‘สถานที่อโคจร’ ถือเป็นพื้นที่ที่อยู่คู่กับสังคมมนุษย์มาอย่างยาวนาน หลายพันปีก่อนโลกของเรามีสิ่งที่เรียกว่า ‘ซ่อง’ เพื่อมอบความสุข ความบันเทิง รวมถึงบริการทางเพศให้แก่ลูกค้าผู้มาเยือน และในวันนี้ UNLOCKMEN จะพาทุกคนย้อนอดีตไปยังญี่ปุ่นยุคเก่าก่อน เพื่อรู้จักกับย่านโคมแดงในยุคสมัยอันลือลั่นอย่าง ‘โยชิวาระแห่งเอโดะ’ หลายคนอาจคิดว่าโยชิวาระคือชื่อเรียกย่านโคมแดงของญี่ปุ่น ไม่ว่าย่านไหน ๆ ในจังหวัดใดก็เรียกว่าโยชิวาระไปเสียหมด แต่แท้จริงแล้วไม่เป็นแบบนั้น สถานที่อโคจรเพื่อความบันเทิงของผู้ชายและแหล่งพักอาศัยของนางโลมจะถูกเรียกว่า ‘ยูคาคุ’ โดยยูคาคุดัง ๆ ในหน้าประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นมีอยู่ 3 แห่งด้วยกัน คือ ชิมาบาระ ในจังหวัดเกียวโต ชินมาจิ ในจังหวัดโอซาก้า และ โยชิวาระ ในเอโดะ (ปัจจุบันคือจังหวัดโตเกียว) ที่โยชิวาระจะเป็นที่รู้จักของคนยุคหลังมากกว่าซ่องอีกสองแห่ง ย้อนไปไกลมาก ๆ ในช่วงที่ญี่ปุ่นยังไม่มีระบบระเบียบชัดเจน ซ่องถูกเปิดกระจัดกระจาย ใครใคร่ค้าค้า ใครใคร่ซื้อก็เดินเข้าไปเลย แต่พอเข้าสู่ช่วงศตวรรษที่ 17 มีที่กฎหมายมีระบอบการเมืองการปกครองจริงจัง รัฐบาลโชกุนโทกุงาวะ ลงมติผ่านร่างกฎหมายจัดระเบียบสถานเริงรมย์ ซ่องที่กระจัดกระจายต้องมารวมตัวอยู่ในย่านเดียว หากใครไม่ย้ายมาต้องปิดกิจการเสีย ทำให้ซ่องน้อยใหญ่พากันมาอยู่ในพื้นที่วัดเป็นความยาวประมาณ 1 กิโลเมตร ในย่านนิฮงบาชิ แต่ภายหลังย่านเริงรมย์ขยายตัวจนแออัดแถมเกิดไฟไหม้ครั้งใหญ่ รัฐบาลจึงต้องย้ายแหล่งบันเทิงไปยังอาซากุสะที่อยู่ชานเมือง โดยเรียกว่า เขตปกครองพิเศษโยชิวาระ
น้ำตา บาดแผล และความเจ็บปวดจากการเลิกราถือเป็นความเจ็บปวดที่รับมือได้ยากแสนยากอันดับต้น ๆ คล้ายสมองจะเข้าใจดีว่าเขาต้องจากไป แต่เหมือนหัวใจมันไม่รับรู้ด้วย โดยเฉพาะความสัมพันธ์ที่เคยใช้เวลาร่วมกันมานาน กินของอร่อยมาด้วยกัน ไปเที่ยวที่นั่นที่นี่มาด้วยกัน ทุกคราวที่ของอร่อยเข้าปากน้ำตาจึงร่วง ทุกครั้งที่วนกลับไปเที่ยวที่เก่าความรู้สึกภายในก็กรีดร้องอย่างทรมาน ความเจ็บปวดที่ยากจะรับมือลำพังชนิดนี้ จึงมักผลักดันให้เรารู้สึกว่า “กูไม่อยากอยู่คนเดียวให้ต้องคิดถึงมึงให้เจ็บอีกแล้วโว้ย!” ตัวแรกอันดับต้น ๆ ของการพยายามลืมความปวดเจ็บและหนีปัญหาจากรักที่ผ่านพ้นไป (หรือแม้ประทั่งที่ยังระหองระแหงยื้อกันอยู่) จึงเป็นการ “มีใหม่ เพื่อลืมเก่า” หลายคนสนับสนุนวิธีนี้ แต่อีกหลายคนก็เคลือบแคลงสงสัยว่ามันช่วยได้จริงหรือ? การมีคนใหม่สำหรับบางคนไม่ได้หมายความถึงแค่การลืมคนเก่าเท่านั้น แต่อาจหมายถึงความสัมพันธ์ปัจจุบันที่กำลังร่อแร่เต็มที