“เดดไลน์” คำนี้เป็นได้ทั้งแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่ และเป็นมวลอารมณ์แห่งความสยองพองขนสำหรับใครหลายคน ตอนยังไม่ใกล้กำหนดส่งความชิลทั้งหลายจะเกาะกุมหัวใจของเรา บางทีก็ปัด ๆ การทำงานไว้ก่อนบ้าง และบางหนก็เพราะว่ายังไม่ใกล้เดดไลน์ไอเดียอะไร ๆ ก็ยังไม่พุ่งกระฉูด แต่เมื่อเดดไลน์คลืบคลานเข้ามา จนถึงขั้นไล่ล่า แม้ทางหนึ่งไอเดียจะพรั่งพรูทะลักล้น แต่อีกทางหนึ่งความเครียดก็สับขารัวตามมาติด ๆ ด้วยเช่นกัน แต่ไม่ต้องตื่นตระหนกไปความเครียดจากเดดไลน์นั้นไม่ใช่สิ่งที่เรารู้สึกอยู่เพียงลำพัง แต่จากผลสำรวจผู้คนวัยทำงานพบว่า 38% ล้วนต้องเผชิญกับความเครียดอันเนื่องมาจากการปั่นงานให้ทันกำหนดส่งกันแทบทั้งนั้น แล้วเราพอจะรับมือกับมันอย่างไรได้บ้าง? การบอกให้ “ก็ทำงานให้เสร็จก่อนกำหนดนาน ๆ สิ” ดูเหมือนจะเป็นคำแนะนำง่าย ๆ ที่ใครก็แนะนำได้ แต่จะให้ทำจริงนั้นยากแสนยาก (ก็เพราะไอเดียดี ๆ มันมาตอนใกล้จะส่งงานไง!) ดังนั้น UNLOCKMEN ภูมิใจนำเสนอวิธีรับมือกับความเครียดจากเดดไลน์แบบอยู่หมัด ปั่นงานส่งครั้งหน้าอย่างน้อยถ้าจิตใจยังไหว จะอะไรก็สู้! อย่าประมาทความคาดหวัง ยังไม่ลงมือทำก็ได้ แต่ต้องเข้าใจตัวเองให้ดี ความเครียดว่าจะทำงานเสร็จทันหรือไม่ (อาจเพราะลงมือทำช้า) เป็นเรื่องหนึ่ง แต่สิ่งหนึ่งที่เรามักเครียดเมื่อเดดไลน์ใกล้เข้ามา คือการที่เราค้นพบว่าสิ่งที่โปรเจกต์นี้ต้องการจากเรามันช่างมากล้น มากล้นจนไม่ใช่แค่เวลาก็ไม่พอ แต่ศักยภาพเราไปไม่ถึงงานนี้ การสำรวจความคาดหวังของเราต่องานหนึ่ง ๆ ที่รับมาแต่แรกจึงสำคัญมาก เราไม่ได้กำลังแนะนำให้คุณต้องรีบลงมือทำงานเพื่อให้ทันเดดไลน์ แต่เรากำลังบอกคุณว่าตั้งแต่ตอนรับงานเราต้องชัดเจนแต่แรกว่าเราคาดหวังอะไรจากงานนี้? เราต้องชัดเจนกับตัวเอง เพื่อที่ถ้ารู้แต่ต้นว่างานนี้มันเกินศักยภาพของเรา เราจะได้ปฏิเสธ
ความรัก ความสัมพันธ์ไม่ใช่แค่ความหอมหวานราบรื่น ถึงตอนจีบกันใหม่ ๆ ดูจะใช่ไปหมด น่ารักไปทุกสิ่ง แต่ทันทีที่มนุษย์สองคนต้องใช้ชีวิตร่วมกัน (โดยเฉพาะเมื่อต้องย้ายมาอยู่ด้วยกัน) ความน่ารักโรมแมนติกสวยหรูที่เคยฉาบไว้ตอนต้น ก็จะค่อย ๆ หลุดร่อนเผยให้เห็นแก่นแห่งความสัมพันธ์ บางเรื่องก็ยังน่าหลงใหล แต่ก็มีอีกไม่น้อยที่ชวนให้เบือนหน้าหนี