ถ้าพูดถึงจักรวาลของเศรษฐีระดับโลก ชื่อของ Bill Gates มักไปโผล่อยู่ในนั้นเสมอ แต่อีกสิ่งหนึ่งที่ไม่ใช่หน้าที่ของเขาเลยแม้แต่น้อยทว่าเขายังคงทำต่อเนื่องและน่าจะไปเอาดีทางนี้ด้วย คงเป็นเรื่องทูตนักอ่านหนังสือนี่แหละ เพราะหลายคนเฝ้ารอว่าเขาจะพลิกเล่มไหนอ่าน เผื่อเราจะถอดรหัสวิธีคิดของเขาออกมาได้บ้าง นี่คือ 5 เล่มในปี 2018 นี้ที่ Bill Gates หยิบจับพลิกไปมาในมือ ใครที่อยากอ่านหนังสือดี ๆ สักเล่มจากบิดา Microsoft ในช่วงวันหยุดยาวที่กำลังจะถึงนี้ เตรียมตัวไปหาซื้อหรือยืมมาอ่านกันได้เลย Bad Blood: Secrets and Lies in a Silicon Valley Startup, John Carreyrou เล่มแรกที่วางไม่ลงต้องยกให้เล่มนี้ เพราะมันเป็นหนังสือสารคดีจากเรื่องจริงที่มีเนื้อหาเชือดเฉือนไปมาสุดฤทธิ์ของสตาร์ทอัพประวัติศาสตร์อย่าง Theranos ที่สามารถแหกตา Silicon Valley ได้อยู่หมัด จากผลงานของ Elizabeth Holmes – CEO หญิงหน้าสวย อายุน้อยที่มีคาแรกเตอร์โดดเด่นด้วยการสวมเสื้อคอเต่าแบบเฮีย Steve Jobs กับการพูดด้วยน้ำเสียงทุ่มต่ำ ที่หลอกขายฝันคนใน Sillicon Valley
หลังจากที่ภาพยนตร์จบลง คุณเคยตั้งใจนั่งดูรายชื่อเครดิตผู้มีส่วนร่วมที่ไหลผ่านหน้าจอหรือเปล่า? ถ้าคุณไม่เคย (เราก็เช่นเดียวกัน ยกเว้นภาพยนตร์ที่มีเรื่องราวหลัง End Credit) นั่นก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่คุณจะไม่รู้จักอาชีพ ‘Foley Artist’ มาก่อน เพราะเราเองก็เพิ่งรู้ว่ามีอาชีพนี้อยู่บนโลก Foley Artist คืออะไร? มีส่วนร่วมยังไงในหนังหนึ่งเรื่อง? มีวิธีการทำงานยังไง? คนที่จะตอบคำถามเหล่านี้ได้ดีที่สุดจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากคนที่ทำอาชีพนี้อยู่จริง ๆ เราจึงไม่รอช้า ตัดสินใจติดต่อพูดคุยกับ ‘บิ๊ก-ศุภวิชญ์ โพธิ์วิจิตร’ หนุ่มวัย 27 ผู้ทุ่มเทชีวิตให้กับอาชีพ Foley Artist เต็มที่ เมื่อถึงเวลานัดหมาย พวกเราบุกไปหาเขาถึงห้องทำงาน แค่เห็นห้องทำงานเราก็รู้สึกทึ่งแล้ว เพราะมันเต็มไปด้วยอุปกรณ์นับไม่ถ้วน เราจินตนาการไม่ออกเลยว่าสิ่งเหล่านี้มันเกี่ยวข้องกับการสร้างเสียงยังไง ก่อนอื่นเลย ช่วยแนะนำตัวหน่อยครับ “ชื่อศุภวิชญ์ โพธิ์วิจิตร ชื่อเล่นชื่อบิ๊กครับ ตอนนี้เป็น Foley Artist อยู่ที่ Kantana Sound Studio ครับ” Foley Artist? “Foley Artist ก็คือคนที่ทำ Foley ครับ ซึ่งก็คือองค์ประกอบหนึ่งในเสียงของภาพยนตร์ โดยในภาพยนตร์หนึ่งเรื่องก็จะมีทั้งเสียงไดอะล็อก, บรรยากาศ,
