เป็นเรื่องปกติเมื่อเราได้ดูภาพยนตร์ที่ชอบ หรือสไตล์หนังที่ใช่และโดนใจ บางครั้งก็เผลอจินตนาการว่าเราคือตัวละครในหนังเรื่องโปรดและใช้ตัวละครมาเป็นแรงบันดาลใจในการทำอะไรบางอย่าง แต่น่าเสียดายที่บางครั้งการทำตามตัวละครจากหนังเรื่องโปรดก็ก่อให้เกิดเรื่องราวไม่คาดคิดขึ้น UNLOCKMEN จึงจะพาไปดูเหล่าผู้คนที่ดูหนังจบแต่อารมณ์ยังค้างจนเกิดการเลียนแบบและได้รับผลเลวร้ายที่จบไม่สวยเหมือนอย่างในหนัง Into The Wild (2007) Into The Wild คือภาพยนตร์ที่บอกเล่าเรื่องของ Chris McCandless เด็กหนุ่มวัย 23 ปี ที่ทิ้งทุกอย่างเพื่อออกเดินทางไปยังอลาสก้า ค้นหาตัวเองและตามล่าหาความฝันเพื่อตอบคำถามเกี่ยวกับความหมายของชีวิต ปลดเปลื้องทุกอย่างเพื่อเข้าถึงสิ่งที่เรียกว่าอิสรภาพและเสรีภาพ ภาพยนตร์สุดแนวของผู้กำกับ Sean Penn จาก I am Sam ที่ดัดแปลงมาจากหนังสือนิยายขายดี ต่อมาในปี 2013 โจนาธาน คลูม ดูหนังเรื่องนี้แล้วต้องการออกค้นหาตัวเองเหมือนที่ Chris McCandless ทำ เขาจึงเลือกทิ้งชีวิตไว้ข้างหลัง พร้อมออกเดินทางไปยังตะวันตกเฉียงเหนือของแปซิฟิก ทั้งที่มีประสบการณ์การตั้งแคมป์อันน้อยนิดและไม่เคยออกนอกพื้นที่รัฐแอริโซนาซึ่งเป็นบ้านเกิดมาก่อน ในที่สุดเด็กหนุ่มโจนาธานก็ตัดสินใจออกจากบ้านไปโดยไม่บอกใคร ทำให้ครอบครัวต้องแจ้งให้ตำรวจในเมือง Riddle ออกตามหา ซึ่งตำรวจพบเพียงรถที่โจนาธานขับออกมาจากบ้าน และภายในรถมีกระเป๋าสตางค์แต่กลับไม่พบตัวของเขา อีกหนึ่งสัปดาห์ต่อมาตำรวจได้พบศพของโจนาธานในป่าห่างจากจุดที่เจอรถยนต์เพียงแค่ 1,000 ฟุตเท่านั้น และเจ้าหน้าที่คาดว่าน่าจะเป็นการฆ่าตัวตายมากกว่าการฆาตกรรมเพื่อชิงทรัพย์ จบเรื่องราวการเดินทางค้นหาตัวเองของโจนาธานไปด้วยความเศร้าของครอบครัว Pirates
เมื่อดีไซเนอร์ชื่อดังอย่าง Virgil Abloh ผู้เป็นเจ้าของแบรนด์เสื้อผ้าสตรีทสุดฮิตอย่าง Off-White เลือก The Simpsons การ์ตูนสีเหลืองเสียดสีสังคมอเมริกันที่ส่งอิทธิพลต่อ Pop-Culture Fashion มาสร้างสีสันในคอลเลกชั่น Men’s Spring Summer 2019 ซึ่งถือเป็นการกลับมา Collab กันอีกครั้งหลังเคยร่วมงานกันมาแล้วในช่วงปีที่ผ่านมา เหตุผลที่ Virgil Abloh เลือกหยิบการ์ตูนสัญชาติอเมริกันเรื่องนี้ขึ้นมาอีกครั้งเพราะเขาชื่นชอบคาแรกเตอร์ Bart Simpsons ลูกชายคนโตวัย 10 ขวบ ของตระกูลซิมป์สัน ที่มักจะถูกคนในเมืองมองว่าเป็นเด็กแย่ ๆ ชอบทำอะไรพิเรนทร์ไม่ค่อยเข้าท่า แต่แท้จริงแล้ว Bart ก็เป็นเด็กซนที่ชอบเล่นสเก็ตบอร์ดเท่านั้นเอง ในแฟชั่นวีคคราวนี้ของ Off-White จึงจะเน้นไปที่ตัวของ Bart มากกว่าครั้งก่อน The Simpsons เองก็มีความแมสที่โดดเด่นอยู่แล้วเช่นกัน เพราะไม่ว่าใครก็ต้องเคยเห็นครอบครัวตัวเหลืองนี้ผ่านตาอย่างน้อยหนึ่งครั้งแน่นอน รวมถึงการเป็นซีรีส์ของช่อง Fox ที่สามารถติดอันดับ 1 ใน 30 อันดับ รายการที่มีผู้เข้าชมสูงสุดในช่วงปี 1992-1993 และยังเป็นแอนิเมชั่นซิตคอมของอเมริกันที่ฉายอย่างต่อเนื่องได้ยาวนานที่สุด จึงทำให้ The Simpsons กลายเป็นการ์ตูนที่มีอิทธิพลต่อผู้คนในหลายประเด็น นอกจากนี้ยังรวมไปถึงความหมายในเชิงสัญลักษณ์ด้วย เพราะ
ในหนึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หากมีคนเห็นเรื่องราวนั้นสักสิบคน มันก็จะมีสิบมุมมองที่มีต่อเหตุการณ์นั้น แม้จะเป็นเรื่องเดียวกัน แต่การที่มันถูกมองแล้วเล่าเรื่องออกมาจากใครสักคนเนี่ย มันอาจจะทำให้เรื่องนั้นจากแต่ละคน ไม่เหมือนกันเลยก็ได้ ในวงการภาพยนตร์ การเล่าเรื่องมันมีหลายแบบเอามาก ๆ ที่ฮิต ๆ ก็คือผ่านมุมมองคนนอกและผ่านตัวละคร แต่วันนี้เราอยากแนะนำการเล่าเรื่องในภาพยนตร์เรื่อง “ราโชมอน” ที่เลือกจะเล่าเรื่องราวเดียวกัน เหตุการณ์เดียวกัน แต่ผ่านมุมมองของแต่ละตัวคร จึงทำให้เรื่องนั้นแตกต่างกันออกไปในแต่ละคน ซึ่งแต่ก็ละคนก็จะทิ้งคำใบ้ไว้ให้คนดู ได้ไปปะติดปะต่อเรื่องราวกันเอง UNLOCKMEN เลยอยากชวนหนุ่ม ๆ มามองความจริงในมุมที่หลากหลายมากขึ้นกับ 5 หนังที่เล่าเรื่องแบบราโชมอน เพราะว่าความจริงที่เราเห็นนั้น อาจไม่ใช่เรื่องลวง แต่มันอาจเป็นเสี้ยวเดียวของความจริงทั้งหมดก็ได้ Vantage Point (2008) Director: Pete Travis ทุกตัวละคร ต่างอยู่ในเหตุการณ์ลอบลางระเบิดหวังปลิดชีพประธานาธิบดีสหรัฐ ในตอนที่เขาไปออกงาน ณ จตุรัสแห่งหนึ่งในสเปน เรื่องจะเล่าผ่านตัวละครที่หลากหลาย ตั้งแต่เจ้าหน้าที่รัฐ ไปจนชาวบ้านธรรมดาที่ถือ Handy Cam หวังเก็บภาพความประทับใจในงานนี้ แต่ภาพที่เขาบันทึกไว้นั้นกลับมีเบาะแสชัดเจน ที่จะโยงไปถึงตัวคนร้ายได้ และนั่นทำให้ทุกตัวละครเชื่อมโยงกันด้วยเรื่องเล็กน้อยอย่างไม่มีคำว่าบังเอิญ การดำเนินเรื่องแม้จะดูเนือย ๆ ไม่ได้บู๊แหลกอย่างที่เราเดาจากโปสเตอร์กัน แต่ทำออกมาในเชิงสืบสวนมากกว่า แล้วก็ทำได้ดีในระดับหนึ่งเลยล่ะ 11:14 (2003) Director: Greg Marcks นาฬิกาที่เดินอย่างเที่ยงตรง
