เมื่อเทคโนโลยีทำให้เราสามารถทำงานนอกออฟฟิศได้ง่ายขึ้น เราสามารถทำงานได้จากทุกที ไม่ว่าจะเป็น บ้าน ร้านอาหาร หรือ ร้านกาแฟ สิ่งที่ตามมา คือ เราอาจเกิดความสับสนระหว่างเวลาในการใช้ชีวิต และนำไปสู่ปัญหาต่าง ๆ เช่น ความเครียด ไม่มีแรงจูงใจในการทำงาน จนสุดท้ายราอาจเจอกับความล้มเหลวทั้งในเรื่อง Work และเรื่อง Life บทความนี้ UNLOCKMEN อยากให้ทุกคนรู้จักวิธีการกำหนด work-life boundaries หรือ ขอบเขตระหว่างการใช้ชีวิตประจำวันและการทำงาน ซึ่งจะช่วยให้เราสามารถบริหารเวลาได้ดีขึ้น และเป็นผู้ชนะทั้งการใช้ชีวิตและการทำงาน WORK-LIFE BOUNDARIES คืออะไร ? ถ้าจะสรุปคอนเซ็ปท์ของ work-life boundaries ให้เข้าใจง่ายที่สุด มันคือการที่เราไม่เอาเวลาทำงานมาทำเรื่องส่วนตัว และไม่เอาเวลาทำเรื่องส่วนตัวมาทำงาน ซึ่งการกำหนด work-life boundaries ที่ชัดเจนก็มีงานวิจัยยืนยันด้วยว่า ส่งผลดีต่อการทำงานเหมือนกัน เช่น งานวิจัยของ เอลเลน เอินส์ท คอสเสก (Ellen Ernst Kossek) จากมหาวิทยาลัยมหาวิทยาลัยเพอร์ดู พบว่า การบริหาร work-life
ดูเหมือนเราจะเข้าใกล้โลกแห่งรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% เข้าไปอีกก้าว ด้วยการเปิดตัวรหัส EQ-generation โมเดลที่ 2 ของ Mercedes-Benz EQA รถยนต์ SUV crossover พลังงานไฟฟ้า 100% ขับเคลื่อนล้อหน้าที่พัฒนาบนตัวถัง GLA หลังก่อนหน้านี้ Mercedes-Benz เปิดตัว EQC ที่พัฒนาบนตัวถัง GLC ซึ่งได้รับกระแสตอบรับดีจากทั่วโลกทั้งในด้านความสวยงามและเทคโนโลยีสุดล้ำ คราวนี้มาถึง entry-level EQA ที่สามารถจำแนกมันออกจากโมเดลเครื่องยนต์เผาไหม้ได้ชัดเจนด้วยไฟหน้า ไฟท้าย และกระจังหน้าดำทึบที่ไม่ต้องมีช่องระบายอากาศตามสไตล์รถยนต์ไฟฟ้า พร้อมล้อสี Rose Gold ขนาด 20 นิ้วที่แปลกตากว่า Mercedes-Benz ทุกรุ่น Mercedes-Benz EQA จะเปิดตัวด้วยรหัส EQA 250 เพียงทางเลือกเดียวก่อน ขุมพลังจากมอเตอร์ไฟฟ้า Single electric motor ขับเคลื่อนล้อคู่หน้าด้วยแบตเตอรี่ไฟฟ้าขนาด 66.5-kWh ให้กำลัง 187 แรงม้า แรงบิด 375
