คอลเลกชันฉลองครบรอบ 25 ปีของสุดยอดแบรนด์สตรีตอย่าง Supreme ฮอตตามคาดเพราะถูกหิ้วไปเกลี้ยงร้านหลังวางขายเพียงไม่กี่วัน แต่ที่น่าสนใจมากกว่าคือการมีมือดีนำเอาแคปซูลดังกล่าวออกมารีเซลล์ในราคาพุ่งกระฉูดขึ้นจากป้ายราคาไปอีกหลายเท่าตัว หลังจากเปิดกิจการมาตั้งแต่ปี 1994 จนปัจจุบันกลายเป็นแบรนด์สเก็ตบอร์ดที่หนุ่ม ๆ ทั่วโลกต่างอยากหามาไว้ในครอบครอง ก่อนขยายสาขาออกไปมากถึง 11 สาขาทั่วทุกมุมโลก ทั้งสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่นและในทวีปยุโรป ล่าสุดพวกเขาฉลองครบรอบวัยเบญจเพสของตัวเองด้วยคอลเลกชันพิเศษที่ได้ Swarovski มาร่วมออกแบบและตกแต่ง Logo Box ด้วยคริสตัล ก่อนจะแปะลงบนไอเทมอย่าง T-Shirt Sweatshirt และ Hoodie โดยทั้งหมดขายเกลี้ยงสต็อกภายในเวลาไม่กี่วันเท่านั้น แน่นอนว่า T-Shirt ที่ประดับด้วยคริสตัล 1,161 เม็ดในราคาป้าย 398 ดอลลาร์สหรัฐ (12,700 บาท) และ Hoodie ประดับด้วยคริสตัล 1,201 เม็ดในราคา 598 ดอลลาร์สหรัฐ (19,140 บาท) ก็เป็นราคาที่สูงมากอยู่แล้วสำหรับเสื้อผ้าสักชิ้น แต่เมื่อขึ้นชื่อว่าเป็น Supreme แถมยังเป็น Logo Box รุ่นพิเศษที่ถูกแต่งอย่างสวยงาม ทำให้ไม่นานก็มีหนุ่มหัวใสนำพวกมันออกมา
ไม่ได้เป็นเพียงเรือนเวลาที่ถูกพัฒนามาจากรุ่นก่อน หรือเป็นโมเดลที่เผยโฉมประจำปีเท่านั้น แต่นี่…คือการพลิกหน้าประวัติศาสตร์ครั้งยิ่งใหญ่ของ โอเดอมาร์ ปิเกต์ กับการเปิดตัวไลน์อัพใหม่อย่างเป็นทางการ ภายใต้คอลเลคชั่นที่ชื่อว่า “CODE 11.59” โดยคำว่า “CODE” มาจากการนำตัวอักษรย่อของคำว่า Challenge, Own, Dare, Evolve ที่ล้วนแต่เป็นดีเอ็นเอหลักของแบรนด์มาเรียงใหม่จนเกิดเป็นรหัสที่สื่อความหมายได้อย่างลึกซึ้ง ขณะที่ 11.59 คือเลขนาทีสุดท้ายก่อนจะก้าวเข้าสู่วันใหม่ ซึ่งเปรียบได้ดั่งแบรนด์ที่เป็นผู้นำเกมอยู่หนึ่งก้าวเสมอ สิ่งที่คุณจะได้เห็นต่อไปนี้ จะทำให้คุณประหลาดใจ “ที่โอเดอมาร์ ปิเกต์ เราแข่งขันกับตัวเองอยู่ตลอดเวลาเพื่อก้าวผ่านขีดจำกัดทางด้านหัตถศิลป์ โดยหยิบจิตวิญญาณอันเป็นอิสระ ตลอดจนความเคารพอย่างสูงส่งต่อประเพณีดั้งเดิม ความภาคภูมิใจในถิ่นกำเนิด และความมุ่งหวังในการรังสรรค์นวัตกรรมที่เปี่ยมไปด้วยความแม่นยำและความคิดสร้างสรรค์ มาเป็นแรงขับเคลื่อน” จัสมิน โอเดอมาร์ ประธานกรรมการบริษัท Challenge : ท้าทายต่อขีดจำกัดทางด้านหัตถศิลป์ บนเส้นทางประวัติศาสตร์กว่า 144 ปี โอเดอมาร์ ปิเกต์ได้ฝึกฝนช่างฝีมือผู้มากพรสวรรค์เพื่อส่งต่อทักษะงานฝีมือชั้นสูงและเทคนิคในการประดิษฐ์นาฬิกาตามประเพณีที่ตกทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น ในขณะเดียวกันก็ผลักดันนวัตกรรมทางเทคโนโลยีและความคิดสร้างสรรค์เชิงสุนทรียศาสตร์ให้ขยายขอบเขตออกไปอย่างไม่หยุดยั้ง Own: มรดกตกทอด กล่าวได้ว่าโอเดอมาร์ ปิเกต์เป็นบริษัทประดิษฐ์นาฬิกาชั้นเลิศที่เก่าแก่ที่สุดเพียงแห่งเดียวที่ยังคงอยู่ในความครอบครองของตระกูลผู้ก่อตั้ง นอกจากจะอุทิศตนเพื่อรักษามรดกตกทอดและแรงขับเคลื่อนที่ส่งต่อมาหลายชั่วอายุคน รวมถึงเทคนิคหัตถศิลป์เก่าแก่และนวัตกรรมที่ล้ำยุคไม่เหมือนใครแล้ว แบรนด์ยังเดินหน้าผลิตเรือนเวลาที่ผสานศาสตร์และศิลป์แห่งความเชี่ยวชาญไว้ในทุกรายละเอียด นอกจากนี้ยังคำนึงถึงแนวคิดเชิงสร้างสรรค์ที่ถ่ายทอดนิยามใหม่ๆในรูปแบบงานศิลป์อีกด้วย อาทิ ภาพถ่ายอินฟราเรด ของหุบเขาวัลเลย์
สำหรับคนช่างเลือกและมีสไตล์ที่แตกต่าง การเลือกแฟชั่นไอเท็มอย่าง ‘นาฬิกา’ เรือนโปรดนั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะสิ่งที่เลือกไม่ใช่เพียงแค่เครื่องบอกเวลา แต่ต้องแสดงตัวตนของผู้สวมใส่ Maurice Lacroix (มอริส ลาครัวซ์) เข้าใจไลฟ์สไตล์ผู้ชายยุคนี้ที่ช่างเลือกแถมยังมีกิจกรรมเยอะ ทั้งทำงาน นัดประชุม เข้ายิม ออกกำลังกาย รวมไปถึงแต่งตัวเสริมหล่อต่อที่เที่ยวกับก๊วนเพื่อนซี้ Maurice Lacroix เลยขอส่งตรงเรือนเวลาข้อมือคุณภาพ คอลเลกชั่นใหม่ล่าสุด 4 รุ่น ได้แก่ AIKON Venturer, AIKON All Black, AIKON Automatic Chronograph และ AIKON Automatic MercuryAIKON อันได้รับแรงบันดาลใจมาจากนาฬิกาต้นแบบที่ประสบความสำเร็จ ในยุค 1990 นำกลับมาพัฒนาตีความหมายใหม่ให้ดูทันสมัยยิ่งขึ้น ซึ่งล้วนออกแบบมาให้เหมาะกับทุกไลฟ์สไตล์ สามารถถอดเปลี่ยนสายได้สะดวกเพื่อลุคที่คุณต้องการทั้งทางการและลำลอง เพื่อกลุ่มเป้าหมายที่เป็น ชาวมิลเลนเนียลซึ่งมีไลฟ์สไตล์เป็นของตัวเองและชื่นชอบงานดีไซน์ที่มีเอกลักษณ์ แต่ขณะเดียวกันการพัฒนากลไกของนาฬิกาก็ยังเน้นนวัตกรรมใหม่ ๆ รวมทั้งลูกเล่นที่บ่งบอกถึงศาสตร์ของการทำนาฬิกาแบบสวิสที่ยังได้รับการยกย่องว่าเป็นอันดับหนึ่งเสมอ เราขอแนะนำสำหรับหนุ่มนักกีฬาและรักการผจญภัย เลือกสวมนาฬิกา Maurice Lacroix รุ่น AIKON Venturer (ไอคอน
