ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแขน เป็นเหมือนกับตัวแทนความแกร่งของร่างกายผู้ชายอย่างเรา เพราะไม่ว่าคุณจะเคลื่อนไหวร่างกายหรือหยิบจับยกของอะไร แขนล้วนเป็นอวัยวะสำคัญที่มีส่วนร่วมกับทุกอิริยาบถระหว่างวันเสมอ ขณะเดียวกัน แขนของคนเราประกอบไปด้วยกล้ามเนื้อหลายส่วน ซึ่งล้วนมีความสำคัญไม่ว่าจะเป็นมัดกล้ามเนื้อหลักหรือกล้ามเนื้อรอง และสำหรับคนที่กำลังมองหาโปรแกรมเพิ่มความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ ของแขน ตอนนื้ถือเป็นโอกาสดี เพราะ Quick Workout จะพาทุกคนไปรู้จัก 6 ท่าสร้างและบริหารกล้ามเนื้อแขน ที่รวบเอาไว้ตั้งแต่ท่าสำหรับคนที่เพิ่งเริ่มต้นออกกำลังกาย ไปจนถึงท่าที่ท้าทายมากขึ้น ซึ่งในโปรแกรมจะประกอบไปด้วยท่าไหนบ้าง มาทำความรู้จักและเตรียมฝึกไปพร้อมกันได้เลยครับ Inverted Row เริ่มต้นกับการสร้างกล้ามเนื้อหน้าแขนไปกับท่า Inverted Row ท่าออกกำลังที่ฝึกคู่กับบาร์เบล โดยสาเหตุที่เราเลือก Inverted Row มาแนะนำเป็นท่าแรกเพราะท่านี้เหมาะสมสำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นออกกำลังมากที่สุด ซ้ำยังสร้างความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อหลายส่วนไม่ว่าจะเป็นกล้ามเนื้อหน้าแขน หลังและอกในเวลาเดียวกัน เตรียมฝึก Inverted Row ด้วยท่านอนหงายอยู่ใต้บาร์เบลคล้ายกับท่าฝึก Bench Press โดยปรับระดับบาร์ให้มีความสูงในระดับสุดปลายขาย ก่อนเริ่มต้นฝึกด้วยการวางมือบนบาร์เบลโดยยกให้แผ่นหลังและก้นสูงขึ้นจากพื้นเล็กน้อย ต่อด้วยการออกแรงดึงลำตัวเขาบาร์โดยให้ส่วนอกเป็นจุดที่แตะบาร์และผ่อนน้ำหนักกลับมาอยู่ในถ้าเตรียมนับเป็น 1 ครั้ง ฝึกทั้งหมด 2 เซต เซตละ 10 – 12 ครั้ง Inchworm Inchworm คือท่าบริหารที่เพิ่มความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อหลายส่วน
มีหลายสาเหตุที่ความสัมพันธ์ทำให้เรารู้สึกแย่ อึดอัด และไม่มีความสุข สาเหตุนั้นอาจเกิดขึ้นจากตัวของเราเอง สาเหตุนั้นอาจเกิดขึ้นจากอีกฝ่าย แต่ไม่ว่าจะเกิดขึ้นจากสาเหตุใด ปัญหาที่เกิดขึ้นจากตัวเราเอง ก็เป็นเรื่องที่สามารถแก้ไขได้ง่ายกว่าเสมอ ในบทความนี้เราเลยอยากจะโฟกัสไปที่ปัญหาในส่วนของตัวเราเอง คือ การไม่มีความยืดหยุ่นทางจิตใจ (psychological inflexibility) ซึ่งมันอาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความสุขในการใช้ชีวิตคู่อย่างมาก