การไล่ล่าของสองขั้วทางกฏหมาย / การห้ำหั่นของสองนักแสดงระดับตำนาน และการถ่ายทำอันสุดเดือด มีเหตุผลมากมายที่ทำให้หนังเรื่อง Heat หนังสุดเจ๋งแห่งปี 1995 กลายเป็นที่สุดของหนังอาชญากรรมสุดคลาสสิคที่ยากที่หนังเรื่องไหนจะโค่นตำแหน่งได้ลง Unlockmen จึงขอทำการย้อนไปหาต้นตอของความสำเร็จของหนังเรื่องนี้ ว่าเพราะอะไรหนังเรื่องนี้ถึงได้ครองใจทั้งคนดูหนัง, นักวิจารณ์, นักทำหนัง หรือแม้กระทั่งอาชญากรตัวจริงก็ยกให้หนังเรื่องนี้เป็นหนังในดวงใจ เนื้อเรื่องสุดเข้มข้น แม้ความยาวของหนัง Heat จะทำให้เครียดสำหรับคนที่ชอบอะไรที่กระชับรวดเร็ว เพราะความยาวของหนังนั้นยาวถึง 170 นาที หรือ 2 ชั่วโมง 50 นาที แต่ไม่มีวินาทีไหนเลยที่ Heat จะชวนง่วงเหงาหาวนอน เพราะหนังไม่เพียงอัดแน่นไปด้วยการไล่ล่าของ 2 ขั้วทางกฏหมาย หนึ่งคือ Neil McCauley (รับบทโดย Robert De Niro) หัวหน้าแก๊งโจรผู้สุขุมและฉลาดเฉลียว อีกหนึ่งคือ Vincent Hanna (รับบทโดย Al Pacino) ตำรวจตงฉินผุ้พร้อมไล่ล่าท้าชนอาชญากรแบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน จากเหตุการปล้นรถขนส่งไปรษณีย์อย่างอุกอาจเพื่อแย่งชิงพันธบัตร แต่แผนที่ผิดพลาด ก็นำไปสู่การตายของเจ้าหน้าที่ ก่อให้เกิดการชิงไหวชิงพริบของทั้ง 2 ท่ามกลางการลุ้นระทึกที่นอกจากจะลุ้นว่าการปะทะครั้งนี้จะจบลงที่ใครเป็นผู้คว้าชัย
ในขณะที่ปี 2022 โลกแห่งความเป็นจริงจะยังลุ้นระทึกว่าจะเป็นภาคต่อของสถานการณ์โรคระบาดหรือไม่ แต่ในโลกของภาพยนตร์นั้น เรียกได้ว่าอัดแน่นไปด้วยหนังเจ๋ง ๆ มากมาย ที่พร้อมจะพาคุณห่างไกลจากโลกแห่งความจริงแบบสุดลิ่มทิ่มประตู หลังจากที่ปีที่ผ่านมา กว่าจะคึกคักก็ผ่านไปปลายปีแล้ว ปี 2022 จึงเป็นปีที่พร้อมทบต้นทบดอกความสนุกสุดเหวี่ยงให้ได้ชมกันแบบจัดหนักจัดเต็มกันเลย โดยเฉพาะโลกแห่งซูเปอร์ฮีโร่ยังคงผงาดไม่มีแผ่ว พร้อมสร้างจักรวาลใหม่และสานต่อเรื่องราวอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เรามาดูกันว่าปี 2022 หนังซูเปอร์ฮีโร่เรื่องเจ๋ง ๆ เรื่องใดจะเข้าฉายในโรงบ้าง กาปฏิทินจองคิวกันตั้งแต่เนิ่นๆเอาไว้เลย Morbius กำหนดฉาย – *ล่าสุดถูกเลื่อนออกไปเป็นเดือนเมษายน เปิดปีกันด้วยซูเปอร์ฮีโร่ที่อยู่กึ่งกลางระหว่างนักสู้ฝ่ายธรรมมะ และวายร้ายฝ่ายอธรรม กับ Morbius เรื่องราวของ Dr. Morbius นักวิทยาศาสตร์ผู้ป่วยระยะสุดท้าย ก่อนที่เขาจะได้รับพลังพิเศษจากค้างคาว