ในวงการแฟชั่นที่เราได้เห็นสูตรสำเร็จของการ collaboration ในฐานะ Creative Parter ที่ผสมผสาน Music and Street Fashion culture เข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น Kanye x Adidas, Rihanna x Puma, Kendrick Lamar x Reebok ก็คงไม่แปลกที่่วันนึงจะถึงตาของยานแม่รุ่นใหญ่อย่าง Beyonce’ ที่จะได้สวมหมวกแสดงฝีมือด้าน Creative บนเวทีแฟชั่นบ้างแล้ว Beyonce’ ได้ประกาศเซ็นสัญญาร่วมงานกับ Adidas ในฐานะครีเอทีฟพาร์ทเนอร์ ซึ่งมีเป้าหมายที่จะสร้างแรงบันดาลใจและเสริมพลังให้กับครีเอเตอร์รุ่นใหม่ ไปจนถึงผลักดันการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกให้โลกใบนี้ผ่านทางกีฬา และเพิ่มโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ Beyonce’ กล่าวถึงการตัดสินใจร่วมงานกับ Adidas ในครั้งนี้ว่า “อาดิดาสประสบความสำเร็จอย่างมากในการขยายขอบเขตด้านความคิดสร้างสรรค์ เราต่างมีแนวความคิดที่เหมือน ๆ กัน ทั้งในเรื่องของการใช้ความคิดสร้างสรรค์สร้างการเติบโตให้กับธุรกิจ และความรับผิดชอบต่อสังคม เราคาดหวังที่จะทำให้ Ivy Park และแบรนด์ Adidas ก้าวไปสู่ระดับโลกอย่างแท้จริง” Beyonce’ และ Adidas ถือเป็นหุ้นส่วนที่เข้ากันได้อย่างลงตัว
ภาพยนตร์ที่มาแรงและถูกพูดถึงมากที่สุดในช่วงเวลานี้คงหนีไม่พ้น Avengers: Endgame จากค่าย Marvel ที่มียอดจองตั๋วภาพยนตร์ล่วงหน้าแบบถล่มทลาย รวมถึงคะแนนวิจารณ์ชุดแรกจาก Rotten Tomato ก็อยู่ในเกณฑ์ดีเยี่ยมกว่า 90% จึงทำให้แบรนด์เครื่องกีฬาชื่อดังอย่าง Adidas ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของบทสรุปมหากาพย์ซูเปอร์ฮีโร่ที่เริ่มต้นขึ้นเมื่อ 11 ปีก่อน ตั้งแต่ Iron Man ภาคแรกจนถึง Avengers: Endgame ด้วยคอลเลกชันรองเท้าที่มีชื่อว่า “Heroes Among Us” การ collaboration ระหว่าง Adidas กับ Marvel ในคอลเลกชันนี้จะมีรองเท้าทั้งหมด 6 คู่ กับเรื่องราวของซูเปอร์ฮีโร่ทั้ง 6 คน ที่มีดีไซน์แตกต่างกันไป Adidas Harden Vol. 3 “IRON MAN” Harden Vol. 3 รองเท้าผ้าใบชื่อดังที่ได้แรงบันดาลใจจากสไตล์การเล่นของ James Hardan ชู้ตติ้งการ์ดทีม Houston Rocket กับโทนสีแดงสดตามแบบชุดเกราะ