ปีที่ผ่านมาจนถึงปีนี้ ศิลปะยังคงเบ่งบานทั่วกรุง หลายแห่งแข่งขัน ประชัน เชิญชวนให้เรานั่งไม่ติด ต้องลุกเป็นเป็นส่วนหนึ่งของงาน ในวันที่ศิลปะเบิกบาน เมื่อศิลปะถูกจับมาเขย่าแล้วทอดลงบนย่านต่าง ๆ ของกรุงเทพฯ ทุกที่ที่ได้รับเลือกให้เป็นแลนด์มาร์กจะเกิดเป็นสีสัน เหมือนดอกไม้บานปลุกให้ผู้คนเข้ามามาเยี่ยมชมเล่นสนุกกันในย่านน้ัน แต่พอเทศกาลสิ้นสุดลงตามกำหนดการ ความเห่อที่ไม่กรุ่นในหน้าโซเชียลอีกต่อไป สิ่งที่ย่านเหล่านั้นเหลืออยู่คืออะไรกันแน่ เราเชื่อว่าหลายคนคงตั้งคำถาม เพื่อไม่ให้การเดินเท้าครั้งนี้เป็นแค่การเดินอย่างผู้มาเยือนเหมือนเคย เราจึงเลือกเข้าไปดูงาน Bangkok Design Week 2019 ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 26 มกราคม 2562 – 3 กุมภาพันธ์ 2562 ในย่านตลาดน้อยกับตาตัวเองเพื่อตอบคำถาม “งานศิลปะก็ดีนะ แต่เราอยากให้คนในชุมชนมีส่วนร่วมกับงานศิลปะมากกว่านี้” เป็นหนึ่งในความเห็นของคนที่เคยมาชมงานในหน้าโซเชียล ยิ่งเร้าความสงสัยเราเข้าไปอีก คนในพื้นที่เขารู้สึกอย่างไรกับงานเหล่านี้กันแน่ และเมื่อมันเข้าไปกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตเขามันเกิดผลกระทบอย่างไร เหตุผลหนึ่งที่เราเลือก “ตะลัคเกียะ” หรือตลาดน้อย ซึ่งเป็นหนึ่งในสถานที่ของการจัดงานครั้งนี้เพื่อเดินเท้าดูศิลปะ เพราะย่านนี้เป็นชุมชนจีนที่เกิดจากการขยายตัวของสำเพ็งช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ อยู่ในพื้นที่เมืองที่เดินทางได้สะดวก เราเองก็เดินทางผ่านย่านนั้นบ่อยแต่อาจจะเลยผ่านไป ทั้งที่ความน่าสนใจจากส่วนผสมของหลายวัฒนธรรมนั้นไม่ได้น้อยหน้าใคร เรียกได้ว่าแม้จะไม่ถือเป็น Big place อย่างเยาวราชแต่ก็ไม่ได้เบาบางเสียจนสามารถมองข้ามไปได้ ย่านเก่าแก่ที่มีวัฒนธรรมจีน ไทย แถมยังมีโบสถ์และการใช้ชีวิตของคนหลากหลายเจนเนอเรชั่นเดินขวักไขว่ เราลองมาดูของจริงไปพร้อมกันว่าเจ้าของพื้นที่เขาใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับงานศิลปะที่จัดวางอย่างไร IS ART
ใกล้เข้ามาทุกทีสำหรับงานประกาศรางวัลภาพยนตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง Academy Awards ครั้งที่ 91 หรือที่ทุกคนรู้จักกันดีในชื่อ ‘ออสการ์’ เช่นเดียวกับซีรีส์ 2019 Oscars Predictions ของเราที่ก็ดำเนินมาถึงตอนสุดท้ายแล้ว หลังจากที่ 3 ตอนก่อนหน้านี้เราได้ทำนายผลรางวัลสาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยม, นักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม, และผู้กำกับยอดเยี่ยมกันไปแล้ว คราวนี้ถึงคราวของรางวัลยิ่งใหญ่ที่สุดอย่าง ‘ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม’ กันบ้าง ครั้งนี้ออสการ์ประกาศรายชื่อผู้เข้าชิงออกมาเพียง 