เราวนมาเจอกับปัญหาซ้ำ ๆ เดิม ๆ ที่ทะเลาะกันเป็นรอบที่ร้อย และเรารู้สึกว่าถ้าเลิกกัน ถ้าเปลี่ยนคนใหม่ เราอาจจะไม่ต้องเผชิญปัญหาซ้ำซากนี้ก็เป็นได้ แต่เพราะสิ่งที่เราคิดหรือรู้สึกอาจไม่ตรงกับข้อเท็จจริงเสมอไป (Eventual) stability and change across partnerships. จึงเป็นงานวิจัยที่ไขข้อสงสัยนี้ด้วยระเบียบวิธีให้เราได้ โดยงานศึกษาครั้งนี้ใช้เวลา 8 ปี รวบรวม วิเคราะห์ข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง 554 คน งานวิจัยนี้มุ่งสำรวจปัญหาในระยะยาว โดยนักวิจัยได้สำรวจผู้คนใน 4 ช่วงเวลา คือ 1 ปีก่อนที่ความสัมพันธ์เดิมของพวกเขาจะสิ้นสุดลง,
หันมองคนรอบตัวเราตอนนี้ ถ้ามีใครสักคนที่งานยังรุ่ง การเงินยังพุ่งแรง ธุรกิจยังทะยานไปข้างหน้าได้แบบไม่ตก คงต้องคารวะอย่างสุดจิตสุดใจ แต่ข้อเท็จจริงคือคนเหล่านั้นไม่ใช่คนส่วนใหญ่ สภาวะเศรษฐกิจที่ไม่มั่นคง ส่งผลต่อสภาพธุรกิจที่ไม่แข็งแรง จนหลายองค์กรต้องปรับตัวขนานใหญ่ (และปรับอยู่บ่อย ๆ เพื่อตามสถานการณ์ให้ทัน) สภาวะคับขันแบบนี้องค์กรจึงยิ่งต้องการคนทำงานที่ประสิทธิภาพมากพอที่จะพาองค์กรเติบโตหรือยังไปต่อได้ ดังนั้นใครที่ยังมีงานประจำ ยิ่งต้องกอดงานตัวเองไว้ให้แน่น เพราะการปรับเปลี่ยนพนักงาน ปรับโครงสร้างก็เป็นหนึ่งในสิ่งที่องค์กรเลือกปรับ ถ้าคนทำงานไม่ตอบโจทย์ความท้าทายใหม่ ๆ ขององค์กรได้ คำถามก็คือในสภาวะที่ไม่มั่นคงแบบนี้ เราจะรักษามาตรฐานอย่างไรถึงจะเป็นคนทำงานที่องค์กรต้องการตัวเราอยู่เสมอให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นองค์กรที่เราทำงานอยู่ หรือเผื่อต้องหางานใหม่ในอนาคต? มาตรฐานสูงเข้าไว้ (และอย่าให้มาตรฐานตก!) สิ่งที่ต้องจำให้แม่นมั่นในสถานการณ์อันยากลำบากแบบนี้คือเราต้องเป็นคนที่ดีที่สุด ต้องเป็นคนที่มีมาตรฐานที่สูงที่สุดในพื้นที่การทำงานของเรา หมั่นรักษาทักษะและศักยภาพที่มีให้สดใหม่และรักษาความแข็งแกร่งเดิมไว้ให้ได้ เพราะในขณะที่ตลาดงานหดตัวลง (คนต้องการทำงานเยอะ องค์กรมีอัตราการจ้างต่ำ) นายจ้างยิ่งมีทางเลือกมากขึ้นดังนั้นองค์กรมักเลือกคนที่ดีที่สุดมากกว่าเลือกคนที่ทำงานไปวัน ๆ อย่างไรก็ตามคำว่า “มาตรฐานสูง” ไม่ได้หมายความว่าถ้าเราเป็นระดับจูเนียร์แล้วจะข้ามไปซีเนียร์ ไปทำงานบริหาร แต่หมายความว่าเราต้องทำดีที่สุดในพื้นที่ของเรา ( เช่น ถ้าพูดถึงตำแหน่งนี้ของจูเนียร์ เราต้องเป็นตัวเลือกแรก ๆ ที่ผู้บริหารพูดถึง) ดังนั้นไม่ว่าเราจะอยู่ในระดับไหนของตำแหน่งที่เราทำ เป็นระดับปฏิบัติการ เป็นระดับบริหาร เป็นะดับอาวุโส ฯลฯ เราต้องรักษามาตรฐานให้สูงที่สุดในพื้นที่ของเรา ด้วยการเรียนรู้อยู่เสมอ พัฒนาทักษะใหม่ ๆ ที่สำคัญต่องานที่เราทำอยู่