ในช่วงนี้ดูเหมือนแบรนด์สนีกเกอร์ต่าง ๆ มักจะ Collaboration กันอยู่บ่อยครั้ง รวมถึง Vans แบรนด์รองเท้าชื่อดังที่ได้ร่วมงานกับแอปพลิเคชันสัญชาติเกาหลี Kakao และนักวาดการ์ตูน Hyunye ที่มาร่วมปลดปล่อยจินตนาการออกมาเป็นการ์ตูนลวดลายน่ารักกับ Kakao Friends ที่ขนกันมาหมดแก๊ง รองเท้าคอลเลกชันนี้จะมีตัวละครหลากหลายไม่ว่าจะเป็น Muzi กระต่ายสีเหลือง Apeach ลูกพีชหัวชมพูแต่ตัวดันเป็นสีขาว Frodo หมาหน้ากวนผู้ชื่นชอบการดื่มกาแฟ Neo แมวฟ้ากับผมบ๊อบที่เป็นเอกลักษณ์ Con จระเข้ตัวจิ๋วชอบปลูกหัวไชเท้า Jay-G ถึงจะเป็นสายลับแต่กลับโดดเด่นกว่าใครด้วยผมทรง Afro ฟูฟ่องรวมถึง Tube เป็ดขี้โมโหที่พ่นไฟได้ และ Ryan สิงโตไร้แผงคอเลยทำให้มีหน้าตาเหมือนหมี รองเท้าผ้าใบลายตารางสีฟ้า-ขาว เต็มไปด้วยเรื่องราวของ Tube เจ้าเป็ดขี้กลัวพ่นไฟได้ เมื่อกลัวหรือโมโหสุดขีดจะกลายร่างสีเขียว บริเวณขอบรองเท้าสีขาวจะมีลวดลายของเป็ดอยู่ทั่ว และตรงสันรองเท้าจะมีเจ้าเป็นร่างเขียวกำลังเล่นสเกตบอร์ด ส่วนรองเท้าลายตารางอีกหนึ่งคู่จะใช้สีโทนร้อนคือส้ม-ขาว กับ Ryan สิงโตไร้แผงคอที่เป็นถึงเจ้าชายรัชทายาทของเผ่าแต่รักอิสระเลยหนีออกมาเพื่อใช้ชีวิตแบบที่ตัวเองต้องการ โดยลายรองเท้าทั้งสองข้างจะมีรายละเอียดที่ต่างกันโดยข้างซ้ายจะมีหน้าของ Ryan ส่วนทางด้านขวาเจ้าสิงโตตัวเล็ก ๆ แทรกอยู่ตามลายตารางหมากรุก รองเท้าผ้าใบอีกสามคู่ของคอลเลกชันนี้ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะเป็นรองเท้าผ้าใบสีส้มที่มาพร้อมกับ Apeach ตัวละครลูกพีชหัวชมพูที่อยู่ตรงลิ้นรองเท้า กับลวดลายฟอนต์ตัวอักษรสีขาวไม่เป็นระเบียบ
ถือเป็นความอัฉริยะของทีมนักออกแบบ Nike ในการออกแบบและตั้งชื่อรองเท้าดีไซน์แปลกตา ที่ตั้งใจสร้างมาเพื่อฉลองให้กับวันกัญชาโลก 4/20 หรือวันที่ 20 เดือน 4 ด้วยการตั้งชื่อและออกแบบที่ twist ความหมายให้หลายคนงง แต่เป็นการส่งสัญญาณที่คนสายเขียวหัวใจกัญชาโลกรู้กันดี เพราะคำว่า ‘Walk The Dog’ ในที่นี้หมายถึงสายพันธุ์กัญชายอดฮิตในอเมริกา แต่ในขณะเดียวกันก็ยังออกแบบมาให้ใส่เพื่อฉลองวันพาหมาไปเดินเล่นได้อีกด้วย ‘Walk The Dog’ เป็นกัญชาที่มีลักษณะเฉพาะคือช่อสีเขียว Olive มีขนสีส้มรอบ ๆ เป็นกัญชาที่เพาะขึ้นแบบ Indica-dominant (การผสมพันธุ์ระหว่างสายพันธุ์ Afghani Indica และ Mexican + Columbian Sativa) เป็นสายพันธุ์ที่ผสมได้อย่างลงตัว ให้ความรู้สึกผ่อนคลายสบายตัวสบายใจกำลังดี