เรารู้จักการโกหกกันมาตั้งแต่ตอนเป็นเด็ก เราอาจเคยโกหกพ่อแม่ เวลาทำข้าวของในบ้านเสียหาย เพราะกลัวโดนดุ พอโตขึ้นมาหน่วยเป็นวัยรุ่น เราอาจโกหกครูประจำชั้นว่ารอยช้ำบนหน้าเกิดจากการหกล้ม ไม่ได้ทะเลาะวิวาทกับใครมา พอเข้าวัยทำงาน เราอาจเคยโกหกเจ้านายว่าป่วย เพื่อขอโดดงาน กล่าวได้ว่าคนทุกเพศทุกวัยรู้จักการโกหก แต่การโกหกก็มีพร้อมราคาที่ต้องจ่ายอยู่เสมอ! UNLOCKMEN อยากอธิบายเรื่องนี้ผ่านหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ชี้ให้เห็นว่าการโกหกทำงานกับสมองของเราอย่างไร การโกหกคืออะไร ? แบบไหนถึง เรียกว่า การโกหก… การโกหก (lying) เป็นการหลอกลวงแบบหนึ่งที่เราใช้กันในชีวิตประจำวัน การโกหกรูปแบบหนึ่งเรียกว่า การโกหกทั้งหมด หรือ ‘lies of commission’ เป็นการพูดในสิ่งที่ไม่เป็นความจริงเลย เช่น โกหกพ่อแม่ว่าไปอ่านหนังสือ เพื่อจะได้ไปเที่ยวกลางคืน หรือ โกหกเจ้านายว่าป่วย เพื่อที่จะได้หยุดงาน เป็นต้น บางเคสการพูดความจริงเพียงครึ่งเดียว (half – truth) ก็ถือว่าเป็นการโกหกเหมือนกัน เช่น สมมติว่าเราจะซื้อรถมือ 2 แล้ว พนักงานขายรถบอกเราว่า รถยนต์คันนี้เพิ่งผ่านการใช้งานไม่นาน เจ้าของไปนอก สภาพเหมือนใหม่ แต่เขาไม่ได้บอกเราว่า รถคันนี้เคยจมน้ำหรือชนจนเสียหายยับเยิน เพราะอยากขายรถให้เราให้ได้ แบบนี้เป็นการโกหกประเภทที่เรียกว่า การโกหกด้วยการละเว้น หรือ
ราล์ฟ วอลโด เอเมอร์สัน (Ralph Waldo Emerson) นักเขียน นักกวี และนักประพันธ์ชาวอเมริกัน เคยกล่าวไว้ว่า “ชีวิตคือการเดินทางไม่ใช่จุดหมาย” (life is a journey not a destination) ประโยคนี้อาจตีความได้ว่า สิ่งที่สำคัญในชีวิต ไม่ใช่การบรรลุเป้าหมายในชีวิต แต่เป็นสิ่งที่เราพบเจอในระหว่างที่กำลังจะไปถึงเป้าหมาย และนั่นรวมถึงอารมณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นด้วย ไม่ว่าจะเป็น ความสุข ความทุกข์ ความเศร้า ฯลฯ หลายคนเวลาเจอกับเรื่องแย่ๆ และรู้สึกแย่ อาจพยายามคิดบวก เพื่อให้ทุกอย่างดีขึ้น การคิดบวกช่วยเราได้จริง แต่การคิดบวกมากเกินไปอาจนำมาซึ่งผลเสียมากกว่าผลดี วันนี้ Unlockmen เลยอยากจะพูดถึงเรื่อง Toxic Positivity ภาวะที่เราคิดบวกมากเกินไปจนเป็นพิษ ว่ามันมีผลเสียอย่างไรบ้าง พร้อมแนะนำวิธีการรับมือกับความรู้สึกด้านลบที่จะช่วยให้เราทุกข์ใจกับอารมณ์ลบน้อยลง ‘Toxic positivity’ เมื่อยิ่งคิดบวกแล้วความรู้สึกยิ่งลบ เวลาเจอเรื่องทุกข์ใจมา แล้วไปคุยเรื่องนี้กับใครสักคน เช่น พ่อแม่ เพื่อน ฯลฯ เราคงเคยได้ยินคำแนะนำประมาณว่า “ลองมองเรื่องนั้นในแง่ดีสิ อย่ามองแต่แง่ร้าย”