ก่อนที่ Rock Music จะถือกำเนิดขึ้นบนโลกใบนี้ โลกของดนตรีได้ถูกขับกล่อมโดยแนว Classical / Jazz / Country หรือแม้กระทั่งเพลง Blues มาช้านาน จนเรียกได้ว่าดนตรีร็อคนั้นเป็นน้องใหม่ที่เพิ่งถือกำเนิดขึ้นตามหลังกว่าดนตรีแนวอื่น ๆ หลายสิบปี แต่แนวดนตรีที่เกิดช้าแนวนี้ กลับสร้างคุณูปการมากมายให้วงการ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างอุตสาหกรรมทางศิลปะแบบก้าวกระโดด การก่อกำเนิดแฟชั่นร่วมสมัย แตกกิ่งก้านสาขาออกมาเป็นแนวดนตรีอันหลากหลาย และสร้างวัฒนธรรมอันแข็งแกร่งจนกลายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับศิลปะ วันนี้ UNLOCKMEN จะขอพาคุณย้อนไปสู่ยุคสมัยต่างๆของดนตรี Rock เพื่อค้นหารากเหง้าและจุดกำเนิดของดนตรีที่มีวัฒนธรรมยาวนานมากว่า 80 ปี มาดูกันว่าบทเพลงแนวนี้ได้สร้างแรงกระเพื่อมและส่งผลอะไรบ้างกับสังคมโลก ถ้าพร้อมแล้วเรามานั่งไทม์แมชชินย้อนไปดูต้นกำเนิดของดนตรีแนวนี้ไปพร้อมกันเลย ก่อนที่โลกจะรู้จักคำว่า Rock n Roll ผู้เชี่ยวชาญทางดนตรีต่างพากันค้นหาหลักฐานของจุดเริ่มต้นของดนตรีนี้อย่างแพร่หลาย ซึ่งพอจะแยกย่อยได้สามทาง ดังนี้ สมมติฐานที่ 1 การเร่งเร้าจังหวะของเพลง Blues บทเพลงร็อคแอนด์โรลถือกำเนิดจากรากของดนตรี Blues เนื่องด้วยในโลกยุคทศวรรษที่ 1940’s แนวทางของดนตรีมิได้มีความแพร่หลายนักหากเทียบเท่ากับปัจจุบัน ดนตรี Jazz ยังคงเป็นความบันเทิงที่คนยุคนั้นสรรหามาเติมเต็มให้กับชนชั้นกลางถึงสูง ขณะที่ชนชั้นล่างอย่างคนผิวดำที่ยังไม่สามารถปลดแอกจากการเป็นทาส ก็ใช้ดนตรี Blues เพื่อระบายออกถึงความคับแค้นยากเข็ญที่พวกเขาจำต้องเผชิญ และความเหลื่อมล้ำก็จุดประกายดนตรีหมองหม่นนี้ให้เฉิดฉาย
หลังจากที่ทั่วโลกเกิดปัญหาโควิดขึ้นมา หลายคนคงเกิดอาการกลัวการออกจากบ้านพอสมควร เพราะตอนนี้มันยังไม่มีวิธีการใดที่สามารถป้องกันการติดโรค COVID-19 ได้แบบ 100% แถมยังการันตีไม่ได้ด้วยว่าวัคซีนจะช่วยทำให้เราปลอดภัยได้จริง เมื่อคนส่วนใหญ่รู้สึกว่าตัวเองสามารถติดโรคได้ตลอดเวลา และไม่สามารถคาดเดาได้ว่าปัญหานี้จะจบลงเมื่อไหร่ ความเครียด ความกังวล ความหวาดระแวงโรคระบาด ก็มารังควานพวกเขา ทำให้พวกเขาไม่สามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข บางคนอาจได้รับผลกระทบร้ายแรง จนถึงขั้นเป็นโรคกลัวไวรัสโคโรนา (coronaphobia) ซึ่งเป็นปัญหาด้านสุขภาพที่ส่งผลเสียต่อการใช้ชีวิตพอสมควร เราเลยอยากมาแนะนำวิธีรับมือกับอาการกลัวไวรัสโคโรนา เพื่อให้พวกเรากลับมาใช้ชีวิตอย่างมีความสุขได้อีกครั้ง แบบไหนถึงเรียกว่าเป็น coronaphobia ? ความกลัวไม่ใช่เรื่องแย่เสมอไป เพราะบางครั้งมันก็ช่วยให้เราระมัดระวังตัว และเตรียมพร้อมรับมือกับโรคระบาดอย่างดีที่สุด