8 เรื่องเท่านั้น ไม่ครบโควต้า 10 เรื่อง ซึ่งก็ถือว่าสอดคล้องกับคุณภาพภาพยนตร์ในปีที่ผ่านมา ที่ต้องยอมรับว่าโดยภาพรวมถือว่าต่ำกว่าปีก่อน ๆ อย่างไรก็ตามแต่ละเรื่องต่างก็มีข้อดีและเสน่ห์เป็นของตัวเอง เอาเป็นว่าไปอ่านบทวิเคราะห์และการทำนายของเรากันเลยดีกว่า Vice Directed by Adam McKay Vice คือภาพยนตร์ที่สร้างจากชีวิตจริงของ Dick Cheney อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาในยุคประธานาธิบดี George W. Bush กับเรื่องราวการใช้กึ๋นและเล่ห์เหลี่ยมในสนามการเมืองที่คลุ้งไปด้วยกลิ่นเหม็นของผลประโยชน์ ผลงานกำกับของ Adam McKay ผู้กำกับที่เรามักจะพูดเสมอว่าเขามีเทคนิคการเล่าเรื่องแพรวพราว สามารถนำเสนอเรื่องราวที่ดูเคร่งเครียดให้ออกมามีสีสันฉูดฉาดน่าติดตาม อย่างที่เราเคยเห็นใน The Big Short ผลงานเรื่องก่อนของเขา แต่ก็ต้องยอมรับว่าถ้าเทียบกับ The Big Short Vice ถือว่าดูด้อยกว่าพอสมควร เพราะเครดิตครึ่งหนึ่งที่ทำให้ Vice กลายเป็นหนังที่ดีนั้นต้องยกให้การแปลงโฉมและการแสดงอันยอดเยี่ยมของ Christian Bale ในบท Dick Cheney
เพราะทุกสิ่งทุกอย่างต่างมีเรื่องราวที่น่าสนใจในแบบตัวเอง ไม่ว่าจะกับคน สิ่งของ หรือแม้กระทั่งสถานที่สักแห่ง และ Ha Tien Café ร้านกาแฟเท่ ๆ สไตล์ Antique ที่ตั้งอยู่ในย่านเมืองเก่าของกรุงเทพฯ ก็พร้อมที่จะบอกเล่าเรื่องราวของตัวเองแล้วเช่นกัน ความบังเอิญ ความหลงใหลในกาแฟ ความสนใจด้านสถาปัตยกรรม และของสะสมส่วนตัวของคุณเบิร์ด-เอกภพ โกมลชาติ ผู้เป็นเจ้าของร้านทำให้เกิดร้านกาแฟและเบเกอรี่ที่มีชื่อว่า Ha Tien Café สถานที่ที่ใครสักคนผู้หลงใหลในความคลาสสิก และเรื่องราวอันยาวนานของเมืองพระนครควรแวะเวียนมาสักครั้ง ความน่าสนใจของคาเฟ่แห่งนี้เริ่มตั้งแต่การตั้งชื่อร้านตามชื่อเมือง “ฮาเตียน” ในเวียดนามที่มีตำนานเก่าแก่กล่าวถึงชาวญวนที่อาศัยอยู่ในเมืองฮาเตียนที่อพยพมาตั้งรกรากอยู่ในย่านนี้และเรียกกันเพี้ยนจนเป็นคำว่า “ท่าเตียน” คุณเบิร์ดก็คิดว่าตำนานอันนี้มีความน่าสนใจและยังมีน้อยคนนักที่จะเคยได้ยิน จึงเลือกหยิบฮาเตียนมาตั้งเป็นชื่อร้านกาแฟที่เขารัก เมื่อเปิดประตูเข้ามาก็จะพบกับบาร์กาแฟและตู้โชว์เบเกอรี่ที่มีขนมหวานเรียงราย พร้อมกลิ่นอายของความเป็นจีนที่ยังหลงเหลืออยู่ เพราะในอดีตชั้นล่างของตึกแห่งนี้เคยเป็นร้านขายยาจีนมาก่อน อีกทั้งคุณเบิร์ดก็อยากได้สไตล์จีนมาเป็นหนึ่งในดีไซน์ของร้าน เลยตัดสินใจสร้างบาร์ชั้นแรกตามแบบบ้านของชาวจีนด้วยของตกแต่งอย่างตะกร้า กระบุง