นำพาให้เขากลางร่างเป็นแวมไพร์กระหายเลือด ที่ต้องต่อกรกับมหาวายร้ายนั้นคือ Vulture ที่ทะลุจากจักรวาล Spider-Man: Homecoming และต้องต่อสู้กับความชั่วร้ายของตนเองก่อนความมืดดำจะกัดกินตัวเขาให้กลายเป็นวายร้ายไป หลังจากที่ Spider Man: No Way Home สร้างสถิติใหม่ทั้งในฐานะหนังซูเปอร์ฮีโร่ที่ทำเงินระดับพันล้านเหรียญทั่วโลก และเป็นหนังขวัญใจนักดูหนังในช่วงปลายปี SONY ก็เหมือนจะเป็นสตูดิโอสาขา 2 ของ Marvel ที่พร้อมเสนอภาพซูเปอร์ฮีโร่ด้านมืดหลังจากประสบความสำเร็จจาก
หากจะย้อนไปพูดถึงวงร็อกที่ได้รับความนิยมในช่วงยุค 2000’s ที่โดดเด่นมากมายหลายสิบวง หนึ่งในวงเหล่านั้นต้องยกให้ Ebola วงที่นำเสนอความหนักหน่วงที่ติดพ่วงมาตั้งแต่สมัยอันเดอร์กราวน์ ก่อนจะปรับเปลี่ยนซาวด์เพื่อการเติบโตในวงการดนตรีไทย และอีกสิ่งที่ทุกคนต่างพูดถึง ก็คือเสียงสำรอกสุดทรงพลังของชายที่ชื่อว่า “เอ๋ กิตติศักดิ์ บัวพันธุ์” หรือ “เอ๋ Ebola” ชายผู้ไล่ตามความฝันบนเส้นทางสุดเกรี้ยวกราดของดนตรีมาโดยตลอด ชายผู้ตัดสินใจไปทำงานร้านขายซีดีตามไอดอล และยังเป็นชายที่รวบรวมสมาชิกวงร็อกชื่อดังให้เกิดขึ้นมาจนโด่งดังไปทั่วประเทศ เรามาทำความรู้จักผู้ชายคนนี้ให้มากขึ้น กับมุมมองที่หลาย ๆ คนอาจจะยังไม่เคยได้สัมผัสมาก่อนกันครับ กลับสู่จุดเริ่มต้นกับชีวิตวัยเยาว์ “เท่าที่จำได้เป็นเด็กทั่ว ๆ ไป ครับ เรียนหนังสือใช้ชีวิตปกติ เราจะใช้ชีวิตเรียบง่าย คุณพ่อผมชอบร้องเพลงมาก เขาจะมีวงที่โรงพยาบาลของเขา ชอบซ้อมดนตรีกัน ผมก็ได้ไปกับพ่อบ่อย ๆ ก็อาจจะได้ซึมซับการเป็นนักร้องจากคุณพ่อมาก็ได้ แล้วคุณพ่อชอบเก็บแผ่นเสียง เช่นพวกวง The Beatles, Led Zeppelin วงสมัยก่อนที่เขาฟังกัน ส่วนวงไทยก็เยอะหน่อยพวกเทปคาสเซตเช่น บรั่นดี, คีรีบูน แต่คุณพ่อจะชอบร้องเสียงแบบ คุณลุงธานินทร์ อินทรเทพ มันก็อาจจะกลายเป็นความชอบติดตัวมาในความเป็นนักร้องครับ” “ส่วนช่วงเรียนที่ผมชอบที่สุดคือการเป็นนักฟุตบอล ผมชอบการ์ตูนเรื่องซึบาสะมาก อินจนแบบว่าทุกเช้าวันเสาร์อาทิตย์ผมกับน้องชาย (โอ๋ มือกีตาร์ Ebola)
หากปีที่แล้ว ดาบพิฆาตอสูร คือ Soft Power ชั้นดีที่ทำให้คนทั้งโลกติดอนิเมะกันอย่างงอมแงม ปีนี้คงปฏิเสธไม่ได้เลยว่า Tokyo Revengers คือการรับไม้ต่อของความสำเร็จนั้น เพราะอะไรมังงะที่หน้าฉากเป็นเพียงเรื่องราวนักเรียนนักเลงนี้ ถึงกลายเป็นสิ่งที่สะกิดจิตใจ และคนพูดถึงกันอย่างแพร่หลายกันอย่างเกรียวกราว เรามาย้อนติดตามความสำเร็จครั้งนี้ไปพร้อมๆกัน พล็อตแปลก แหวกความจำเจ มังงะแนวนักเรียนนักเลงนั้น เป็นของคู่กันเสมอของนักอ่านมังงะ ตั้งแต่ “จอมเก Blues” มาจนถึง “เรียกเขาว่าอีกา!” “Clover เพื่อนรักขาลุย” หรือ “แสบกว่านี้มีอีกไหม” ที่เข้าขั้นคลาสสิคและเป็นมังงะที่ฮิตครองใจผู้อ่านทั้งชาวไทยและชาวอาทิตย์อุทัยมาอย่างยาวนาน ซึ่ง Tokyo Revengers นั้นก็เล่าเรื่องของแก๊งนักเรียนนักเลงที่วันๆไม่ทำอะไรมากไปกว่าการตีรันฟันแทงไม่ต่างกัน หากแต่ Ken Wakui ผู้เขียนมังงะเรื่องนี้ กลับเลือกที่จะฉีกแนวด้วยการเล่าเรื่องราวที่ซับซ้อนและแหวกขนบของมังงะ แนวนักเรียนนักเลง ด้วยการเสริมเรื่องราวเหนือธรรมชาติเข้าไปในมังงะเรื่องนี้ Tokyo Revengers เล่าเรื่องของหนุ่ม Loser วัยทำงานนาม “ทาเคมิจิ” ที่เคยมีชีวิตรุ่งโรจน์ในช่วงมัธยมต้นในฐานะนักเลงหัวทอง แต่แล้วชีวิตของเขาก็ลงเอยกับการเป็นพนักงานขี้แพ้คนหนึ่งเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ แต่แล้วชะตาชีวิตของเขาก็เปลี่ยนไป เมื่อ “ฮินาตะ” แฟนสาวของเขาถูก“โตเกียวมันจิไค” สมาพันธ์วายร้ายฆ่าตายอย่างเป็นปริศนา และอุบัติเหตุบนรถไฟฟ้าใต้ดิน ทำให้เขาได้รับโอกาสในการย้อนเวลาเพื่อไปแก้ไขอดีตในยุครุ่งเรือง ได้ทำความรู้จักกับ
ช่วงสองปีที่ผ่านมาเราต้องเผชิญกับความหนักหน่วงในการใช้ชีวิตอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนจากผลกระทบของโรคโควิด ที่ ณ ตอนนี้สถานการณ์ก็ยังไม่ค่อยน่าไว้วางใจซักเท่าไหร่ แต่ชีวิตยังไม่สิ้นก็ต้องดิ้นกันไป แต่การที่เราจะฝ่าฟันมันไปได้บางครั้งก็ต้องหาอะไรมากระตุ้นจิตใจด้วยเช่นกัน ซึ่งเพลงก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ใครหลาย ๆ คนใช้มันแทนความรู้สึก และในบางครั้งมันก็ยังมอบกำลังใจให้เราได้อย่างไม่น่าเชื่อ Unlockmen ขอนำเสนอ 10 เพลงร็อกปลุกใจให้ลุกขึ้นซัดฟัดกับทุกปัญหา ให้เป็นยาชูกำลังให้ทุกคนได้ต่อสู่กับในปี 2022 ครับ 1.SURVIVOR – EBOLA เปิดหัวกันมาด้วยบทเพลงจัดหนักสไตล์นูเมทัลของวง Ebola ที่ใครได้ยินได้ฟังเมื่อไหร่ต้องใจขึ้นกันทุกครั้ง โดยเฉพาะท่อนฮุคที่มาพร้อมเสียงสำรอกสุดสะใจว่า “เราต้องไม่ตาย ไม่ว่าจะยังไง เราต้องไม่ตาย ไม่ว่ายังไง สู้ ต้องสู้ ต้องรอด ไม่สู้ก็ไม่รอด ต้องสู้ ต้องรอด ไม่สู้ก็ไม่รอด ต้องสู้ ต้องรอด ไม่สู้ก็ไม่รอด ต้องสู้ ต้องรอด ไม่สู้ก็จะไม่รอด เราจะต้องสู้ ต้องรอด” สำหรับเพลง “Survivor” เป็นเพลงพิเศษที่ถูกรวมอยู่ในอัลบั้ม Deluxe Edition ของ Enlighten 2.พลังแสงอาทิตย์ – SWEET MULLET ผลงานจากอัลบั้ม