และเรามีคำแนะนำเรื่องวิธีการพัฒนาตัวเองให้มีความยืดหยุ่นทางจิตใจมากขึ้นมาฝากทุกคนด้วย What is psychological flexibility ? เวลาเราต้องเผชิญหน้ากับปัญหาต่าง ๆ สิ่งหนึ่งที่ทำให้เราแต่ละคนรับมือกับปัญหาเหล่านั้นได้แตกต่างกัน คือ ความยืดหยุ่นทางจิตวิทยา (psychological flexibility) คนที่มีความยืดหยุ่นต่ำอาจเกิดความเครียดสูงเวลาเจอกับปัญหา และไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ดี ในขณะที่ คนที่มีความยืดหยุ่นสูงอาจจะตั้งสติและคิดแก้ปัญหาได้ดีกว่า เมื่อเจอปัญหาเดียวกัน ความยืดหยุ่นทางจิตวิทยา (psychological flexibility) คือ ทักษะในการรับมือกับความคิด ความรู้สึก อารมณ์ รวมถึงประสบการณ์ที่ยากลำบากและมีความท้าทาย ลักษณะของความยืดหยุ่นทางจิตวิทยาก็เช่น เปิดรับและยอมรับทุกประสบการณ์ไม่ว่าจะดีหรือร้าย มีสติรู้ตัวและอยู่กับปัจจุบันได้ตลอดทั้งวัน รับมือกับความคิดและความรู้สึกแย่ ๆ ได้โดยไม่ยึดติดกับมัน สามารถมองปัญหาแบบรอบด้านแม้จะอยู่ในความคิดแย่ ๆ หรือความรู้สึกที่เลวร้าย ยึดมั่นในคุณค่าของตัวเองแม้จะเจอกับความเครียดหรือความวุ่นวาย รวมถึง ไม่ล้มเลิกที่จะทำตามเป้าหมายแม้จะเจอกับอุปสรรค์และความยากลำบาก ในทางกลับกัน หากเราไม่มีทักษะนี้ เราอาจใช้ชีวิตได้อย่างไม่มีความสุข
ยังจำได้ไหม ความฝันวัยเด็ก ทุกคนเคยฝันว่าอะไรกันบ้าง เชื่อว่าในตอนนี้หลายคนอาจยังคงเดินอยู่บนเส้นทางฝันเดิมที่มีในวัยเด็ก แต่คงมีจำนวนไม่น้อยที่ลืมฝันเหล่านั้น หรืออาจค้นพบตัวเองในฝันใหม่ ๆ ที่แตกต่าง ในขณะที่เด็กคนหนึ่ง ซึ่งมีฝันจากสิ่งใกล้ตัว เริ่มต้นจากการค้นพบว่าพาหนะสองล้อสามารถพาเขาไปพบกับอิสระ และประสบการณ์ชีวิตบนพื้นที่ใหม่ ๆ ได้ไกลกว่ารั้วบ้าน จนสุดท้ายไม่น่าเชื่อว่าจากฝันเล็ก ๆ ตรงนั้น จะมาไกลจนถึงวันที่เด็กน้อยคนเดิมซึ่งเติบโตเป็นผู้ใหญ่จะตัดสินใจกับตัวเองว่า ‘วันหนึ่ง ฉันจะขี่มอเตอร์ไซค์รอบโลกให้ได้’ และคอลัมน์ Zero to Hero สัปดาห์นี้จะพาชาว UNLOCKMEN ไปคุยกับ ‘ตงค์-เสริมธนชาติ คูณแสนโชติสิน’ นักธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ ผู้เป็นเจ้าของฝันที่สร้างแรงบันดาลใจแก่นักเดินทาง และใครอีกหลายคนให้กล้าก้าวออกมาจาก Comfort Zone ได้สำเร็จ กับเรื่องราวการเดินทางที่ไม่เคยง่าย เพราะไม่ใช่เพียงอุปสรรคที่ต้องเจอระหว่างเส้นทางลุยรอบโลก แต่ยังหมายความรวมถึงการสร้างเนื้อสร้างตัว