เรื่องความเชื่อถือเป็นเรื่องเรื่องละเอียดอ่อน ค่อนข้างส่วนตัว และยากที่จะพูดถกเถียงกัน เห็นได้ชัดจากความเชื่อเรื่องศาสนา ความเชื่อเรื่องบุคคล หรือสิ่งลี้ลับ ที่ทำให้เพื่อนสนิทสามารถตีกันมานัดต่อนัด จึงทำให้คนส่วนใหญ่ลงความเห็นตรงกันว่าหากความเชื่อไม่ทำให้ใครเดือดร้อน หรือไม่ทำให้เขาเสียคนจนสิ้นเนื้อประดาตัว ก็ปล่อยให้เขาเชื่อต่อไปเถอะครับ อย่างไรก็ตาม การปล่อยให้ใครสักคนเชื่อในสิ่งที่ตัวศรัทธาอาจใช้ไม่ได้กับลัทธิ ‘โอมชินริเกียว’ (Aum Shinrikyo) เพราะตัวของศาสนากับสมาชิกในลัทธิเคยสร้างเหตุการณ์สะเทือนขวัญจำไม่ลืมให้กับเกาะญี่ปุ่น ‘อาซาฮาระ โชโกะ’ ศาสดาของลัทธิโอมชินริเกียว ในทุกศาสนาหรือลัทธิต่างต้องมีผู้นำหรือศาสดา อาซาฮาระ โชโกะ (Asahara Shoko) ถือเป็นศาสดาของลัทธิโอมชินริเกียว ก่อนจะมาเป็นโชโกะ ชายคนนี้มีชื่อจริงว่า มัตสึโมโตะ ชิซูโอะ (Matsumoto Chizuo) เด็กชายที่เติบโตมากับพี่น้องอีก 6 คน แถมบ้านยังมีฐานะยากจน และตัวเขาเองก็มีปัญหาสุภาพ การมองเห็นไม่เหมือนกับคนทั่วไปเพราะตาซ้ายบอดสนิทส่วนตาขวาเห็นแบบลาง ๆ วัยเด็กของชิซูโอะแสนจะธรรมดา ได้ผลการเรียนระดับปานกลาง คบค้ากับกลุ่มนักเรียนอันธพาล เมื่อมีเวลาว่างก็มักรีดไถเงินจากนักเรียนที่เด็กกว่า พอเรียนจบมัธยมปลายเขาก็มีเงินเก็บมากกว่าเด็กคนอื่น ๆ ชิซูโอะเคยฝันว่าอยากเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยโตเกียว แต่เขาไม่ใช่คนหัวดีขนาดนั้นจึงผิดหวังจากการสอบ พยายามทำให้ตัวเองอยู่รอดด้วยการต้มยาสมุนไพรขายอวดอ้างสรรพคุณเกินจริง ชิซูโอะสามารถหลอกขายยาได้หลายครั้ง เขาพบรักกับหญิงสาวคนหนึ่ง มีลูกด้วยกันถึง 6 คน งานของเขาคือการขายยาสมุนไพร เปิดคลินิกหลอกคนไข้จนถูกตำรวจจับในปี 1982
หลายคนอาจไม่ค่อยชอบสิ่งที่เรียกว่า ‘ความกลัว’ เท่าไหร่ เพราะมันทำให้เราทุกข์ และบางครั้งมันก็รบกวนชีวิตเราจนเราไม่เป็นอันทำอะไร แต่รู้ไหมว่า ความกลัวส่วนใหญ่มักไม่เกิดขึ้นจริง เป็นเพียงสิ่งที่เราคิดไปเอง และความกลัวก็มีประโยชน์ถ้าเรารู้จักใช้ประโยชน์จากมัน ซึ่งในบทความนี้ UNLOCKMEN อยากให้อธิบายเรื่องเหล่านี้ให้ทุกคนฟัง หลายคนอาจคุ้นเคยกับแนวคิดที่ว่า ‘ความกลัวเป็นสิ่งที่ไม่จริง’ เพราะเคยดูภาพยนตร์แนวไซไฟเรื่อง ‘After Earth (2013)’ ซึ่งมีฉากหนึ่งที่ ตัวละครเอก Cypher Raige (Will Smith) ผู้บัญชาการหน่วยยูไนเต็ด เรนเจอร์ ได้สั่งสอนลูกชายของเขา Kitai Raige (Jaden Smith) ถึงเรื่องของความกลัวไว้ได้อย่างคมคายว่า “ความกลัวเป็นสิ่งที่ไม่จริง ความกลัวอยู่ได้แค่ในการคิดถึงอนาคตของเราเอง มันเป็นผลผลิตของจินตนาการ ทำให้เรากลัวในสิ่งที่ยังไม่ได้เกิดขึ้นเลยในปัจจุบัน และอาจจะไม่มีวันเกิดขึ้น (Fear is not real. The only place that fear can exist is in our thoughts of the future.