ธรรมเนียมส่งท้ายปีอย่างหนึ่งคงหนีไม่พ้นการจัดอันดับและการรวบรวมสารพัดลิสต์น่าสนใจ ตลอดเดือนธันวาคมนี้ UNLOCKMEN ก็ไม่พลาด จะทยอยรวมหมัดเด็ดแห่งปีของสรรพสิ่งทุกแขนงมาไว้ให้เสพ แต่เราเชื่อว่าไม่ใช่แค่หนัง เพลง หนังสือ หรือวัตถุทางสังคม วัฒนธรรมเท่านั้นที่สะท้อนตัวเราตลอดหนึ่งปี การเมืองก็เป็นอีกหมุดหมายที่จะช่วยให้ผู้ชายอย่างเราเข้าใจตัวเองและสิ่งรอบตัวมากขึ้น การได้ไล่เรียงว่าปีหมานี้พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะคสช. ได้เอ่ยวาทะเด็ดทะลวงใจอะไรเอาไว้บ้างก็ยิ่งย้ำเตือนว่าผู้นำประเทศแบบพลเอกประยุทธ์ ชาตินี้คงไม่มีใครเหมือนอีกแล้ว … “ผมพร้อมจะลาออก อยากจะลาออกทุกวัน” ข้อความเต็ม: “ผมพร้อมจะลาออก อยากจะลาออกทุกวัน แต่เห็นประชาชนเดือดร้อนทนไม่ได้ และไม่ได้อยากอยู่เกินแม้แต่วันเดียว ทุกวันนี้ผมสู้รบทุกวัน ในบ้านกลับมาก็ทะเลาะกับเมีย เมียถามว่าทำไมอันนี้ไม่ทำ ผมบอกทำแล้ว บางเรื่องทำไม่ไหวก็หงุดหงิด สรุปว่าผมไม่มีความสุข ทุกคนไม่มีความสุข ผมจึงต้องคืนความสุขให้ประชาชน และได้รับความทุกข์แทนไง” ที่เกิดเหตุ: พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชากล่าวตอนมอบนโยบายให้เอกอัครราชทูตไทยในยุโรป และ ผู้ช่วยทูตทหารประเทศในยุโรป ณ งานเลี้ยงอาหารค่ำที่โรงแรม สตาร์ โฮเตล โรซ่า แกรนด์ นครมิลาน ประเทศอิตาลี สิ่งที่ไม่น่ามีใครเหมือน: ไม่ว่าจะอยากลาออกแค่ไหน แต่นายกฯ ก็อยู่ยาว ๆ มาได้ตั้ง 4 ปี
มาดูชีวิตที่โลดโผนบนเส้นทางยาเสพติดอันน่าตกใจของชายผู้เริ่มเสพยาตั้งแต่อายุเพียง 6 ขวบ
หลังจากที่เราไม่ได้อัพเดทเรื่องราวประวัติของแบรนด์แฟชั่นมาสักระยะหนึ่ง วันนี้เราก็ไปเจอข้อมูลของแบรนด์กระเป๋ายี่ห้อหนึ่งที่น่าสนใจ เพราะนอกจากคอนเซ็ปต์ในการสร้างสินค้าที่โคตรเท่แล้ว เรื่องราวความเป็นมาของพวกเขาก็น่าสนใจไม่แพ้กัน เรากำลังพูดถึง Freitag แบรดน์กระเป๋าสุดแนวที่ครองใจวัยรุ่นสายสตรีทฮิปสเตอร์ และก้าวขึ้นมาเป็น top of mind เวลาที่ใครสักคนอยากจะเลือกซื้อกระเป๋าสักใบที่ อึด ถึก ทน “Freitag” เกิดขึ้นจากมันสมองของสองพี่น้อง Danial และ Markus Freitag ในปี 1993 ซึ่งในขณะนั้นทั้งสองคนอาศัยอยู่ในอพาร์ตเมนต์แถบชานเมืองซูริคทำให้พวกเขาทั้งสองต้องใช้จักรยานเป็นพาหนะในการเดินทางแทบจะตลอดเวลา โดยที่ในตอนนั้นพวกเขาต้องการจะหากระเป๋าใส่เอกสาร messenger bag