ที่ผ่านมามีค่ายรถหรูหลายค่ายที่นำรถคลาสสิคของตัวเองมาผลิตใหม่ เปลี่ยนจากเครื่องยนต์เดิมเป็นขุมพลังไฟฟ้า อย่างเช่น Jaguar E-Type Zero แต่เรายังไม่น่าจะได้เห็นโปรเจคแบบนี้จากค่ายรถที่หรูที่สุดอย่าง Rolls-Royce เพราะมหาเศรษฐีระดับนั้นคงไม่ได้ขับรถเอง และไม่ได้สนใจราคาน้ำมันเชื้อเพลิงให้กวนใจชีวิตประจำวัน แต่สำหรับเศรษฐีรุ่นใหม่ที่มีทั้งเงินและแพสชั่นในการขับรถที่เร็ว แรง หรูหรา และแปลกไม่ซ้ำใคร จึงเป็นที่มาของโปรเจคสุดเท่จาก Lunaz Design เตรียมนำ classic Rolls-Royce 2 รุ่นได้แก่ Phantoms และ Silver Clouds โดยข่าวดีคือมันจะไม่ใช่รถแบบ One-off แต่เป็นการผลิตแบบจำนวนจำกัดรุ่นละ 30 คัน ในราคาคันละ $450,000 (ราว 14 ล้านบาท) Lunaz Design บริษัทสัญชาติอังกฤษ บอกว่าการจะเปลี่ยนรถคลาสสิค โดยเฉพาะรถที่ละเอียดอ่อนอย่าง Rolls-Royce เป็นขุมพลังไฟฟ้านั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ลำพังแค่บูรณะให้ขับได้ยังเป็นเรื่องยาก ต้องเริ่มตั้งแต่การทำ complete ground-up restoration หรือถอดแยกชิ้นแล้วเริ่มประกอบใหม่ทั้งหมด เพื่อให้มั่นใจว่าโครงสร้างและอุปกรณ์ทุกชิ้นอยู่ในสภาพสมบูรณ์แบบ และแน่นอนว่าชิ้นส่วนเดิมทั้งหมดต้องเป็น original อะไรหาไม่ได้ก็ต้องผลิตขึ้นมาใหม่ ก่อนจะใส่แบตเตอรี่และมอเตอร์ไฟฟ้าของ Lunaz
หนึ่งในรถคลาสสิคที่มีช่วงชีวิตยืนยาวนานที่สุด คงต้องยกให้ Volkswagen Beetle ที่ผลิตตั้งแต่ปี 1938 จนถึง 2019 แม้จะมีการเปลี่ยนโครงสร้างจากรถยนต์เครื่องวางหลังในรุ่นคลาสสิค มาเป็นเครื่องยนต์วางหน้าในรุ่น New Beetle แต่ในด้านความนิยม ไม่ต้องสงสัยว่ารถเต่า Type 1 จากยุค 19xx นั้นได้รับความนิยมสูงสุด แม้วันนี้ Beetle ได้หยุดการผลิตไปเรียบร้อยแล้ว แต่จิตวิญญาณของ Beetle Type 1 ก็ยังคงอยู่คู่โลกใบนี้ ด้วยการนำชิ้นส่วน โดยเฉพาะส่วนบังโคลนหรือซุ้มล้อมาดัดแปลงเป็นของเล่นสุดเท่ เช่น VOLKSPOD มินิไบค์คันจิ๋วที่ทำจากซุ้มล้อ Beetle ซึ่งเราเคยนำเสนอไปแล้ว ล่าสุดยังคงมีการนำซุ้มล้อมาดัดแปลงอีกเช่นเคย แต่คราวนี้เท่ยิ่งกว่า เพราะมันคือ Go-Kart Bugkart Wasowski Go-Kart เรียกง่าย ๆ ก็คือ Volkswagen Beetle Fender Go-Kart ผลงานของ Aldekas Studio สัญชาติ Mexican ผู้เชี่ยวชาญด้าน Volks