ย้อนเวลากลับไปก่อนหน้านี้ไม่กี่ปี ใครจะเชื่อว่า “รอยสัก” ที่เคยเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้คนหวาดกลัว ถูกตีตราว่าจะเป็นหนทางดับความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ติดอยู่กับวงจรภาพลักษณ์สีเทา-ดำ วันนี้จะพลิกผันกลายเป็นสิ่งที่สังคมเปิดรับในฐานะศิลปะ เป็นจุดเริ่มต้นบทสนทนาระหว่างคนแปลกหน้า และถึงขนาดส่งเสริมคาแรกเตอร์ให้กับคนบางสาขาอาชีพเสียด้วยซ้ำ เวลาเปลี่ยนขั้วลบเป็นขั้วบวก เปลี่ยนมุมมองผู้คน แต่ทุกอย่างยังต้องอาศัยความกล้าจากการบุกเบิกทั้งนั้น “ปอ หรือดีเจปอ – วรฐก์ ปิฏกานนท์” เท่าที่คนทั่วไปและเรารู้จักคือชายในวงการบันเทิงคนแรก ๆ ที่เปิดเผยรอยสัก และวันนี้เขาเองก็ยังคงเป็นคนไทยคนแรก ๆ ที่สร้างแชนแนลพูดถึงศิลปะบนเรือนร่างแขนงนี้อย่างเปิดเผยในรายการ “Tattoo Brothers สักแต่พูด” รายการมันส์ ๆ เสพง่ายที่ไม่ได้เริ่มต้นมาง่าย ๆ แต่มีเบื้องหลังมากมายที่ทำให้ UNLOCKMEN ต้องหาโอกาสคุยกับเขาวันนี้ “สักตามใจ” ที่ไม่ได้แปลว่า “สักตามใคร” วัย 17-18 ปี ปอมีรอยสักรอยแรกจากความผิดพลาด วัย 47 ปีในวันนี้ ปอมีรอยสักหลายตำแหน่งบนร่างกาย เขาอยู่ในวงการบันเทิง และผันตัวกลายเป็น YouTuber รายการ “Tattoo Brothers – สักแต่พูด” ที่ใครหลายคนติดตาม บางคนก็ได้เขาเป็นไอดอลจนอยากไปเริ่มสัก
Christopher Wallace หรือชื่อที่โลกรู้จักในฐานะ rapper ‘Notorious BIG’ ‘Biggie Smalls’ ‘ Biggie’ แต่ไม่ว่าจะเป็น aka ไหนก็ตาม คงไม่มีใครปฏิเสธว่าเค้าคือ King of New York rapper มาโดยตลอด แม้จะถูกลอบยิงเสียชีวิตไปตั้งแต่วันที่ 9 มีนาคม 1997 วันที่ East Coast vs West Coast rap เหลือไว้เพียงตำนานตลอดกาล ก่อนหน้าวันเสียชีวิต Biggie Smalls มี Photo session เพื่อถ่ายรูปโปรโมตอัลบั้มใหม่ของเค้า มันคือภาพที่ Biggie สวมมงกุฎสีทองอยู่บนศีรษะที่พวกเรารู้จักกันดี ซึ่งมงกุฎนั้นถูกเรียกว่า K.N.O.Y. Crown (ย่อจาก King of New York) วันที่ 6 มีนาคม 1997, Biggie
adidas Originals x Prada ผลงานล่าสุดภายใต้โปรเจกต์ร่วมกันอย่างเป็นทางการ บนรองเท้า PRADA SUPERSTAR ถ่ายทอดความงามเหนือกาลเวลา ความคลาสสิคสุดอมตะ อันแฝงไว้ด้วยเอกลักษณ์ที่ร่วมสมัย นับเป็นการตอกย้ำภาพความตั้งใจของการร่วมงานระหว่างผู้นำวงการสตรีทแฟชั่นและแบรนด์ลักชัวรี่แถวหน้าของโลกอีกครั้ง โดยรองเท้าทรงไอคอนิกรุ่น Superstar นำเสนอผ่าน 3 สีด้วยกัน ประกอบไปด้วย สีดำล้วน สีขาว-ดำ และสีเงิน-ขาว ถือเป็นการเฉลิมฉลองทศวรรษใหม่ในมุมมองใหม่ผ่านโปรเจกต์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ โปรเจกต์ร่วมระหว่าง adidas และ Prada นั้นได้เน้นย้ำถึงแง่มุมที่มีความคล้ายคลึงกันของทั้งสองแบรนด์ ไม่ว่าจะเป็น ความเคารพและยึดถือต่อประวัติศาสตร์ความเป็นมาของแบรนด์ หรือความหลงใหลในกีฬา ขณะเดียวกัน หัวใจหลักของ PRADA SUPERSTAR คู่นี้คืองานฝีมือสุดประณีต ซึ่งเบื้องหลังการผลิตนั้นเต็มไปด้วยความพิเศษ รองเท้าทุกคู่ล้วนตัดเย็บอย่างพิถีพิถันโดยช่างผู้เชี่ยวชาญทางด้านรองเท้าของ Prada แทรกซึมมิติความเป็นลักชัวรี่ให้แก่โมเดลรองเท้าสุดคลาสสิก ให้มีความโดดเด่น สะดุดตา และสร้างปรากฏการณ์นับตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรก PRADA SUPERSTAR โดดเด่นด้วยวัสดุหนังแท้ที่ตัดเย็บออกมาในรูปทรงดั้งเดิม บ่งบอกความเป็น Prada ด้วยสัญลักษณ์ Made in Italy บริเวณด้านข้างรองเท้า และปั๊มโลโก้ Prada คู่กับ
สงครามโลกครั้งที่ 2 คือความขมขื่นที่โลกไม่มีวันลืม ไม่ใช่แค่กับคนบุกโจมตียึดครอง แต่สำหรับชาวญี่ปุ่นเองก็รับความเจ็บปวดไม่แพ้กัน พวกเขาโดนนิวเคลียร์ถล่มเมืองฮิโรชิมาและนางาซากิ ชาวโอกินาวะต้องเจอกับจิตวิทยาปั่นประสาทจากกองทัพญี่ปุ่น จนท้ายที่สุดคนญี่ปุ่นได้รู้ความจริงว่าสมเด็จพระจักรพรรดิผู้เปรียบเสมือนพระเจ้าก็เป็นคนธรรมดาเหมือนกับเรา วันนี้ UNLOCKMEN จะพาทุกคนย้อนกลับไปยังสมรภูมิที่โอกินาวะ เวทีต่อสู้อันดุเดือดในสงครามมหาเอเชียบูรพามีผู้เสียชีวิตนับแสนคน สัมผัสความทรงจำอันปวดร้าวของชาวโอกินาวะที่เป็นเพียงแค่ ‘คนนอก’ ในสายตาของกองทัพญี่ปุ่น และการหมดสิ้นอำนาจของสมเด็จพระจักรพรรดิ ญี่ปุ่นกระโจนเข้าสู่สงครามส่วนหนึ่งเกิดจากความเชื่อมั่นแบบชาตินิยมรุนแรงของญี่ปุ่น แปรเปลี่ยนเป็นลัทธิทหารนิยม พวกทหารเชื่อมั่นในศักยภาพของตัวเองว่าประเทศตนยิ่งใหญ่จนสามารถสยบโลกได้ รัฐบาลญี่ปุ่นเริ่มปรับค่านิยมทางการศึกษา ให้เด็ก ๆ ท่องจำว่า “สมเด็จพระจักรพรรดิคือบิดาของชาวญี่ปุ่น และเราต้องมีหน้าที่จงรักภักดีต่อสมเด็จพระจักรพรรดิ” เริ่มเกิดการขยายอำนาจทางการทหาร ล่าอาณานิคมตามแบบชาติตะวันตก แถมตัวสมเด็จพระจักรพรรดิฮิโรฮิโตะก็ทรงมองว่าสงครามเป็นสิ่งจำเป็น เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 เริ่มต้นขึ้นเมื่อเยอรมนีบุกโปแลนด์ ตามด้วยสงครามหาเอเชียบูรพาในทวีปเอเชีย ช่วงปลายของการต่อสู้ กองทัพอเมริกันโต้กลับกองทัพญี่ปุ่นที่โจมตีมาลายา สิงคโปร์ และฮ่องกง เมืองอาณานิคมของอังกฤษด้วยการยกพลขึ้นบกทางตอนกลางของโอกินาวะในวันที่ 1 เมษายน 1945 พลเรือเอกเรย์มอนด์ สปรูแอนซ์ ร่วมกับกองทัพบกสหรัฐฯ รวมแล้วกว่าห้าแสนนาย เข้ามายังโอกินาวะ แบ่งกำลังพลเป็นสองกองบุกทางเหนือและใต้ ส่วนกองทัพญี่ปุ่นทำสงครามในโอกินาวะทั้งที่รู้ทั้งรู้ว่าสุดท้ายต้องพ่ายแพ้ เรือประจัญบานยามาโตะที่แข็งแกร่งของญี่ปุ่นไม่มีการคุ้มกันทางอากาศและถูกเครื่องบินรบของสหรัฐยิงถล่มจนล่ม อย่างไรก็ตาม กองทัพญี่ปุ่นยังสู้ต่อเพื่อถ่วงเวลาไม่ให้อเมริกาเข้ามาตั้งฐานบัญชาการในโอกินาวะหรือรุกคืบไปยังพื้นที่อื่นด้วยการใช้ประโยชน์จากการรู้จักพื้นที่ที่ดีกว่า ซ่อนตัวอยู่ตามถ้ำ ใช้ประโยชน์จากชาวโอกินาวะที่ทหารญี่ปุ่นไม่ได้รู้สึกผูกพันหรือรู้สึกว่าเป็นประชาชนชาวญี่ปุ่นที่ต้องปกป้องเท่าไหร่นัก ‘นาคาซาโกะ’ เล่าเรื่องราวจำไม่ลืมจากยุทธการโอกินาวะแก่นักข่าวหนังสือพิมพ์ ‘เซาท์ไชน่า
Incase (อินเคส) แบรนด์กระเป๋าและแกดเจ็ตชั้นนำระดับโลกจากประเทศสหรัฐอเมริกาที่โดดเด่นในการออกแบบกระเป๋าเพื่อเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์ ร่วมมือกับ BIONIC® (ไบโอนิค) แบรนด์ที่มีจุดประสงค์ในการลดขยะและเป็นมิตรกับธรรมชาติ โดยทั้งอินเคสและไบโอนิคร่วมกันเปลี่ยนพลาสติกในท้องทะเลอันเป็นมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมให้กลายมาเป็นกระเป๋าคอลเลคชั่นสุดพิเศษที่อยากจะช่วยดูแลโลกใบนี้อย่างยั่งยืน อินเคสมองเห็นความสำคัญและตั้งมั่นที่จะเป็นแบรนด์ที่เป็นมิตรสิ่งแวดล้อมมาอย่างยาวนาน คอลเลคชั่นสำคัญที่อินเคสออกแบบเพื่อประสบการณ์การใช้งานที่ยอดเยี่ยมและดีต่อสิ่งแวดล้อมตัวอย่างเช่น Ecoya ช่วยลดการใช้น้ำและลดการปล่อยมลพิษที่ออกมาตั้งแต่ปี 2012 หรือคอลเลคชั่นล่าสุดอย่าง ecoNEUE ที่ทางอินเคสปลูกต้นไม้ทดแทน 2 ต้นทุกการตัด 1 ต้นซึ่งได้รับการรับรองว่าเป็น FSC- certified จาก Forest Stewardship Council ถือเป็นวัสดุที่ได้รับมาตรฐานทางด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ดีที่สุด พลาสติก 91% ไม่สามารถรีไซเคิลได้และถูกทิ้งลงสู่ทะเลมากกว่า 8 ล้านตันทุกปี จนกระทั่งมีการคาดการณ์ว่าในปี 2050 จะมีจำนวนขยะมากกว่าจำนวนปลาในมหาสมุทรเสียอีก นี่เป็นสัญญาณเตือนที่ทำให้ทีมอินเคสตัดสินใจร่วมมือกับไบโอนิคซึ่งใช้เวลายาวนานกว่าสองปีในการออกแบบและสรรสร้างภารกิจเปลี่ยนพลาสติกในทะเลให้กลายเป็นคอลเลคชั่นกระเป๋า 3 ใบสุดพิเศษในสี earth tone ให้เลือกระหว่างสีเขียวน้ำทะเล (Ocean Green) หรือสีเทาเหล็ก (Steel Grey) Bionic® Compact Sleeve กระเป๋าสำหรับใส่แล็ปท็อปสองขนาด 13 นิ้ว และ 16 นิ้ว