และตู้ยาที่มีล็อกเกอร์จำนวนมาก เราสามารถเลือกเมนูที่ต้องการ สั่งออเดอร์ที่เคาน์เตอร์ และเดินขึ้นไปหาที่นั่งที่ใช่บนชั้นสองหรือชั้นสาม แต่ถ้าหากอยากซึมซับกลิ่นหอมของกาแฟ นั่งดูการชงเครื่องดื่มของบาริสต้าพร้อมสัมผัสบรรยากาศแบบจีน ๆ ก็สามารถจับจองที่นั่งกันได้ตั้งแต่ชั้นแรก แต่ถ้าตัดสินใจขึ้นบันไดมายังชั้นสอง ก็ขอให้ลืมบรรยากาศร้านยาจีนที่เพิ่งเจอไปก่อนหน้านี้ เพราะบริเวณชั้นสองของร้านฮาเตียนจะนำเราไปพบกับความสวยงามทั้งดีไซน์จากฝั่งตะวันตกและสไตล์ของตะวันออกที่ผสมผสานเข้าด้วยกัน ชั้นสองของคาเฟ่จะถูกแบ่งออกเป็น 2 โซน คือโซนที่เป็นผนังไม้และกำแพงสีขาวที่ให้อารมณ์แบบไทย-จีน และบริเวณด้านในที่ตกแต่งด้วยสไตล์ชิโนโปรตุกีสพร้อมกับกำแพงสีเขียวแปลกตา ประดับด้วยของตกแต่งที่เป็นของสะสมส่วนตัวของคุณเบิร์ดทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นรูปภาพผู้คนในประวัติศาสตร์ โคมไฟที่ไปเลือกเองถึงฝรั่งเศส เฟอร์นิเจอร์แอนทีค เรียกได้ว่าเก้าอี้ทุกตัวที่อยู่ในร้าน
เมื่อพูดถึงความงาม การเสริมหล่อ ดูแลใบหน้า เชื่อว่าผู้ชายทั้งหลายคงร้องยี้ในใจ เพราะส่วนใหญ่มักจะยึดติดอยู่กับความคิดฝังหัวที่ว่า เรื่องพวกนี้มันเป็นเรื่องเฉพาะทางสำหรับสาว ๆ เท่านั้น ส่วนแมน ๆ อย่างเรา ไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องดูแลอะไรมากมายให้ยุ่งยาก เน้นหล่อตามธรรมชาติ ไม่สนไม่ใส่ใจอะไรหยุมหยิม อย่างเรื่องริ้วรอยความหย่อนคล้อยบนใบหน้ากันสักเท่าไหร่ อาจเป็นเพราะว่าพวกเรามีข้อได้เปรียบในระดับพันธุกรรม ด้วยอิทธิพลของฮอร์โมนเพศชายอย่าง Testosterone ทำให้ผู้ชายมีชั้นผิวหนากว่า มีคอลลาเจนมากกว่า ผลที่ได้คือการมีผิวหน้าคงสภาพดูดีได้ยาวนานกว่าผู้หญิง จนหนุ่ม ๆ ทั้งหลายย่ามใจปล่อยเซอร์ละทิ้งทุกการดูแล เพราะแทบไม่รู้สึกถึงปัญหากวนใจบนใบหน้า SOURCE แต่ต้องไม่ลืมว่าไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตแบบแมน ๆ ลุยกิจกรรม ทำงานหนัก พักผ่อนน้อย ปาร์ตี้หนักหน่วง สุดเหวี่ยงกับทุกเรื่อง ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ทำให้ใบหน้าที่เคยเต่งตึงแบบไม่ต้องทำอะไร กลับกลายเป็นหน้าเหี่ยว โทรมหย่อนคล้อย ริ้วรอยก็มี เหนียงก็เริ่มมา แบบไม่ทันตั้งตัว และถึงแม้ว่าจะหมั่นดูแลหน้าทั้งภายนอกและภายใน เป็นคนใส่ใจอาหารการกินที่มีวิตามินบำรุงผิว เน้นออกกำลังกายให้เลือดลมเดินสะดวก รวมถึงเติมอาหารผิวหน้าสกินแคร์ต่าง ๆ มากมาย แต่สุดท้ายเรื่องของอายุ และสังขารที่ร่วงโรยไปตามกาลเวลา ก็ทำให้ยากจะเหนี่ยวรั้งความหล่อเหลาเยาว์วัยเอาไว้ จนรู้ตัวอีกทีก็ต้องสูญเสียความมั่นใจในการพบเจอผู้คน เพราะจริง ๆ แล้ว พวกเราทุกคนน่าจะรู้ดีว่าการมีหน้าดีนั้นมีชัยไปกว่าครึ่ง ไม่ว่าจะประชุมงาน พบปะลูกค้า เจรจาธุรกิจ หรือแม้แต่ภารกิจพิชิตรัก
