ถึงได้ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เยอรมันคือชาติที่มีความเจริญล้ำหน้าไม่แพ้ชาติใดในโลก พวกเขาผลิตเทคโนโลยีออกมามากมายเพื่อความได้เปรียบในทุกๆ ด้าน ไม่เว้นแม้แต่เรื่องห้องน้ำภายในเรือดำน้ำ เนื่องจากการปล่อยสิ่งปฏิกูลของเรือในขณะดำน้ำลึกไม่สามารถทำได้ จำเป็นต้องเก็บของเสียเอาไว้ในถัง และปล่อยทิ้งลงทะเลได้เฉพาะตอนเรือดำน้ำลอยอยู่ในเขตน้ำตื้น เนื่องจากระบบขับถ่ายของเสียถูกออกแบบสำหรับแรงดันน้ำต่ำ ทำให้มีปัญหาเกิดขึ้นคือ หากสงครามดำเนินไปยาวนาน เป็นเหตุให้เรือต้องดำน้ำลึกเพื่อคอยสอดแนมศัตรู การต้องลอยกลับมาเหนือน้ำเพื่อปล่อยของเสียทิ้งเป็นเรื่องเล็กน้อยที่ไม่คุ้มความอันตรายหากศัตรูผ่านมาเจอ วิศวกรของกองทัพเยอรมันจึงได้ผลิตโถสุขภัณฑ์ในเรือดำน้ำรุ่นใหม่ ที่มีความซับซ้อนกว่าของเรือดำน้ำทั่วไป สามารถระบายของเสียได้ทันที แม้ว่าจะอยู่ในน้ำลึก โดยการปล่อยของเสียผ่านช่องแรงดันสูง ส่งเข้าสู่ถังอากาศก่อนที่จะดีดทิ้งสู่ท้องทะเลอันกว้างใหญ่ในที่สุด ช่วยให้เรือดำน้ำสามารถอยู่ใต้น้ำได้นานขึ้นโดยไม่ต้องกลัวส้วมเต็มอีกต่อไป แต่ในการใช้งานห้องน้ำระบบใหม่ มีวิธีการใช้งานที่เคร่งครัดเพื่อความปลอดภัย จึงจำเป็นต้องมีลูกเรือที่ผ่านการฝึกใช้งานห้องน้ำประจำอยู่บนเรือ เพื่อคอยแนะนำวิธีการใช้งานกับลูกเรือคนอื่นๆ พระเอกของเรื่องนี้คือเรือดำน้ำ U-1206 เป็นเรือดำน้ำประเภท VIIC ตัวใหม่สุดไฮเทคของกองทัพนาซี ได้ฉายาว่า “นักล่าแห่งท้องทะเล” ก็ได้มีการติดตั้งสุขภัณฑ์รูปแบบใหม่เช่นกัน เรือลำนี้ดูแลโดย กัปตันคาร์ล อดอล์ฟ ชลิตต์ (Karl-Adolf Schlitt) แต่เรือลำนี้ยังอยู่ในช่วงฝึกการรบ พวกเขาถูกส่งไปฝึกลาดตระเวนในแถบทะเลเหนือ ตั้งแต่ช่วงปี ค.ศ.1944 ถึงต้นปี ค.ศ.
สุดยอดเลนส์ตระกูล M ของชาว Leica ที่มี f กว้างสุดใจ และให้โทนภาพที่คม สวย มี “visual signature” คาแรคเตอร์ของตัวเองชัดเจน วันนี้ถือเป็นโอกาสพิเศษที่ Noctilux-M ได้กลับมาอีกครั้งใน 2 บอดี้ คือสีดำ Standard Black ที่หาซื้อได้ทุกที่ กับบอดี้สีเงิน ที่มีจำนวนจำกัดเพียง 100 ตัว มีจำหน่ายเฉพาะชอป Leica เท่านั้น การกลับมาของ Noctilux ครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ช่วงที่ถูกผลิตออกมาในปี 1966 – 1975 ถือเป็นสุดยอดเลนส์ที่มีรูรับแสงกว้างถึง f/1.2 และความคมชัดจากการใช้ aspherical elements เป็นครั้งแรกโดยเฉพาะที่ f2.8 ซึ่งหาได้ยากในเลนส์ตั้งแต่ยุคนั้นมาจนถึงปัจจุบัน ทำให้ราคามือสองของเลนส์ตระกูล Noctilux เรียกว่าแข็งไม่มีตก ซื้อไปใช้ไม่มีคำว่าเสียใจ มันจึงเป็นเลนส์ที่พิเศษและชาว Leica ต่างต้องการมีไว้ในครอบครอง สำหร้บ Noctilux M50
‘ญี่ปุ่น’ คือดินแดนแห่งความแตกต่าง พวกเขาล้วนมีเรื่องเล่าที่เป็นเอกลักษณ์ มีทั้งเรื่องน่าชื่นชมยินดี มีทั้งเรื่องสลดหดหู่ชวนประณาม ทุกอย่างเปลี่ยนผ่านไปตามค่านิยมของสังคม อะไรถูก อะไรผิด ช่วงเวลาที่แตกต่างจะเป็นผู้กำหนดแล้วให้สังคมตัดสินว่าสิ่งเหล่านั้นถูกต้องหรือไม่ถูกต้องกันแน่ แม้ปัจจุบันแทบทุกประเทศมักสอนลูกหลานให้ดูแลพ่อแม่เมื่อพวกเขาแก่ตัวลง ทว่าช่วงเวลาหนึ่งในประเทศญี่ปุ่นกลับมีเรื่องเล่าถึงการทิ้งเหล่าผู้ชราไว้กลางป่า หรือภูเขาที่ห่างไกลชุมชน แล้วปล่อยให้พวกเขาได้ใช้ชีวิตช่วงสุดท้ายตามยถากรรม