ปัญหายิ่งใหญ่ของผู้ชายที่ทำงานดุเดือดเลือดพล่านอย่างเรา ๆ นอกจากเรื่องงานกองมหาศาลที่ทำเท่าไหร่ก็เหมือนว่าไม่เคยจะน้อยลงเลย คงหนีไม่พ้นปัญหาเรื่องเวลานอนที่มีน้อยจนต้องหอบสารร่างคล้ายซอมบี้ไปทำงานบ่อย ๆ จนปัญหาการนอนน้อยส่งผลกระทบกับเรื่องอื่น ๆ เป็นทอด ๆ ไม่รู้จบ แต่สิ่งที่น่ากังวลที่สุดก็คือการนอนน้อยมันส่งผลให้เราตายไว! แล้วมันจะมีประโยชน์อะไรถ้าทุ่มเททำงานหาเงินมาแทบตาย แต่ยังไม่ทันได้ใช้เงิน ไม่ทันได้หาความสุขแต่ต้องมาหมดลมหายใจไปซะก่อนอย่างนี้ ? (เฮ้อ) ก่อนอื่นต้องอย่าคิดว่าการนอนน้อยเป็นเรื่องเล่น ๆ แค่เหนื่อย ๆ เพลีย ๆ ไม่เห็นจะเป็นอะไรเลยนี่หว่า ? นักวิจัยพบว่ามนุษย์ที่อายุต่ำกว่า 65 ปีลงมาที่ได้นอนวันละ 5 ชั่วโมงหรือน้อยกว่านั้นติดต่อกันตลอด 7 วันมีความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตเร็วกว่าคนที่ได้นอน 6-7 ชั่วโมงขึ้นไป ดังนั้นการนอนน้อยจึงไม่ใช่แค่ส่งผลต่อสภาพความเป็นซอมบี้ไปทำงานเท่านั้น แต่มันส่งผลต่อระยะความยืนยาวที่จะมีชีวิตอยู่บนโลกนี้ด้วย อย่างไรก็ตามทุกปัญหาย่อมมีทางออก เพราะหัวใจผู้ชายรักงานมันร่ำร้องว่า เฮ้ย กูนอนไม่ได้จริง ๆ ว่ะ กูต้องโหมทำงานหนักเพราะมันโคตรสะใจกับผลงานที่ออกมาได้ โดยทางออกนี้เสนอโดย Torbjorn Akerstedt นักวิจัยของสถาบันวิจัยความเครียด มหาวิทยาลัยสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน บอกว่าการอดนอนในช่วงวันทำงาน แล้วลองมานอนยาว ๆ ในช่วงวันหยุดเป็นการทดแทน ช่วยลดความเสี่ยงการเสียชีวิตก่อนวัยได้จริง และเป็นสิ่งที่ควรทำเป็นอย่างมาก! ดังนั้นใครที่เคยเจอพ่อแม่บ่น
การทำงานหามรุ่งหามค่ำหรือทำงานแล้วต้องนอนน้อยจนแทบไม่ได้นอนสำหรับผู้ชายอย่างเราดูเหมือนจะเป็นเรื่องปกติธรรมดาไปแล้ว บางครั้งยิ่งนอนน้อยเพราะทำงานหนักมากเท่าไหร่ก็ยิ่งดูเป็นคนที่น่าชื่นชมจากคนในองค์กรมากเท่านั้น ค่านิยม “ผมนอนน้อย เพราะทำงานหนักมากเพื่อองค์กร” จึงเป็นค่านิยมที่ผู้ชายแข่งกันคว้ามาครอบครอง แต่ยิ่งนอนน้อยแปลว่าเราทำงานหนักหรือทำงานมีประสิทธิภาพเสมอไปจริง ๆ หรือเปล่า ? นั่นเป็นคำถามที่องค์กรต้องทบทวนให้ดี ในขณะที่บริษัทจากญี่ปุ่นแห่งหนึ่งคิดไม่เหมือนชาวบ้านเขา ใครทำงานหนักเลยนอนน้อยอะไร ไม่สน! เราขอประกาศนโยบายว่าเป็นพนักงานบริษัทนี้การนอนเต็มอิ่มต้องมาก่อนโว้ย! ความจริงจังของนโยบายนี้ไม่ใช่แค่การประกาศลอย ๆ ว่าพวกคุณจงไปนอนให้เต็มอิ่มแล้วบริษัทจะรักคุณเป็นการตอบแทน