เผลอแป๊ปเดียว เวลาก็ผ่านไป 25 ปีแล้ว จากวันที่ Porsche เผยโฉมรถ 2 ที่นั่ง เครื่องวางกลาง ตัวถังเปิดประทุน ใน 986 Boxster เป็นครั้งแรก และเป็นสูตรสำเร็จสำหรับรถตัวถัง Mid-engine, 2-seater มาโดยตลอด โดยมีการเปลี่ยนแปลงในรายละเอียดต่าง ๆ ตามยุคสมัย และเพื่อฉลองให้กับโอกาสพิเศษนี้ Porsche ได้นำ 718 Boxster มาตกแต่ง styling package “Boxster 25” Limited Edition ตัวถังของ Porsche 718 Boxster 25 มาในสี GT Silver Metallic เป็นสีแแนะนำ มีจุดเด่นที่การใช้สีพิเศษ Neodyme (นีโอไดเมียม) เป็นสีเงินมันวาวที่เมื่อกระทบแสงจะดูคล้ายสีทองแดง ตกแต่งบริเวณช่องดักอากาศกันชนหน้า ช่องดักอากาศด้านข้าง และบนล้อแม็กซ์ขนาด 20 นิ้วลายใหม่ ตัดกับหลังคาผ้าใบและเบาะหนังสีแดง Bordeaux
ถึงแม้ว่าแรงกดดัน เช่น เวลาในการทำงานที่จำกัด จะช่วยให้เราเกิดความโปรดักทีฟมากขึ้นได้ แต่ในทางกลับกัน มันก็อาจทำให้เราเกิดอาการแพนิค และทำงานแย่ลงได้เหมือนกัน เพราะเวลาเรากลัวว่าตัวเองจะทำงานไม่ทัน เรามักรีบคิดและรีบปั่นงานให้เสร็จโดยไว ผลสุดท้าย งานที่ออกมาอาจไม่ได้รับการตรวจที่ถี่ถ้วนมากพอ จนมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้น เมื่อแรงกดดันเป็นเหมือนกับดาบสองคม มีทั้งข้อดีข้อเสีย เราเลยจำเป็นต้องรับมือกับมันให้ได้อย่างดี บทความนี้ UNLOCKMEN จึงนำเทคนิคดี ๆ มาฝากทุกคนกัน ซึ่งถ้ารู้แล้ว เราจะทำงานภายใต้ความกดดันได้ดีขึ้นอย่างแน่นอน ตั้งสติก่อนสตาร์ท !!! เวลาเราทำงานในช่วงที่เดดไลน์ใกล้เข้ามาแล้วนั้น เรามักจะโคตรเครียด เสียสติ และไม่คิดหรือตรวจงานให้ดี สุดท้ายงานที่ออกมามันก็แย่ หากใครเจอกับอะไรแบบนี้ เราอยากให้ลองตั้งสติ และพยายามเปลี่ยนโฟกัสจากความเครียดความกังวล มาเป็นสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเราดู ลองถามตัวเองว่าตอนนี้เรากำลังเห็นอะไร ? กำลังได้ยินอะไร ? เราหายใจเป็นยังไง ? แบบนี้จะช่วยให้เรารู้สึกถึงแรงกดดันน้อยลง มีสติมากขึ้น และแก้ปัญหาได้ดีกว่าด้วย มองย้อนกลับไปทบทวนความกดดันที่ผ่านมา ความกดดันมักเกิดขึ้นแบบเป็นแพทเทิร์น และเราอาจเจอกับแพทเทิร์นนั้นซ้ำ ๆ อยู่ก็ได้ ดังนั้น แทนที่จะปล่อยให้ประสบการณ์ความกดดันเหล่านั้นผ่านไปเฉย ๆ เราควรใช้เวลาในการเรียนรู้ และวิเคราะห์หาแพทเทิร์นของความกดดันจะดีกว่า เพราะมันจะช่วยให้เราหาแผนรับมือกับความกดดันได้อย่างมีประสิทธิภาพได้มากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราพบว่า
Arturo Magni คือคนสำคัญที่ช่วยสร้าง MV Agusta ให้โลดแล่นบนเส้นทาง Motorsport ด้วยความเป็นอัจฉริยะในด้านวิศวกรรมตั้งแต่เด็ก ความหลงใหลในอากาศยานของเขาถูกนำมาปรับใช้ในการออกแบบ 1966’s ‘Threes” MV Agusta 500 Three ที่ใช้ในการแข่งขัน Grand Prix (GP) Motorcycle Racing จนทำลายสถิติคว้าแชมป์ World Championship มาครองได้สำเร็จ ตลอดเวลาที่ Magni อยู่ในตำแหน่ง Direttore Sportivo (Director of the Racing Department) ช่วยให้ MV Agusta คว้าแชมป์ได้มากถึง 75 ครั้ง เป็นสถิติที่ยากจะหาใครมาทำลายได้ แต่ความท้าทายของ Magni ยังไม่จบลงแค่นั้น เขาตัดสินใจออกมาสร้างมอเตอร์ไซค์ของตัวเองบ้าง โดยใช้ชื่อสกุลของเขาว่า “Magni” ในปี 1977 Magni Motorcycle ยังคงใช้พื้นฐานจาก MV
