“คุยกันอย่างเมามันส์มาตลอด วันหนึ่งเพื่อนคนนี้ก็ไม่ตอบกลับอีกเลย “ “โดนบล็อกไลน์แบบไม่รู้สาเหตุ” ฯลฯ หลายคนน่าจะเคยเจอกับเหตุการณ์นี้ และคงงง ๆ ว่ามันเกิดอะไรขึ้น จะถามหาสาเหตุเขาก็หายไปแล้ว จะถามหาสาเหตุเขาก็บล็อกเราไปแล้ว เราเข้าใจความรู้สึกนั้นดี เพราะเราก็เคยโดนมาเหมือนกัน และอยากช่วยทุกคนให้ผ่านพ้นมันไปได้ด้วยดี จึงได้นำวิธีการรับมือกับการถูกเทแบบไม่รู้สาเหตุมาฝากทุกคนกัน รู้จัก Ghosting การเทแบบไม่มีการบอกกล่าว ถ้าอยู่ดี ๆ คนที่เราคุยด้วยเป็นปกติหายหน้าหายตาไป แบบไม่มีการบอกกล่าว และไม่มีการตอบโต้กับเราอีกเลย เรามักเรียกกันว่าเป็นการหายไปเหมือนผี หรือ Ghosting ซึ่งหมายถึง การออกจากความสัมพันธ์ไปแบบไม่มีการบอกกล่าว เช่น การอ่านแชทแล้วไม่ตอบอีกเลย หรือ การปิดการสื่อสารทุกช่องทางเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายตามตัวได้ เป็นต้น ซึ่งสาเหตุที่คน Ghosting เกิดขึ้นได้เมื่อฝ่ายหนึ่งรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้อยู่ในความสัมพันธ์กับอีกฝ่ายแล้ว และยังเป็นเรื่องยากที่จะอธิบายเรื่องนี้ให้อีกฝ่ายเข้าใจด้วย จึงเลือกใช้วิธีนี้ ซึ่งเป็นวิธีการตัดความสัมพันธ์ที่ง่ายและรวดเร็ว แม้การหายไปเหมือนผี อาจช่วยให้เราสามารถหลีกเลี่ยงบทสนทนาที่น่าอึดอัดกับอีกฝ่ายได้ แถมไม่ต้องมานั่งแคร์ความรู้สึกของอีกฝ่ายต่อไปด้วย แต่ในด้านของคนที่โดนก็คงขำไม่ออกเหมือนกัน เพราะการถูก Ghosting มักทำให้คนเกิดความสับสน สูญเสียความมั่นใจ และมองเห็นคุณค่าในตัวเองน้อยลง แถมหากโดนทำแบบนี้ใส่บ่อย ๆ ก็อาจเกิดความเจ็บปวดทางใจอย่างหนัก เพราะการถูก Ghosting ก็ไม่ต่างจากการถูกกีดกันทางสังคม (Social
“เบอร์เกอร์บ้าอะไร ใช้เวลาทำตั้ง 20 นาที แถมรับลูกค้าแค่วันละ 4-5 คนต่อวัน” “มันติสท์อะไรของมันวะ กับอีแค่เบอร์เกอร์เนี่ย ทำไมต้องจริงจังขนาดนั้นด้วย” “ให้ตีราคาเองเหรอ จะจ่ายกี่บาทก็ได้ดิ งั้นขอกินฟรีได้ปะ !?” นอกจากอารมณ์อยากรู้อยากลองลิ้มรสแฮมเบอร์เกอร์ที่มีเสียงร่ำลือว่ามันถูกรังสรรค์ขึ้นมาด้วยความใส่ใจในทุกรายละเอียด คงปฏิเสธไม่ได้ว่าอีกมุมหนึ่งในโลกไซเบอร์นั้นเต็มไปด้วยคอมเม้นต์ และบทสนทนาทำนองเดียวกับคำพูดข้างต้นที่เราหยิบยกมา ซึ่งก็คือ Reaction เชิง Negative ของใครอีกหลายคนที่เพิ่งเคยรู้จักหรือเคยได้ยินคำบอกเล่าของคนอื่นต่อ ๆ กันมา เกี่ยวกับร้านเบอร์เกอร์ร้านหนึ่ง ที่เคยสร้างปรากฏการณ์คิวเต็มยาวตลอดปีมาแล้วเมื่อ 2-3 ปีก่อน แต่เราเชื่อว่าหากใครมีโอกาสได้สัมผัสการนำเอาอาหารฟาสต์ฟู้ดอย่างแฮมเบอร์เกอร์มายกระดับให้กลายเป็นงานคราฟต์สุดพิถีพิถันภายในร้าน HomeBurg โปรเจกต์ทดลองของหนุ่มลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่น อย่าง ‘ไทกิ – รัตนพงศ์ ทสึโบตะ’ คงจะได้คลายข้อสงสัยต่าง ๆ นา ๆ ที่เคยมีต่อเมนูเบอร์เกอร์โคตรอินดี้ที่ยากจะเข้าใจ ว่ามันแตกต่าง และสามารถสร้างความตราตึงให้กับผู้ที่ลิ้มลองได้อย่างไร เพราะถึงแม้ในปัจจุบันเขาจะหยุดโปรเจกต์ Homeburg ไป และกำลังมุ่งมั่นกับการนำเสนอเมนูเบอร์เกอร์สไตล์ไทกิให้เข้าถึงได้ง่ายกว่าเดิมภายใต้แบรนด์ Bun Meet & Cheese แต่รสสัมผัสอันยอดเยี่ยม รวมถึงประสบการณ์การรับประทานที่แปลกใหม่ซึ่งมาจากฝีมือของไทกิโดยตรงเหมือนเมื่อครั้งที่ทำร้าน Homeburg ก็ยังคงเป็นที่เฝ้ารออยู่เสมอ และคอลัมน์ The Real
เชื่อว่าภาพยนตร์ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับสงคราม คือเป็นหนึ่งในประเภทของภาพยนตร์ที่หนุ่ม ๆ หลายชื่นชอบ ขณะเดียวกัน ช่วงเวลาที่ผ่านมายังมีภาพยนตร์ที่อ้างอิงจากเหตุการณ์จริงในสงครามหลายเรื่อง ที่สามารถสร้างความประทับใจรวมถึงมีส่วนสำคัญในการบอกเล่าประสบการณ์จากสมรภูมิต่าง ๆ ให้ผู้คนมีโอกาสรับรู้ในสิ่งที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันภาพยนตร์สงครามยุคใหม่ก็ผลักดันตัวเองและถูกพัฒนา ไม่ว่าจะเป็นวิธีการเล่าเรื่องและเทคนิคการถ่ายทำ เพื่อให้เรื่องราวถูกถ่ายทอดออกมามีความสมจริงมากที่สุด และในเวลานี้คงไม่มีภาพยนตร์สงครามเรื่องไหนที่น่าติดตามไปกว่า The Outpost ซึ่งวันนี้เราจะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับภาพยนตร์เรื่องนี้ให้มากขึ้นไปพร้อมกัน The Outpost คือภาพยนตร์ที่กำกับโดยล็อด รูลี่ ที่มีจุดเริ่มต้นมาจากความประทับใจในหนังสือ The Outpost: Untold Story of American Lavor ที่นักข่าว CNN ท่านหนึ่งเขียน ขณะเดียวกัน The Outpost ยังได้นักแสดงคุณภาพหลายคนมาร่วมงาน ไม่ว่าจะเป็นสก๊อต อีสวู้ด, เชเลป แลนดี้ รวมถึงการกลับมารับบทในภาพยนตร์สงครามอีกครั้งในรอบ 19 ปีของออร์แลนโด้ บลูม นับตั้งแต่ร่วมแสดงใน Black Hawk Down โดยตัวหนังกล่าวถึงเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นในสนามรบที่ถูกเรียกว่า สมรภูมิคัมเดช (Battle of Kamdes) Battle of
การนั่งทำงานอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานต่อวัน อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพและบุคลิกภาพของหนุ่ม ๆ หลายคน โดยเฉพาะชาวออฟฟิศที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงพฤติกรรมดังกล่าวได้ซึ่งจะส่งผลให้เกิดเป็นอาการออฟฟิศซินโดมเรื้อรังในที่ท้ายสุด ขณะเดียวกันมีผลวิจัยที่ศึกษาในปี 2014 พบว่า “ผู้ชาย” ที่นั่งทำงานเป็นเวลาประมาณ 6 ชั่วโมง/วัน มีโอกาสเสียชีวิตมากกว่าคนที่ยืนหรือเคลื่อนไหวมากถึง 