แต่นโยบายนี้ให้ผลตอบแทนจริงจังโดยกติกาก็คือพนักงานคนใดที่นอนหลับอย่างน้อยคืนละ 6 ชั่วโมง อย่างน้อย 5 วันต่อสัปดาห์จะได้รับคะแนนพิเศษจากบริษัทซึ่งคะแนนพิเศษนี้ใช้แลกค่าตอบแทนอีกที บริษัทที่ใจป้ำผู้ออกนโยบายเพื่อคนนอนเยอะแห่งนี้คือ Crazy Inc. บริษัทออแกไนเซอร์งานแต่งงานซึ่งให้ค่าตอบแทนสูงสุดถึง 64,000 เยน หรือราว ๆ 187,000 บาทต่อปี โดยค่าตอบแทนไม่ได้มาในรูปแบบเงินสดแต่เป็นคูปองที่สามารถใช้จับจ่ายซื้ออาหารในโรงอาหารของบริษัทได้ ในสายตาเราอาจจะมีเสียดายตาละห้อยเล็กน้อยที่ค่าตอบแทนไม่ใช่เงินสด แต่ถ้าพิจารณาดูดี ๆ การได้นอนเต็มอิ่ม แถมยังประหยัดค่าอาหารทุกมื้อที่มากินที่ทำงานได้ เงินเหลือไปทำอย่างอื่น แถมสุขภาพกายสุขภาพจิตดีขึ้นอย่างก้าวกระโดดแน่นอน ส่วนใครที่คิดจะโกงเวลานอน พี่อาจจะต้องผิดหวังไปตามระเบียบเพราะ Crazy Inc. เขาใช้แอปพลิเคชันติดตามการนอนโดยเฉพาะ เพื่อตรวจจับว่าเรานอนจริง ๆ ไหม หลับลึกจริง ๆ หรือเปล่า คุณภาพการนอนเป็นอย่างไร ซึ่งแอปพลิเคชันนี้พัฒนาขึ้นโดย
กินกาแฟตอนน้ีจะดีดตอนไหน เรื่องนี้ยังคงเป็นปริศนาธรรมเพราะส่วนมากจะบอกเฉพาะตัวเลขคร่าว ๆ ไม่เจาะจงเท่านั้น แต่ก็ไม่ได้เป็นเงื่อนไขที่ทำให้ผู้ชายเราหยุดเสพกลิ่นหอมของคาเฟอีน กับรสขมคั่ว อมเปรี้ยวตัดปลายในบางพันธ์ุของเมล็ดกาแฟได้ ล่าสุดมีคนอยากแก้ปริศนาให้กระจ่างยิ่งกว่าโคนัน เลยสร้างเว็บฯ เอาใจคอกาแฟทุกคน ไม่ว่าคุณจะกินเพื่อตื่น กิ่นเพื่อดื่มด่ำ ทุกหยดที่กินของมันมีประสิทธิภาพกันแบบเป็นรูปธรรมอย่างแน่นอน โดยเว็บนี้จะทำการคำนวณช่วงเวลาที่คุณดื่ม ว่ามันจะทำให้คุณดีดตอนไหน ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่แค่นับเวลาแบบส่ง ๆ แต่นับกับแบบลงลึกเพื่อตัวคุณคนเดียว เพราะคุณต้องกรอกข้อมูลทั้งเรื่องการนอน จำนวนช็อตกาแฟ ฯลฯ ของตัวเอง Coffee Kick Calculator วิธีคำนวณ 1. ระบุตัวเลขการพักผ่อนของคุณ นอนหลับสนิทตลอดคืนไหม หรือนอนแล้วผวาตื่นงัวเงีย 2. เลือกสิ่งที่เราต้องการดูจากกราฟ ไม่ว่าจะเป็นระยะเวลาตื่นตัวเต็มที่ เวลาตอบสนอง ช่วงที่รู้สึกผ่อนคลาย ความแผ่วจากการดื่ม และการตอบสนองอื่น ๆ ซึ่งแน่นอนว่ากราฟจะมันจะมีทั้งขาขึ้นและขาลง 3. ใส่ช่วงเวลาที่คุณตื่นขึ้นมา 4. อธิบายลักษณะกาแฟที่ดื่ม ทั้งปริมาณและเวลาที่ใช้ดื่มหรือคุณจะ custom ละเอียดกว่านั้นถ้าสามารถป้อนลงไปได้ในระดับมิลลิกรัม ยิ่งละเอียดยิบแค่ไหนก็วัดได้แม่นขึ้นเท่านั้น 5. ทุกครั้งที่เรากรอกข้อมูลลงไป ไม่ว่าจะเป็นวันไหน แต่ช่องอื่นก็จะได้รับการประมวลผลให้ปรากฏขึ้นมาด้วย 6. กราฟด้านล่างสุดจะแสดงประสิทธิภาพทั้งช่วงที่ดีและช่วงที่ลดลง ใครลองไปเล่นแล้วลองมาพิสูจน์กันว่าตรงจริงอย่างที่เว็บมันคำนวณไหม เราเองก็ว่าอยู่ระหว่างทดลองเช่นกันเพราะจะได้