เมื่อว่าด้วยเรื่องการไปให้ถึงเป้าหมายของทีม นอกเหนือจากการสร้างจุดแข็งตนเองและศึกษาคู่แข่งอย่างรอบด้านแล้ว ปฏิภาณไหวพริบในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าก็เป็นทักษะสำคัญที่คนทำงานยุคนี้ต้องมี โดยเฉพาะคนที่อยากก้าวขึ้นมาเป็น “ที่หนึ่ง” ในโลกการทำงานที่มีการแข่งขันสูงและเจอกับการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา คำตอบของการสร้างเสริมทักษะดังกล่าวเริ่มต้นจากสิ่งที่เรียกว่า Opportunity Mindset ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจว่ากระบวนการปลดล็อกความคิดสู่การหาทางออกจากวิกฤติในชีวิตประจำวันนั้น ต้องผ่านกระบวนการคิดของสมอง 4 แบบ ได้แก่ Defeatist Mode ความรู้สึกหวาดวิตก เครียด หรือกังวลเมื่อเจอปัญหา กลัวว่าถ้าลองทำแบบนี้ไป อาจทำให้ทุกอย่างแย่ลงกว่าเดิม Sustainer Mode ความคิดที่ว่าสิ่งที่จะทำไม่มีทางเป็นไปได้ คิดมากเกินไปทั้งที่ยังไม่ลองทำ ทำให้สมองถูกบล็อก ไม่กล้าก้าวออกจาก comfort zone มาลองทำสิ่งใหม่ Dreamer Mode ความรู้สึกเป็นอิสระจากเงื่อนไขทุกอย่าง ทุกสิ่งที่คิดมีโอกาสเป็นไปได้เสมอ นำไปสู่ความคิดที่จะลงมือทำอย่างจริงจัง Opportunity Mode ความรู้สึกมั่นใจ คิดบวก และมาพร้อม can-do attitude ก่อให้เกิดการลงมือปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม รวมทั้งคิดแก้ไขข้อบกพร่องมากกว่าจะล้มเลิกทุกอย่างเมื่อผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามที่หวัง แน่นอนว่าคนเราจะคิดแก้ไขปัญหาได้ก็ต่อเมื่อสมองอยู่ในภาวะ Dreamer Mode และ Opportunity Mode ซึ่งนำไปสู่การสร้าง Opportunity Mindset คนที่มีชุดความคิดแบบนี้จะรู้จักพลิกแพลงวิธีการทำงานให้ผ่านไปได้ด้วยดีในสถานการณ์ไม่คาดฝันต่าง ๆ
ช่วงนี้หลายคนน่าจะมีความเครียดและความกังวลกัน เพราะทุกอย่างในตอนนี้ดูไม่แน่นอนเสียเหลือเกิน ไม่มีใครรู้ว่า COVID-19 จะหายไปเมื่อไหร่ ไม่มีใครรู้ว่าเมื่อไรเราจะได้ใช้ชีวิตกันแบบปลอดภัยไม่กลัวโรค ไม่มีใครรู้ว่าเมื่อไหร่สถานที่ต่าง ๆ จะเลิกโดนสั่งปิด ไม่มีใครรู้ว่าเมื่อไรเราถึงจะได้ทำในสิ่งที่อยากทำได้อย่างเต็มที่ซะที เหล่านี้คงทำให้หลายคนรู้สึกดาวน์ และไม่อยากทำงานกันบ้างแหละ การทำงานที่ไม่อยากทำอาจทำให้เราเกิดความขี้เกียจ ซึ่งนอกจากจะทำให้เราไม่โปรดักทีฟแล้ว งานวิจัยบอกเราว่า ความขี้เกียจในระยะยาวอาจทำให้เรามีสุขภาพแย่ลง ร่ำรวยน้อยลง และมีความสุขน้อยลงด้วย แต่การออกจากงาน หรือ เปลี่ยนงานในช่วงนี้ คงเป็นเรื่องที่หลายคนรู้สึกว่า