48 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งช่วยยืนยันเหตุผลว่าทำไมมนุษย์ออฟฟิศทุกคนจึงจำเป็นต้องแบ่งเวลาให้กับการ “ออกกำลัง” อย่างสม่ำเสมอ อย่างไรก็ตามสำหรับหนุ่ม ๆ ที่มีเวลาในการดูแลตัวเองน้อย แต่อยากออกกำลังอย่างมีประสิทธิภาพ ถือเป็นโอกาสที่ดี เพราะ QUICK WORKOUT วันนี้จะมาแนะนำ 5 ท่าออกกำลังที่เหมาะสำหรับคนที่ใช้เวลาอยู่ในท่านั่งเกือบตลอดทั้งวัน ซึ่งนอกจากจะช่วยให้ได้ออกแรงและเสียเหงื่อแล้ว ยังช่วยเสริมความแข็งแรงให้มัดกล้ามเนื้อที่จำเป็นต่อการนั่งในเวลาเดียวกันด้วย แต่ในคอร์สฝึกครั้งนี้จะประกอบไปด้วยท่าไหนบ้าง มาเรียนรู้ไปพร้อมกันได้เลย Crocodile Breathing ก่อนจะเริ่มฝึกโปรแกรมนี้ เราอยากให้ทุกคนเริ่มต้นจากการอบอุ่นกล้ามเนื้อ(Warm-up) ให้ครบทุกส่วนเป็นลำดับแรก ไม่ว่าจะเป็นแผ่นหลัง ลำตัว แขน-ขา ต่อด้วยการปรับจังหวะการหายใจด้วยท่า Crocodile Breathing เริ่มต้นฝึก Crocodile Breathing ด้วยท่านอนคว่ำหน้าให้ลำตัวราบไปกับพื้น โดยขาทั้ง 2 ข้างเหยียดตรงไปด้านหลัง ในส่วนแขนทั้ง 2 ข้างให้วางข้อศอกกางขนานกับพื้นและใช้มือประสานกันตรงกึ่งกลางของศีรษะ ก่อนจะเริ่มจากหายใจเข้าช้า
“สมาธิ” เป็นหนึ่งในสิ่งที่เรารักษาไว้ได้ยากที่สุด และหลายคนน่าจะเคยสมาธิหลุดโดยไม่ได้ตั้งใจบ่อย ซึ่งพอสมาธิหลุดแล้ว ผลที่ตามมาก็มักจะเป็นการทำงานต่อที่ยากขึ้น วันนี้ UNLOCKMEN เลยอยากมาแนะนำวิธีการรับมือและป้องกันอาการเสียสมาธิ เพื่อให้เราสามารถโฟกัสได้ตลอดทั้งวัน และจะช่วยให้เราสามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ตลอดวัน เกิดอะไรขึ้นในสมองเวลาที่เราจดจ่อกับอะไรบางอย่าง ? ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ อธิบายไว้ว่า เวลาที่เราจดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง สมองส่วนที่ถูกกระตุ้นจะเป็นสมองส่วน Prefrontal cortex ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเพ่งความสนใจไปยังสิ่งใดสิ่งหนึ่งโดยตั้งใจ อ้างอิงจากงานวิจัยของ Massachusetts Institute of Technology (MIT) การเพ่งความสนใจไปยังใบหน้า และสถานที่ที่อยู่รอบตัวเรา จะเกี่ยวข้องกับการทำงานของ Inferior frontal junction (IFJ) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Prefrontal cortex และมีบทบาทในการควบคุมระบบการให้ความสนใจของสมอง และทำงานควบคู่ไปกับสมองส่วนที่ทำหน้าที่รับรู้ความรู้สึก ประมวลผลใบหน้า และตีความเหตุการณ์ที่เรากำลังเผชิญหน้ากับมันอยู่ ส่วนความสนใจแบบอัตโนมัติจะเกี่ยวข้องกับสมองส่วนที่เรียกว่า Parietal cortex ซึ่งจะทำงานในเวลาที่เราได้ยินเสียงดัง หรือ ถูกจู่โจมโดยสัตว์ร้าย สมองส่วนนี้จะปล่อยกระแสไฟฟ้าอย่างรวดเร็ว เพื่อกระตุ้นให้เกิดความสนใจแบบอัตโนมัติ ซึ่งกลไกนี้ทำให้ เราสามารถตอบสนองต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วและทันท่วงที ว่ากันว่า สมองของเราสามารถโฟกัสได้นานถึง 2 ชั่วโมง หลังจากนั้นต้องมีการพักสมองสัก