น้อยคนที่จะไม่รู้จักอาคารเก่าแก่ 3 ชั้นใกล้หัวลำโพงอายุนับ 100 ปี ที่เคยเป็นทั้งธุรกิจโรงพยาบาล ธนาคาร และอาบอบนวดอย่าง “Mustang Blu” หรืออีกชื่อยอดฮิตที่พูดแล้วต้องร้องอ๋อชี้พิกัดถูกว่ามันคือ “คลีโอพัตรา” ซึ่งปิดกิจการไปเมื่อ 10 กว่าปีที่ผ่านมา MANCAVE ครั้งนี้ UNLOCKMEN จึงขอชวนคุณเดินทางไปที่นี่อีกครั้งในวันที่ไม่มีคลีโอพัตราอาบอบนวด แต่แทนที่ด้วยห้องพักสวย ๆ พร้อมให้ Booking ค้างคืน สัมผัสเสน่ห์วินเทจแท้ของสถาปัตยกรรมสไตล์โคโลเนียลอายุนับศตวรรษที่ทั้งขลังทั้งมีเสน่ห์ หรือถ้ามีเวลาไม่มาก การแวะมาเยี่ยมเยือนชั่วคราวชื่นชมความสวยงามของโครงสร้างข้างในระหว่างจิบเครื่องดื่มและละเลียดเมนูอร่อย ๆ ชั่วคราวในคาเฟ่ก็ถือว่าคุ้มค่า เรียกง่าย ๆ ว่า ไม่ว่าจะชั่วคราวหรือค้างคืน ถ้าไปเยือนแล้วที่นี่จะเป็นที่ ๆ คุณติดใจอยากจะมาพักใหม่ บอกตามตรงว่าก่อนจะเปลี่ยนมือจากอาบอบนวดมาเป็นโรงแรมและคาเฟ่สไตล์โคโลเนียลเหมือนปัจจุบันที่คนแห่แหนกันต่อคิวเข้าไป พวกเราเองยังไม่เคยมีโอกาสย่างกรายเข้าไปใช้บริการมาก่อน แต่ทันทีที่ก้าวพ้นประตูเข้ามาในอาคาร แม้จะไม่รู้ว่าสภาพดั้งเดิมเคยเป็นอย่างไรมาก่อน แต่ก็รู้สึกเหมือนก้าวเข้าสู่อีกพื้นที่หนึ่งทันที บรรยากาศคอนทราสต์กับด้านนอกชัดเจน เพราะการตกแต่ง บรรยากาศ และเสียงเพลงสไตล์บทกวีอาหรับที่กล่อมเกลาไปทั่วทั้งอาคาร ทุกองค์ประกอบที่เราเห็นเหล่านี้คือผลงานการสร้างสรรค์ของ คุณจอย อนันดา สไตลิสต์และโชว์ไดเรกเตอร์ชื่อดังในวงการแฟชั่น โปรเจกต์ The Mustang Blu
หลังจากนาฬิกา SEIKO 5 SPORT จากแบรนด์สัญชาติญี่ปุ่นอย่าง SEIKO ได้ถือกำเนิดใหม่ขึ้นอีกครั้งในปี 2019 โดยนำเสนอในรูปลักษณ์ใหม่ที่มีความแฟชั่นขึ้น หลากหลายขึ้น ผสานความทนทานในหลากหลายด้าน ด้วยนาฬิการะบบกลไกที่เชื่อถือได้สำหรับผู้ชื่นชอบนาฬิกา มาในวันนี้ SEIKO 5 SPORT ใหม่ได้สร้างปรากฏการณ์อันยิ่งใหญ่ ด้วยการเปิดตัวนาฬิกาไซโก ไฟว์ สปอร์ตรุ่นใหม่ล่าสุดทั้ง 6 รุ่น ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก “สตรีท ไฟเตอร์ 5” ซึ่งเป็นเวอร์ชั่นล่าสุดของเกมต่อสู้แบบผู้เล่นกับผู้เล่น ที่มีชื่อเสียงโด่งดังระดับโลกที่เกมเมอร์พันธ์แท้จะนึกถึงเป็นอันดับต้น ๆ เกม สตรีท ไฟเตอร์ นั้น เปิดตัวครั้งแรกในปี 1987 และยังเป็นเกมต่อสู้ชั้นนำในวงการอีสปอร์ต ที่มีผู้เล่นและผู้ชมหลายล้านคนทั่วโลก โดยนาฬิกาทั้ง 6 รุ่นของ SEIKO 5 SPORT นั้นได้รับแรงบันดาลใจจากตัวละครหลักของเกม อาทิ Ryu(ริว), Ken(เคน), Chun-Li(ชุนลี), Guile(ไกล์), Zangief(ซานกีฟ) และ Blanka(บลังก้า) โดยคอลเลคชั่นนี้จะออกวางจำหน่ายพร้อมกันที่ไซโกบูติก และรีเทลเลอร์ทั่วโลกในเดือนกันยายนในรูปแบบลิมิเต็ด เอดิชั่น