สำหรับใครหลายคน การเป็นโสดอาจให้ความรู้สึกเหมือน อยู่คนเดียว อยู่ลําพัง หว่าเว้ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่พวกเขาจะรู้สึกแย่กับการเป็นโสด และต้องการใครสักคนมาอยู่เคียงข้างกัน แต่เราอยากบอกทุกคนว่า การเป็นโสดไม่ได้เท่ากับความโดดเดี่ยวเสมอไป และวิธีการเป็นโสดแบบได้อย่างไม่รู้สึกเหงาก็มีอยู่เหมือนกัน ซึ่งในบทความนี้ UNLOCKMEN จะอธิบายให้ฟังว่ามันต้องทำอย่างไรบ้าง เป็นโสดแล้วดียังไง ? แต่ก่อนจะพูดถึงวิธีการเป็นโสดอย่างมีคุณภาพ เราอยากพูดถึงประโยชน์ของการเป็นโสดก่อน อ้างอิงข้อมูลจากงานวิจัยและผู้เชี่ยวชาญ การเป็นโสดจะมีข้อดีที่แตกต่างจากคนที่มีแฟน หรือ แต่งงานแล้ว ดังนี้ 1. กังวลน้อยกว่าคนมีคู่ เราคงได้ยินกันบ่อยๆ ว่า การมีแฟนจะทำให้ทุกวันของเรากลายเป็นชมพู ซึ่งอาจไม่จริง เพราะความขัดแย้งเกิดขึ้นได้เสมอในความสัมพันธ์ ดังนั้นการเป็นโสดจึงอาจทำให้เรามีความสุขมากกว่ามีแฟนได้เหมือนกัน ซึ่งงานวิจัยบางชิ้น บอกว่า คนที่กลัวความขัดแย้งเวลามีความสัมพันธ์จะมีความสุขกับการเป็นโสดมากกว่าตอนมีแฟน บางชิ้นก็บอกว่า คนโสดเครียดน้อยกว่าคนที่มีความสัมพันธ์ เพราะพวกเขาทำงานบ้าน หรือกังวลเรื่องเงิน น้อยกว่าคนที่แต่งงานแล้ว ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์บางคน ยังกล่าวไว้ว่า ความใกล้ชิดและการมีคู่มักทำให้สมองของเรา ‘รก’ อยู่เสมอโดยที่เราก็ไม่รู้ตัว เพราะผู้ที่อยู่ในความสัมพันธ์มักแสดงความกังวลต่อคู่ของตัวเองอยู่เสมอ ทำให้ความสามารถในการโฟกัสกับสิ่งต่างๆ น้อยลง และยังทำให้เกิดความเครียด ไม่มีความสุขในการชีวิตด้วย ดังนั้น การเป็นโสดจึงดีกว่า เพราะช่วยจัดการสมองที่รกเพราะความกังวล ให้มีพื้นที่สำหรับความคิดใหม่ๆ และความฝันใหม่ๆ ได้ 2. รักษาความสัมพันธ์กับคนรอบได้ดี
“เราตั้งใจที่จะเป็นครู เราต้องทุ่มเทกับงานที่เรารัก” นี่คือสิ่งที่ ‘ครูบอย นพรัตน์ เจริญผล’ บอกกับเรา และบอกกับตัวเองทุกวันนับตั้งแต่เริ่มต้นอาชีพครูเมื่อ 8 ปีก่อน ซึ่งนิยามคำว่า ‘ทุ่มเท’ ของครูบอยได้พิสูจน์ออกมาเป็นการกระทำที่ตอกย้ำได้ชัดกว่าคำพูด เพราะถ้าหากให้ทุกคนลองตั้งคำถามกับตัวเองว่า “จะยอมเดินทางไกลแค่ไหน เพื่อช่วยคนที่ไม่เคยรู้จัก?” แน่นอนว่าคำตอบที่มีย่อมแตกต่างกัน ใกล้บ้าง ไกลบ้าง หรืออาจจะมีแม้กระทั่งคำถามกลับย้อนมาว่า “ทำไมต้องทุ่มเททำอะไรเพื่อคนไม่รู้จักด้วย” แต่สำหรับครูบอย เขาคือผู้ชายที่เลือกทุ่มเทแรงกาย แรงใจ บิดมอเตอร์ไซค์คู่ใจ ฝ่าเส้นทางไกลสุดทุรกันดารกว่า 60 กิโลเมตร ใช้ระยะเวลากว่า 4 ชั่วโมง ลุยโคลน เสี่ยงอันตรายกับการลัดเลาะผ่านขอบเหว เพื่อจุดหมายเดียวคือการได้ช่วยเหลือเด็ก ๆ ด้อยโอกาส