แต่ถ้าความกลัวมีมากเกินไป จนเกิดเป็นโรคกลัวไวรัสโคโรนา (coronaphobia) ขึ้นมา มันก็อาจทำให้เราใช้ชีวิตได้อย่างแย่ลงได้ ลองเช็คตัวเองดูว่ามีอาการเหล่านี้หรือไม่ กลัวติดเชื้อ COVID-19 เกินเหตุ ปกป้องตัวเองอย่างหนาแน่น แม้ในเวลาทำกิจกรรมที่รักษาระยะห่างทางสังคมได้ง่าย เช่น สวมถุงมือและหน้ากากในระหว่างการออกกำลังกายในสวนสาธารณะ อยู่ในสภาวะกลัวและกังวลอย่างหนักเป็นเวลานานหลายสัปดาห์จนถึงหลายเดือน หลีกเลี่ยงทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็น สถานที่ คน กิจกรรม แม้จะได้รับการยืนยันแล้วว่ามีความปลอดภัย เสียเวลาชีวิตไปกับการตรวจหาสัญญาณหรืออาการของโรคระบาด รวมถึง การหาข้อมูลเกี่ยวกับไวรัสบนโลกออนไลน์ หมกมุ่นกับการล้าง การทำความสะอาด และการฆ่าเชื้อสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัว รวมถึง
เวลาเจอกับเหตุการณ์ที่ทำให้เราตรึงเครียดมาก ๆ เรามักจะทำผลงานได้ไม่ดีเท่าไหร่ เพราะเราเผชิญหน้ากับเรื่องเหล่านั้นด้วยความเครียด ความกังวล หรือ ความกลัว และเรายังถูกกระตุ้นให้รีบคิด รีบแก้ปัญหา จนสุดท้ายงานก็อาจเสร็จแบบไม่ดีเท่าที่ควร นอกจากนี้ ถ้าเจอกับสถานการณ์ที่ทำให้รู้สึกแบบนั้นบ่อย ๆ เราก็อาจเหนื่อยล้าและจิตใจพุพังได้เหมือนกัน UNLOCKMEN เลยอยากมาแนะนำมีวิธีการ self-regulate ตัวเอง เพื่อให้เรารับมือกับสถานการณ์ที่ไม่น่าสบายใจได้เป็นอย่างดีที่สุด เกิดอะไรขึ้นเมื่อเราเจอกับสถานการณ์ที่มีความตึงเครียดสูง ? เวลาเผชิญหน้ากับเหตุการณ์ที่ทำให้เราเกิดความเครียดอย่างหนัก เช่น ก่อนเวลาพรีเซนต์งาน หรือ เดินเล่นอยู่แล้วเจอหมาวิ่งไล่กัด ร่างกายเรามักเกิดการตอบสนองทางจิตวิทยาที่เรียกว่า fight-or-flight response (การตอบสนองแบบสู้-หรือ-ถอย) หรือมีอีกชื่อหนึ่ง คือ acute stress response ร่างกายของเราจะหลั่งฮอร์โมนออกมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เราเตรียมพร้อมสำหรับการอยู่และสู้กับปัญหาต่อไป หรือ จะหนีไปยังพื้นที่ปลอดภัย การหลั่งฮอร์โมนทำให้ระบบประสาทซิมพาเทติกถูกกระตุ้น และมันจะไปกระตุ้นต่อมหมวกไตให้หลั่งฮอร์โมนกลุ่มแคททีโคลามีน (catecholamines) เช่น อะดรีนาลีน หรือ นอร์อะดรีนาลีน ออกมาอีกที ส่งผลให้หัวใจของเราเต้นแรงขึ้น ความดันเลือดสูงขึ้น และหายใจถี่ขึ้น ดังนั้น เวลาเจอกับเหตุการณ์ที่ทำให้เกิดความเครียด เราเลยแพนิคได้ง่ายพอสมควร และหลังจากสิ่งที่ทำให้เราตรึงเครียดหายไปแล้ว ว่ากันว่า