กระแสดนตรีบางครั้งมันก็ไม่ต่างจากแฟชั่น จากสิ่งที่เคยได้รับความนิยมจนกลายเป็นไม่ได้รับความนิยมตกยุคไป แต่ไม่ได้หมายความว่ามันตายจากไปเพราะมันกำลังรอเวลาและจังหวะที่เหมาะสมในการกลับออกมาเฉิดฉายอีกครั้ง ตัวอย่างที่ชัดเจนมากที่สุดในปัจจุบันคงต้องยกให้ดนตรี “City Pop” ที่กลับมาเกิดใหม่หลังเคยสร้างสีสันและบูมอย่างสุดขีดในยุค 80’s “City Pop” คือผลผลิตซาวด์อันมีเอกลักษณ์ของประเทศญี่ปุ่น เป็นการผสมผสานจากแนวดนตรีที่หลากหลาย ทั้ง ดิสโก้, ฟังก์, แจ๊ซ, อาร์แอนด์บี, ซอฟต์ร็อก และอิเลกทรอกนิกส์ ขับเคลื่อนด้วยจังหวะชวนสนุกจนต้องลุกขึ้นมาขยับร่างกายไปตามเสียงเพลง โดดเด่นด้วยจังหวะกรูฟที่เป็นหัวใจสำคัญของดนตรีแนวนี้ จะเห็นได้ว่าอิทธิพลทางดนตรจริง ๆ แล้วก็มาจากฝั่งตะวันตกทั้งนั้น ทั้งนี้มีการอ้างอิงไปถึงวงอย่าง The Doobie Brothers, Steely Dan หรือแม้กระทั่ง Toto ซึ่งเมื่อลองได้ไปนั่งฟังก็จะพบว่ามันมีซาวด์ที่ถูกนำใช้เป็นวัตถุดิบของ City Pop ค่อนข้างมากเลยทีเดียว ส่วนศิลปินผู้ปูรากฐานให้กับดนตรีแนวนี้ของประเทศญี่ปุ่นประกอบไปด้วย Happy End, Tin Pan Alley, Haruomi Hosono และ Tatsuro Yamashita จนมาถึง Mariya Takeuchi กับซิงเกิ้ลฮิตวาร์ปข้ามเวลา “Plastic Love” และ Miki
Kings Of Leon วงดนตรีสไตล์อัลเทอร์เนทีฟร็อก กับสี่สมาชิกพี่น้องตระกูล Followill พวกเขาประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากกับอัลบั้มที่ 4 ของวงที่มีชื่อว่า “Only By The Night” ซึ่งสามารถทำยอดขายได้ถล่มทลายทั่วโลก อีกทั้งยังกวาดรางวัลสายดนตรีมาอีกหลายสำนัก มันก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอะไรเท่าไหร่ เพราะดนตรีในอัลบั้มนี้มันช่างเข้มข้มและกลมกล่อม ราวกับกาแฟอเมริกาโน่ที่ดำเข้มกลมกล่อมลงตัว ใบเบิกทางความร้อนแรงของ “Only By The Night” มาจากบทเพลงสุดร้อนแรงแฝงด้วยความอีโรติกนามว่า “Sex On Fire” แค่เห็นชื่อเพลงก็สัมผัสได้ถึงความร้อนแรงแล้ว เพลงนี้ถูกปล่อยมาเป็นซิงเกิ้ลแรกที่ถูกโปรโมตเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2008 และมันก็พุ่งทะยานไปติดชาร์ตอันดับ 1 เกือบทั่วโลก