จึงเป็นเรื่องปกติที่เมื่อความสัมพันธ์ดำเนินไป หลายคู่เข้ากันได้ดีกว่าเดิม แต่อีกหลายคู่ที่ไปกันไม่รอด แต่เคยสงสัยไหมว่าทำไมบางคู่ก็เห็นทะเลาะกันแสนจะบ่อย มีเรื่องให้ต้องถกเถียงกันก็หลายครั้ง แต่ยังไม่เลิกกันสักที? แถมบางหนคู่ที่ดูทะเลาะ ๆ กันนี่แหละดันคบกันยาวยิ่งกว่าคู่ที่ดูราบรื่นเสียอีก? ผลสำรวจชิ้นหนึ่งระบุว่าคู่ที่ทะเลาะกันอย่างมีประสิทธิภาพมีแนวโน้มที่จะมีความสุขกับความสัมพันธ์มากกว่าคู่รักที่ไม่ทะเลาะกัน 10 เท่า! ถ้าอ่านเผิน ๆ คงรู้สึกว่าจะเป็นไปได้ไง? คนทะเลาะกันก็ต้องแปลว่ามีเรื่องคิดเห็นไม่ตรงกัน หรือมีอะไรขัดแย้งกันสิ มันจะมีความสุขกว่าหรือคบกันนานกว่าได้ด้วยเหรอ? แต่การทะเลาะกันอาจไม่ได้เป็นแบบที่เราเข้าใจเสมอไป การเติบโตมาในสังคมที่ทำให้เข้าใจว่าความขัดแย้งหรือการคิดเห็นไม่ตรงกันเป็นเรื่องไม่สงบ แต่จริง ๆ แล้วการที่เรารู้สึกไม่พอใจแล้วเลือกบอกอย่างตรงไปตรงมา หรือคิดเห็นไม่ตรงกันแล้วเลือกแลกเปลี่ยนกันให้ชัดเจนนั้น ถือเป็นการทะเลาะกันอย่างมีประสิทธิภาพที่จะทำให้เราเข้าใจกันได้มากขึ้น ในขณะที่การเงียบ นิ่งเฉย ไม่เคยทะเลาะกันเลย (ถ้าเป็นไปเพราะเข้ากันได้ทุกเรื่องก็นับเป็นกรณีหนึ่ง) แต่จริง ๆ แล้วมีปัญหาสารพัด เรื่องไม่พอใจหลาย ๆ แบบ แล้วเลือกซุกซ่อนปัญหานั้นไว้ใต้พรม สักวันหนึ่งความไม่พอใจเล็ก ๆ เหล่านั้นก็จะสะสมจนเป็นปัญหาเรื้อรังที่แก้ไม่ได้อีกต่อไป คู่รักหลาย ๆ
บนโลกใบนี้จะมีคนที่หลงใหลในการแข่งขันรถยนต์สักกี่คน ที่มีโอกาสได้ใช้เวลาอยู่กับสิ่งที่ตัวเองรักนานกว่า 50 ปี พร้อมผ่านการทำงานในวงการมอเตอร์สปอร์ตมาครบถ้วนทุกตำแหน่ง ตั้งแต่การเป็นนักแข่ง ทีมช่างและผู้พัฒนารถแข่ง รวมไปถึงตำแหน่งเจ้าของทีมแข่งรถสูตร 1 ที่สร้างความสำเร็จเอาไว้มากมายจนกลายเป็นตำนานอีกหนึ่งบทของวงการ Formula 1 เหมือนกับชีวิตของชายที่ชื่อ แฟรงค์ วิลเลียมส์ กับทีม Williams Racing อย่างไรก็ตามแม้จะประสบความสำเร็จและสร้างเกียรติประวัติเอาไว้มากมาย แต่ด้วยปัญหาทางด้านการเงินที่พยายามต่อสู้มานานหลายปี ก็ทำให้ครอบครัววิลเลียมส์ต้องยอมลดบทบาทของตัวเองเพื่อความอยู่รอดทีมรถสูตร 1 ซึ่งปัจจุบันเป็นการแข่งขันที่ต้องใช้เงินทุนในการทำทีมด้วยเงินมูลค่าหลักหลายพันล้านบาท แม้การยุติบทบาทของครอบครัววิลเลียมส์จะทำให้ แคลร์ วิลเลียมส์ รวมถึงตัวของ เซอร์แฟรงค์ วิลเลียมส์ ต้องถอยออกมาจากการทำทีมเพื่อหลีกทางให้กับกลุ่มทุนใหม่ แต่จิตวิญญาณที่หลงใหลในการแข่งรถของชายคนนี้ยังคงถูกจดจำจากคนที่รักในความเร็วเสมอ และวันนี้เราจะพาทุกคนย้อนชมความสำเร็จบนเส้นทางการแข่งขันแห่งโลกความเร็วของชายคนนี้ไปพร้อมกันครับ ฟรานซิส โวเอน กาเบท วิลเลียมส์ หรือ แฟรงค์ วิลเลียมส์ เกิดและเติบโตในย่านเซ้าท์ชีลด์ส เมืองเล็ก ๆ ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศอังกฤษ ถูกเลี้ยงดูโดยลุงและป้าหลังจากที่พ่อแม่แยกทางกัน ก่อนตัวเขาจำเป็นต้องย้ายเข้าโรงเรียนประจำในประเทศสกอตแลนด์ เพื่อรับโอกาสชีวิตที่ดีขึ้นตามความต้องการของคุณยาย แฟรงค์ในวัยเด็กสนใจในรถยนต์และการแข่งรถอย่างกระตือรือร้นเกินวัย ช่วงเวลาว่างเขามักจะวิ่งไปรอบ ๆ โรงเรียนเพื่อแกล้งทำว่าตัวเองกำลังอยู่ในรถแข่ง รวมถึงชอบเวลามีโอกาสได้นั่งรถยนต์ของผู้ปกครองเพื่อน ๆ แฟรงค์เล่าว่าเมื่อมองย้อนกลับไปมันค่อนข้างไร้สาระ แต่ทั้งหมดก็ได้สร้างตัวตนของเขาที่เป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทุกอย่างขึ้นมา เมื่อโตขึ้น
“ของสะสมที่ขึ้นหิ้งของพวกคุณคืออะไร ?” บางคนอาจเป็นฟิกเกอร์ราคา 7 หลัก บางคนเป็นอัลบั้มวงดนตรีที่ชื่นชอบ กีตาร์ตัวเก่ง รถคันโปรด แต่คงไม่มีใครคิดสะสมมือของเด็กสาวที่ถูกฆ่าแบบ มิยาซากิ ทสึโทมุ (Miyazaki Tsutomu) ซ้ำร้ายคนที่ปลิดชีพเด็กและตัดมือออกจากร่างไร้วิญญาณก็คือตัวของทสีโตมุเอง ‘เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2008 สำนักข่าว AFP รายงานว่านักโทษคดีอาชญากรรมร้ายแรง มิยาซากิ ทสึโทมุ ถูกตัดสินประหารชีวิต หลังจากคดีความที่ยืดเยื้ออยู่นาน ทางด้านนายกรัฐมนตรีฟุคุดะ ยาสึโอะ กล่าวกับสื่อว่ารัฐบาลญี่ปุ่นจะยังคงให้มีโทษประหารต่อไป’ ความตาย การประหารชีวิต และเสียงร้องไห้คร่ำครวญด้วยความเศร้าปนโกรธแค้นเริ่มต้นขึ้นจากคนคนเดียว เรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้นเพราะนายทสึโทมุ ชายที่เกิดเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 1962 ชีวิตวัยเด็กในโตเกียวของเขาไม่แตกต่างจากคนอื่นมากนัก ช่วงประถมกับมัธยมต้นเขาเป็นเด็กตั้งใจเรียน ได้คะแนนสอบเป็นที่น่าพอใจอยู่เสมอ แต่พอเข้าสู่ช่วงมัธยมปลายคะแนนของเขากลับตกลงเรื่อย ๆ โดยที่ไม่มีใครรู้ว่าเป็นเพราะอะไร ด้วยการเรียนที่ตกลงทำให้เขาพลาดเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยเมจิเพื่อเป็นครูสอนภาษาอังกฤษ แถมยังโดนที่บ้านผลักไสไล่ส่งอีก ทสึโทมุที่รู้สึกหลงทางหันไปเรียนถ่ายภาพในวิทยาลัยใกล้บ้าน เลยไปขออาศัยอยู่กับพี่สาวที่ออกจากบ้านมาอยู่ด้วยตัวเอง เพราะเขาไม่อยากรับความกดดันจากพ่อแม่ที่ต่อว่าถึงความล้มเหลวด้านการเรียนของเขา ประกอบกับตัวเขาเองมีความผิดปกติทางด้านร่างกาย เป็นโรคข้อกระดูกพร่องที่เป็นปมชีวิต เพราะทสึโทมุเป็นเด็กที่เกิดจากการมีเพศสัมพันธ์กับพี่น้องร่วมสายเลือด เด็กชายที่มีปมชีวิตหลายอย่างจึงสะสมความเครียดและความกดดันเอาไว้ในใจ แต่ในเวลาที่ย่ำแย่ที่สุดเขาก็ยังมีคุณปู่ที่คอยอยู่ข้าง ๆ ปลอบใจเวลาเขาเศร้า อยู่เป็นเพื่อนเวลาร้องไห้
สำหรับผู้ชายอย่างเรา เสื้อเชิ้ต (Shirt) ถือเป็นเครื่องแต่งกายอีกหนึ่งชิ้นสำคัญที่เลือกสวมใส่ได้เกือบทุกโอกาส ในเวลาเดียวกันรูปแบบและงานดีไซน์ของเสื้อเชิ้ตก็ถูกพัฒนารวมถึงดัดแปลงจนทำให้ชนิดของเสื้อเชิ้ตผสมปนเปกันไป ปัจจุบันแม้จะมีเสื้อเชิ้ตหลากหลายรูปแบบถูกส่งออกมาสู่ตลาด แต่ความนิยมของเสื้อเชิ้ตดีไซน์คลาสสิกก็ยังคงเป็นสไตล์ที่ผู้ชายทั่วโลกนิยมสวมใส่ ซึ่งวันนี้ STYLE GUIDE ของเราได้หยิบยกเสื้อเชิ้ตทั้งหมด 6 ชนิดมาแนะนำให้หนุ่ม ๆ ทุกคนได้ทำความรู้จัก ซึ่งเสื้อเชิ้ตแต่ละสไตล์จะมีความโดดเด่นและเหมาะกับการใช้งานในโอกาสใดบ้าง มารู้จักไปพร้อมกันได้เลย OCBD Shirt เสื้อเชิ้ต OCBD หรือชื่อเต็มคือ Oxford-Cloth Button Down คือเสื้อเชิ้ตตัวแรกที่เราอยากแนะนำให้ทุกคนได้รู้จัก ข้อดีของเสื้อเชิ้ต OCBD คือสไตล์ตัดเย็บและเนื้อผ้าที่เหมาะกับการสวมใส่ทั้งลุค Casual และ Smart ในตัวเดียว จุดเด่นของ Oxford-Cloth Button Down คือกระดุมตรงปกคอเสื้อซึ่งมีไว้สำหรับติดยึดปกเสื้อ รวมถึงเนื้อผ้า Oxford ที่มีลักษณะเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นวันสบาย ๆ กับเพื่อนที่เน้นการเคลื่อนไหวหรือวันเดทกับสาว เสื้อเชิ้ต OCBD คือหนึ่งในเสื้อเชิ้ตที่ตอบโจทย์การแต่งกายของคุณได้อย่างแน่นอน Camp Collar Short-Sleeve Shirt Camp Collar Short-Sleeve Shirt