ด้วยวิชาชีพครูที่ตัวเขาเคารพและเชื่อมั่นว่าจะสามารถเป็นส่วนช่วยพัฒนาการศึกษาบนดอยสูง และต้องบอกว่าสิ่งที่สะท้อนให้เห็นหัวจิตหัวใจอันกล้าหาญและยิ่งใหญ่ของผู้ชายคนนี้ ไม่ใช่เพียงแค่การบิดมอเตอร์ไซค์ลุยเส้นทางโหดซ้ำไปซ้ำมาตลอด 8 ปี เพื่อสอนหนังสือลูกศิษย์บนดอยเท่านั้น เพราะสิ่งที่ครูบอยทำมันมากกว่าการให้ความรู้ แต่เป็นการให้โอกาส และเป็นส่วนร่วมพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวบ้านในชุมชน รวมถึงเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนฝันของเด็ก ๆ หลายร้อยชีวิตในอำเภออมก๋อยให้ได้เข้าถึงการศึกษา ได้ทำตามฝัน ไม่ว่าจะเป็นทางด้านดนตรี กีฬา หรืออาชีพ อะไรที่จำเป็นต่อการนำพาเด็ก ๆ ไปสู่ชีวิตที่ดีกว่า
หลายคนใฝ่ฝันอยากเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงสังคมที่ตัวเองอยู่ องค์กรหรือบริษัทของตัวเอง แต่การเปลี่ยนแปลงหลายคนรู้ว่ามันมีอุปสรรค์มากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคน หรือ ระบบต่างๆ วันนี้ UNLOCKMEN เลยอยากพาทุกคนไปดูกันว่า ผู้นำการเปลี่ยนแปลง (change leadership) ที่ดี คืออะไร และการเปลี่ยนแปลงที่ดี ควรประกอบไปด้วยอะไรบ้าง คุณสมบัติของผู้นำด้านการเปลี่ยนแปลง ผู้นำด้านการเปลี่ยนแปลง (change leadership) คือ ผู้นำที่มีความสามารถในการสื่อสารกับคนในองค์กร เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง และลดผลกระทบที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงให้ได้มากที่สุด พวกเขาควรมีความสามารถในการอธิบายเหตุผลที่มีความน่าสนใจมากพอที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ และยังต้องมีความสามารถในการเรียกร้องให้คนทั้งองค์กรลงมือทำในสิ่งที่สร้างความเปลี่ยนแปลงได้ อีกทั้งต้องมี แพสชั่น ความคงเส้นคงวา ความน่าเชื่อถือ และวิสัยทัศน์ อันเป็นสิ่งจำเป็นในการสร้างความน่าเชื่อถือ พร้อมกับทักษะในการหาเสียงสนับสนุนการเปลี่ยนแปลง และทำลายกำแพงของคนในองค์กรได้ พวกเขายังต้องทำให้คนในองค์กรต่อต้านการเปลี่ยนแปลงให้น้อยที่สุด และมีความสามารถในการสร้างหรือพัฒนาระบบและโครงสร้างองค์กรที่จำเป็นในการผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ป้องกันความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากความพยายามในการเปลี่ยนแปลงได้ด้วย พวกเขาจะต้องรู้ว่าใครเป็นผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียหลัก (key stakeholders) พร้อมมีกลยุทธ์เพื่อให้ได้เสียงสนับสนุน เพื่อให้เป็นแรงผลักดันในการสร้างความเปลี่ยนแปลงทางความคิดของคนในองค์กร