ถ้าพูดถึงแบรนด์รถยนต์หรูอย่าง Mercedes-Benz น่าจะพูดได้เต็มปากว่าเป็นรถในฝันของมนุษย์ทุกคน ด้วยรูปลักษณ์การออกแบบที่น่าหลงใหล สมรรถนะ เทคโนโลยี และความปลอดภัยที่เหนือกว่าใคร เป็นแบรนด์รถยนต์ที่มีความน่าเชื่อถือด้านวิศวกรรมระดับโลกจากประเทศเยอรมนี สะท้อนรสนิยมความมีระดับ ความสำเร็จของคนคนนั้นได้อีกด้วย หลายคนน่าจะทราบกันดีอยู่แล้วว่านอกจาก Mercedes-Benz รุ่นรหัสปกติ มันยังมีความพิเศษที่เหนือกว่าภายใต้ชื่อรหัส ‘AMG’ อยู่ด้วย ซึ่งเป็นรหัสที่หลายคนคุ้นเคยปนสับสน ระหว่าง Mercedes-Benz AMG line ที่เน้นการตกแต่งเพิ่มอารมณ์สปอร์ต เช่น C 220 d AMG Dynamic และ Mercedes-AMG Car รถที่ผ่านการปรับจูนสมรรถนะจากนวัตกรรม Race Cars ซึ่งจะแตกต่างตั้งแต่เครื่องยนต์ สมรรถนะ ช่วงล่าง และการตกแต่งทั้งภายนอกภายใน เช่น Mercedes-Benz CLS 300 d AMG Premium เครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ ขนาด 2.0 ลิตร เทอร์โบคู่ กำลังสูงสุด 245 แรงม้า
“กูอยากแต่งตัวแต่งบ้านแบบมินิมัลว่ะ แล้วไม่ใช่มินิมัลแบบธรรมดาด้วยนะ กูจะแต่งมินิมัลแบบญี่ปุ่น” วลีนี้คือสิ่งที่พวกเราชาว UNLOCKMEN เคยได้ยินมากกว่าหนึ่งครั้ง เวลาพูดถึงแฟชั่นแบบมินิมัล (Minimal) ไปจนถึงการแต่งบ้านสไตล์มินิมัล ชาติแรกที่คนส่วนใหญ่จะต้องนึกถึงความมินิมัลมักเป็นประเทศญี่ปุ่นเสมอ จนพานให้พวกเราสงสัยว่า ไอ้หนุ่มที่บอกว่าอยากแต่งตัวแต่งบ้านมินิมัลสไตล์ญี่ปุ่น มันเป็นมินิมัลแบบเดียวกับที่คนอื่น ๆ เข้าใจหรือไม่ แล้วที่มาของการทำให้คนญี่ปุ่นกลายเป็นต้นแบบของความเรียบโก้ มันเริ่มมาตั้งแต่เมื่อไหร่กันแน่ มินิมัล หรือ มินิมัลลิสม์ (Minimalism) ในแง่ของศิลปะคือสุนทรียศาสตร์ที่ว่าด้วยความเรียบง่าย เกิดขึ้นโดยบางกลุ่มบางคนในช่วงยุค 50-60s ที่เบื่อกับศิลปะสไตล์ Abstract แบบสุด ๆ รู้สึกหงุดหงิดงุ่นง่านกับความยุ่งเหยิงฉูดฉาดเต็มไปด้วยสีสันจนไม่รู้จะโฟกัสตรงไหนก่อน (บางคนคิดแบบนี้จริง ๆ) จนทำให้พวกเขาต้องผลิตผลงานหรือบางสิ่งที่สบายตามากกว่าออกมาเสพกันเอง บางคนนำความเรียบง่ายมาจากจิตรกรรมนามธรรมแบบเรขาคณิต มุ่งหน้าเข้าหาความเรียบง่าย อยู่กับธรรมชาติมากขึ้น และตัดทอนสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไปเสีย แต่หากพูดถึงมินิมัลในแง่ของแฟชั่น ดีไซน์ หรือการตกแต่งบ้าน สิ่งที่คนไทยจะคุ้นเคยคือมินิมัลแบบญี่ปุ่น อาจเป็นเพราะประเทศไทยอยู่ในทวีปเดียวกับญี่ปุ่น มีความใกล้ชิดรู้จักกับมินิมัลญี่ปุ่นมากกว่ามินิมัลแบบอื่น ๆ และนอกจากญี่ปุ่นที่คนไทยส่วนใหญ่นึกถึง อีกที่ที่หนีไม่พ้นคือความเรียบง่ายแบบสแกนดิเนเวีย ชาวมินิมัลทุกโลกต่างให้ความสำคัญกับวัตถุดิบไม่น้อยไปกว่าสไตล์ พวกเขาจะพยายามเลือกเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย ข้าวของเครื่องใช้ที่ทำจากวัสดุธรรมชาติที่สะอาดตา มีกรรมวิธีสร้างที่เรียบง่ายไม่ซับซ้อน ปราศจากการปรุงต่างมากจนเกินไป ย้อนกลับไปยังช่วงเวลาที่พุทธศาสนานิกาย ‘เซน’ ได้รับความนิยมนับถือโดยชาวญี่ปุ่นจำนวนมาก ใจความสำคัญของนิกายเซนคือการปลูกฝังให้ผู้คนเห็นความสำคัญถึงความเรียบง่าย สามารถนำตัวเองอยู่ร่วมกับธรรมชาติมากกว่าวัตถุ
ช่วยเหลือ ดูแลเอาใจใส่ ทำตามใจคนอื่นตลอดเวลา ฯลฯ นิสัยเหล่านี้อาจทำให้เราดูดีในสายตาคนอื่น แต่ถ้าเราทำสิ่งเหล่านี้ เพราะอยากให้คนอื่นยอมรับในตัวเรา ชีวิตของเราอาจจะดิ่งลงหุบเหวได้เช่นกัน เพราะคนที่ชอบเอาอกใจคนอื่น เพื่อให้คนอื่นยอมรับในตัวเอง หรือ ‘people-pleaser’ มักไม่มีความสุข และมีปัญหาเรื่องความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง UNLOCKMEN เลยอยากจะมาพูดถึงลักษณะของ people-pleaser และวิธีการใส่ใจกับตัวเอง เพื่อให้ทุกคนสามารถเลิกเป็นคนที่ชอบเอาอกเอาใจคนอื่น และทำความต้องการของตัวเองมากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้มีความสุขในชีวิตมากขึ้นตามมา 10 ลักษณะของ people-pleaser ก่อนอื่นเราอยากพูดถึงลักษณะของคนที่เป็น people-pleaser ก่อน เพื่อให้ทุกคนเข้าใจตัวเองได้มากขึ้น people-pleaser คือ คนที่โหยหาการยอมรับจากคนอื่น เลยต้องแสดงออกในเชิงที่เอาใจคนอื่นอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็น พูดในสิ่งที่คนอื่นอยากได้ยิน ตอบรับคำเชิญไปงานปาร์ตี้ที่ไม่อยากไป รับงานที่ตัวเองก็ไม่ได้อยากทำ เป็นต้น ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้ ส่งผลให้ พวกเขาเลยมักไม่มีความสุขในการใช้ชีวิต ไม่เป็นตัวของตัวเอง และถูกคนอื่นมองว่าไม่จริงใจ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสัญญาณของ people-pleaser ได้แก่ ช่วยเหลือคนอื่น เพราะไม่อยากถูกมองว่าเห็นแก่ตัว หรือ อยากดูดีในสายตาพวกเขา ปากไม่ตรงกับใจ เห็นด้วยกับคนอื่น ทั้ง ๆ ที่ในใจเห็นต่าง รู้สึกต้องรับผิดชอบกับความรู้สึกของคนอื่น
หลังจากที่ผู้พัฒนาเกมได้เลือนวันปล่อยเกมมาหลายครั้งหลายครา จนหลายคนต้องอดใจรอมานาน ในที่สุดวันที่ 10 ธันวาคมนี้ เกมเมอร์จะได้เล่นเกมนี้พร้อมกันแล้วทั่วประเทศแล้ว แต่สำหรับใครที่ไม่ใช่สายเกม อาจสงสัยว่าทำไมเกมนี้ถึงเป็นเกมที่หลายคนรอคอยที่จะเล่นมันเหลือเกิน ! เราเลยอยากมาสาธยายความเจ๋งของ CYBERPUNK 2077 ให้ทุกคนฟังกัน WHAT IS CYBERPUNK ? เวลาพูดถึง CYBERPUNK หลายคนอาจพูดถึงนิยายแนว CYBERPUNK ที่ฉายภาพของโลกในอนาคตที่มีความก้าวหน้าในด้านเทคโนโลยีหุ่นยนต์และจักรกล ซึ่งแน่นอนว่า เกม CYBERPUNK 2077 