มนุษย์เราใช้เวลากว่า 1 ใน 3 ของชีวิตไปกับการนอนหลับพักผ่อน พวกเราคงทราบดีว่าคุณภาพในการนอนที่ดีจะตามมาด้วยคุณภาพชีวิตที่ดีทั้งความพร้อมในการทำงานรวมไปถึงการตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน อย่างไรก็ตามมีข้อมูลที่น่าสนใจสำหรับหนุ่ม ๆ ผู้ชื่นชอบการนอนแก้ผ้าหรือ Sleeping Naked เพราะการหลับใหลแบบไร้อาภรณ์ส่งผลดีหลายต่อหลายด้านกับผู้ชายอย่างเรา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสุขภาพทางกาย (Physical Health) และสุขภาพจิต (Mental Health) ซึ่งข้อดีทั้งหมดประกอบด้วยอะไรบ้าง มาทำความรู้จักไปพร้อมกันเลย ประโยชน์ข้อแรกของการ Sleeping Naked คือการช่วยให้นอนหลับหรือเข้าสู่วงจรการนอนหลับ (REM Cycle) ได้เร็วยิ่งขึ้น จากการศึกษาพบว่าอุณหภูมิที่เหมาะสมกับการนอนหลับสนิทคือระหว่าง 15.6 ถึง 19.4 องศาเซลเซียส (*source: https://www.sleep.org) ซึ่งการ Sleeping Naked จะช่วยให้ร่างกายปรับอุณหภูมิลดลงจนถึงจุดที่เหมาะสมได้เร็วกว่าการนอนแบบใส่เสื้อผ้าร่างกายจึงการเข้าสู้ภาวะหลับเร็วขึ้น Tip: เลิกใช้งานสมาร์ตโฟน แล็ปท็อปและทีวีก่อนเวลาเข้านอนอย่างน้อย 40 นาทีจะช่วยให้นอนหลับได้เร็วขึ้น ประโยชน์ข้อต่อมาของ Sleeping Naked คือช่วยให้เราจัดการอารมณ์ระหว่างวันได้ดีขึ้นจากการนอนที่มีคุณภาพ โดยจากการศึกษาของ The Journal of Gerontology ระบุว่ารูปแบบและคุณภาพในการนอนหลับมีผลโดยตรงกับระดับความเครียด
‘อย่างเที่ยวจัง แต่ไม่มีเพื่อนให้ชวนไปด้วยเลย’ พอใกล้ถึงฤดูท่องเที่ยว คนเหงาอย่างเรา ๆ อาจทำได้แค่ท่องเที่ยวในจินตนาการ เพราะพอถึงวันหยุดจริงๆก็ไม่สามารถชวนใครให้ไปเที่ยวด้วยกันได้ แถมจะไปเที่ยวคนเดียวก็กลัวหลงหรืออันตรายต่างๆ UNLOCKMEN อยากบอกว่าการเที่ยวคนเดียวไม่ใช่เรื่องน่ากลัวอย่างที่คิด พร้อมนำหนัง 5 เรื่องที่จะสร้างแรงบันดาลใจในการท่องเที่ยวแบบโซโล่มาฝากทุกคนกัน โดยหนังแต่ละเรื่องเราคัดมาแล้วว่ามีพล็อตที่น่าสนใจ และสามารถดึงเสน่ห์ของการท่องเที่ยวคนเดียวออกมาได้อย่างดีเยี่ยม จะมีเรื่องอะไรกันบ้าง ไปดูกัน Before Sunrise (1995) เริ่มต้นที่เรื่องแรก เราอยากแนะนำให้ทุกคนรู้จักกับหนังรักสุดคลาสสิกที่ชื่อว่า Before Sunrise (1995) ซึ่งหนังเรื่องนี้ว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่าง