และทำให้เกิดการลงมือทำในสิ่งที่สร้างความเปลี่ยนแปลงต่อไป นอกจากนี้ พวกเขายังต้องสามารถจัดการกับทรัพยากรที่มีความจำเป็นในการสร้างความเปลี่ยนแปลง มีความสามารถในการประยุกต์และแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ดำเนินแผนการเปลี่ยนแปลงให้อยู่ในเวลาและต้นทุนที่กำหนด ภาวะผู้นำที่มีประสิทธิภาพจะช่วยองค์กรได้อย่างไรบ้าง ? การเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่ช่วยให้องค์กรสามารถมีชีวิตรอดอยู่ได้ ในยุคที่การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา แต่เราก็ต้องยอมรับว่า การเปลี่ยนแปลงองค์กรก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะคนเรามักรู้สึกไม่สบายใจที่จะเปลี่ยนแปลง
ช่วงนี้หลายคนอาจกำลังอินกับการเป็น Imposter หรือ Crewmantes ในเกม Among Us กันอยู่ วันนี้เราเลยอยากนำเสนอเรื่องของ แฟรงก์ อบาเนล (Frank Abagnale) อดีตนักต้มตุ๋นชื่อดังระดับโลกชาวอเมริกัน ซึ่งในช่วงอายุ 15 – 21 ปีที่เขาก่อคดี เขาได้ปลอมตัวเป็นคนอื่นที่มีอาชีพแตกต่างกันมากถึง 8 ครั้ง ไม่ว่าจะเป็น นักบิน กุมารแพทย์ ทนายความ ฯลฯ โดยที่เขาไม่มีความรู้ในสายอาชีพเหล่านี้เลย อบาเนล มีพรสวรรค์ด้านการหลอกลวงตั้งแต่เด็ก โดยตอนที่เขาอายุ 16 ปี หลังที่เขาได้หนีออกจากบ้าน เพราะพ่อแม่ของเขาหย่าร้างกัน เขามีเงินติดตัวเพียง 200 เหรียญฯ สหรัฐ แต่ด้วยไหวพริบในการหลอกลวง ทำให้เขาสามารถกอบโกยเงินจากการนำเช็คปลอมไปขึ้นเงินที่ธนาคารได้ถึง 4 ล้านเหรียญสหรัฐฯ !! และเมื่อทางการสหรัฐฯ เริ่มไหวตัวเรื่องเช็คปลอม อบาเนลก็เริ่มคิดหนีออกจากประเทศ ผ่านการปลอมตัวเป็นผู้ช่วยนักบินของสายการบิน Pan American World Airways (Pan Am)
ในวงการ Creator ของไทย ณ ปัจจุบัน เต็มไปด้วยเหล่าคนทำคอนเทนต์ทั้งหน้าใหม่และหน้าเก่า ที่ต่างก็นำเสนอเนื้อหาในแบบของตัวเอง มีการใส่ความ Creative ลงไปในงานและเพิ่มตัวตนให้เป็นที่น่าจดจำ แต่ถ้าให้พูดถึง Creator ที่มีสไตล์การเล่าที่โดดเด่น ย่อยง่าย มีความเป็นตัวเองสูง ไม่มีใครไม่นึกถึงเธอคนนี้อย่างแน่นอน ‘Gift Lee’ Creator สายอาร์ต เจ้าของเพจ Gift Lee ที่กำลังมาแรงที่สุดในตอนนี้ บทความนี้เราจะพาไปดูมุมมองและ Inspiration ของเธอกันดีกว่า ว่าก่อนจะมาถึงจุดนี้ อะไรคือสิ่งที่ทำให้กิฟท์กลายมาเป็นกิฟท์ในวันนี้ได้ ตามไปพบกับบทสัมภาษณ์สุด Exclusive จาก UNLOCKMEN ได้เลยครับ ‘วริษฐา ลีลเศรษฐพร’ ‘กิฟท์’ ‘Gift Lee’ นี่คือ Creator คุณภาพหน้าใหม่ที่น่าจับตามองที่สุดในวงการมีเดีย ณ ตอนนี้ กิฟท์ ก็คือคนทำงานทั่วไปเหมือนเรา ๆ นี่แหละ มีทั้งสิ่งที่ต้องทำ เพื่อจะได้ไปทำสิ่งที่อยากทำ และในอีกด้านหนึ่ง เธอก็มีงานอดิเรกของตัวเองอย่างการวาดสีน้ำ เด็ก ‘ถาปัตย์คนนี้ใช้เวลาว่างไปกับการละเลงศิลปะ โดยมีพื้นที่เล็ก