ธรรมเนียมการทิ้งคนแก่ที่ว่ามีชื่อเรียกว่า อูบะสุเตะ (Ubasute) หรือบางครั้งเพี้ยนเสียงเป็น โอบะสุเทะ (Obasute) ที่มีความหมายว่าการทิ้งคนชราหรือทิ้งบุพการี มีบันทึกบางส่วนระบุว่าอูบะสุเตะถูกเขียนขึ้นในสมัยเอโดะ เรื่องเล่าของหลายครอบครัวจะนำญาติพี่น้องวัยชราที่ร่างกายอ่อนแอขึ้นหลัง แบกเดินเข้าไปในป่าลึก บ้างก็เดินขึ้นเขาไปยังพื้นที่รกร้าง แล้วทิ้งญาติผู้นั้นไว้เดียวดายจนตาย เพื่อลดค่าใช้จ่ายในช่วงเวลาที่อดอยากยากลำบาก และผู้ชราที่ถูกเลือกก่อนมักเป็น ‘เพศหญิง’ ชาวญี่ปุ่นบางส่วนจะเรียกอูบะสุเตะว่าเป็นวัฒนธรรมย่อย เพราะเชื่อว่าเรื่องราวการทิ้งบุพการีให้ตายกลางป่าเป็นเรื่องที่เคยเกิดขึ้นจริงในประวัติศาสตร์ ทว่านักประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่ไม่ปักใจเชื่อว่าเป็นเรื่องจริง พร้อมพยายามหาหลักฐานอ้างอิงว่าอูบะสุเตะเป็นเพียงเรื่องเล่า พบในบทกวีหรือนิทานพุทธศาสนาเท่านั้น ดังเช่นนิทานเรื่องหนึ่งที่เล่าถึงแม่ลูกคู่หนึ่งไว้ชวนหดหู่ใจ ‘ในส่วนลึกของภูเขา ลูกชายแบกแม่ขึ้นหลังเดินเข้าไปทิ้งในป่าตามธรรมเนียม ผู้เป็นแม่ขี่หลังลูกคอยหักกิ่งไม้ที่แขนเธอเอื้อมถึงตลอดทาง ด้วยเป็นห่วงเวลาขากลับ ลูกชายที่เธอรักจะได้ไม่หลงทาง’ อีกหนึ่งสมมติฐานเกี่ยวกับอูบะสุเตะ เล่าว่าการทิ้งพ่อแม่วัยชราเป็นเพียงแค่การเปรียบเปรยสิ่งที่ลูกหลานชาวญี่ปุ่นปฏิบัติต่อผู้สูงอายุ เพื่อสอนสั่งเป็นภาพสะท้อนว่าวัยเด็กพ่อแม่อุ้มชู ดูแลจนเติบใหญ่ แต่เมื่อพ่อแม่แก่ตัวเด็ก ๆ กลับนำพวกเขาไปทิ้งไว้ให้รอความตาย เพื่อให้ตระหนักถึงประเด็นความกตัญญู เรื่องราวการทิ้งผู้สูงอายุที่เป็นตำนานบอกเล่าต่อกันมา สอดคล้องกับชื่อภูเขาอูบะสุเตะ (Ubasute-yama) ที่บางคนเรียกว่า ภูเขาคามูริกิ (Kamuriki-yama) ที่มีความสูงกว่า 4,108
เคยรู้สึกไหมว่า แม้จะผ่านช่วงวัยเด็กมา และโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว เรายังรู้สึกเหมือนเป็นเด็กอยู่ดี รู้สึกว่ายังไม่โต และบางครั้งรู้สึกว่าไม่อยากโตเลย ถ้าเคย คุณอาจกำลังมีอาการของ Peter Pan Syndrome อยู่ก็ได้นะ ถ้าใครมีอาการนี้อยู่ เราอยากบอกว่า มันสามารถส่งผลเสียความสัมพันธ์และการทำงานของเราได้อย่างหนักหน่วงเลยทีเดียว Peter Pan Syndrome คืออะไร ? แล้วคนที่เป็น Peter Pan Syndrome จะสามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ไหม ? ลองอ่านบทความต่อไปเดียวเราจะอธิบายให้ฟัง WHAT IS PETER PAN SYNDROME ? หลายคนน่าจะรู้จักตัวละครปีเตอร์ แพนจากหนังการ์ตูนของวอลท์ ดิสนีย์อยู่แล้ว ซึ่งความโดดเด่นของตัวละครตัวนี้ คือ เป็นเด็กผู้ชายที่ไม่สามารถเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ได้ จึงเป็นที่มาของชื่ออาการ Peter Pan Syndrome ที่ใช้ในการอธิบายผู้ใหญ่ (ส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย) ที่เชื่อว่าตัวเองยังไม่โต ไม่สามารถทำตัวแบบผู้ใหญ่ได้ เรียกได้ว่า มีตัวเป็นผู้ใหญ่แต่ใจเป็นเด็ก ซึ่งสาเหตุที่ทำให้อาการนี้เกิดขึ้นก็มีหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น เติบโตมากับครอบครัวที่เลี้ยงลูกแบบตามใจและปกป้องมากเกินไป กังวลว่าตัวเองจะไม่สามารถหางานได้ ไม่สามารถหาเงินได้ หรือ