ไม่ว่าพวกเราจะทำงานผ่านมากี่ที่ แต่เชื่อว่าความรู้สึกช่วงสัมภาษณ์ก็ยังเป็นโมเมนต์ที่สร้างความตื่นเต้นให้กับเราอยู่ดี บางครั้งเรียกได้ว่านาทีต่อนาทีที่ตอบโต้กันระหว่างเรากับผู้สัมภาษณ์เราก็แทบทำนายได้แล้วว่าเราจะได้งานนี้หรือชวดต้องไปสัมภาษณ์ครั้งหน้า เพื่อให้ผู้ชายอย่าง เราสามารถโต้กลับการสัมภาษณ์ได้แบบไม่ต้องเป็นฝ่ายตั้งรับอยู่ฝ่ายเดียว วันนี้ UNLOCKMEN ได้รวบแทคติคจิตวิทยาเพิ่มโอกาสพิชิตการสัมภาษณ์งานที่เขาทดสอบกันมาว่าพาวินกันนักต่อนัก จาก 5 สิ่งต่อไปนี้ให้ไปลองเลือกใช้กัน นัดเวลาสัมภาษณ์ให้อยู่ช่วงวันอังคาร 10.30 5 วันทำการโอกาสจะทำให้ HR มีแรงดลใจนัดเราในวันอังคารอาจจะยากสักหน่อย แต่ถ้าเลือกได้ก็ลองระบุเวลานี้กันดู เพราะเขาว่ากันว่าเวลานี้จะเป็นช่วงที่ให้การสัมภาษณ์รีแลกซ์ เนื่องจากยังเป็นช่วงเวลาที่ไม่เร่งรีบเท่ากับต้นสัปดาห์และไม่ปั่นเหมือนวันสุดสัปดาห์ ส่วนเรื่องเวลาเน้นหลีก 2 ช่วง ได้แก่ ช่วงเช้าไว้ เพราะช่วงเช้าเป็นช่วงที่หลายบริษัทกำลังประชุมกันซึ่งเขาจะเอาเวลาช่วงนั้นไปโฟกัสกับสิ่งที่ต้องทำอยู่ กับช่วงบ่ายคล้อยเย็นไว้ด้วย เพราะคนสัมภาษณ์เขาไม่มีกะจิตกะใจจะทำอะไรแล้วนอกจากอยากกลับบ้าน อย่าสัมภาษณ์ช่วงต่อจากผู้แข่งขันตัวเป้ง เราอาจจะไม่รู้ว่าใครเป็นคู่แข่งที่โหดสุดในการสัมภาษณ์ แต่ถ้าบังเอิญรู้เข้าก็ให้เลี่ยงการประเมินในช่วงใกล้กันไว้ เพราะมันเสี่ยงมากที่เราจะโดนปัดออกจากสนามแข่งแบบไม่รู้ตัว เนื่องจากนักวิจัยพบว่าผู้สัมภาษณ์ส่วนใหญ่วางบรรทัดฐานการประเมินจากพื้นของผู้สมัครแต่ละคนในวันสัมภาษณ์นั้น จากการวิจัยของ University of Pennsylvania และ Harvard University จึงเผยความจริงหนึ่งว่า ระยะเวลาอันตรายของการสัมภาษณ์โดยมีผู้สมัครม้ามืดมาเป็นคู่เทียบซึ่งเราควรหลีกเลี่ยงนั้น นับตั้งแต่สัปดาห์เดียวกันผู้สมัครคนนั้นมาเหยียบบริษัทในฝันเราเพื่อสัมภาษณ์ ยาวต่อเนื่องไปถึงสัปดาห์ต่อไป ใครที่งงก็ให้จำไว้ว่าไปสัมภาษณ์อาทิตย์ที่ 3 หลังจากที่ไอ้ตัวเต็งนั่นมาสัมภาษณ์แหละที่ปลอดภัย เลือกเนื้อผ้าให้เหมาะกับเนื้องาน ไม่ใช่แค่สุภาพอย่างเดียวเท่านั้นที่จะชนะใจ แต่เรื่องสีเสื้อมันก็มีการวิจัยเช่นกันว่ามีผลกับการให้คะแนนของผู้สัมภาษณ์ โดยจากการสัมภาษณ์เพื่อเก็บสถิติของ Career Builder