ปัจจุบันหากเราพูดถึง สตูดิโอจิบลิ (Studio Ghibli) จะไม่ใช่แค่คนยุค 90s ที่รู้จักการ์ตูนจากสตูดิโอนี้อีกต่อไป เพราะสตรีมมิงชื่อดังอย่าง Netflix นำผลงานของสตูดิโอจิบลิเข้ามาในระบบให้คนทุกเพศทุกวัยได้เลือกชมกันตามใจ ซึ่ง UNLOCKMEN เคยเล่าแอนิเมชัน 21 เรื่อง ของจิบลิไว้แล้วใน NIHON STORIES: อมยิ้ม เหงาหว่อง และร้องไห้จนหมดมากกับแอนิเมชันของ STODIO GHIBLI ทว่ามีการ์ตูนหนึ่งเรื่องของค่ายที่ไม่ได้เข้าฉายแต่กลายเป็นสุดยอดผลงานที่ถูกพูดถึงมากที่สุด ซึ่งการ์ตูนเรื่องนั้นคือ ‘สุสานหิ่งห้อย’ (Grave of the Fireflies) ของยอดผู้กำกับ ทาคาฮาตะ อิซาโอะ (Takahata Isao) ทาคาฮาตะ อิซาโอะ ไม่ได้เป็นเพียงแค่ผู้กำกับที่กำกับการ์ตูนเรื่องสุสานหิ่งห้อยเท่านั้น เขายังกำกับเรื่อง ‘เจ้าหญิงกระบอกไม้ไผ่’ (The Tale of Princess Kaguya) ‘ในความทรงจำไม่มีวันจาง’ (Only Yesterday) ‘ยามาดะ ครอบครัวนี้ไม่ธรรมดา’ (My Neighbors the Yamadas) และ
อย่างที่รู้กันดีอยู่แล้วว่ารอยสักสำหรับคนญี่ปุ่นเป็นสิ่งที่จะต้องถูกซ่อนเอาไว้ใต้ร่มผ้า หรือไม่เปิดเผยให้คนอื่นเห็นมากนักเพราะไม่อย่างนั้นคุณจะต้องพบกับสายตาดูแคลนปะปนกับสายตาหวาดกลัว ซ้ำยังถูกโรงอาบน้ำสาธารณะหรือซาวน่าหลายที่ปฏิเสธที่จะให้เข้าไปใช้บริการ แม้ว่าเราจะมีเงินและเป็นลูกค้าคนหนึ่งเหมือนกัน ก่อนหน้านี้ UNLOCKMEN เคยเล่าเรื่องราวความเป็นมาของการสักและรอยสักที่ชาวญี่ปุ่นมองว่าเป็นสิ่งผิดแปลกจากสังคมหรือจารีตไปแล้วใน (NIHON STORIES: รอยสักญี่ปุ่น ศิลปะอันเป็นเอกลักษณ์ที่ผู้คนทั่วโลกจับตามอง) ทั้งที่ในเวลาเดียวกันชาวต่างชาติกลับรู้สึกยกย่องและชื่นชมศิลปะญี่ปุ่นอันเป็นเอกลักษณ์ที่ถูกเล่าบนเนื้อหนังของบุคคลนั้น ๆ ซึ่งผู้สักชาวญี่ปุ่นส่วนใหญ่มักจะเป็นยากูซ่าหรือไม่ก็เป็นศิลปินที่ไม่ต้องทำงานออฟฟิศ ซึ่งบุคลิกและการทำงานอาจมีส่วนเล็กน้อยที่ทำให้เกิดความรู้สึกแตกต่างในสังคม เมื่อพูดถึงรอยสักเราจะไม่พูดถึงช่างสักก็คงไม่ได้ เพราะพวกเขาคือผู้สร้างสรรค์ศิลปะอันประณีตที่จะอยู่กับคนที่มาสักไปตลอดชั่วชีวิต และในประเทศญี่ปุ่นมีช่างสักผู้โด่งดังคนหนึ่งนามว่า ‘Horimitsu’ (โฮริมิตสึ) ที่มีส่วนช่วยทำให้วัฒนธรรมการสักของญี่ปุ่นยังคงอยู่จนถึงปัจจุบัน ซ้ำยังสร้างชื่อไปทั่วทุกมุมโลก และช่างสักก็ได้มีส่วนช่วยให้คนรุ่นใหม่เริ่มไม่ได้มองว่ารอยสักเป็นเรื่องน่ากลัวอีกต่อไป แต่มันคือศิลปะแขนงหนึ่งที่งดงามต่างหาก “คนที่ไม่มีรอยสักหรือไม่ชอบการสักมักมองว่าคนที่มีรอยสักจะต้องเกี่ยวข้องกับยากูซ่า