ยังไม่ปลอดภัยที่จะทำมัน เพราะอาจทำให้ถูกมองว่าไม่เป็นมืออาชีพ ไม่สู้งาน และขัดขวางความก้าวหน้าในการทำงาน บางคนจึงเลือกที่จะเก็บมันไว้ในใจ มากกว่าที่จะพูดเรื่องนี้ให้ใครฟัง และเผชิญหน้ากับปัญหานี้เพียงลำพังต่อไป ฟังดูเป็นเรื่องที่ทำให้หลายคนซัฟเฟอร์ แต่โชคดีที่มันยังมีวิธีการประคับประคองตัวเองให้ทำงานต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพเหมือนกัน เราได้นำวิธีเหล่านั้นมาแชร์กับทุกคนในบทความนี้ ลองทำตามดูแล้วดูว่ามันได้ผลมากแค่ไหน !! ตอบให้ได้ว่าทำไมเราถึงยังต้องทำงานนี้อยู่ ไม่ว่าเราจะทำอะไรก็ตาม ควรจะมีการตั้งเป้าหมาย เพราะถ้าไม่ เราอาจรู้สึกว่าสิ่งที่ทำอยู่มันไร้ค่าไร้ความหมาย และหมดแพสชั่นในการทำมันได้อย่างรวดเร็ว ในการทำงานที่เรารู้สึกว่าไม่อยากทำก็เช่นกัน ถ้าเราจมอยู่กับความรู้สึกที่ว่าทำไมเราถึงยังตัองทำงานนี้ต่อไป ทุกอย่างมันก็คงมีแต่จะแย่ลง เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราควรทำเป็นอย่างแรก คือ การหาให้ได้ว่าทำไมเราถึงยังต้องทำงานที่น่าเบื่อหน่ายอยู่ ? เพราะเงิน? เพราะความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน? เพราะฐานะสังคม? เมื่อเป้าหมายในการทำงานเราชัดแล้ว กำลังใจมันก็มักจะมาเอง แต่ข้อควรระวังเมื่อเราจะตั้งเป้าหมายในการทำงาน คือ
ในวงการแต่งรถ ทั่วทั้งโลกต้องรู้จักและยอมรับฝีมือของ 3 จตุรเทพจากประเทศญี่ปุ่น หนึ่งคือ Nakai-san แห่งสำนัก RWB ผู้เชี่ยวชาญด้าน air-cooled Porsche สองคือ Kato-san แห่งสำนัก LB-Performance หรือ Liberty Walk เจ้าแห่งสไตล์ Wide body และสามคือ Kei Miura-san ผู้ออกแบบ Rocket Bunny หรือ Pandem หนึ่งในสินค้าภายใต้บริษัท T.R.A. Kyoto เจ้าแห่งการผสมผสานความ Classic ให้เข้ากับทุกดีไซน์ทันสมัยจากฝั่งญี่ปุ่นและตะวันตก ในสามจตุรเทพนี้ ดูเหมือน Kei Miura จะเป็นคนที่ติสท์ พูดน้อยที่สุด ออกสื่อน้อยที่สุด เรื่องราวส่วนตัวของเค้าเป็นสิ่งที่หาได้ยากแม้กระทั่งในโลกออนไลน์ปี 2021 ติสท์กระทั่งที่มาของโลโก้ Rocket Bunny ยังไม่ค่อยจะตรงกันซะทีเดียว บ้างก็ว่ามาจากแก้วกาแฟทรงกระต่างที่เขาใช้ดื่มบ่อย ๆ บ้างก็ว่ามาจากการทำมือสัญลักษณ์ Ok เริ่มต้นจากการแต่งรถ Honda
การได้ครอบครอง Porsche 911 น่าจะเป็นความฝันของใครหลายคน แต่สำหรับคนเล่น Porsche สายลึกตัวจริง ความฝันขั้นกว่าคือการได้มอบ 911 ให้ Akira Nakai บินมาตัดบอดี้ชิ้นส่วนรถ 911 ราคาหลายล้านของคุณ เพื่อแต่งให้เป็น RWB (Rauh-Welt Begriff) ชื่อที่คนในวงการรู้กันทันทีว่าหมายถึง Porsche Wide Body ที่มากับซุ้มล้อขนาดใหญ่ ดึงดูดสายตาทุกคนรอบข้างมันให้จดจ่อจนไม่กล้าละสายตาไปไหน ไม่ใช่เฉพาะในญี่ปุ่นหรือเอเชีย แต่เรากำลังพูดถึงกลุ่มศาสนาย่อย ๆ ที่คนทั้งโลกต่างเฝ้ารอการสร้างสรรค์ผลงานแบบ One-Off ที่ไม่มีใครทำแทนได้ นอกจากตัว Nakai-san เท่านั้น Akira Nakai