ดูดแล้วสามารถออกไปทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้เต็มที่ไม่ว่าจะเป็นนั่งคุยกับพ่อแม่หรือพาหมาไปเดินเล่น ขายในต่างประเทศที่กรัมละ $10 – $11 จึงเป็นที่มาของชื่อสายพันธุ์นี้นั่นเอง อย่าพึ่งสับสนว่ากดเข้ามาอ่านผิดบทความหรือไม่ เราเพียงอธิบายเรื่องที่มาของชื่อรุ่นรองเท้าเพลินไปหน่อย กลับมาที่ Nike SB Dunk High ‘Walk The Dog’ ซึ่งไม่ได้บังเอิญชื่อตรงกัน
เครื่องดื่มกับแฟชั่นดูเป็นเส้นขนานที่หลายคนมองว่าไม่น่าไปด้วยกันได้ แต่การ collaboration ระหว่างแบรนด์เครื่องดื่มน้ำดำชื่อดังอย่าง Coca-Cola กับแบรนด์เสื้อผ้าระดับตำนานอย่าง Tommy Hilfiger ก็ทำให้สิ่งที่หลายคนมองว่าเข้ากันไม่ได้ เข้ากันจนได้ในคอลเลกชันสุดเท่จาก Tommy Jeans ถึงแม้ว่า Coca-Cola จะก่อตั้งแบรนด์ปี 1892 แต่ถ้าหากจะให้นำสไตล์จากยุคนั้นมาใช้ก็อาจจะดูย้อนยุคมากไปหน่อย ดังนั้นทั้ง Tommy Jeans และ Coca-Cola จึงเลือกจะเดินทางไปช่วง 1980 หรือเกือบ 40 ปีที่แล้วที่ทั้งสองแบรนด์เคยร่วมงานกันมาก่อน ช่วง 1982 เป็นช่วงเวลาที่ดนตรีดิสโก้มาแรงแบบสุด ๆ หลังจากนั้นอีกไม่กี่ปีต่อมาในปี 1986 ทาง แบรนด์เครื่องดื่มปรับโฉมโลโก้แบรนด์ใหม่ด้วยฝีมือของ Tommy Hilfiger ที่ในช่วงเวลานั้นดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์เครื่องแต่งกายของ Coca-Cola การดึงคอนเซปต์ดังกล่าวมาอยู่บนเสื้อผ้าที่ออกมาในปี 2019 ของทั้งสองแบรนด์จึงเต็มไปด้วยความวินเทจดังเดิมแต่เพิ่มความ unisex สามารถสวมใส่ได้ทั้งชายและหญิง ไม่ว่าจะเป็นเสื้อยืดแขนสีขาวประทับโลโก้สีขาว-แดง อันแสนคุ้นตาของ Coca-Cola มีทั้งแบบโลโก้อันเดียวหรือโลโก้หลากสีทั้งแดง น้ำเงิน ฟ้า เขียว และเหลือง ก็มีให้เลือกได้ตามใจชอบ และไม่ลืมใส่โลโก้ของ Tommy
ตั้งแต่ปี 1905 เป็นต้นมา บริษัท Rolex SA ก็ได้ผลิตนาฬิกาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยคุณภาพ และความหรูหราที่เรียกได้ว่าเป็นที่สุดของโลกมาโดยตลอด แน่นอนว่า การที่คุณกดเข้ามาดูบทความที่เรากำลังเขียนอยู่นี้ คุณต้องรู้อยู่แล้วว่าเรากำลังจะพูดถึงเรื่องอะไร ที่เราเขียนบทความนี้ขึ้นมาก็เพราะว่า ก่อนที่คุณจะนำเงินจำนวนไม่น้อยไปให้กับคนแปลกหน้า เพื่อแลกกับนาฬิกาในฝันมาสักเรือนนั้น คุณจำเป็นต้องมีความชัวร์ และมั่นใจได้ว่า มันเป็นของแท้เท่านั้น เพราะการซื้อนาฬิกาอย่าง Rolex มันไม่ใช่เพียงแค่การซื้อเรือนเวลา