ตั้งแต่สมัยทำ Presentation ตอนเรียน หลายคนมักจะมี Font สุดแฟนซีที่เราคิดว่ามันเท่ซะเหลือเกิน โผล่มาเป็น Headline ให้เวียนหัวกันเล่น ๆ ใครที่ชอบทำก็ขอให้หยุดเอาไว้ก่อน บางครั้ง Font ที่เป็นทางการหรือเรียบง่าย ดูเหมาะจะใช้งานจริงมากกว่า โดยเฉพาะบนคอนเทนต์ที่ต้องให้คนทั่วไปอ่านเอาใจความจากเนื้อหานั้น ๆ ก็ยิ่งควรเลือก Font ที่สบายตาไว้ก่อน แล้วก็มาเลือกกันอีกทีว่ามันเป็นเนื้อหาที่จริงจังหรือผ่อนคลาย ทั้งนี้ทั้งนั้น ที่เราอยากจะบอกคือการเลือก Font ให้เหมาะสม มีความสำคัญกับภาพรวมของงานเอามาก ๆ อย่ามัวแต่ใช้ซ้ำไปซ้ำมาเพราะมีของอยู่จำกัด UNLOCKMEN อยากมาแบ่งปัน 5 เว็บไซต์สำหรับแหล่ง FONTS สารพัดสไตล์ ใช้ฟรีไม่มีวันหมด Fontspace ถ้านับเรื่องความใช้ง่าย อยากแนะนำเว็บฯ นี้เลย เมนูไม่ซับซ้อน สามารถเลือกหาฟอนต์ตามประเภทได้ที่เมนู BROWSE บนแถบเมนู แล้วก็เลือกเอาตาม Style Font ที่มีสารพัดให้เราได้เลือก มีทั้งแบบทางการและแฟนซี เท่าที่ดูคร่าว ๆ จะหนักไปทางแฟนซีเสียมากกว่าอย่างหมวด Decorative Styles แบบ Art Deco
adidas (อาดิดาส) ร่วมกับแบรนด์สตรีทแวร์ชื่อดังสัญชาติญี่ปุ่น A Bath Ape® (BAPE®) เผยโฉมลิมิเต็ดแคปซูลคอลเลคชั่น เพื่อเฉลิมฉลองมหกรรมกีฬาระดับโลก ด้วยการนำดีไซน์โดดเด่นอันเป็นเอกลักษณ์ของ BAPE® ผสานกับคอลเลคชั่นรองเท้าฟุตบอล รองเท้า เสื้อผ้า อุปกรณ์กีฬา และแอคเซสซอรี่จากอาดิดาส โตเกียวที่ได้ชื่อว่าเป็นศูนย์กลางแฟชั่นชั้นนำแห่งหนึ่งของโลกโดย A Bath Ape® (BAPE®) มีความมุ่งมั่นที่จะนำวัฒนธรรมแฟชั่นของญี่ปุ่นให้เป็นที่รู้จักของคนทั่วโลก นับตั้งแต่แบรนด์ก่อตั้งขึ้นในปี 1993 BAPE® ถือเป็นสัญลักษณ์ของสตรีทแฟชั่นมากว่า 25 ปี ปัจจุบัน BAPE® ยังคงไม่หยุดที่จะสร้างสรรค์คอลเลคชั่นใหม่ ๆ ออกมาด้วยดีไซน์ที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ แต่ยังมีกลิ่นไอของ BAPE® แบบดั้งเดิมเอาไว้ รวมทั้งคาแร็กเตอร์ต่างๆ เช่น“ APE HEAD”,“ BAPE® CAMO”,“ BAPE STA ™” “ SHARK HOODIE” และ“ BABY MILO®” เป็นต้น BAPE® เป็นพันธมิตรกับอาดิดาสมาอย่างยาวนาน และเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่ร่วมงานกับอาดิดาสแทบทุกกลุ่มสินค้า ตั้งแต่อาดิดาส