ชายหนุ่มชาวอเมริกันชื่อว่า ‘เจสซี’ และ หญิงสาวชาวฝรั่งเศสชื่อว่า ‘ซีลีน’ ซึ่งทั้งสองคนได้พบกันบนรถไฟขบวนหนึ่ง และตัดสินใจไปเที่ยวกรุงเวียนนาด้วยกัน หลังจากได้คุยกันบนรถไฟขบวนนั้น และรู้สึกว่าถูกคอ เจสซี และ ซีลีน ได้ใช้เวลาสุดโรแมนติกร่วมกันในกรุงเวียนนาเป็นเวลาหนึ่งคืน ก่อนที่ทั้งคู่ต้องจะแยกจากกันไปตามทางของตัวเองในวันรุ่งขึ้น โดยไม่มีใครรู้ว่าทั้งสองคนจะได้เจอกันอีกเมื่อไหร่ ความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครเอก เจสซี และ ซีลีน ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ต้นจนภาพยนตร์จบ ทำให้เราในฐานะคนดู เกิดความรู้สึกที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น ความเหงา ความสุข และ ความเศร้า ความรู้สึกจากการพานพบ
ปกติแล้วเรามักจะรอคำวิจารณ์จากคนอื่นและวอรี่กับมัน โดยเฉพาะหากใครพูดข้อเสียของเราออกมา ยิ่งวอรี่ยิ่งกว่าคำชมอีก จะคำชมหรือคำด่าก็ดูจะชวนให้ปวดหัวทั้งนั้น ไม่มีใครชมก็ลองเปลี่ยนมาชมตัวเองดูสิ UNLOCKMEN จะพามาดูข้อดีของการชมตัวเอง ให้หนุ่ม ๆ ฉีกยิ้มให้กับคนในกระจกได้แบบไม่กระดากใจอีกต่อไป ทำไมเราถึงชื่นชอบคำชมจากคนอื่น ? ย้อนกลับไปเมื่อตอนเรายังเป็นวัยกระเตาะ เรามักจะมีพฤติกรรมเลียนแบบจากพ่อแม่หรือคนใกล้ตัวของเรา แอบดูแล้วเอามาทดไว้ในใจ เพื่อเอามาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตัวเอง จนเกิดการเรียนรู้อย่างการกิน การเดิน การพูด การตอบสนองกับสิ่งเร้ารอบตัว ฟังดูซับซ้อนเกินกว่าเด็กจะทำได้ แต่ตอนนั้นพวกเราทำแบบนั้นกันจริง ๆ เขยิบมาช่วงที่เราเข้าโรงเรียนกันบ้าง เรามักจะรอว่าครูหรือคนรอบข้างชมอะไรเรา ชอบให้เราทำอะไร เราเชื่อว่าแบบนั้นมันดีกับตัวเราจริง ๆ แล้วเก็บเอามาทำจนเป็นนิสัย (ช่างไร้เดียงสาอะไรขนาดนั้น) แต่การทำแบบนั้นมาก ๆ มันจะทำให้เรากลายเป็นคนที่เสพติดคำชมเอาน่ะสิ! จุดอ่อนที่คอยสอนให้เราพัฒนาตัวเอง พอเราพูดถึงเรื่องการพัฒนาตัวเอง เรามักจะเริ่มพัฒนาจากอะไรที่เราขาดหาย เรามักจะคิดว่าเราทำนู่นนี่ไม่ถูกหรือเดินทางผิดจนอยากจะลบข้อบกพร่องและพัฒนาจากสิ่งที่เป็นอยู่ เวลาเราเอ่ยปากถามฟีดแบคเกี่ยวกับตัวเองจากใครสักคน เรามักจะกังวลและเทความสนใจกับข้อผิดพลาดของเรา มากกว่าข้อดีในตัวเรา