หนุ่ม ๆ ชาว UNLOCKMEN หลายคนอาจจะเห็นเหมือนกันว่า การแต่งตัวในประเทศไทยนั้นดูเป็นเรื่องยาก เพราะมีอุปสรรคหลายอย่างที่ทำให้สายแฟชั่นต้องกุมขมับกันอยู่ร่ำไป ไม่ว่าจะเป็น สภาพอากาศที่ร้อนระอุ หรือ การโดนทักเรื่องการแต่งตัวบ่อย ๆ จนบางคนอาจรู้สึกเสียเซลฟ์และไม่กล้าแต่งตัวไปเลยก็มี แต่อุปสรรคเหล่านั้นดูจะไม่เป็นปัญหาของ ฟาน-พิชญะ ภู่ไพบูลย์ สไตล์ลิสต์ระดับแนวหน้าของเมืองไทยผู้เคยร่วมงานกับคนดังมามากมาย ซึ่ง UNLOCKMEN ได้มีโอกาสพูดคุยกับเขาถึงเรื่องการเป็นสไตล์ลิสต์และแฟชั่น และในช่วงท้ายเขาได้แนะนำวิธีการแต่งตัวแนวสตรีทเจ๋ง ๆ ให้กับเราด้วย บอกเลยว่าห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง!! แนะนำตัวเองหน่อยครับ “ผมชื่อ ฟาน-พิชญะ นะครับ ใช้ชื่อในวงการว่า Weird Visuel ตอนนี้ผมทำสไตล์ลิสต์ให้กับ พีช-พชร และพี่แจ๊ส ชวนชื่น แต่ก่อนทำสไตล์ลิสต์ Music Video ด้วย” เริ่มเป็นสไตล์ลิสต์ได้อย่างไร “เริ่มจากพ่อก่อนครับ พ่ออยู่ในแก๊งพันธุ์หมาบ้า เป็นแก๊งฮิปปี้แก๊งแรกของไทย สิ่งแรกที่เราเห็นคือ เห็นพ่อใส่เทอร์ควอยซ์ ไว้ผมยาว เวลาไปดูคอนเสิร์ตคือแปลกมาก เพราะเห็นพ่อแต่งตัวนานกว่าแม่ ต้องมีเข็มขัด ต้องไดร์ผม ใส่ต่างหู ไม่ว่าร้อนขนาดไหนก็ต้องใส่แจ็กเก็ต ต้องมีอะไรเต็มไปหมด เราก็ซึมซับมาเรื่อย ๆ
กางเกงที่คุณผู้ชายใส่กันอยู่ทั่วไปมันเหมือนกันจริงหรือ ว่าด้วยเรื่องของกางเกง คุณผู้ชายหลายคนอาจจะคิดว่ากางเกงมันก็เหมือนๆกันไปหมดแหละ ดีไซน์เดิมๆ สีเดิมๆ ฟังก์ชั่นการใช้งานเดิมๆ ทำให้ผู้ชายส่วนใหญ่ก็มักจะใส่กางเกงซ้ำๆ หากคุณเป็นอีกคนที่กำลังคิดว่าใส่กางเกงสแล็คตัวไหนๆ ก็คงเหมือนๆ กัน เราอยากให้คุณได้เจอกับ GQ PerfectPants™ แล้วความคิดนี้จะเปลี่ยนไป! เพราะนี่ไม่ใช่กางเกงสแล็คธรรมดา แต่มาพร้อมกับ 10 ความต่างที่จะทำให้ชีวิตคุณดีขึ้นกว่าที่เคย GQ PerfectPants™ กางเกงสุดล้ำที่มีดีมากกว่าแค่ดีไซน์ รวมทั้ง 10 ฟีเจอร์ในกางเกงตัวเดียวที่จะทำให้ชีวิตคุณง่ายขึ้น อย่างแรกเลยที่ GQ PerfectPants™ แตกต่างคือ ฟีเจอร์สะท้อนน้ำ (GQ Guard™) คุณสามารถใส่กางเกง GQ ไปลุยกรุงเทพฯ เมืองแห่งท่อน้ำทิ้งได้แบบไม่ต้องกลัวคราบเปื้อนหรือจะกินก๋วยเตี๋ยวข้างทางก็ไม่ต้องกลัวน้ำเลอะกระเด็นใส่กางเกง เจอน้ำแข็งหยดใส่ หรือเดินไปเหยียบน้ำขังที่ไหน ก็ล้างรอยเลอะออกได้หมดจดด้วยน้ำเปล่า หมดห่วงเรื่องรอยเปรอะเปื้อน มั่นใจได้ตลอดวันจริงๆ ให้ความคล่องตัว ด้วยฟีเจอร์ GQ STRETCH™ บอกลาขากางเกงแน่นเปรี๊ยะไปได้เลย จะบุกน้ำคลอง ขึ้นรถ ข้ามเรือ นั่งพี่วิน หรือวิ่งตามรถเมล์ ก็สบายใจหายห่วง เพราะ GQ PerfectPants™