เพื่อทำให้ความฝันในวัยเยาว์นั้นประสบผลสำเร็จ ซึ่งการบาลานซ์ชีวิตจริง เพื่อตอบโจทย์ชีวิตที่อยากทำตามฝันของผู้ชายคนนี้จะเป็นอย่างไร เตรียมพบคำตอบไปพร้อม ๆ กันได้เลย ความอิสระคือเสน่ห์ของพาหนะสองล้อ “มันเริ่มมาจากวัยเด็ก การที่เราได้ขี่สองล้อก็คือการปั่นจักรยานออกไปนอกบ้าน ทำให้เราได้เจอสิ่งที่ไม่เคยเห็นในรั้วบ้าน ทำให้เราพบเจออิสระ ได้เจออะไรใหม่ ๆ” คุณตงค์ค่อย ๆ เล่าถึงชีวิตวัยเด็กที่เหมือนได้เจออิสระและความท้าทายใหม่
กาแฟ ถือเป็นเครื่องดื่มแก้วโปรดของผู้ชายหลายคน โดยเหตุผลที่หนุ่ม ๆ แต่ละคนเลือกดื่มกาแฟก็มีความแตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็นเหล่านักดื่มที่ชื่นชอบในรสชาติและกลิ่นอันเป็นเอกลักษณ์ รวมไปถึงบรรดาคนที่นอนน้อยทั้งหลายที่เลือกดื่มกาแฟเพื่อเติมพลังให้กับสมองและระบบประสาท ให้พร้อมทำงานอย่างเต็มไปตลอดทั้งวัน อย่างสำหรับหนุ่ม ๆ ที่ชื่นชอบการดื่มกาแฟรวมถึงออกกำลังกายอย่างเป็นประจำ คงต้องหันมาให้ความสำคัญกับเครื่องดื่มชนิดนี้มากขึ้น เพราะนอกจากรสชาติที่มีเอกลักษณ์ รวมไปถึงคุณสมบัติแก้อาการง่วงที่ได้ผลยอดเยี่ยม กาแฟ ยังถือเป็นเครื่องดื่มที่มีประโยชน์แฝงต่อคนที่ออกกำลังและเล่นกีฬาทุกคน แต่ข้อดีของเครื่องดื่มชนิดนี้จะประกอบไปด้วยอะไรบ้าง QUICK WORKOUT วันนี้จะขอพาทุกคนไปทำความรู้จักและหาคำตอบไปพร้อมกัน อัตราการเผาผลาญไขมันดีขึ้น สำหรับหนุ่ม ๆ ที่กำลังเตรียมโปรแกรมลดน้ำหนักให้ตัวเอง รวมถึงเป็นคนที่ชอบดื่มกาแฟ ถือว่ามาถูกทางแล้ว เพราะกาแฟสามารถช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญมวลไขมันในร่างกายของเราให้ดีขึ้น โดยงานวิจัยที่ศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้พบว่า กาแฟเป็นเครื่องดื่มที่กระตุ้นการทำงานของระบบเมตาบอลิซึม (Metabolism) โดยเฉพาะกระบวนการเผาผลาญไขมันของร่างกาย ผลวิจัยชิ้นดังกล่าวยังทำให้ว่า นอกจากกาแฟจะช่วยเพิ่มอัตราเผาผลาญไขมันระหว่างออกกำลังได้ดีแล้ว ยังทำให้การเผาผลาญไขมันต่อเนื่องหลังจากออกกำลังเสร็จแล้วด้วย อย่างไรก็ตามปริมาณของคาเฟอีนที่เหมาะสมคือ 6 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม หรือยกตัวอย่างผู้ชายที่มีน้ำหนักตัว 70 กิโลกรัม จะมีปริมาณคาเฟอีนที่ควรได้รับต่อวันอยู่ที่ประมาณ 340 -409 มิลลิกรัม เสริมความทนทานของ “มวลกล้ามเนื้อ” กาแฟยังเป็นเครื่องดื่มที่ช่วยเสริมประสิทธิภาพในการเคลื่อนไหวร่างกายแบบแอโรบิคให้ทนทานและแข็งแรงมากขึ้น โดยงานวิจัยในหัวข้อ Metabolic and exercise endurance effects