ก็ให้ภาพแบบเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็น ตัวละครเกมที่มีการติดตั้งอุปกรณ์สุดไฮเทค เมืองที่เต็มไปด้วยสีสันของไฟนีออน และภาพโฮโลแกรม รวมถึง พาหนะและอาวุธต่าง ๆ ที่มีดีไซน์ล้ำยุค CYBERPUNK 2077 จะอยู่ในจักรวาลเดียวกันกับซีรีส์บอร์ดเกม CYBERPUNK ซึ่งออกแบบและพัฒนาโดย ไมค์ พอนด์สมิธ กราฟฟิกดีไซน์เนอร์ชาวอเมริกัน และ บริษัทผลิตบอร์ดเกม R. Talsorian Games โดยเนื้อเรื่องของเกมจะเกิดขึ้นในเมืองไนท์ซิตี้ (Night City) ของประเทศสหรัฐฯ ซึ่งผู้เล่นต้องเอาตัวรอดจาก สงครามระหว่างแก๊งค์ รวมถึง
เข้าสู่ช่วงสิ้นปีที่ลมหนาวเข้ามาทักทายแบบนี้ ถือเป็นโอกาสดีสำหรับหนุ่ม ๆ ผู้ชื่นชอบการแต่งตัวทุกคน โดยเฉพาะคนนี้กำลังวางแผนไปเดินทางไปต้อนรับลมหนาวถึงที่ด้วยตัวเอง อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าเป้าหมายของคุณจะเป็นที่ไหน แต่สิ่งที่จะขาดไม่ได้เลยก็คือ เครื่องแต่งกายที่โดดเด่นทั้งในเรื่องของสไตล์และฟังก์ชันการใช้งาน และสำหรับหนุ่ม ๆ ที่กำลังมองหาเสื้อตัวใหม่มาสวมใส่ในช่วงเวลานี้ Flannel Shirt คือเสื้ออีกชนิดที่เราอยากแนะนำให้ทุกคนหยิบออกจากตู้มาสวมใส่กันอีกครั้งหนึ่ง แต่จะเป็นเพราะเหตุผลอะไรและมีเทคนิคการสวมใส่ยังไงบ้าง มาทำความรู้จักไปพร้อม ๆ กันได้เลยครับ ทำความรู้จัก Flannel Shirt Flannel Shirt คือเสื้อเชิ้ตผ้าสักหลาดที่ถักทอมาจากขนสัตว์ (Wool) ฝ้าย (Cotton) รวมถึงผ้าใยสังเคราะห์ (Synthetic Fabric) ที่มีต้นกำเนิดมาจากประเทศเวลส์ในศตวรรษที่ 17 พร้อมคุณสมบัติเฉพาะตัวของการเป็นผ้าที่มีเนื้อเบาสบายที่สามารถรักษาความอบอุ่นได้ดี โดยนอกจากจะเหมาะสมกับการนำมาตัดเย็บเป็นเสื้อผ้าแล้ว ผ้า Flannel ยังถูกนำมาใช้ตัดเย็บเป็นผ้าห่มและผ้าปูที่นอนอีกด้วย อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมามักมีคนที่เข้าใจผิดและคิดว่า Flannel Shirt คือเสื้อเชิ้ตลายสก็อตซึ่งไม่ถูกต้อง เพราะเสื้อลายสก็อตเป็นเพียงชนิดย่อยของ Flannel Shirt ที่ถูกเรียกว่า Flannel Plaid หรือ Plaid เท่านั้น โดยความหมายถูกต้องของ Flannel Shirt
ปีนี้คงเป็นปีที่หนักหน่วงสำหรับธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจด้านการท่องเที่ยว เพราะเกิดวิกฤตการแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของคนทั่วโลกมากพอสมควร เห็นได้ว่า หลังจากเกิดวิกฤต พฤติกรรมของคนเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็น การเปลี่ยนจากทำงานในออฟฟิศเป็นการทำงานจากบ้าน การสวมหน้ากากอนามัยกันมากขึ้น เมื่อปีนี้แค่ปีเดียวทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากมาย เทรนด์การทำธุรกิจในปีหน้าจึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจ วันนี้เราเลยได้นำ 8 เทรนด์ค้าปลีกจาก tinuiti เสิร์ชเอนจินมาร์เก็ตติ้งเอเจนซี่ มาเล่นสู่กันฟัง จะมีเทรนด์อะไรที่น่าสนใจบ้าง ไปดูกันเลย เทรนด์ที่ 1 :Social Commerce เป็นโอกาสในการทำธุรกิจ ตอนนี้การซื้อของออนไลน์กำลังได้รับความนิยม และเทรนด์นี้น่าจะอยู่กับเราไปจนถึงปีหน้า จากการสำรวจของ Bazaarvoice Network พบว่า ผู้บริโภคกว่า 41% หันมาซื้อสินค้าประเภทที่พวกเขาซื้อในร้านค้าเป็นประจำบนออนไลน์ จึงเป็นโอกาสของธุรกิจที่จะนำ Social Commerce หรือ ระบบการซื้อสินค้าบนโซเชียลมีเดียมาใช้ประโยชน์ เพราะมันเป็นเครื่องมือที่จะช่วยให้นักช้อปสามารถซื้อของออนไลน์ได้อย่างราบรื่นมากขึ้น เพียงแค่เข้ามาที่โซเชียลมีเดียของเรา ก็สามารถกดสั่งซื้อได้เลย โดยไม่ต้องเข้าไปที่เว็บไซต์อื่น เฟซบุ๊กและอินสตราแกรม เปรียบเหมือนร้านค้าแบบใหม่ที่เราสามารถปรับแต่งหน้าร้านได้ ไม่ว่าจะเป็น การใส่แบนเนอร์ รูปภาพ สี รวมถึง ปุ่มต่าง ๆ ซึ่งร้านค้าเหล่านี้จะช่วยให้เรามีโอกาสเข้าถึงลูกค้าทั่วโลกได้มากขึ้นด้วย
หลายคนอาจเคยเกิดอาการเบื่องานที่ตัวเองทำอยู่ เพราะบางครั้งงานที่ทำอยู่ก็ไม่ได้น่าสนใจ หรือ บางครั้งเราอาจทำงานน้อยเกินไปจนรู้สึกว่าตัวเองทำประโยชน์ให้กับที่ทำงานไม่เพียงพอ ส่งผลให้เราไม่มีแพสชั่นในการทำงาน และรู้สึกว่าการทำงานเป็นเรื่องน่าเบื่อขึ้นมา อาการนี้มีชื่อเรียกว่า ‘Boreout Syndrome’ และส่งผลเสียต่อเราทั้งการทำงานและการใช้ชีวิต เราเลยอยากมาแนะนำ 5 วิธีการรับมือกับอาการ Boreout เพื่อให้เรากลับมาทำงานได้อย่างมีความสุขอีกครั้ง Boreout ต่างจาก Burnout อย่างไร ? Boreout Syndrome คือ อาการเบื่องานที่มักเกิดขึ้นจากการทำงานที่ไม่มีคุณภาพเพียงพอ หรือ น้อยเกินไป บางครั้งก็เกิดจากการทำงานที่ไม่สอดคล้องกับรายละเอียดของงาน หลายคนอาจจะสับสนอาการนี้กับ Burnout เพราะมันค่อนข้างมีความคล้ายกัน แต่เราอยากบอกว่า 2 อย่างนี้แตกต่างกันมาก โดย Boreout เกิดขึ้นจากการทำงานน้อยเกินไป หรือ งานส่วนใหญ่ที่ทำไม่น่าสนใจเพียงพอ ส่งผลให้เรารู้สึกว่าไม่ได้ใช้ศักยภาพของตัวเองในการทำงานอย่างเต็มที่ เสียแพสชั่นในการทำงาน และเกิดอาการ Boreout ในที่สุด ส่วน Burnout จะตรงข้ามกับ Boreout คือ เกิดจากการทำงานมากเกินไปจนเหนื่อย เครียด รู้สึกไม่มีพลังงานไปทำอย่างอื่น และเมื่อจิตใจเราเหนื่อยล้าจากงาน อาการ Burnout ก็สามารถเกิดขึ้น ซึ่งอาการ