สาวกเรือนเวลาทั้งหลายคงรู้กันดีว่าชื่อชั้นด้านการบอกเวลาที่แม่นยำ รวมถึงการสร้างสรรค์ชิ้นงานที่ประณีตงดงาม ที่ทำให้ Seiko (ไซโก) เป็นอีกหนึ่งแบรนด์นาฬิกาตัวแทนความภูมิใจของชาวเอเชียนั้นไม่ใช่สิ่งที่จะได้มาง่าย ๆ ในระยะเวลาอันสั้น แต่มันเกิดขึ้นจากประสบการณ์ที่ถูกสั่งสมพัฒนามาอย่างต่อเนื่องยาวนานเป็นเวลากว่า 140 ปี นับตั้งแต่วันแรกที่ Seiko ได้ถูกก่อตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1881 โดย Kintaro Hattori (คินทาโร ฮัตโตริ) ชายหนุ่มวัย 21 ปี ที่นำเอาความตั้งใจ ความรักและความหลงใหลในกลไกบอกเวลามาใช้เป็นแรงผลักดันในการรังสรรค์นาฬิกาคุณภาพสูงจนก้าวขึ้นมาเป็นบริษัทนาฬิกาชั้นนำ ซึ่งความสำเร็จเหล่านั้นคือสิ่งที่ต่อยอดมาจากวิสัยทัศน์เพียงหนึ่งเดียวที่ชายผู้นี้ยึดมั่น นั่นคือ “One step ahead of the rest” หรือ “การที่ต้องนำหน้าคู่แข่งอยู่ 1 ก้าวเสมอ” โดยคำกล่าวของ Kintaro Hattori นั้นได้ฝังรากลึกอยู่ในจิตวิญญาณของแบรนด์ และยังคงสะท้อนกึกก้อง เป็นแรงบันดาลใจในการทำงานของ Seiko มาจนถึงปัจจุบัน และในวาระการเฉลิมฉลองครบรอบ 140 ปีของ Seiko จึงถือเป็นโอกาสดีที่วิสัยทัศน์ของผู้ก่อตั้งอย่าง Kintaro จะถูกนำกลับมาถ่ายทอดโดยสะท้อนผ่านผลงานนาฬิกา 4 รุ่นพิเศษที่ผลิตในแบบจำนวนจำกัด
ด้วยประวัติความเป็นมายาวนานกว่า 145 ปี ทำให้ Audemars Piguet (โอเดอมาร์ ปิเกต์) แบรนด์นาฬิกาจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ถือเป็นแบรนด์ผู้ผลิตเครื่องบอกเวลาชั้นสูงที่เก่าแก่ที่สุด ซึ่งยังคงดำเนินธุรกิจสืบทอดกันในครอบครัวผู้ก่อตั้งมาจนปัจจุบัน (ตระกูลโอเดอมาร์และตระกูลปิเกต์) นับตั้งแต่ปี 1875 Audemars Piguet ยังคงผลิตเครื่องบอกเวลาที่เมือง Le Brassus (เลอ บราซูส์) โดยสืบสานฝีมือการทำงานของช่างผู้เชี่ยวชาญจากรุ่นสู่รุ่น พร้อมทั้งพัฒนาทักษะและเทคนิคใหม่ ๆ เพื่อขยายขอบเขตความชำนาญที่มีอยู่เดิม พร้อมทั้งเพิ่มขีดความสามารถอันนำไปสู่การก้าวข้ามขีดจำกัดที่เคยมีอย่างต่อเนื่อง ในช่วงปี 1970 โอเดอมาร์ ปิเกต์เริ่มต้นการเพิ่มสีสันบนหน้าปัดนาฬิกาด้วยอัญมณี ไม่ว่าจะเป็นโทนสีน้ำตาล สีเขียว และสีน้ำเงิน ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของการออกแบบหน้าปัดนาฬิกาข้อมือเจเนอเรชันใหม่ที่ทั้งโดดเด่นและเปี่ยมชีวิตชีวาในช่วงปี 1990 และนับแต่นั้นเป็นต้นมาโอเดอมาร์ ปิเกต์จึงพัฒนาหน้าปัดสีสันต่าง ๆ มาจนถึงปัจจุบัน ล่าสุด Audemars Piguet แบรนด์เครื่องบอกเวลาชั้นสูงจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์เผยโฉมเหล่าโมเดลใหม่ของนาฬิกาข้อมือจากคอลเลคชั่น Royal Oak ที่มาพร้อมหน้าปัดใหม่ในโทนสีเขียว โดยในครั้งนี้ยังได้นำเสนอ Royal Oak “Jumbo” Extra-Thin ที่ถูกรังสรรค์ขึ้นด้วยแพลทินัม 950 ซึ่งมาพร้อมกับหน้าปัดสีเขียวสโมคกรีนในเทคนิค Sunburst และพิเศษยิ่งขึ้นกับรุ่นลิมิเต็ด เอดิชั่นอย่าง
Collection พิเศษที่เกิดจากความเป็นแฟนกีฬาเบสบอลรุ่นใหญ่ของ Ralph Lauren ถูกถ่ายทอดผ่านแฟชั่นสุดเท่ที่ร่วมมือกับ 4 ทีมชื่อดังแห่ง MLB (Major League Baseball) ได้แก่ New York Yankees, Los Angeles Dodgers, Chicago Cubs และ St. Louis Cardinals หลายคนอาจไม่รู้ว่า Mr. Ralph Lauren เป็นแฟนคลับเหนียวแน่นของ New York Yankees ที่เติบโตในเขต Bronx โดยมีนักกีฬาดาวรุ่งอย่าง Joe DiMaggio “The Yankee Clipper” และ Mickey Mantle “The Commerce Comet” 2 นักเบสบอลที่เล่นให้กับ Yankees เป็นไอดอลมาโดยตลอด จากความชอบกลายเป็นแรงบันดาลใจในการดีไซน์ผลงานที่ผสมผสานจุดเด่นของทั้งแฟชั่นและเบสบอลเข้าไว้ด้วยกัน Polo Ralph Lauren x
กีฬาบาสเก็ตบอลเรียกได้ว่ามีส่วนสำคัญต่อหน้าประวัติของสนีกเกอร์ของโลกอย่างมาก เพราะหากว่ากันตามตรงแล้วรองเท้าโมเดลตลอดกาลที่เราสวมใส่กันอยู่ทุกวันนี้ไม่ว่าจะเป็น Converse All Star Chuck Taylor , Nike Air Force 1 , Air Jordan Series ล้วนเคยเป็นรองเท้าบาสเก็ตบอลมาแล้วทั้งสิ้น ดังนั้นบรรดาเหล่าแบรนด์ดังมากมายถึงให้ความสำคัญกับการว่าจ้างพรีเซ็นเตอร์ทุ่มเม็ดเงินมหาศาลเพื่อผลักดันไลน์สินค้านี้ รวมถึงพยายามดึงตัวซุปเปอร์สตาร์ของลีค NBA มาไว้ในมือ เอาที่เห็นภาพชัดที่สุดก็คือ Nike ที่ต้องยอดควักเงินมหาศาลรวมนักกีฬาระดับ MVP ไว้แทบทั้งสิ้นไม่ว่าจะเป็น Lebron James , Kevin Durant , Kylie Irving ,Giannis Antetokounmpo หรือในอดีตอย่าง Michael Jordan และ Kobe Bryant ผู้ล่วงลับ แต่การที่แบรนด์เหล่านี้ต้องใช้เงินจำนวนมากเพื่อดึงนักกีฬาดังไปเป็นพรีเซ็นเตอร์ สิ่งที่แลกตามมาคือต้นทุนที่ตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้กับรองเท้าโมเดล Signature รุ่นดังกล่าวจะมีราคาที่สูงขึ้น อย่างต่ำๆ เราต้องเสียเงินให้ค่างวดรองเท้ารุ่นพิเศษไม่ต่ำกว่า $150 (4,500 บาท) ทำให้บรรดาเด็กที่ต้องการจะดำเนินตามไอดอลของเขาไม่มีกำลังซื้อหรืออาจจะต้องไปรบกวนเงินของผู้ปกครอง เพื่อได้ครอบครองรองเท้าคู่ที่ตัวเองต้องการ เหตุการณ์นี้จึงเป็นเหมือนปมให้กับอดีตนักบอลระดับออลสตาร์คนหนึ่งอย่าง Shaquilie O’neal รู้สึกว่าไม่ได้หละ ทำไมเด็กคนที่มีไอดอลเป็นของตัวเองจะสามารถซื้อรองเท้าที่สวยและราคาถูกไม่ได้ โดยเขาคิดว่าตัวเองต้องลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่าง กระทั่งมีอยู่วันหนึ่งสมัยที่เขาเล่นอยู่กับทีม Orlando Magic ขณะที่เขาซ้อมเสร็จ เขาได้พบกับแม่คนนึงมายืนร้องไห้ต่อหน้าเขา พร้อมบอกว่าเธอทำให้ลูกชายของเธอเสียใจเพียงเพราะไม่สามารถซื้อรองเท้างี่เง่าของพวกคุณในราคาแสนแพงได้ และด้วยความที่ Shaq เป็นคนที่ค่อนข้างเฟรนลี่และเป็นกันเองกับแฟน ๆ Shaq จึงพยายามให้เงินแก่แม่คนนั้น เพื่อเป็นซื้อรองเท้าให้ลูกเธอ แต่เธอปฎิเสธและบอกฉันไม่ได้ต้องการเงินคุณพร้อมเดินจากไป ปมนี้คือเรื่องในใจของ Shaq ตั้งแต่นั่นมา และเป็นไอเดียที่ว่าอยากจะทำรองเท้าในราคาที่สมเหตุสมผลออกมาขาย ซึ่งในช่วงแรกของอาชีพการเล่นของเขาไม่สามารถทำเรื่องนี้ได้มากนัก เนื่องจาก Shaq ได้เซ็นสัญญาเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้กับแบรนด์ Reebok ตั้งแต่ปีที่เป็น Rookie แล้วมีสินค้ารุ่นพิเศษของตัวเองรุ่น Attaq ออกมาอยู่ต่อเนื่อง ทว่ารองเท้าไลน์พิเศษของเขานั้นเรียกได้ว่าไม่ประสบความสำเร็จเอาเสียเลย และเป็นเหมือนคำสาปสำหรับนักบอลในตำแหน่งเซ็นเตอร์ เพราะไม่ว่าคุณจะดังระดับซุปเปอร์สตาร์อย่าง Kareem Abdul Jabbar หรือ Patrick Ewings แต่รองเท้าของพวกเขาก็จะไม่ได้รับความนิยมเท่ากับผู้เล่นตำแหน่ง ฟาวเวิร์ด์ หรือ การ์ด เช่นเดียวกับ Shaq จนกระทั้งเขาย้ายออกจาก La Lakers ในช่วงกลางๆ การเล่นของเขาที่รองเท้าของเขาจะเริ่มมียอดขายที่ดีขึ้น แต่ก็ยังไม่ได้ตามเป้าที่ Reebok คาดหวังไว้ ซึ่งมีการเปิดเผยก่อนหน้านี้ว่า Shaq พยายามนำเสนอโปรเจครองเท้าราคาถูกให้กับทาง Reebok ช่วงก่อนที่เขาจะหมดสัญญา แต่แน่นอนว่าสำหรับ Reebok ที่กำลังตีตลาดสร้างแบรนด์ ต้องมาขายรองเท้าราคาถูก ไอเดียนี้จึงถูกปรับตกอย่างรวดเร็ว ควบคู่ไปกับยอดขายรองเท้าของ Shaq ก็ไม่ได้ดีพอที่จะมีปากมีเสียงมากนั้น ทั้งคู่จึงบอกเลิกสัญญากันไป และ Shaq ก็เป็นนักกีฬาที่ไม่มี Sponsorship ส่วนตัวใดๆ ในระหว่างนั้นเองเขาก็ได้เจอกับผู้บริหารของ ACI International ซึ่งเป็นบริษัทผลิตอุปกรณ์กีฬาราคาถูกอย่าง la Gear และอีกมากมาย ทั้งคู่เห็นพ้องต้องกันในไอเดียการสร้างรองเท้าราคาถูกเพื่อทุกคน จึงได้สร้างไลน์สินค้าใหม่ที่เรียกว่า Dunkman และมีสัญลักษณ์เป็นภาพของ Shaq กำลัง Two Hand Dunk ขึ้นมา