แต่ทั้งสองสิ่งอย่างยากูซ่าและรอยสักไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องลึกซึ้งกันขนาดนั้น” – Horimitsu โฮริมิตสึ หรืออีกชื่อที่คนในวงการเรียกสั้น ๆ ว่า ‘มิตสึซัง’ เป็นช่างสักที่เปิดร้านสักอยู่ในย่านอิเคะบุคุโระ ณ กรุงโตเกียว ด้วยประสบการณ์ที่เรียกได้ว่าคร่ำหวอดในวงการนานกว่า 30 ปี ทำให้ชื่อเสียงของเขาถูกพูดถึงในหมู่ผู้ที่ชื่นชอบการสักและช่างสักด้วยกัน ประกอบกับสไตล์การใช้เข็มวาดลวดลายของเขาจะใช้เทคนิคการสักญี่ปุ่นดั้งเดิมที่เรียกว่า ‘Tebori’ (เทโบริ) อายุกว่า 400 ปี ที่ขึ้นชื่อเรื่องสีสันสดสวยคงทนเหมือนกับวันแรกที่ไปสักแม้จะเวลาจะล่วงเลยมาพักหนึ่งแล้วก็ตาม เทคนิคการสักแบบเก่าแก่ของมิตสึซังจะกินเวลานานกว่าการสักแบบปกติ เขาจะใช้ปากกาสีส้มวาดภาพที่ต้องสักบนผิวหนังแบบช้า ๆ ด้วยความพิถีพิถัน จากนั้นค่อยใช้ปากกาเส้นพู่กันวาดซ้ำอีกรอบ มิตสึซังมักไม่ใช่เครื่องสักในการทำงาน และชอบใช้ใบมีดสเตนเลสแบบด้านเดียวที่ติดอยู่กับด้ามไม้แท่งยาวกรีดลงไปบนเนื้อ ย้ำซ้ำไปซ้ำมาจนกว่าจะได้สีสันลวดลายตามที่เขาพอใจ
การออกกำลังเพื่อลดไขมันหน้าท้องหรือสร้างซิกแพคคือเรื่องที่ผู้ชายหลายคนให้ความสำคัญทำให้ท่าออกกำลังที่เผาผลาญไขมันและบริหารกล้ามเนื้อส่วนท้องได้ดีอย่างท่า Sit-Ups หรือ Crunch กลายมาเป็นท่าออกกำลังยอดนิยม อย่างไรก็ตามทั้ง 2 ท่ายังเทียบไม่ได้กับท่าออกกำลังอย่าง Plank ที่สร้างกล้ามเนื้อได้ดีกว่าในปริมาณเวลาการฝึกเท่ากัน Plank คือท่าออกกำลังที่เราคุ้นเคยซึ่งช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อแกนกลางร่างกายได้ครบทุกส่วน ไม่ว่าจะเป็น Rectus Abdominus หรือกล้ามเนื้อท้องส่วนที่ทำให้เกิดซิกแพค, Transverse Abdominus กล้ามเนื้อส่วนที่เรียงตัวตามแนวขวางของท้อง รวมถึง Internal/External Obliques หรือกล้ามเนื้อท้องด้านข้างไปจนถึงกล้ามเนื้อหลังและสะโพกบางส่วน จึงไม่แปลกที่ Plank จะกลายเป็นท่าออกกำลังยอดนิยมที่หลายคนเลือกมาฝึกโปรแกรมออกกำลังประจำวัน แต่นอกจากประโยชน์ที่มีต่อกล้ามเนื้ออย่างครบครัน ท่า Plank ยังมีเทคนิคให้ฝึกอีกหลายรูปแบบ ซึ่งคอลัมน์ QUICK WORKOUT วันนี้จะมาแนะนำท่า Plank 7 สไตล์ที่จะท้าทายการฝึกมากขึ้น โดยแต่ละท่าจะมีเทคนิครวมถึงให้ประโยชน์กับร่างกายส่วนไหนบ้าง มาทำความรู้และเตรียมฝึกไปพร้อมกันได้เลยครับ Forearm Plank Forearm Plank คือท่าแรกที่เราอยากแนะนำและหนุ่ม ๆ อาจจำ Forearm Plank ว่าเป็นการ Plank ท่ามาตรฐานที่หลายคนนิยมฝึก โดยลักษณะเด่นของ Forearm Plank คือการงอข้อศอกเพื่อรองรับน้ำหนักและมือทั้ง