แต่มันเป็นการลงทุนที่จะทำให้คุณมีผลกำไรต่อในอนาคต และยังเป็นทรัพย์สมบัติที่คุณสามารถส่งต่อไปให้กับลูกหลานของคุณได้อีกด้วย สรรพคุณของนาฬิกาอย่าง Rolex มีมากมายขนาดนี้ แน่นอนว่าใครก็ต้องอยากได้เป็นธรรมดา เพียงแต่ว่าจะมีสักกี่คนที่รู้ว่า Rolex ที่คุณกำลังจะซื้อนั้น เป็นของจริงแน่นอน ไม่ใช่ของปลอมจากเสิ่นเจิ้น ดังนั้นวันนี้ เราจึงนำเอาวิธีง่ายๆ ที่จะบอกได้ว่า Rolex ที่อยู่ตรงหน้าคุณนั้น มันเป็นของเก๊ หรือของจริง มาให้ได้ดูกัน The Weight การที่จะยอมให้ลูกค้าจ่ายเงินจำนวนมากได้นั้น ย่อมต้องแลกมาด้วยคุณภาพที่สมราคาด้วยเช่นกัน ดังนั้น นาฬิกาอย่าง Rolex จึงเลือกใช้แต่วัสดุที่มีคุณภาพ และดีที่สุดเท่านั้น ในการผลิตนาฬิกาของพวกเค้า ไม่ว่าจะเป็น อัญมณี, ทองคำ หรือ สแตนเลสสตีล 904L
ว่ากันว่าคนฝรั่งเศสส่วนใหญ่มักสนใจเรื่องแฟชั่น Bernard Arnault ก็เช่นกัน เขาคือนักธุรกิจหนุ่มเมืองน้ำหอมที่สนใจเรื่องแฟชั่นและการเปลี่ยนสินค้า luxury ให้กลายเป็นเม็ดเงินมหาศาลที่บางคนอาจไม่กล้าจินตนาการถึง UNLOCKMEN อาสาพาไปดูเรื่องราวของ Bernard Arnault นักธุรกิจที่ได้ชื่อว่าเป็นชายที่รวยที่สุดในฝรั่งเศส กว่าจะประสบความสำเร็จอย่างทุกวันนี้ เขาต้องผ่านอะไรบ้าง บุคคลสำคัญของวงการธุรกิจแฟชั่นส่วนมากมักเป็นดีไซเนอร์ แต่ Bernard Arnault (แบร์นาร์ด อาร์โนลด์) กลับไม่ใช่แบบนั้น เขาไม่ได้เป็นแฟชั่นนิสต้าหรือเรียนทางด้านการออกแบบมา แต่เขาเป็นนักธุรกิจจากตระกูลที่ทำบริษัทก่อสร้างมาหลายชั่วอายุคน จบการศึกษาจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ อย่างไรก็ดีเขามองเห็นช่องทางสร้างรายได้มหาศาลจากแฟชั่น เพราะ Bernard คิดว่าสินค้าหรูหราเป็นสิ่งที่จะทำกำไรได้ดีที่สุด เมื่อคิดได้ดังนั้นเขาจึงไม่รอช้าเริ่มไล่ซื้อแบรนด์แฟชั่นระดับไฮเอนด์ไปเรื่อย ๆ โดยเริ่มจาก Financière Agache ก่อน จากนั้นซื้อ Boussac Saint-Frères และ Willot Group ซึ่งขณะนั้นเป็นเจ้าของแบรนด์แฟชั่นชื่อก้องโลกอย่าง Christian Dior แต่แบรนด์ชื่อดังในตอนนั้นถือว่าเป็นแบรนด์ที่ใกล้จะล้มละลาย Bernard จึงเข้ามาปรับระบบใหม่พร้อมกับก้าวขึ้นเป็นประธานของ Dior ในปี 1984 ต่อมาในปี 1987 Louis Vuitton และ Moët Hennessy ตัดสินใจรวมกลุ่มธุรกิจกันในชื่อ LVMH ซึ่งการรวมกลุ่มธุรกิจนี้เป็นจุดเริ่มต้นความสำเร็จของ