สำหรับดีไซน์แรกๆ ของ Dunkman เรียกว่าได้ถูกคนวิจารณ์อย่างหนักมาก เนื่องจากมีความคล้ายคลึงหรือแทบจะถอดแบบมาจากรองเท้าสุดฮิตอย่าง Air Jordan เลยก็ว่าได้ แต่ Shaq ก็ไม่ได้สนใจคำวิจารณ์เหล่าเพราะเขาบอกว่าของที่มันดีอยู่แล้วจะไปเปลี่ยนมันทำไม อีกทั้งเขารู้ว่าปนิธานของการทำแบรนด์นี้คืออะไร โดยรองเท้าของ Shaq เรียกได้ว่าสวนทุกกฎการตลาดทั้งหลายเลยก็ว่าได้ เนื่องจากราคาสุดถูกเพียง $35 ( 1,050 บาท ) แต่มีดีไซน์สวยเหมือนรองเท้าราคาแพง แถมมี endorser เป็นระดับผู้เล่น All Star ของลีค ( โดยในขณะนั้น Shaq เพิ่งจะคว้าแหวนแชมป์วงที่สามร่วมกับ La Laker ) อีกทั้งเขาเลือกที่จะวางขายมากที่สุดเท่าที่จะมากได้ไม่ว่าจะเป็นร้านอย่าง Payless, Walmart และหลายที่ เพียงแค่ปีแรกรองเท้า Dunkman ขายมาก 2 ล้านคู่ เรียกว่ามากที่สุดในบรรดาผู้เล่นทั้งหมดของ NBA แม้ว่าจะราคาถูกแต่เนื่องจากปริมาณที่สูงลิบทำให้ Shaq ได้รับส่วนแบ่งคร่าวๆ ราวๆ $ 6 ล้านเหรียญสหรัฐ ( 180 ล้านบาท ) เทียบกับค่าจ้างที่เขาได้รับจากทีมในตอนนั้น สำหรับเบื้องหลังความสำเร็จนี้ทาง Matthew Powell นักวิเคราะห์จาก SportsOneSource ได้อธิบายว่ารองเท้าของ Shaq เป็นรองเท้าที่ราคาถูก เด็กสามารถซื้อใส่ไปเรียนหรือเล่นบาสจนทำให้มันพังได้โดยไม่เสียดาย แถมไม่จำเป็นต้องไปเบียดเบียนผู้ปกครอง มันง่ายขนาดที่ว่าหากวันนี้เด็กคนนึงลืมนำรองเท้าบาสไป และเขาอยากลงไปเล่นกับเพื่อน เพียงแค่เขาเดินเข้า Payless ซื้อมันออกมาลงสนามเหมือนกับพวกเราซื้อของออกจากร้านสะดวกซื้อเลยก็ว่าได้ ความสำเร็จของ Dunkman ไม่ได้ประสบความสำเร็จเพียงแค่ในสหรัฐอเมริกาเท่านั้น เพราะว่าในจีนเอง Shaq ก็มีฐานแฟนคลับค่อนข้างมากๆ เนื่องจากเขาเป็นคนที่สนิทสนมกับ Yao Ming เซ็นเตอร์ออลสตาร์ชาวจีน รองเท้าของเขามียอดขายมากกว่า $ 1 พันล้านเหรียญสหรัฐต่อปี
หากถามว่านักบอลคนใดเก่งที่สุด คำถามนี้พวกเราอาจจะต้องเกาหัวไม่รู้ว่าจะตอบยังไง เพราะตัวชี้วัดนั้นช่างยากเสียเหลือเกินที่จะเอามาเป็นตัวตัดสิน แต่ถ้าเราลองเปลี่ยนคำถามเป็นว่า คุณคิดว่านักฟุตบอลคนไหนมีสไตล์เท่ที่สุดในโลก ? เราเชื่อว่าทุกคนต้องพร้อมใจยกให้กับชายที่ David Robert Joseph Beckham เพราะแม้แต่คนที่ไม่เคยดูฟุตบอลเลย ก็ต่างรู้ว่าเขาคือหนึ่งในผู้ทรงอิทธิพลของโลกไม่ว่าจะเป็นเรื่องส่วนตัว แฟชั่น หรือแม้แต่เรื่องราวครอบครัว เรียกได้ว่าอยู่ในสปอร์ตไลท์ตลอดเวลา ซึ่งเราคงไม่สาธยายเล่าความโด่งดังของชายคนนี้อีก เพราะเชื่อว่าทุกคนคงจะเคยทราบประวัติรวมถึงผลงานต่างๆ ของเขาผ่านสื่อหลักต่างๆ มานับไม่ถ้วน แต่วันนี้ UNLOCKMEN จะขอนำ Evolution Style & Look รวมถึงถอดรหัสสไตล์การแต่งตัวของ David Beckham ที่หลายสำนักยกให้เขาเป็นหนึ่งในผู้ชายที่เท่ตลอดกาล จนกาลเวลาไม่สามารถทำอะไรเขาได้เลย Academy to Pro Player หากย้อนกลับไปช่วงยุค 90s ที่เรียกได้ว่าเป็นยุคทอง David Beckham เริ่มต้นพร้อมๆ กับช่วงเวลาที่เขาได้ออกเดทกับ Victoria Beckham ก่อนที่ทั้งคู่จะแต่งงานกัน โดยมีการบอกเล่าว่าช่วงเริ่มแรกคนที่ดูแลเรื่องสไตล์การแต่งตัวให้เขาก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นภรรยาสุดที่รักที่เป็น Stylist ส่วนตัว คอยจัดสรรเสื้อผ้ามาให้เนื่องจาก David Beckham ก็ไม่ต่างจากนักกีฬาคนอื่นที่เน้นใส่เสื้อผ้าสบาย ๆ อย่าง Tracksuit กางเกงขา Baggy กับเสื้อยืดง่าย ๆ ทว่า Victoria Beckham มักกำชับให้เขาใส่ใจเรื่องเสื้อผ้า เพราะจะมีปาปารัสซี่คอยจับตาอยู่ตลอดเวลา และจะเห็นได้ว่าเสื้อผ้าของทั้งคู่จะไปในแนวทางเดียวกัน The Sophisticated Moto Cafe Racer หลังจากที่เขาย้ายไปใช้ชีวิตใน Los Angeles เราก็เริ่มเห็นว่า Beckham ได้อิทธิพลการแต่งตัวที่เอนไปทาง Biker เล็กน้อย
โลกของสตรีทแวร์เป็นกระแสหลักของแฟชั่นในยุคปัจจุบัน แต่ต้องไม่ลืมว่าเครื่องแต่งกายชายนั้นยังมีโลกคู่ขนานของเสื้อผ้าประเภท Dresswear หรือสูทที่เป็นเครื่องแบบชั้นสูงเพิ่มความภูมิฐานและบุคลิกภาพให้ผู้ชายทุกคนเมื่อสวมใส่ และแม้ว่าเรื่องของสูทจะดูเป็นเรื่องไกลตัวสำหรับชายไทยไปเสียบ้าง แต่เมื่อถึงวาระสำคัญ เสื้อสูท Formal นั้นก็เรียกได้ว่าเป็นไอเทมสำคัญอย่างขาดเสียไม่ได้เลย ถ้าพูดถึงผู้มีอิทธิพลของโลก Dresswear ชายแล้ว คงปฎิเสธชื่อของสองดีไซน์เนอร์ที่กำลังขับเคลื่อนวงการ และทั้งคู่ที่เรากล่าวถึงนี้ดันมีชื่อเรียกที่เหมือนกันนั้นคือ Thom Browne และ Tom Ford Thom Browne และ Tom Ford ถือเป็นแรงบันดาลใจและผู้กำหนดทิศทางและนิยามของคำว่าเสื้อผ้าสุภาพบุรุษที่ใคร ๆ ก็ล้วนอยากมีสไตล์เหมือนกับเขา มีการเปรียบเทียบกันปอนด์ต่อปอนด์ว่าจริง ๆ แล้วแฟชั่นและสไตล์ของใครนั้นเจ๋งและโดดเด่นกว่ากัน ระหว่าง Tom Ford กับ Thom Browne เนื่องจากดีกรีของทั้งคู่ล้วนแต่ไม่ธรรมดา เพราะ Tom Ford ได้รับเลือกให้เป็นผู้ออกแบบเสื้อผ้าให้กับพยัคฆ์ร้าย 007 : James Bond ยุคของ Daniel Craig รวมถึงภาพยนตร์ Kingsman ที่โดดเด่นในเรื่องของสูทเป็นอย่างมาก ด้านของ Thom Brown เองก็ไม่น้อยหน้า
หลังจากการประกาศพาร์ทเนอร์ชิพอย่างเป็นทางการกับ Marvel Entertainment โอเดอมาร์ ปิเกต์ (Audemars Piguet) แบรนด์เครื่องบอกเวลาชั้นสูงจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ พร้อมแล้วที่จะเผยโฉมนาฬิกาเรือนแรกในซีรีส์นาฬิกาซูเปอร์ฮีโร่ของมาร์เวล กับนาฬิการุ่น รอยัล โอ๊ค คอนเซปท์ “แบล็ค แพนเธอร์” ฟลายอิ้ง ตูร์บิยอง (Royal Oak Concept “Black Panther” Flying Tourbillon) ลิมิเต็ด เอดิชั่น ที่ผลิตเพียง 250 เรือน ด้วยแรงบันดาลใจในการออกแบบนาฬิกาจากคาแรคเตอร์ในตำนานเพื่อยกย่องซูเปอร์ฮีโร่เจเนอเรชันใหม่ที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คนทั่วโลก จึงเป็นที่มาให้โอเดอมาร์ ปิเกต์เลือกความแข็งแกร่งและทรงพลังของตัวละครในจักรวาลมาร์เวล และเลือกเปิดตัวนาฬิกาเรือนแรกด้วยคาแรคเตอร์ที่มีความเชื่อมโยงกับโอเดอมาร์ ปิเกต์ อย่าง แบล็ค แพนเธอร์ (Black Panther) ที่ให้คุณค่ากับความสัมพันธ์ของครอบครัว รวมไปถึงการผสมผสานระหว่างขนบธรรมเนียมดั้งเดิมกับเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ากันอย่างลงตัว ในการสร้างสรรค์นาฬิการอยัล โอ๊ค คอนเซปท์ “แบล็ค แพนเธอร์” ฟลายอิ้ง ตูร์บิยอง นั้น โอเดอมาร์ ปิเกต์ ได้เน้นถึงรากฐานของแบรนด์ทั้งในด้านความพิถีพิถันของงานฝีมือแบบดั้งเดิมและความล้ำสมัยของเทคโนโลยีแห่งอนาคต กลั่นเอาความคิดสร้างสรรค์ที่เปี่ยมด้วยแรงบันดาลใจ กลายเป็นนาฬิกาที่มีกลไกอันซับซ้อน นาฬิกาขนาดหน้าปัด
ช่วงหลังเราได้เห็นความเคลื่อนไหวของ The North Face ที่น่าสนใจออกมาหลาย collection ซึ่งมีจุดเด่นทั้งดีไซน์และฟังก์ชันการใช้งาน และสำหรับ item ที่เราอยากเลือกมานำเสนอชิ้นนี้ก็น่าประทับใจเช่นกัน เป็นผลงานจาก The North Face Japan สำหรับคุณพ่อคุณแม่นักผจญภัยที่มีลูกโดยเฉพาะ The North Face maternity line “MTY Pickapack Rain Coat” เป็นเสื้อกันฝนที่ใส่ได้ทั้งชายและหญิง (genderless) โดยจะออกแบบให้หลวม Oversize ผลิตจากผ้า Hyvent fabric ของ North Face ที่ทั้งกันน้ำและระบายอากาศได้ดี เหมาะกับใส่รับมือฝน หิมะ และความชื้น จึงเหมาะกับการใส่ลุยทุกกิจกรรมอย่างมีสไตล์ แต่ที่เจ๋งสุดจนเราอยากแนะนำคือมี weatherproof pocket ที่เป็น separate zipper สามารถติดเพิ่มเข้าไปในชุดได้ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง เพิ่มฟังก์ชันใส่สัมภาระ และยังใช้เป็น baby carrier สำหรับใส่อุ้มเด็กเล็กไปผจญภัยด้วยกันได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องสภาพอากาศ ดูดี มีประโยชน์ แถมยังช่วยผ่อนแรงพ่อแม่ได้อีกด้วย