ที่มีขนาดใหญ่พอที่จะเก็บอุปกรณ์การเรียน และสามารถใช้เดินทางร่วมกับจักรยานได้ กระทั่งวันหนึ่งขณะที่ทั้งคู่นั่งคุยกันอยู่ในครัว ก็ได้เหลือบมองออกไปที่ถนน เขาเห็นรถทุกคันมีผ้าใบคลุมอยู่จึงเกิดไอเดียว่า น่าจะลองเอาผ้าใบนี้มาใช้ทำกระเป๋าได้ เพราะด้วยสีสัน คุณสมบัติกันนำ้ได้ ทนทาน และที่สำคัญคือเป็นวัสดุรีไซเคิล ความคิดในการสร้างกระเป๋าจึงได้เริ่มขึ้นจากจุดนี้ สองพี่น้องได้เริ่มหาผ้าใบคลุมรถบรรทุกมาล้างทำความสะอาด แล้วก็ตัดเย็บกันเองจนได้เป็นกระเป๋าใส่เอกสาร messager bag ตามที่ต้องการ ซึ่งนอกจากวัสดุผ้าใบ Markus และ Danial ยังนำของเหลือเหลือใช้ส่วนอื่น ๆ อาทิ เข็มขัดนิรภัยรถยนต์สำหรับทำสายสะพาย และยางในรถยนต์เย็บเก็บขอบริมกระเป๋า โดยหวังว่าจะใช้คอนเซ็ปต์ ECO-Friendly มาประยุกต์
เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ถูกหยิบยกมาถกเถียงกันทุกปีเกี่ยวกับเรื่องของความสูงและความเตี้ย ว่ากันว่าคนที่ตัวสูงกว่าจะได้เปรียบกว่าคนเตี้ย แล้วคนที่เตี้ยล่ะ ถือว่าเป็นปมด้อยจริงหรือไม่? UNLOCKMEN บอกเลยว่าต่างสไตล์รูปร่างก็มีข้อดีต่างกันไป ส่วนสูง คือเรื่องของความแตกต่างทางด้านสรีระ ซึ่งเกิดได้จากหลายปัจจัยด้วยกันทั้งในเรื่องของพันธุกรรม โภชนาการ การออกกำลังกาย รวมถึงสภาพแวดล้อม ที่ส่งผลให้โลกนี้เกิดส่วนสูงที่หลากหลาย และในงานวิจัยส่วนมากต่างก็ลงความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่าคนตัวสูงมักจะได้รับโอกาสต่าง ๆ ที่ดีกว่าคนตัวเตี้ย แล้วเพราะอะไรงานบรรดาวิจัยจึงได้ผลลัพธ์ออกมาว่าคนตัวสูงจะมีโอกาสที่มากกว่า? ยกตัวอย่างงานวิจัยจาก Princeton University ค.ศ. 2006 อ้างอิงว่าชายที่ตัวสูงจะได้เปรียบทางด้านสติปัญญามาตั้งแต่เกิด โดยวัดจากการทดสอบสมรรถภาพทางสมองตั้งแต่ยังเป็นทารก รวมถึงผลงานวิจัยของมหาวิทยาลัย Sydney ซึ่งได้ทำการเปรียบเทียบจากรายได้ประชากรจำนวน 20,000 คน และพบว่าโดยเฉลี่ยคนตัวสูงจะมีฐานะที่ดีกว่า ทั้งนี้ในสหรัฐอเมริกาก็มีงานวิจัยที่วัดอัตราความสำเร็จของเหล่าประธานาธิบดีสหรัฐ ฯ ออกมาเป็นกราฟว่า ผู้นำที่สูงมักมีอัตราเติบโตอย่างก้าวกระโดด ก็ยิ่งสนับสนุนความคิดเรื่องคนตัวสูงจะฉลาดและมีเสน่ห์ ดังวลีที่ว่า “Tall men make great presidents” จากสถิติผลการเลือกตั้งสหรัฐ ฯ แสดงให้เห็นว่าผู้สมัครที่มีความสูงมากกว่าคู่แข่งมักได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดี นับตั้งแต่ ค.ศ.1789 ที่สหรัฐ ฯ ได้ประธานาธิบดีคนแรกอย่างจอร์จ วอชิงตัน มาจนถึง ค.ศ.2016 ที่โดนัลด์ ทรัมป์ ชนะการเลือกตั้ง ซึ่งจากการเลือกตั้งทั้งหมด