การเป็น “หัวหน้า” อาจได้รับเลือกจากประสบการณ์ ความรู้ และสถานะทางสังคม แต่การได้ชื่อว่าเป็น “หัวหน้าที่ดี” ไม่ใช่สิ่งที่คนได้ชื่อว่าเป็น “หัวหน้า” จะทำได้ทุกคน ไม่ว่าคุณจะได้เป็นหัวหน้าตามระดับตำแหน่งงานหรือตกอยู่ในสถานการณ์ให้รับบทบาทนั้น สิ่งสำคัญก็คือต้องแสดงสปิริต “Leader” ออกมาให้ได้ เพราะหน้าที่ของ “หัวหน้า” คือนำทีมไปสู่เป้าหมายด้วยกัน ไม่ใช่คนออกคำสั่งว่าใครต้องทำอะไรเท่านั้น มาดูกันว่า 5 ผู้นำทั่วโลก ยึดแนวคิดหรือมีวิธีปฏิบัติของการเป็นหัวหน้าแบบไหนบ้าง เพื่อให้เห็นว่าการเป็นหัวหน้าหรือ “Leader” ที่ดีนั้นเป็นกันได้อย่างไร รักลูกน้องเหมือนครอบครัว: Howard Schultz หากย้อนเส้นทางการก้าวขึ้นมาเป็นผู้บริหารสตาร์บัคของ Schultz แล้วนั้น ต้องยอมรับว่าทุกอย่างเริ่มต้นจากความรู้สึก “…เหมือนผมได้อยู่บ้าน” นับแต่ก้าวแรกที่มาเยือนร้านสตาร์บัคในตอนที่แบรนด์เพิ่งก่อตั้งมาได้ 10 ปี หรือแม้แต่ตอนที่กลับมารับตำแหน่ง CEO หลังลาออกไปนานถึง 8 ปี เขาก็เคยให้สัมภาษณ์ว่าเขาไม่ได้ทำสตาร์บัคเป็นธุรกิจเลี้ยงปากท้อง แต่เขาทำมันเป็นธุรกิจที่หล่อเลี้ยงและเติมเต็มพลังใจ นี่เองทำให้เขาบริหารจัดการทุกอย่างภายใต้แบรนด์สตาร์บัคด้วยใจ ซึ่งรวมไปถึงการดูแลลูกน้องในทีมเหมือนหุ้นส่วนที่ร่วมหัวจมท้ายไปด้วยกัน Source: Inc นอกจากสวัสดิการที่ส่งเสริมการสร้างความมั่นคงในชีวิตระยะยาวอย่างประกันต่าง ๆ สิทธิผู้ถือหุ้น หรือแผนเกษียณงานแล้ว ความรักและการดูแลใส่ใจพนักงานเหมือนคนในครอบครัวก็สะท้อนสปิริตผู้นำของเขา เห็นได้ชัดจากเหตุการณ์ปล้นในวอชิงตัน ดีซี ทำให้เขาต้องสูญเสียพนักงานไปสามคน
แอพพลิเคชั่นเด็ดที่ไว้สำหรับตัดวิดีโอได้แบบง่ายๆ ที่ไม่ว่าเราจะมีความรู้เป็น 0 ไม่เคยทำ ก็สามารถลงมือทำด้วยตัวเองได้ไม่ยาก
หลายคนอาจกำลังมองหาอาชีพ หรือ สายงานที่น่าสนใจอยู่ แต่ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าควรไปทางไหนดี UNLOCKMEN เลยอยากนำ 15 แคตตากอรี่อาชีพที่เติบโตเร็วที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ประจำปี 2021 จากรายงาน “Jobs on the Rise” ของ LinkedIn แพล็ตฟอร์มด้านการหางานที่ใหญ่ที่สุดในโลกมาแชร์กับทุกคนกัน โดยรายงานชิ้นนี้เป็นการสำรวจงานมากกว่า 15,000 ตำแหน่ง เพื่อหาอันที่เพิ่มขึ้นมากที่สุดในปี 