UrboyTJ คือหนึ่งในแรปเปอร์มากความสามารถแห่งยุค ด้วยสไตล์การร้องที่เป็นเอกลักษณ์ บุคลิกทะเล้นมาดกวน และการแต่งตัวที่โคตรเฟี้ยว ทำให้เขาเป็นที่รู้จักในวงกว้าง ใครไม่ใช่สาวกเพลงฮิปฮอปก็ต้องรู้จักเขาจากที่ไหนสักที่อย่างแน่นอน ณ วันนี้ UrboyTJ ได้ปล่อยอัลบั้มเดี่ยวชุดแรกของตัวเองออกมา และเรียกกระแสฮือฮาเป็นอย่างมาก เพราะทุกบทเพลงในนั้นมีครบรสหลากอารมณ์ เต็มไปด้วยกลิ่นอายที่คุ้นเคย และมีความลึกซึ้งอย่างบอกไม่ถูก ซึ่งกว่าจะทำอัลบั้มนี้จนสมบูรณ์ได้ เขาต้องใช้เวลาสั่งสมในวงการดนตรีมามากกว่า 10 ปี จนตกผลึกมาเป็น ‘Selfmade’ อัลบั้มที่บ่งบอกตัวตนที่แท้จริงของ UrboyTJ ถึงการเป็นคนที่ไม่อยากเป็น การมีอยู่ของตัวตนที่เมคขึ้นมา หรือความคาดหวังจากคนอื่น ที่ทำให้คน ๆ หนึ่งสูญเสียตัวตนไป คอลัมน์ Garage ประจำสัปดาห์นี้ เราจะพาทุกคนไปพบกับ UrboyTJ หรือ จิรายุทธ ผโลประการ กับเบื้องลึกเบื้องหลัง และจุดเริ่มต้นสู่การปล่อยอัลบั้มเดี่ยวชุดแรกของตัวเอง เราสนใจเพลงแนวนี้ก่อนจะเข้ามากามิกาเซ่หรือเปล่า แล้วอะไรคือสิ่งที่ทำให้ UrboyTJ หันมาฟังเพลง Hip Hop “จริง ๆ ผมฟังฮิปฮอปมาตั้งแต่เด็กมาก ๆ แล้วครับ ตั้งแต่ประถมได้ เพราะตอนเด็กผมมีญาติที่อยู่ฝรั่งเศส เวลาเขาบินกลับมาไทย เขาจะพกวอล์กแมนมาตัวนึง ตอนนั้นในเครื่องใส่เพลงของ
“เบอร์เกอร์บ้าอะไร ใช้เวลาทำตั้ง 20 นาที แถมรับลูกค้าแค่วันละ 4-5 คนต่อวัน” “มันติสท์อะไรของมันวะ กับอีแค่เบอร์เกอร์เนี่ย ทำไมต้องจริงจังขนาดนั้นด้วย” “ให้ตีราคาเองเหรอ จะจ่ายกี่บาทก็ได้ดิ งั้นขอกินฟรีได้ปะ !?” นอกจากอารมณ์อยากรู้อยากลองลิ้มรสแฮมเบอร์เกอร์ที่มีเสียงร่ำลือว่ามันถูกรังสรรค์ขึ้นมาด้วยความใส่ใจในทุกรายละเอียด คงปฏิเสธไม่ได้ว่าอีกมุมหนึ่งในโลกไซเบอร์นั้นเต็มไปด้วยคอมเม้นต์ และบทสนทนาทำนองเดียวกับคำพูดข้างต้นที่เราหยิบยกมา ซึ่งก็คือ Reaction เชิง Negative ของใครอีกหลายคนที่เพิ่งเคยรู้จักหรือเคยได้ยินคำบอกเล่าของคนอื่นต่อ ๆ กันมา เกี่ยวกับร้านเบอร์เกอร์ร้านหนึ่ง ที่เคยสร้างปรากฏการณ์คิวเต็มยาวตลอดปีมาแล้วเมื่อ 2-3 ปีก่อน แต่เราเชื่อว่าหากใครมีโอกาสได้สัมผัสการนำเอาอาหารฟาสต์ฟู้ดอย่างแฮมเบอร์เกอร์มายกระดับให้กลายเป็นงานคราฟต์สุดพิถีพิถันภายในร้าน HomeBurg