ถ้าพูดถึง CEO ไฟแรงที่น่าจับตามองในขณะนี้ สปอตไลท์คงต้องส่องไปที่ คุณรวิศ หาญอุตสาหะ หรือพี่แท๊ป ผู้บริหารไฟแรง แห่งบริษัท ศรีจันทร์สหโอสถ จำกัด เจ้าของเพจ Mission to the moon ที่มีผู้ติดตามมากกว่า 300,000 คน เจ้าของ Podcast ชื่อดังอย่าง Superproductive Podcast และหนังสือติดอันดับมากมายอย่าง Marketing ลิงกลับหัว, คิดจะไปดวงจันทร์ อย่าหยุดแค่ปากซอย, Superproductive และอีกหลายเล่มที่คุณต้องไปติดตาม เกริ่นมาขนาดนี้แล้ว เราคงไม่พลาดที่จะมาเจาะลึก สูตรสำเร็จในการบริหารจัดการสไตล์พี่แท๊ปกันว่า มีเคล็ดลับการบริหารจัดการอย่างไรให้ประสบความสำเร็จทั้งด้านการทำงาน รวมถึงการได้ทำสิ่งที่ตนเองรักอีกด้วย วิธี Motivate ตัวเอง ให้เป็นคนที่ Superproductive ตลอดเวลา สม่ำเสมอโดยไม่ท้อไม่หมดแรง พี่แท๊ป : จริง ๆ ต้องบอกว่าก็ไม่ได้ productive ตลอดเวลาขนาดนั้น ก็มีวันที่หนืด ๆ นอนเฉย ๆ
“ออกเดินทางตามหาความสุขกันเถอะ” เราเคยเชื่อแบบนั้น ก่อนหน้านี้เราอยู่ในยุคที่ผู้คนเชื่อว่าความสุขไม่ได้เกิดจากสิ่งรอบตัว แต่เกิดขึ้นจากการออกเดินทางเพื่อไขว่คว้าความสุขมาครอบครอง การออกไปจากพื้นที่เดิม ๆ คือการเติมเต็มความสุขและความสนุกที่ขาดหายไป แต่ทันทีที่สถานการณ์ COVID-19 พลิกชีวิตเราทุกคนไปจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม การออกไปแสวงหาความสุขจากที่ไกล ๆ อาจไม่ตอบโจทย์ชีวิต Next Normal อีกต่อไป เราต่างต้องทบทวนชีวิตและวิธีคิดใหม่ทั้งหมด เมื่อนั้นเราจึงค่อย ๆ เข้าใจว่าการที่เราสามารถมีความสุขโดยไม่ต้องไปหาที่ไหนไกลต่างหากคือชีวิตสมบูรณ์แบบที่เราต้องการ ความสุขไม่จำเป็นต้องอยู่ไกล แต่อยู่ที่ “บ้าน” การสามารถดื่มด่ำความสุขจากสิ่งใกล้ตัวได้ต่างหากที่เป็นคำตอบที่ผู้คนกำลังตามหา แล้วจะดีแค่ไหนถ้าความสุขที่ว่าไม่ได้อยู่ที่ไหนไกล แต่เริ่มต้นจาก “บ้านของเรา” เชื่อว่าช่วง Next Normal หลายคนพยายามหาทางปลดล็อกความสนุกจากการใช้พื้นที่บ้านให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ได้ครอบคลุมที่สุด เพราะการมองบ้านในมุมใหม่ ลุกขึ้นมาจัดการบ้านในมุมใหม่ จะทำให้เราเข้าใจว่าความสุขไม่จำเป็นต้องอยู่ไกล ถ้าจัดการพื้นที่ในบ้านได้ บ้านก็ต่อยอดความสนุกได้เช่นกัน สำหรับใครที่ไม่แน่ใจว่าชีวิตช่วง Next Normal นี้จะเริ่มเติมความสนุกให้บ้านหลังเดิมกลายเป็นความสุขใกล้ตัวหรือทำบ้านให้เป็นมากกว่าบ้านได้อย่างไร UNLOCKMEN อยากชวนให้ลองวิธีต่อไปนี้ “แสงในบ้าน” หัวใจสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม งานวิจัย Lighting Psychology: Cognitive and Emotional Responses to Lighting ระบุว่าแสงส่งผลต่ออารมณ์และสมองของเรามากกว่าที่เราคิด ดังนั้นขั้นตอนแรกที่จะเพิ่มความสุขให้บ้านของเรา