แว่วมาสักระยะแล้วเรื่องการนำ AI มาทำตำแหน่ง Hr คัดคนเข้าทำงาน เราเชื่อว่าหลายคนที่ได้ยินอาจรู้สึกกลัวเพราะนับวันเจ้าปัญญาประดิษฐ์เริ่มจะมีอำนาจควบคุมเรามากขึ้นเรื่อย ๆ แต่เพื่อไม่ให้เป็นการปรักปรำและเท่าทันระบบการหางานในโลกวันนี้ที่กำลังจะเปลี่ยนแปลงไป UNLOCKMEN จึงได้ติดตามและไขภาพมัว ๆ ที่คนอาจจะคิดไม่ออกว่าทำไมถึงต้องมีการใช้ AI เข้ามาทำหน้าที่นี้ และมันยุติธรรมกับมนุษย์อย่างเราไหม JUST EXTENSION ก่อนจะพารานอยด์กับอาชีพ ว่า Hr จะโดนขโมยงานไปอีกอาชีพหนึ่งแล้วเหรอ ขอให้งดแตกตื่นเพราะการนำ AI มาช่วยคัดกรองคนเข้าทำงาน เขาใช้มันเป็นแค่ส่วนขยายที่เพิ่มเข้ามาเท่านั้น เนื่องจากสุดท้ายแล้วความกดดันระหว่างคนสัมภาษณ์กับคนสมัคร หรือการใช้จิตวิทยาเข้าประกอบการทดสอบเพื่อคัดเลือกคนมันก็ยังจำเป็นอยู่ วิชาชีพของการเป็น Hr ก็ยังคงสำคัญกับองค์กรเสมอ แต่นั่นจะเป็นขั้นตอนในสเตปที่ 2-3 ไม่ใช่ขั้นตอนแรกถ้าหากบริษัทที่เราจะเข้าไปทำงานเขาใช้ปัญญาประดิษฐ์มาร่วมในการกรองคน… MATCH ME WITHOUT BIAS ในเมื่อ Hr เดิมก็ไม่ได้หายไปแล้วทำไมเราถึงต้องมี AI ซึ่งไร้หัวใจมาเป็นผู้ร่วมตัดสิน Resume ที่เรามุ่งมั่นทำแทบเป็นแทบตายด้วย ถ้าคุณกำลังตั้งคำถามนั้นตอนที่กำลังอ่านอยู่ นั่นแหละ คำตอบมันอยู่ตรงนั้น “ความไร้หัวใจมันจำเป็นกับการคัดกรอง” มนุษย์ละเอียดอ่อนเรื่องอารมณ์กับการให้คะแนนมากเกินไป เราให้แต้มกับบางอย่างที่ถูกใจ และตัดแต้มเมื่อเหม็นขี้หน้าหรือไม่ถูกชะตา และไม่ว่าคุณจะทำเช่นไรคุณจะไม่มีวันเอาตัวเองออกจากความ Bias โดยสัญชาตญาณของตัวเองได้
วันเวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก ทำงานมาแป๊ปเดียวนี่ก็ขึ้นปีใหม่อีกแล้ว เราเชื่อว่าช่วงเวลานี้ผู้ชายเราส่วนใหญ่เพิ่มผ่านการเผชิญหน้ากับวิกฤตปลายปีอย่าง “การประเมินผลการทำงาน” ทำให้ต้องรีบปั่นความ Productive โค้งสุดท้ายเพื่อเรียกคะแนนโบนัสกันสักหน่อย เมื่อ “Measure is coming.” มันก็ถึงเวลาที่แบบประเมินอักษรภาษาอังกฤษจะกลับมาให้ได้ยินอีกครั้ง ทั้ง PDCA, KPIs (อันนี้ได้ยินบ่อย หลายบริษัทในไทยก็ยังทำอยู่) และ OKRs แต่ที่ดูจะมาแรงสุดจนหลายบริษัทออกมาโหมกระหน่ำทำตามกันตอนนี้คือ OKRs ซึ่งเราได้ไปเก็บข้อมูลและนำมาอธิบายให้ชาว UNLOCKMEN เห็นภาพกันมากขึ้น แต่ก่อนจะไปถึงเรื่องนั้น คุณว่าระบบการประเมินการทำงานที่คุณกำลังทำอยู่ตอนนี้มันเป็นอย่างไรบ้าง ดีไหม แล้วมันวัดคุณภาพของคุณได้จริงหรือเปล่า “ค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน” เสี้ยวความจริงในวันนี้ ก่อนที่จะไปเข้าเรื่อง KPIs กับ OKRs เรามาพูดเรื่องการประเมินกันก่อนเลยดีกว่า อันที่จริงถ้าจะมีใครสักคนที่รู้และบอกว่าคุณทำงานนั้นได้ดี หรือเต็มความสามารถของตัวเองจริงหรือเปล่า มันก็มีแต่ตัวคุณเท่านั้นที่รู้ว่าความจริงมันเป็นอย่างไร เพราะคุณคือคนลงมือทำและรู้ดีว่าสิ่งที่ตัวเองทำมันยากหรือง่าย แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่าเมื่อเข้ามาอยู่ในระบบของบริษัท คุณก็ต้องเข้าสู่ระบบตัดเกรดโดยผู้มีอำนาจสูงกว่า ด้วยมาตรฐานที่สามารถมองเห็นได้เป็นรูปธรรมมากกว่าความรู้สึก เพื่อให้ทางบริษัทรู้ว่าเขาจ้างคนได้สมราคาไหม หรือคนนี้ควรได้รับค่าตอบแทนคุ้มความเหนื่อยตลอดปีเป็นโบนัสก้อนโตหรือเปล่า และนั่นแหละคือที่มาของการประเมิน ยุคสมัยของการประเมินเกิดขึ้นครั้งแรกก่อนที่เราจะเกิดกันเสียอีก เพราะเริ่มต้นก่อนปี 1900 โดยเขาเรียกยุคนั้นว่า “The Age of Reform” เกิดขึ้นครั้งแรกในสหรัฐอเมริกาเมื่อปี
เคยไหม เวลาที่เราทำงานแล้วดันพลาดเพราะจุดบกพร่องที่เรามองไม่เห็นแต่เจ้านายดันมองเห็นและเรียกเราเข้าไปรับฟังคำปรับปรุง หลังฟังคอมเมนต์เราก็เดินกลับมานั่งที่โต๊ะเงียบ ๆ เฝ้าบอกตัวเองว่าจะไม่ทำผิดอีก จับจดกับมันจนนอยด์ โทษตัวเองครั้งแล้วครั้งเล่าว่ากูมันไม่ดี กูมันห่วย ความคิดแบบนั้นบางคนอาจจะสามารถพลิกไปใช้ในทางบวกให้ทำงานดีขึ้นได้ แต่เชื่อเถอะว่าการเฆี่ยนตัวเองบ่อย ๆ จากความคิดลบเพียงอย่างเดียว มันจะรีดพลังงานและความกระหายที่จะทำงานของเราไปจนหมด ดังนั้น เพื่อให้ทำงานได้โปรดักทีฟแบบไม่ต้องเจ็บทั้งตัวจากการโดนตำหนิของคนอื่น แล้วยังมาเจ็บใจซ้ำเพราะตำหนิตัวเอง ลองมาเปลี่ยนความคิด แล้วใจดีกับตัวเอง ให้โอกาสกับความผิดพลาดเสียบ้าง แล้วคุณจะรู้ว่าผลลัพธ์ที่ออกมาไม่ใช่ความเหลาะแหละ แต่เป็นประสิทธิภาพที่ดีเกินคาด หลักการนี้ไม่ใช่เรื่องหลักลอย แต่นำมาผลงานและการศึกษาของ 2 นักวิจัย คือ Leah Weiss ศาสตราจารย์ที่ Stanford University Graduate School of Business ที่เขียนผลงาน How We Work: Live Your Purpose, Reclaim Your Sanity, and Embrace the Daily Grind (เราทำงานกันอย่างไร: อยู่เพื่อเป้าหมาย ฟื้นฟูจิตใจ และโอบกอดงานประจำ) กับ Shauna