โปรเจกต์ทดลองของหนุ่มลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่น อย่าง ‘ไทกิ – รัตนพงศ์ ทสึโบตะ’ คงจะได้คลายข้อสงสัยต่าง ๆ นา ๆ ที่เคยมีต่อเมนูเบอร์เกอร์โคตรอินดี้ที่ยากจะเข้าใจ ว่ามันแตกต่าง และสามารถสร้างความตราตึงให้กับผู้ที่ลิ้มลองได้อย่างไร เพราะถึงแม้ในปัจจุบันเขาจะหยุดโปรเจกต์ Homeburg ไป และกำลังมุ่งมั่นกับการนำเสนอเมนูเบอร์เกอร์สไตล์ไทกิให้เข้าถึงได้ง่ายกว่าเดิมภายใต้แบรนด์ Bun Meet & Cheese แต่รสสัมผัสอันยอดเยี่ยม รวมถึงประสบการณ์การรับประทานที่แปลกใหม่ซึ่งมาจากฝีมือของไทกิโดยตรงเหมือนเมื่อครั้งที่ทำร้าน Homeburg ก็ยังคงเป็นที่เฝ้ารออยู่เสมอ และคอลัมน์ The Real
การนั่งทำงานอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานต่อวัน อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพและบุคลิกภาพของหนุ่ม ๆ หลายคน โดยเฉพาะชาวออฟฟิศที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงพฤติกรรมดังกล่าวได้ซึ่งจะส่งผลให้เกิดเป็นอาการออฟฟิศซินโดมเรื้อรังในที่ท้ายสุด ขณะเดียวกันมีผลวิจัยที่ศึกษาในปี 2014 พบว่า “ผู้ชาย” ที่นั่งทำงานเป็นเวลาประมาณ 6 ชั่วโมง/วัน มีโอกาสเสียชีวิตมากกว่าคนที่ยืนหรือเคลื่อนไหวมากถึง 48 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งช่วยยืนยันเหตุผลว่าทำไมมนุษย์ออฟฟิศทุกคนจึงจำเป็นต้องแบ่งเวลาให้กับการ “ออกกำลัง” อย่างสม่ำเสมอ อย่างไรก็ตามสำหรับหนุ่ม ๆ ที่มีเวลาในการดูแลตัวเองน้อย แต่อยากออกกำลังอย่างมีประสิทธิภาพ ถือเป็นโอกาสที่ดี เพราะ QUICK WORKOUT วันนี้จะมาแนะนำ 5 ท่าออกกำลังที่เหมาะสำหรับคนที่ใช้เวลาอยู่ในท่านั่งเกือบตลอดทั้งวัน ซึ่งนอกจากจะช่วยให้ได้ออกแรงและเสียเหงื่อแล้ว ยังช่วยเสริมความแข็งแรงให้มัดกล้ามเนื้อที่จำเป็นต่อการนั่งในเวลาเดียวกันด้วย แต่ในคอร์สฝึกครั้งนี้จะประกอบไปด้วยท่าไหนบ้าง มาเรียนรู้ไปพร้อมกันได้เลย Crocodile Breathing ก่อนจะเริ่มฝึกโปรแกรมนี้ เราอยากให้ทุกคนเริ่มต้นจากการอบอุ่นกล้ามเนื้อ(Warm-up) ให้ครบทุกส่วนเป็นลำดับแรก ไม่ว่าจะเป็นแผ่นหลัง ลำตัว แขน-ขา ต่อด้วยการปรับจังหวะการหายใจด้วยท่า Crocodile Breathing เริ่มต้นฝึก Crocodile Breathing ด้วยท่านอนคว่ำหน้าให้ลำตัวราบไปกับพื้น โดยขาทั้ง 2 ข้างเหยียดตรงไปด้านหลัง ในส่วนแขนทั้ง 2 ข้างให้วางข้อศอกกางขนานกับพื้นและใช้มือประสานกันตรงกึ่งกลางของศีรษะ ก่อนจะเริ่มจากหายใจเข้าช้า