ทุกพื้นที่บนโลกต่างต้องมีนักซิ่ง ถ้าพูดถึงนักซิ่งหรือการซิ่งที่โด่งดังก็จะต้องมีชื่อของประเทศญี่ปุ่นอยู่ในบทสนทนาด้วยเสมอ จึงทำให้ UNLOCKMEN หยิบเรื่องราวของตำนานนักซิ่งที่ยิ่งใหญ่มากที่สุดคนหนึ่งของญี่ปุ่น ทสึชิยะ เคอิชิ (Tsuchiya Keiichi) ชายที่ถูกเรียกว่าดริฟต์คิง (Drift King) และตำนานการดริฟต์อันทรงพลังของเขา “ดริฟต์คิง” คือวลีที่ถูกพูดถึงหลายครั้งในภาพยนตร์เรื่อง The Fast and Furious: Tokyo Drift (2006) อยู่บ่อย ๆ คนญี่ปุ่นในแวดวงนักซิ่งต่างก็รู้ว่า ดริฟต์คิงที่มีตัวตนจริงในหน้าประวัติศาสตร์คือ ทสึชิยะ เคอิชิ ชายหนุ่มที่เริ่มต้นจากความรักในการขับขี่ ช่วยที่บ้านทำธุรกิจขนาดเล็กด้วยการเป็นเด็กขับรถส่งของ เมื่อว่างจากงานส่งของเขาเข้าร่วมกับแก๊งนักซิ่งแถบชนบท นิยมแข่งความเร็วกันบนนถนนที่ทอดยาวไปยังยอดเขา การแข่งขันบนถนนภูเขาถูกเรียกว่า โทเกะ (Tougei) ที่ต้องใช้ความชำนาญเส้นทาง สัมผัสที่ว่องไว การขับผ่าหมอกในช่วงค่ำหรือช่วงเช้า ความคดเคี้ยวของถนนและหน้าผาสูงชัน แล้วหากวันหนึ่งเกิดเหตุผิดพลาดบนโทเกะ นั่นหมายถึงชีวิตของคนขับที่ต้องแลก การเติบโตมากับแก๊งซิ่งบนภูเขาทำให้เขารู้จังหวะการเบรก การขับบนเส้นทางลาดชัน การเข้าโค้ง แก๊งส่วนใหญ่มักขับรถแบบโอเวอร์สเตียร์ที่ล้อหลังลื่นกว่าล้อหน้า ท้ายรถจะกวาดออกเมื่อเข้าสู่ทางโค้งมุมอับ ผ่านสภาพอากาศสุดโหดอย่างหิมะหรือฝนกระหน่ำ การดริฟต์หรือการควบคุมการไถลของรถที่จะประสบความสำเร็จอย่างงดงาม ไม่ได้อยู่ที่การแต่งอย่างเดียวแต่อยู่ที่ฝีมือการควบคุมรถของคนจับพวงมาลัยรถด้วย เคอิชิ เก็บเกี่ยวประสบการณ์ด้านการขับขี่มาหลายปี เขาไม่ได้เรียนขับรถเพื่อเข้าสู่สนามแข่งอาชีพแต่โตมากับท้องถนนในชนบท ได้ลองปรับแต่งรถหลายคัน ขับรถหลายยี่ห้อ เล็งเห็นว่าหัวใจของการขับขี่บางทีอาจไม่ได้อยู่แค่การแต่งรถให้เข้ากับตัวเองหรือยี่ห้อ
Ducati Scrambler มอเตอร์ไซค์ที่ใส่ยางบั้งมาพร้อมความคล่องตัว เป็นภาพที่อยู่คู่โลกใบนี้มากว่า 60 ปี แต่วันนี้เราจะพบเห็น Ducati Scrambler ได้ใน 2 เวอร์ชั่นที่เล็กและรักษ์โลกมากกว่า ด้วยจักรยานไฟฟ้า Ducati Urban-E และ SCR-E (Scrambler) Electric Bicycle ผลงาน Electric Bicycle ทั้งหมดนี้เป็นโปรเจคที่ Ducati ร่วมมือกับ Italdesign พัฒนา 2 โมเดลจักรยานไฟฟ้าสำหรับรองรับสองการใช้งานที่ต่างกัน โดย Urban-E เหมาะสำหรับใช้งานในเมือง และ SCR-E / SCR-E Sport เหมาะสำหรับใช้ลุย โดยได้แรงบันดาลใจมาจากรุ่น Scrambler อย่างชัดเจน โดยเฉพาะตะเกียบคู่และยางบั้งขนาดใหญ่สำหรับสายลุย Off-road ทั้งสามรุ่นสามารถพับเฟรมและถอดแฮนด์เก็บได้อย่างง่ายดายโดยจะมีขนาดเหลือเพียงครึ่ง ซึ่งเหมาะกับการพกพาใส่ท้ายรถได้ไม่ว่าจะเป็น Eco car ที่พื้นที่จำกัดก็ตาม จุดเด่นของ Ducati Urban-E และ SCR-E คือความบางของดีไซน์