หรือที่หลายคนเรียกกันอย่างเป็นกันเองว่า Nakai-san ผู้ชายมาดเท่ ที่มีภาพจำเป็นควันบุหรี่ล้อมรอบตัวตลอดเวลา มือนึงถือขวดเบียร์ Stella Artois ที่เจ้าตัวชื่นชอบ ในขณะที่อีกมือวาดอากาศราวกับกำลังออกแบบอะไรบางอยู่อยู่ตลอดเวลา ทรงผมที่ยุ่งเหยิงสะท้อนคาแรคเตอร์ความทำงานด้วยสองมือของตัวเอง เราแทบไม่เคยเห็นภาพ Nakai-san ทำงานผ่านผู้ช่วยหรือลูกน้องในขณะที่เจ้าตัวนั่งสั่งงานเหมือนคนอื่นเลย จุดเริ่มต้นของ RWB (Rauh-Welt Begriff) คงไม่แตกต่างจากสำนักแต่งรถอื่น ๆ
เราเชื่อว่ามีหลายคนที่ย้อนหันกลับไปมองอดีตของตัวเอง แล้วรู้สึกเสียใจที่ละทิ้งความฝัน และเส้นทางชีวิตที่โคตรจะเป็นตัวเองไป เพื่อที่จะหันกลับมาเดินอยู่ในเส้นทางที่ปลอดภัย และใคร ๆ เขาก็ทำกันในแบบที่สังคม ผู้ใหญ่ ทุก ๆ คนรอบข้างได้สร้างมาตรฐาน ตีกรอบ รวมถึงกฎเกณฑ์ขึ้นมา และนำมันมาใช้ตัดสินคุณว่า สุดท้ายแล้ว ชีวิตคุณดีหรือไม่ดีในสายตาพวกเขา แต่ก็มีคนบางคนที่เลือกจะไม่หวั่นไหวต่อคำพูดใด ๆ เมื่อพวกเขาได้รู้ว่า เส้นทางที่พวกเขาเลือกที่จะเดินไป มันมีเส้นชัยรออยู่ถึงแม้ว่าคนอื่นจะมองไม่เห็นเหมือนพวกเขาก็ตาม ถ้าหากให้พูดตรง ๆ เราคงจะบอกว่า มันคงจะรู้สึกโคตรแย่ ถ้าเกิดมาทั้งที รู้ว่าตัวเองทำอะไรได้ดี แต่ไม่กล้าที่จะทำ เพียงเพราะสิ่ง ๆ นั้น มันแตกต่าง นอกกรอบ และดูออกจะอิสระเกินไปสำหรับใครบางคน และนั่นเป็นสิ่งสะท้อนให้เห็นชีวิตของผู้ชายคนหนึ่ง ซึ่งในวันนี้เราได้นำเอาเรื่องราวที่น่าสนใจในชีวิตของเขาที่สามารถช่วยสร้างแรงบันดาลใจ ให้กับคนที่กำลังหมดไฟได้เป็นอย่างดีมาให้ได้อ่านกัน และผู้ชายคนนั้นก็ไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็น Wataru Kato ชายชาวญี่ปุ่น และเจ้าสำนักแต่งรถชื่อดังระดับโลก “Liberty Walk” เห็น ๆ เกริ่นมาแบบนี้ อย่าเพิ่งมองว่าชีวิตจะไปมีอะไร วัน ๆ ก็แค่แต่งรถ ถ้าหากคุณคิดแบบนี้ล่ะก็ ลองอ่านดูให้จบซักรอบแล้วผู้ชายคนนี้จะสอนให้คุณรู้ว่า ความสำเร็จที่อยู่นอกกรอบ มันเป็นอย่างไร
หนึ่งในแบรนด์รถยนต์ที่มีระบบ Infotainment ล้ำสมัยและดีไซน์ล้ำสุด ๆ น่าจะต้องยกให้ “Mercedes-Benz User Experience (MBUX) infotainment technology” ของ Mercedes-Benz การออกแบบที่สร้างความรู้สึกหรูหราอลังการ เช่น จอแสดงผล infotainment ขนาด 12.8 นิ้วแบบ touchscreen บริเวณกลางคอนโซล หรือจอขนาด Digital gauge cluster ขนาด 12.3 นิ้ว ที่แสดงข้อมูลสำคัญให้ผู้ขับขี่เห็นได้อย่างชัดเจนในรถยนต์ Generation ปัจจุบัน ซึ่งยากจะหาใครมาเทียบ และสำหรับรถยนต์ตระกูล EQS generation ใหม่แห่งอนาคตของ Mercedes-Benz ได้มีการอัพเกรดระบบ MBUX ที่นวัตกรรมล้ำยิ่งกว่า ด้วย MBUX Hyperscreen 56-inch infotainment technology จอขนาดใหญ่ที่โค้งมนสวยงาม แสดงผลคมจัดชัดเจน กินพื้นที่ทั้งคอนโซลตั้งแต่ซ้ายจรดขวาสุดของเสา A-pillar ตั้งแต่คนขับรถไปจนถึงผู้โดยสาร Hyperscreen แบบ OLED