เราถูกสั่งสอนกันมาว่าการเข้าอกเข้าใจคนอื่นเป็นเรื่องดี เป็นสิ่งที่ควรทำ เพราะมันเป็นสิ่งที่จะทำให้เราอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสงบสุข แต่ทว่า ความเห็นอกเห็นใจ (compassion หรือ empathy) ก็เป็นเหมือนดาบสองคมที่ทำให้เราตกอยู่ในภาวะ Compassion Fatigue ได้ ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น? และเราจะป้องกันมันได้อย่างไร? Unlockmen จะอธิบายให้ฟัง ภาวะเหนื่อยล้าจากการเห็นอกเห็นใจผู้อื่น (compassion fatigue) หรือ secondary traumatic stress (STS) คือ ความเครียด ความเหนื่อยล้าทั้งกายและใจที่เกิดจากการเห็นอกเห็นใจคนอื่นมากเกินไปจน ทำให้เราให้ความสำคัญกับตัวเองน้อยลง โดยสาเหตุของ compassion fatigue อาจเกิดจากการรับฟังเรื่องราวของคนที่มีบาดแผลทางจิตใจบ่อย ๆ เช่น คนที่เคยประสบอุบัติเหตุ หรือการสูญเสีย และรู้สึกว่าทำไมเราจึงช่วยเหลืออะไรคนเหล่านั้นไม่ได้เลย และพอความรู้สึกนั้นถูกเก็บสะสมความรู้สึกมาเรื่อย ๆ ก็เกิดความเหนื่อยล้าและความทุกข์ทรมานที่เรียกว่าเป็น compassion fatigue ตามมา แม้เมื่อก่อน ภาวะ compassion fatigue จะพบในกลุ่มคนที่ทำหน้าที่ดูแลผู้ป่วย เช่น พยาบาล (ซึ่ง Carla Joinson ได้นิยามคำว่า compassion
ช่วงนี้มีหลายคนที่กำลังพูดถึง หรือไม่ก็กำลังดูภาพยนตร์ซีรีส์ที่ได้รับความนิยมอย่างหนักนั่นก็คือ ‘The Queen’s Gambit’ กันอย่างแน่นอน ซึ่งอย่างที่รู้ๆ กันว่า ซีรีส์เรื่องนี้เป็นเรื่องราวของหญิงสาวที่มีความสามารถเก่งฉกาจในกีฬาหมากรุก และหญิงสาวสุดแจ่มคนนี้ก็ไม่ใช่ใครอื่นนอกจาก Anya Taylor-Joy ที่ตอนนี้หนุ่มๆ หลายคนใจละลายในความแจ่มของเธอเข้าอย่างจัง จนต้อง Repeat ดูวนซ้ำไปซ้ำมาหลายๆ ครั้ง พลางคิดในใจถ้าได้เปิดแมตช์โขกหมากรุกกับสาวผู้นี้สักตาคงจะดีไม่น้อย แต่ใช่ว่าเรื่องนี้จะน่าสนใจที่ความสวยของดารานักแสดงเพียงอย่างเดียว เพราะทางด้านความเข้มข้น สนุกสนานของเรื่องนี้ก็ถือว่าจัดเต็มเหมือนกัน โดยเฉพาะเนื้อหาที่สมจริง และแฝงไว้ซึ่งเทคนิคอันแพรวพราว รวมไปถึงรายละเอียดต่างๆ ที่โคตรมีเสน่ห์ดึงดูดของกีฬาหมากรุก จนทำเอาหลายๆ คนเกิดสนใจอยากจะลองเล่นกันขึ้นมาบ้างเหมือนกัน และถ้าหากว่าใครที่กำลังสนใจกีฬาหมากรุกอยู่พอดี รวมไปถึงคนที่เพิ่งดู ‘The Queen’s Gambit’ มาแล้วเกิดแรงบันดาลใจอยากเล่นหมากรุกขึ้นมาเผื่อจะเจอกับนักหมากรุกสาวสวยๆ เหมือนในซีรีส์ล่ะก็ ต้องบอกเลยว่าอย่าเพิ่งหวังลมๆ แล้งๆ ในมากนัก! เพราะในบทความนี้เราอยากให้ทุกคนลองมาทำความรู้จักกับกีฬาหมากรุกแบบจริงๆ จังๆ กันดีกว่า เพราะเขาว่ากันว่า หมากรุกนั้นเป็นกีฬาที่มีประโยชน์มากกว่าแค่ฆ่าเวลา หรือแค่ให้ความสนุก เพราะวิทยาศาสตร์ได้ยืนยันมาแล้วว่า การเล่นหมากรุกนั้นช่วยพัฒนาสมอง เพิ่มความฉลาด และความสามารถในด้านอื่นๆ ได้อีกหลายด้านอย่างไม่น่าเหลือเชื่อเลยทีเดียว การเล่นหมากรุกช่วยให้คุณฉลาดขึ้นได้อย่างไร? ช่วยเพิ่ม IQ เดิมทีหมากรุกนั้นมีปัญหาทางภาพลักษณ์ว่าเป็นเกมส์กีฬาของคนฉลาด หรือคนที่มี IQ สูง จึงทำให้หลายครั้งเกิดข้อถกเถียงกันว่า
หากย้อนกลับไปค้นความทรงจำของผู้คนเมื่อ 20 กว่าปีก่อน หลายคนน่าจะเจอเศษเสี้ยวของความทรงจำเดียวกันกับเรา ความทรงจำที่มีถึงเรื่องราวของดาวดวงหนึ่งที่เจิดจรัสสุด ๆ บนวงการบันเทิงไทย เรียกว่าระดับปรากฏการณ์ก็คงดูไม่เกินจริงนัก เขาเป็นเด็กหนุ่มตาหล่อเหลา คารมดี ขี้เล่น เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ที่หาตัวจับได้ยาก ซึ่งเราเชื่อเหลือเกินว่าคนที่เติบโตขึ้นมาในช่วงยุค 90 คงไม่มีใครไม่รู้จักผู้ชายที่ชื่อว่า ‘เจ มณฑล จิรา’ ก่อนที่เขาจะหายหน้าไปจากแสงไฟสปอตไลต์อย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย จะเหลือไว้ก็เพียงข่าวคราวผลงานด้านการทำเพลงในฐานะคนเบื้องหลังให้กับภาพยนตร์ระดับฮอลลีวู้ด รวมถึงศิลปินดังมากหน้าหลายตาทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ พร้อมงานเพลง Side Project เล็ก ๆ ที่ทำร่วมกับเพื่อนฝูงให้กลุ่มคนที่ยังติดตามผลงานของเขาอยู่ได้หายคิดถึงกันบ้าง และในวันนี้เมื่อเราได้ยินข่าวเกี่ยวกับการตัดสินใจกลับมาเป็นคนเบื้องหน้าอีกครั้ง เราจึงไม่พลาดที่จะชวน ‘เจ มณฑล จิรา’ มาพูดคุยถึงชีวิตของเขาในหลายแง่มุมซึ่งหลายคนอาจไม่มีโอกาสได้ถาม นับตั้งแต่ที่เขาเลือกหายไปจากงานเบื้องหน้าในวงการบันเทิง จนกระทั่งการกลับมาพร้อม ‘ด้วยความเคารพ’ ผลงานอัลบั้มเดี่ยวภาคภาษาไทยในรอบ 24 ปีของเขา อะไรที่ทำให้เขาปลีกตัวจากงานบันเทิงที่กำลังรุ่ง อะไรที่ทำให้เขาหันไปทุ่มเทกับงานเพลง และอะไรที่ทำให้ชายวัย 41 ย่าง 42 ปี (ที่ยังคงหล่อเหลาดูดีเกินอายุ) นั้นกลับมามุ่งมั่นสร้างผลงานเดี่ยวของตัวเองอีกครั้ง ขอเชิญชาว UNLOCKMEN ทุกท่านไปพบคำตอบพร้อม ๆ กันในคอลัมน์