ทุกคนต่างมองภาพและความหมายไปทางเรื่องเซกส์ทั้งหมด แต่จริง ๆ แล้วจุดเริ่มต้นของเพลงมันกลับไม่ใช่แบบนั้น Nathan Followill มือกลองของวงได้เคยให้สัมภาษณ์ถึงจุดเริ่มต้นในการตั้งชื่อเพลงและ เนื้อหาของเพลงนี้ที่ได้มาอย่างไม่ตั้งใจ “เนื้อเพลงทั้งหมดมันจะความแตกต่างโดยสิ้นเชิง ขึ้นอยู่กับว่าเพลงมันจะขึ้นมาจากตัวเมโลดี้หรือเนื้อเพลงก่อน” “ถ้าเกิดขึ้นด้วยเมโลดี้เราก็จะเล่นซ้ำไปซ้ำมาจนกว่าจะลงตัวและหาเนื้อ เพลงที่เหมาะสมใส่ลงไปได้” “คือจริง ๆ แล้วตอนแรกเพลงนี้มันจะชื่อว่า ‘Set Us On Fire’ แต่ดันมีคนมิกซ์ซาวด์คนหนึ่งเดินเข้ามาในสตูดิโอตอนที่พวกเราเล่นเพลงนี้กันแล้วพูดว่า ‘มันชื่อเพลง
“Look Up The Stars, Look How They Shine For You, And Everything You Do, Yeah, They Were Yellow” ขึ้นต้นด้วยประโยคนี้มาแฟนเพลงสากลคงร้องตามยาวได้จนจบเพลง เพราะมันคือซิงเกิ้ลระดับเมก้าฮิตของวง Coldplay ที่มีชื่อว่า “Yellow” ผลงานจากอัลบั้มแรก ‘Parachutes’ ที่วางจำหน่ายเมื่อปี 2000’s บทเพลงนี้เกิดขึ้นในช่วงระหว่างในค่ำคืนที่สิ้นสุดการบันทึกเสียงเพลง “Shiver” ณ Rockfield Quardrangle Studio พวกเขาได้ออกมายืนด้านนอกสตูดิโอและเห็นดวงดาวส่องแสงระยิบระยับเต็มท้องฟ้า จนทำให้ Chris Martin ฟรอนต์แมนเสียงพราวเสน่ห์ เกิดปิ๊งไอเดียของเพลงขึ้นมาในหัว แต่ในตอนแรก Chris ไม่ได้จริงจังกับเพลงนี้ซักเท่าไหร่ หลังจากได้เมโลดี้เพลงนี้เขายังล้อเลียนร้องมันด้วยเสียงของ Neil Young ศิลปินคันทรีระดับตำนานอีกต่างหาก แต่นั่นมันได้กลายเป็นสารตั้งต้นของเพลงนี้ เพราะมันมีคำว่า “Star” อยู่นั่นเอง แม้ไอเดียจะป๊อปอัพพรั่งพรูออกมาอย่างรวดเร็ว แต่การจะจบเพลงนี้ได้กลับยากกว่าที่คิด เพราะหาคำที่เหมาะสมในการจบประโยคท่อนเวิร์สไม่ได้ “Look Up
การจะนั่งฟังเพลงที่มีความยาวเกิน 5 นาที ดูจะเป็นอะไรที่ไม่คุ้นชินและดูเหมือนว่าเราจะต้องใช้ความอดทนมากกว่าปกติเพื่อฟังให้จบ เพราะโดยปกติทั่วไปแล้วเพลงที่ฮิต ๆ ติดตลาดมักจะมีความยาวที่ไม่เกิน 3 หรือ 4 นาที แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่วง Oasis เลือกที่จะทำตาม พวกเขาเลือกจะฉีกกฎเพื่อแสดงความเป็นตัวเองออกมาในเพลงบัลลาดสุดคลาสสิคอย่าง “Champagne Supernova” ผลงานจากอัลบั้ม (What’s the Story) Morning Glory? ที่มีความยาวมากถึง 7:27 นาที และที่สำคัญพวกเขาทำเพลงนี้ให้กลายเป็นเพลงฮิตขึ้นมาได้อย่างน่าประหลาดใจ อะไรคือความลับที่ซ่อนอยู่ในเพลงนี้ มันไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นด้วยความบังเอิญอย่างแน่นอน โครงสร้างเพลงเรียบง่ายแต่ไม่ธรรมดา โครงสร้างของเพลงนี้คือการวางแบบสูตรตายตัวทั่ว ๆ ไปคือมีท่อนเวิร์ส, พรีฮุก และฮุก ตามปกติ เป็นของเบสิคที่วงไหน ๆ ก็ใช้กัน แต่ความแตกต่างมันขึ้นอยู่กับที่คนใช้งานมันมากกว่า โดยเฉพาะเมื่อมันผ่านมันสมองการเขียนเพลงสุดอัจฉริยะของ Noel Gallagher มันก็ยิ่งทำให้เพลงนี้ดูมีความพิเศษและมีแรงดึงดูดอย่างน่าประหลาดใจ เมโลดี้สะกดคนฟัง บรรยากาศของเพลงค่อนข้างจะไปทางเนิบ ๆ ลอย ๆ เหงา ๆ อินโทรด้วยเสียงคลื่นน้ำกระทบฝั่ง ตามมาด้วยซาวด์กีตาร์ที่มีเมโลดี้สวยงาม ทันทีที่นิ้วกรีดกรายลงไปบนเส้นลวดกีตาร์จนเกิดเป็นโน้ตตัวแรกมันก็สัมผัสได้ถึงพลังอะไรบางอย่างที่พาเราหลุดเข้าไปในโลกของบทเพลงนี้โดยทันที ริฟฟ์กีตาร์คิดไลน์ออกมาได้ไพเราะมีมิติ
วินาทีนี้ ไม่มีใครไม่รู้จักนักแสดงสุดเกรียน เจ้าของบทบาท Deadpool วีรบุรุษสุดแสบที่มาปั่นป่วนโลกของซูเปอร์ฮีโร่ แต่ใครจะรู้บ้างว่า กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ Ryan Reynolds ต้องค้นหาตัวตนอย่างยากเย็นแค่ไหน เรามาดู 10 หนังสร้างชื่อ ที่ทำให้เขากลายเป็นขวัญใจคนดูหนังทั่วโลกกันได้เลย National Lampoon’s Van Wilder (2002) เริ่มต้นการแสดงมาตั้งแต่เยาว์วัยในซีรีส์ท้องถิ่นของแคนาดามาตั้งแต่ปี 1991 ทำให้ Ryan Reynolds ไม่มีโอกาสที่จะได้รับบทเด่นสักที โชคดีที่ซีรีส์ Two Guys, a Girl (1998-2001) ทำให้เขาเริ่มเป็นที่รู้จักในฐานะที่เป็นนักแสดงมากความสามารถ ไม่ใช่แค่หน้าตาดีเพียงอย่างเดียว และจากซีรีส์นี้เอง ในที่สุดเขาก็ได้รับบทเด่นเป็นพระเอกเสียทีในหนังตลกสุดเกรียน National Lampoon’s Van Wilder (2002) Ryan รับบทตามชื่อเรื่อง หนุ่มมหาลัยที่ใฝ่แต่กิจกรรมและความเมามายจนเรียนไม่จบ และค้างเติ่งอยู่มหาลัยลอยชายไปวันๆ จนกระทั่งพ่อและแม่ต้องดัดนิสัยด้วยการตัดท่อน้ำเลี้ยงไม่ส่งเสียต่อ ทำให้เขาต้องหาทางหาเงินเพื่อให้ได้ใช้ชีวิตมหาลัยอย่างนี้ไปนานๆ แม้บทเริ่มต้นของเขาจะไม่เป็นที่ปราบปลื้มของคนดูสักเท่าไหร่ เพราะตลกส่วนใหญ่ก็มุกห่ามๆที่คนส่วนใหญ่จะไม่ชอบ แต่กลับทำให้ Ryan รู้สึกว่าการมาสายเกรียนนั้นคือถนนสายหลักที่เขาควรจะเลือกทางเดินนี้ Blade: Trinity (2004) หลังจาก