นั่นเหมือนจะดีที่เราจะได้รู้จักข้อผิดพลาดของตัวเองใช่มั้ย ? แต่ความจริงคือกว่าเราจะไปถึงจุดนั้นได้ เราต้องฝ่าฟันกับความเครียดในความห่วยแตกของตัวเองซะก่อน บางคนก็ผ่านไปได้ แล้วเอาไปพัฒนาตัวเอง แต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกคนจะผ่านมันไปได้ ถ้าชมตัวเองแล้วเกิดอะไรขึ้นกับเราบ้าง ? การรับรู้ข้อดีข้อเสียจากคนอื่นมันก็เป็นเรื่องดีแหละ เหมือนมีกระจกสะท้อนตัวเรา แต่มันไม่ใช่ในตอนที่เราตัดสินตัวเองซะเอง เพราะมันแม่งอิมแพคกับเรามากกว่าคำพูดคนอื่น จากการวิจัยพบว่าหากเราจดจำและจดบันทึกความสำเร็จของเราไม่ว่ามันจะเป็นเรื่องขี้ปะติ๋วขนาดไหน
การจากไปของแชดวิก โบสแมน นักแสดงวัย 43 ด้วยโลกมะเร็งลำไส้ถือเป็นข่าวร้ายและการสูญเสียครั้งสำคัญกับแฟน ๆ ทั่วโลก อย่างไรก็ตามแม้ตัวจะจากไปแต่ผลงานการแสดงในภาพยนตร์หลายเรื่องที่เขาเคยฝากฝีมือการแสดงเอาไว้ล้วนแล้วแต่มีคุณค่าน่าจดจำ และวันนี้เราอยากขอนำเอา 5 ภาพยนตร์สำคัญในชีวิตการแสดงของ แชดวิก โบสแมน มาแนะนำให้ทุกคนได้ชมกันอีกครั้ง จะประกอบไปด้วยเรื่องไหนมาทำความรู้จักไปพร้อมกันได้เลยครับ 42 (2013) 42 ภาพยนตร์ที่พูดถึงชีวประวัติของแจ็คกี้ โรบินสัน ตำนานนักเบสบอลผิวดำผู้ทำลายกฎแห่งสีผิวที่เคยมีอยู่ในวงการเบสบอลว่าครั้งหนึ่งนี่คือกีฬาของคนขาวเท่านั้น ภาพยนตร์เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องแรก ๆ ที่แชดวิก โบสแมนได้รับบทนำโดยก่อนหน้านั้นเขาปรากฏตัวอยู่ในผลงานอย่าง Third Watch และ CSI: NY อย่างไรก็ตามการแคสต์เลือกแชดวิก โบสแมนมารับบทนี้ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่เหมาะสม เพราะเขาได้ถ่ายทอดตัวตนของแจ็คกี้ โรบินสันออกมาได้อย่างน่าสนใจไม่ว่าจะเป็นความทุ่มเทในสนามแข่งในฐานะยอดนักกีฬาจนสามารถเอาชนะใจของผู้คนที่รอบ ๆ ตัวได้ รวมถึงบทบาทของสามีผู้แข็งแกร่งที่เคียงข้างภรรยาอย่างอบอุ่นในทุกสถานการณ์ ทั้งหมดทำให้ 42 เป็นอีกหนึ่งผลงานที่ไม่ควรพลาดของนักแสดงคนนี้ Get On Up (2014) Get On Up ภาพยนตร์ชีวประวัติอีกเรื่องที่พิสูจน์ฝีมือการแสดงของแชดวิก โบสแมน ได้เป็นอย่างดีกับการรับบทเป็นเจมส์ บราวน์ (James Brown) ตำนานนักร้องและนักแต่งเพลงโซลผิวดำผู้เป็นต้นแบบให้กับบบทเพลงโซลและริธึ่ม-บูลในยุคปัจจุบัน