มันต้องมีสักเสี้ยววินาทีที่ผู้ชายอย่างเราคิดจะกินคลีน กินเพื่อสุขภาพ กินปราศจากโซเดียม ฯลฯ แต่เมื่อเราริลองจะใช้ชีวิตกับอาหารคลีนเพื่อสุขภาพ เราจะสัมผัสได้เลยว่าราคามันสูงลิ่วเกินกว่าที่เราจะกินคลีนวันละสามมื้อได้ไหว อาทิตย์ละสองสามครั้งอาจพอทน แต่ถ้าต้องกินทุกมื้อ เราก็จำใจต้องกลับไปซบอกร้านป้าอาหารตามสั่งที่หนักผงชูรส หนักน้ำปลา คุณค่าทางอาหารอาจสู้ไม่ได้ แต่ราคาสบายกระเป๋ามากกว่า ปัญหาเงินในกระเป๋ามีมากไม่พอจ่ายราคาอาหารที่ถูกสุขลักษณะอนามัยจึงเกิดขึ้น และไม่ได้เกิดขึ้นแค่ที่บ้านเราเท่านั้นในอังกฤษก็มีปัญหานี้เช่นกัน รัฐบาลอังกฤษเขาก็ห่วงใยประชาชนของตัวเองจึงมีคำแนะนำอย่างเป็นทางการว่าอาหารที่ดีต่อสุขภาพและมีโภชนาการเหมาะสมคือการรับประทานผักและผลไม้วันละ 5 จาน และรับประทานปลาที่มาจากแหล่งน้ำ (ที่สะอาดและยั่งยืน) ทุกสัปดาห์ แต่ผลปรากฏว่ามีเด็กราว ๆ 3.7 ล้านคนที่ไม่สามารถกินอาหารที่ถูกโภชนาการตามหลักอาหารที่ดีนั้นได้ “เพราะคนจนไม่มีความรู้มากพอไง เลยกินแต่อาหารแย่ ๆ ไม่ดีต่อตัวเอง” ในอดีตคำกล่าวหามักมุ่งไปที่การขาดความรู้ความเข้าใจเรื่องการกินอาหารที่ดี แต่จากรายงานของมูลนิธิอาหาร (Food Foundation) แห่งสหราชอาณาจักรพบว่า 20% ของครอบครัวในสหราชอาณาจักรที่มีรายได้ต่ำกว่า 15,860 ปอนด์ต่อปีจะต้องใช้เงิน 42% ของรายได้หลังจากหักค่าที่อยู่อาศัยเพื่อทำอาหารให้ตอบสนองความต้องการของแนวทาง “Eatwell Guide” ของรัฐบาล ค่าใช้จ่ายในการกินอาหารถูกโภชนาการสำหรับครอบครัวที่มีผู้ใหญ่สองคนและเด็กสองคน (อายุสี่ถึงแปดปี) คิดเป็นมูลค่าประมาณ 112.04 ปอนด์ต่อสัปดาห์ (หรือราว ๆ 46,985 บาทต่อสัปดาห์) จินตนาการไม่ออกจริง ๆ ว่าถ้าต้องจ่ายเงินเยอะขนาดนี้ เพื่อกินอาหารที่ถูกหลักโภชนาการ จนไม่เหลือเงินไปทำอย่างอื่น
เรานั่งสนทนากันในวันที่แสงแดดดี ไม่มีกลิ่นอายความเศร้า แต่เอ่ยถึง “ความตาย” กันเหมือนเรื่องปกติสามัญเรื่องหนึ่งไม่ต่างจากเรื่องเล่าข่าวเช้า หรือเรื่องเล่าพูดคุยธรรมดาช่วงบ่าย พี่ที่คุ้นเคยกันคนหน่ึงกล่าวว่าช่วง 25-35 คือวัยที่เราทยอยไปงานแต่งอย่างบ้าคลั่ง แต่หลังจาก 40 เป็นต้นไป งานศพจะเป็นงานที่เราไปบ่อยที่สุด คนที่เรารักจะทยอยจากไปไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม การพบ พราก จาก ลา และแสดงความอาลัยต่อสิ่งที่จากคือธรรมดาของโลก สิ่งที่น่าสนใจคือในทุกงานศพมักมีวัฒนธรรมการแสดงความอาลัยต่อเจ้าของงานอย่างการมอบพวงหรีดดอกไม้ที่เรารู้สึกเคยชินกับการให้ แต่ไม่เคยมองว่าปลายทางของมันจะจบลงอย่างไร จนกระทั่งได้พบกับรูปแบบหรีดใหม่อย่าง “หรีดหนังสือ” ที่ช่วยกระตุกต่อมคิด เราจึงพบว่าแท้จริงแล้วความเศร้ามันสามารถส่งต่ออะไรให้กับคนอื่นได้มากมาย ทั้งผู้วายชนม์ คนที่ยังอยู่ และสังคม แถมหรีดนี้ยังได้รับการดีไซน์ออกมาสไตล์มินิมัลสมเกียรติ เหมาะแก่การส่งต่ออีกด้วย เพื่อติดตามเบื้องหลังความคิดสร้างสรรค์นี้ UNLOCKMEN จึงมีโอกาสได้พูดคุยกับผู้คิดโครงการและผู้เกี่ยวข้องกับหรีดหนังสือเหล่านี้ ดอกไม้สด ลูปความเศร้าที่จบไม่สวย ถ้าพูดถึงหรีดงานศพ “ดอกไม้สด” จะเป็นสิ่งแรกที่เราคิดถึง ธรรมดาแล้วเรามักจะคิดว่าเป็นวัสดุธรรมชาติเดี๋ยวก็คงย่อยได้ แต่จากสถิติปลายปีที่แล้วเฉพาะเทศกาลลอยกระทงบริเวณลุ่มน้ำปิงพบว่ามีขยะกระทงจำนวนถึง 120 ตันภายในวันเดียว แล้วสำหรับงานศพที่เกิดขึ้นทุกวัน เฉลี่ยทั่วประเทศวันละ 1,200 งาน คงไม่ต้องบอกว่าเราจะพบกองหรีดเป็นพะเนินขนาดไหน บวกการสร้างคาร์บอนฟุตปริ้นท์ปริมาณสูงถึง 359 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์ ยังไม่นับรวมฟอร์มาลีนที่นำมาฉีดเพื่อคงความสดให้พวกเราต้องสูดเข้าไปซึ่งจะสร้างอันตรายอีกมากมาย ด้วยเหตุผลดังกล่าวจึงทำให้คุณสุชาดา สหัสกุล นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย ริเริ่มดำเนินการโครงการอย่างจริงจัง
ความเศร้า ความปวดเจ็บและหยาดน้ำตาคือสิ่งที่อยู่เคียงข้างมวลมนุษยชาติมานานจนแยกไม่ออก วินาทีที่ลืมตาตื่นขึ้นมาบนโลกเราต่างก็ต้องเปล่งเสียงร่ำไห้เพื่อหายใจ เพื่อแสดงถึงสัญลักษณ์แห่งการมีชีวิตเสียแล้ว แต่ยิ่งผู้ชายอย่างเราเติบโตขึ้นมาเท่าไร เรามักถูกมาตรฐานทางสังคมกดดันว่า ห้ามเศร้า! ห้ามมีน้ำตา! อย่าแสดงอารมณ์อ่อนไหวออกมาถ้าไม่อยากดูเป็นคนอ่อนแอ! น้ำตาลูกผู้ชายจึงเป็นสิ่งท้าย ๆ ที่เราจะแสดงให้ใครเห็นไม่ว่าเราจะเศร้ามากเพียงไหน แต่น่าแปลกที่ความเศร้าบางรูปแบบ น้ำตาบางหยดเราไม่อาจควบคุมมันได้ หลายครั้งเราจึงร้องไห้ออกมาหลังกิจกรรมสุดซาบซ่านเสียวสยิวเสียอย่างนั้น ก่อนอื่น…อย่าตื่นตระหนกไป เพราะความเศร้านี้มีที่มา น้ำตานี้มีชื่อเรียก คุณไม่ได้ร้องไห้หลังมีเซ็กซ์เพียงลำพัง ขณะที่เกมวาบหวิว