คนที่ได้ดูซีรีส์ ‘Start-up’ น่าจะเคยได้ยินคำว่า ‘Text Neck’ ผ่านหูกันมาบ้าง อาการนี้หลายคนน่าจะเป็นกัน เพราะปัจจุบันคนใช้โทรศัพท์มือถือกันเยอะขึ้น ซึ่งถ้าเราไม่มีวิธีการป้องกันที่ดี เราก็อาจจะ Suffer ไปอีกยาวนานได้เหมือนกัน ด้วยเหตุนี้ UNLOCKMEN เลยอยากแนะนำท่าออกกำลังกาย เพื่อพิชิตอาการ Text Neck และจะทำให้ทุกคนใช้ชีวิตในยุคมือถือได้อย่างมีความสุขมากขึ้น What is ‘Text Neck’ ? Text Neck คือ อาการเจ็บหรือปวดคออันมีที่มาจากการชม หรือ แชทผ่านอุปกรณ์ที่ถือด้วยมือเป็นระยะเวลาหนึ่ง เช่น โทรศัพท์มือถือ หรือ แท็ปเล็ต หลายคนน่าจะเคยเป็นอาการนี้ เพราะปัจจุบันเราใช้มือถือกันมากขึ้น และอยู่กับมันเป็นเวลานานด้วย อ้างอิงจากรายงานของ WeAreSocial และ Hootsuite (JAN 2020) คนไทยใช้เวลาเล่นอินเทอร์เน็ตผ่านมือถือเฉลี่ยราว 4 ชั่วโมง 57 นาที ต่อวัน อาการของ Text Neck อาจไม่ได้มีแค่ปวดคออย่างเดียว มันยังทำให้เราปวดไหล่ ปวดหลัง
สำหรับเกมเมอร์ที่ชอบเล่นเกมไปด้วย ดื่มเบียร์ไปด้วยน่าจะอยากได้เครื่องเล่นเกมเครื่องนี้กัน ตอนนี้บริษัทเบียร์ Bud Light กำลังเปิดประมูลเครื่องเล่นเกมชื่อว่า BL6 ซึ่งตัวเครื่องจะมีรูปร่างเหมือนแพ็คเบียร์ 6 กระป๋อง และไม่ได้เป็นเพียงเครื่องเกมธรรมดาเท่านั้น แต่มาในคอนเซ็ปท์ “½ koozie, ½ console, ½ project” ให้เราสามารถเล่นเกม ฉายภาพ และแช่เบียร์ ครบจบในเครื่องเดียว เครื่องเล่นเกม BL6 จะเล่นได้ 4 เกม ได้แก่ Tekken 7, Soulcalibur VI, R.B.I.Baseball 20 และ Broforce และเล่นเกมพิเศษได้อีก 2 เกม ได้แก่Flashlight Freeze Tag และSix Puck ซึ่งตัวเครื่องจะแถมจอยเกม 8BitDo N30 Pro+ ให้ 1 คู่ด้วย และในส่วนของสเปค ตัวเครื่องจะทำงานด้วยระบบปฏิบัติการ
ซามูไรคือกลุ่มนักรบที่ถูกยกย่องพูดถึงต่อชาวญี่ปุ่นเสมอ ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปเมื่อไหร่เรื่องราวของพวกเขาจะถูกหยิบมาเล่าหรือพูดถึงในวงสนทนาเสมอ แถม UNLOCKMEN ยังได้หยิบยกเรื่องราวของเหล่าซามูไรในหน้าประวัติศาสตร์มาเล่าอยู่บ่อยครั้งไม่ว่าจะเป็น มิยาโมโตะ มูซาชิ , ซามูไรคนสุดท้ายผู้ยิ่งใหญ่ ไซโง ทากาโมริ , มังกรตาเดียว ดาเตะ มาซามูเนะ หรือเรื่องราวของ ซามูไรหญิง โทโมะเอะ โกเซ็น เราก็ได้เล่ามาหมดแล้ว แต่ก็ยังไม่เคยมีโอกาสได้พูดถึง ซามูไรนักปฏิวัติผู้ล้มล้างอำนาจของโชกุนอย่าง ซากาโมโตะ เรียวมะ เลยสักครั้งจนกระทั่งวันนี้ ซากาโมโตะ เรียวมะ (Sakamoto Ryoma) คือชายที่ถูกคนญี่ปุ่นพูดถึงมากในปี 2010 เมื่อนิตยสาร Japan Time ทำผลสำรวจวัยรุ่นทั้งชายหญิงว่า ‘อยากมีผู้นำที่เหมือนกับบุคคลใดในประวัติศาสตร์’ ซึ่งวัยรุ่นส่วนใหญ่ต่างตอบเป็นเสียงเดียวกันว่าอยากจะมีผู้นำหรือนักการเมืองแบบเรียวมะ ซามูไรที่มีตัวตนจริงช่วงปลายยุคเอโดะ ผู้ใช้ชีวิตโลดโผนและมุ่งมั่นทำตามสิ่งที่ตัวเองต้องการ เรียวมะเกิดในปี 1816 แถบจังหวัดโคจิในปัจจุบัน เป็นบุตรชายคนโตจากตระกูลค้าขายสาเกที่ได้ตกลงของซื้อศักดินาเป็นซามูไร การตกลงซื้อขายศักดินาทำให้ครอบครัวซากาโมโตะถือเป็นซามูไรชั้นปลายแถว ไม่มีบทบาทต่อสังคมและการเมืองในระดับใหญ่มากนัก วัยเด็กของเรียวมะค่อนข้างน่าอดสู เขาเป็นเด็กผู้ชายตัวเล็ก ขี้แย ที่มักถูกเพื่อน ๆ แถวบ้านรังแกอยู่บ่อยครั้ง พี่สาวของเขาจึงบอกกับที่บ้านให้ส่งเรียวมะไปฝึกฝนอยู่ในสำนักดาบแทน พอได้จับดาบ
คำว่ากระสุนยาง อาจจะฟังดูดี ให้ความรู้สึกอ่อนนุ่มไม่รุนแรง แต่ที่จริงแล้วกระสุนยางนั้นมีอันตรายที่สามารถทำให้ผู้คนบาดเจ็บสาหัส สูญเสียอวัยวะ หรือถึงขั้นเสียชีวิตได้ ภาพที่น่ากลัวจากผลของกระสุนยางจากเหตุการณ์ประท้วงกรณี “George Floyd” ในอเมริกา เป็นหลักฐานพิสูจน์ความน่ากลัวของมันได้ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็น Linda Tirado นักข่าวที่ต้องตาบอด วัยรุ่นที่กรามหัก หรือคนบริสุทธิ์ที่โดนลูกหลงจนกระดูกคิ้วแตกยุบเข้าไปอย่างน่าสะพรึงกลัว เมื่อดูจากสถานการณ์การชุมนุมที่เกิดขึ้นในบ้านเรา น่าจะมีวิธีการควบคุมอีกมากมายที่เหมาะสมกว่าการเตรียมใช้กระสุนยาง จนมีคำถามมากมายเหลือเกินว่า การเตรียมปืนพร้อมกระสุนยางไว้รับมือกับกลุ่มผู้ชุมนุมนั้น ดูจะเกิดความจำเป็นไปหน่อยหรือไม่ กระสุนยาง หรือ Rubber Bullet หรือ Baton Rounds เป็นหนึ่งในอาวุธที่มีเป้าหมายเพื่อควบคุมความรุนแรงในกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ หยุดยั้งพฤติกรรมที่อาจก่อความสูญเสียจากการจลาจลที่อันตราย แม้จะเรียกว่ากระสุนยาง แต่มันก็คือแกนเหล็กที่มียางห่อหุ้มด้านนอก หรือแม้จะเป็นกระสุนแบบอื่นในกลุ่ม Baton Rounds เช่น Plastic, Wax, Wood ก็มีเหล็กหรือตะกั่วเป็นส่วนประกอบอยู่ดี ซึ่งหากยิงผิดวิธีเช่นเล็งเข้าหาร่างกายโดยตรง หรือยิงโดนในระยะใกล้ ก็สามารถสร้างความรุนแรงได้ไม่แพ้กระสุนจริง ในประวัติศาสตร์มีการใช้กระสุนดัดแปลงมาอย่างยาวนาน หลักฐานที่เก่าแก่ของกระสุนปืนแบบ KE (kinetic impact projectiles or KIPs) ย้อนไปในประเทศสิงคโปร์ปี 1880s เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้กระสุนไม้ยิงเพื่อควบคุมฝูงชน