เราคงได้ยินกันบ่อยแล้วว่า การเล่นมือถือส่งผลเสียต่อเราอย่างไรบ้าง บางคนอาจเคยได้ยินว่าการเล่นโซเชียลมีเดียทำให้เราเหงามากขึ้น หรือ เป็นซึมเศร้ามากขึ้น ฯลฯ บางทีการเล่นโทรศัพท์อาจไม่ใช่เรื่องแย่อย่างที่เราคิด อ้างอิงจากงานวิจัยชิ้นใหม่ที่ชี้ให้เห็นว่า เวลาที่เราใช้งานหน้าจอมือถือ (screen time) ไม่มีความเกี่ยวข้องกับ ปัญหาด้านสุขภาพจิต เช่น ความเครียด ความกังวล ภาวะซึมเศร้า นักวิจัยจาก มหาวิทยาลัยแลงคาสเตอร์ มหาวิทยาลัยบาธ และมหาวิทยาลัยลินคอล์น ได้ร่วมกันศึกษาผู้ใช้โทรศัพท์ทั้งหมด 245 คน แบ่งเป็น ผู้ใช้ไอโฟน 199 คน และผู้ใช้แอนดรอย 46 คน เป็นเวลา 1 สัปดาห์ เพื่อหาความเชื่อมโยงระหว่างการใช้งานเทคโนโลยีกับสุขภาพ ซึ่งในช่วงที่ทำการศึกษา ผู้เข้าร่วมการทดลองทุกคนได้ตอบคำถามเรื่องสุขภาพกายและใจ ทำแบบทดสอบวัดอาการวิตกกังวลและซึมเศร้า รวมถึงแบบทดสอบเรื่องทัศนคติเกี่ยวกับการใช้โทรศัพท์มือถือของพวกเขา ผลการวิจัยพบว่า อัตราการใช้สมาร์ทโฟนไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับสุขภาพจิตที่แย่ลงเลย ขัดแย้งกับงานวิจัยก่อนหน้านี้ที่บอกว่า การใช้สมาร์ทโฟนเป็นเวลานาน ทำให้เกิดความวิตกกังวล รวมถึง ภาวะซึมเศร้า แถมคนที่วิตกกังวลและซึมเศร้าสูงยังมีอัตราการใช้โทรศัพท์ไม่ต่างจากคนที่มีอาการน้อยกว่าด้วย สิ่งที่เกี่ยวข้องกับ ภาวะซึมเศร้าและวิตกกังวลจากการใช้โทรศัพท์ คือ มุมมองของผู้ใช้มีต่อพฤติกรรมการใช้งานโทรศัพท์ของตัวเอง กล่าวคือ แม้จะใช้งานโทรศัพท์เป็นเวลานานเท่ากัน คนที่รู้สึกว่าตัวเองใช้งานโทรศัพท์มากเกินไปอาจมีสุขภาพจิตที่แย่กว่าคนที่ไม่รู้สึกอะไรกับการใช้งานโทรศัพท์ของตัวเอง สิ่งสำคัญที่งานวิจัยชิ้นนี้ชี้ให้เห็น
ถึงแม้จะมีต้นกำเนิดมาจากซีกโลกตะวันตก แต่ก็ต้องยอมรับว่าทุกวันนี้ ‘สเต็ก’ ได้กลายเป็นหนึ่งในอาหารยอดนิยมของบ้านเราไปแล้ว มี Steak House เกิดขึ้นมากมายจนสามารถหารับประทานได้ง่าย ๆ ไม่ต่างจากอาหารไทย ไล่เรียงตั้งแต่สเต็กราคาประหยัดที่ใคร ๆ ก็สามารถเข้าถึงได้ไปจนถึงสเต็ก ‘High-End’ ที่หนึ่งชิ้นราคาอาจสูงถึง 5 หรือ 6 หลักเลยทีเดียว เราคิดว่าน่าจะมีหนุ่ม ๆ ไม่น้อยที่ชื่นชอบเจ้าอาหารชนิดนี้ เราเองก็เช่นกัน เพราะถึงแม้สเต็กจะมีหน้าตาเรียบง่าย แต่แท้จริงแล้วมันคือศาสตร์อย่างหนึ่งที่ซับซ้อน มีปัจจัยมากมายไม่ว่าจะเป็นประเภทของเนื้อ, วิธีการหมัก, วิธีการย่าง, หรือแม้กระทั่งการใช้ความร้อน ด้วยเหตุนี้ UNLOCKMEN จึงขอแนะนำ 5 ร้านสเต็กที่เราชื่นชอบ มาเอาใจหนุ่ม ๆ สายเนื้อโดยเฉพาะ Neil’s Tavern ร้านสเต็กเก่าแก่ที่เปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 1969 ซึ่งแน่นอนว่าด้วยประสบการณ์กว่า 50 ปีจึงทำให้ที่นี่เป็นหนึ่งใน Steak House ที่เหล่า Steak Lover ต้องหาโอกาสมาลิ้มลองให้ได้สักครั้ง ตามชื่อ Neil’s Tavern การตกแต่งของที่นี่ให้บรรยากาศเหมือนหลุดไปอยู่ในโรงเตี๊ยมสักแห่งในยุโรป เป็นความรู้สึกที่ทั้งเคร่งขรึมและผ่อนคลายในเวลาเดียวกัน Why I Love