กิจกรรมสวาทดำเนินไป ความสุขของเราทะยานขึ้นเหมือนรถไฟเหาะตีลังกาที่ผ่านการตลบซ้ำ ๆ จนวูบไหวในท้องน้อยอย่างหยุดไม่อยู่ แต่เมื่อเซ็กซ์จบลงก็คล้ายกับว่ารถไฟเหาะตีลังกาขบวนนั้นค่อย ๆ ดิ่งตัวลงสู่สภาวะปกติ และเด็กน้อยอย่างเราต้องกลับบ้านไปอย่างเหงา ๆ จู่ ๆ เราก็ทำนบน้ำตาแตก ร้องไห้ออกมาต่อหน้าสาวที่เพิ่งเสียวไปด้วยกันหยก ๆ ผู้ชายคนไหนที่เคยเผชิญสถานการณ์แบบนี้ UNLOCKMEN อยากกระซิบบอกคุณ (และอยากให้คุณกระซิบบอกเพื่อน ๆ ต่อไป) ว่ามันเป็นเรื่องปกติมาก ๆ แถมเป็นภาวะอาการที่มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการ เราไม่ได้สติแตกไปคนเดียวแน่นอน Post-coital Dysphoria หรือ PCD คือชื่อเรียกของภาวะนี้ซึ่ง Ian Kerner ผู้เป็น Sex Therapist อธิบายว่า
ปัญหายิ่งใหญ่ของผู้ชายที่ทำงานดุเดือดเลือดพล่านอย่างเรา ๆ นอกจากเรื่องงานกองมหาศาลที่ทำเท่าไหร่ก็เหมือนว่าไม่เคยจะน้อยลงเลย คงหนีไม่พ้นปัญหาเรื่องเวลานอนที่มีน้อยจนต้องหอบสารร่างคล้ายซอมบี้ไปทำงานบ่อย ๆ จนปัญหาการนอนน้อยส่งผลกระทบกับเรื่องอื่น ๆ เป็นทอด ๆ ไม่รู้จบ แต่สิ่งที่น่ากังวลที่สุดก็คือการนอนน้อยมันส่งผลให้เราตายไว! แล้วมันจะมีประโยชน์อะไรถ้าทุ่มเททำงานหาเงินมาแทบตาย แต่ยังไม่ทันได้ใช้เงิน ไม่ทันได้หาความสุขแต่ต้องมาหมดลมหายใจไปซะก่อนอย่างนี้ ? (เฮ้อ) ก่อนอื่นต้องอย่าคิดว่าการนอนน้อยเป็นเรื่องเล่น ๆ แค่เหนื่อย ๆ เพลีย ๆ ไม่เห็นจะเป็นอะไรเลยนี่หว่า ? นักวิจัยพบว่ามนุษย์ที่อายุต่ำกว่า 65 ปีลงมาที่ได้นอนวันละ 5 ชั่วโมงหรือน้อยกว่านั้นติดต่อกันตลอด 7 วันมีความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตเร็วกว่าคนที่ได้นอน 6-7 ชั่วโมงขึ้นไป ดังนั้นการนอนน้อยจึงไม่ใช่แค่ส่งผลต่อสภาพความเป็นซอมบี้ไปทำงานเท่านั้น แต่มันส่งผลต่อระยะความยืนยาวที่จะมีชีวิตอยู่บนโลกนี้ด้วย อย่างไรก็ตามทุกปัญหาย่อมมีทางออก เพราะหัวใจผู้ชายรักงานมันร่ำร้องว่า เฮ้ย กูนอนไม่ได้จริง ๆ ว่ะ กูต้องโหมทำงานหนักเพราะมันโคตรสะใจกับผลงานที่ออกมาได้ โดยทางออกนี้เสนอโดย Torbjorn Akerstedt นักวิจัยของสถาบันวิจัยความเครียด มหาวิทยาลัยสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน บอกว่าการอดนอนในช่วงวันทำงาน แล้วลองมานอนยาว ๆ ในช่วงวันหยุดเป็นการทดแทน ช่วยลดความเสี่ยงการเสียชีวิตก่อนวัยได้จริง และเป็นสิ่งที่ควรทำเป็นอย่างมาก! ดังนั้นใครที่เคยเจอพ่อแม่บ่น