2020 และมีการนำไปเปรียบเทียบกับปีก่อนหน้าด้วย และตำแหน่งงานเหล่านั้นจะถูกนำมาจำแนกเป็น 15 เทรนด์การทำงานของตลาดทั่วโลก โดยในแต่ละกลุ่มจะมีการบอกตำแหน่งงานที่เป็นที่ต้องการมากที่สุด ทักษะสำคัญที่ต้องการสำหรับสายงานนั้น ๆ และเมืองที่มีการจ้างงานตำแหน่งนั้นสูง ไปดูกันเลยดีกว่าว่าจะมีอาชีพอะไรบ้าง 1.สายงานดิจิทัลคอนเทนต์ (Digital Content) ตำแหน่งหลัก: บรรณาธิการ (editor) ก๊อปปี้ไรท์เตอร์ (copywriter) คนทำพอดแคสต์ (podcaster) ผู้สร้างคอนเทนต์บนยูทูป (ํYoutube content creator) และคนตัดต่อวิดีโอ (video editor) สกิลที่ต้องการ: ทักษะการพูดในที่สาธารณะ (public speaking) ทักษะการพิสูจน์อักษร (proof reading)
ความมั่นใจในตัวเองถือเป็นคุณสมบัติที่ผู้ขายควรมีติดตัว เพราะมีหลายสถานการณ์เหมือนกันที่ต้องการการติดสินใจของผู้ชาย รวมถึง ความเป็นผู้นำด้วย แต่บางครั้งความมั่นใจที่มากเกินไปอาจก่อให้เกิดความเห็นแก่ตัวได้ เราไม่รับฟังความคิดเห็นคนอื่น คิดว่าตัวเองสามารถแก้ได้ทุกปัญหา หรือ แก้ปัญหาโดยใช้ความเคยชินของตัวเองมากกว่าที่จะใช้วิธีใหม่ ๆ ที่ได้มาจากคนอื่น สุดท้ายเราก็อาจมานั่งกลุ้มใจทีหลังว่า งานที่ออกมาทำไมมีข้อผิดพลาดมากมายขนาดนี้ ทำไมตอนทำอยู่เราถึงไม่สังเกตเห็นมันกันนะ นี่เป็นตัวอย่างของคนที่มีวิสัยทัศน์อุโมงค์ (Tunnel Vision) ซึ่งเป็นมายเซ็ทที่ส่งผลเสียต่อการทำงานของเราอย่างมาก มันอาจทำให้เราผิดพลาดมากขึ้น ได้ประโยชน์จากงานน้อยลง และส่งผลเสียต่อทีมเวิร์กอีกต่างหาก เราเห็นคนทำงานหลายคนเป็นแบบนี้กัน เลยอยากมาอธิบายซะหน่อยว่ามีวิธีอะไรบ้างที่จะช่วยให้เราสามารถออกมาจากอุโมงค์ได้ WHAT IS TUNNEL VISION ? ลองจินตนาการดูว่า เรากำลังขับรถ หรือ นั่งอยู่บนรถสักคันหนึ่ง เมื่อมันเคลื่อนที่เข้าสู่อุโมงค์ที่อยู่เบื้องหน้า แน่นอนว่า การมองเห็นของเราก็คงจะเริ่มแคบลง จากเดิมที่เรามองเห็นถนนกว้าง ๆ บ้านเรือน สิ่งก่อสร้าง หรือ ธรรมชาติ ที่อยู่ริมถนน การเข้าอุโมงค์ก็ทำให้เราเห็นเพียงกำแพง ทางเดินรถแคบ ๆ และรถคันอื่นที่ร่วมทางกับเราเท่านั้น ส่วนสิ่งที่อยู่ภายนอกนั้น เรามองไม่เห็นมันเลยจนกว่าจะออกมาจากอุโมงค์ วิสัยทัศน์อุโมงค์ (Tunnel Vision) จึงเปรียบได้กับการที่เราโฟกัสไปที่ส่วนหนึ่งของปัญหาหรืองานอย่างหนัก จนเราไม่ได้โฟกัสไปที่ปัญหาอื่น ซึ่งสุดท้ายเราอาจจะแก้ไขปัญหานั่นไม่ได้ หรือ