หนุ่ม ๆ เคยสังเกตกันมั้ยว่าทำไมแฟนหรือคู่รักของเรามักจะใช้เวลาในการนอนหลับพักผ่อนมากกว่าเรา จากที่นอนคุยกันอยู่ดี ๆ รู้ตัวอีกทีพวกเธอก็หนีเข้าห้วงนิทราไปเสียแล้ว ทั้ง ๆ ที่เรายังตาแป๋วไม่มีความง่วงมาเยือนเลยแม้แต่น้อย วันนี้เราจึงอยากมาบอกหนุ่ม ๆ ทุกคนให้เข้าใจว่าที่เธอเป็นแบบนี้ไม่ใช่เพราะเธอขี้เซาหรือขี้เกียจ แต่มันเป็นเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ที่มีคำอธิบายชัดเจน สมองต้องการพักผ่อน ศาสตราจารย์ Jim Horne ผู้อำนวยการแห่งสถาบัน The Sleep Research Centre at Loughborough University และผู้เขียนหนังสือ Sleepfaring: A Journey Through The Science of Sleep ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ว่า “หนึ่งในเหตุผลสำคัญที่สุดที่มนุษย์จำเป็นต้องนอนหลับคือในระหว่างวันสมองของเราจะทำงานอยู่ตลอดเวลา ช่วงเวลาเดียวที่สมองจะได้รับการฟื้นฟูและซ่อมแซมคือช่วงนอนหลับพักผ่อน สมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับความจำ, ภาษา, และพฤติกรรมจะเข้าสู่โหมดฟื้นฟูเมื่อเข้าสู่ห้วงนิทรา” “นั่นหมายความว่า ในช่วงระหว่างวันยิ่งใช้งานสมองไปมากเท่าไร สมองยิ่งต้องการพักผ่อนมากเท่านั้น ซึ่งด้วยความจริงข้อนี้จึงทำให้ผู้หญิงต้องการการนอนหลับมากกว่า เนื่องจากสมองของผู้หญิงมักจะทำงานหลายส่วนพร้อมกัน มีความยืดหยุ่นมากกว่าของผู้ชายอย่างชัดเจน ถึงแม้จะเป็นผู้ชายที่ทำงานเกี่ยวกับการคิดคำนวณหรืองานที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจสำคัญ ๆ ซึ่งใช้งานสมองค่อนข้างหนัก แต่นั่นก็ยังไม่เท่าการใช้งานสมองของผู้หญิงอยู่ดี” ด้วยความซับซ้อนของสมองที่มากกว่า ผู้หญิงจึงต้องการการนอนหลับพักผ่อนที่มากกว่าผู้ชายโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 20 นาที อาจจะมากหรือน้อยกว่านี้ขึ้นอยู่กับลักษณะสมองของแต่ละบุคคล คุณภาพการนอนและสุขภาพ มีอีกหนึ่งงานวิจัยที่ยิ่งตอกย้ำปัญหาการนอนหลับของผู้หญิงเข้าไปอีก
ถ้าพูดถึงประเทศสหรัฐอเมริกา เรามักได้ยินการนิยามว่าเป็น “ประเทศแห่งเสรี” ทำให้ครั้งหนึ่งคำว่า “American Dream” หรือการฝันอย่างอเมริกันจึงกลายเรื่องระดับโลก เป็นความฝันที่ใครก็ล้วนใฝ่หาและต้องการเดินทางไปตั้งรกราก เพราะมีทั้งความเจริญ ความเท่าเทียม และอิสระ เรียกได้ว่าเป็นดินแดนในฝันที่ใครก็สามารถเปลี่ยนตัวเองให้เป็นเศรษฐีได้ จึงไม่แปลกที่ล่าสุดเมื่อผลสำรวจประชากรชาว Freelancer ในสหรัฐฯ ประจำปีนี้เผยตัวเลขว่ามีคนเลือกเป็นฟรีแลนซ์จำนวนถึง 56.7 ล้านคน เราจะรู้สึกไม่ประหลาดใจ แต่ไม่ใช่แค่ตัวเลขเท่านั้นที่น่าสนใจ UNLOCKMEN ยังมีเรื่องราวเบื้องหลังที่น่าสนใจเกี่ยวกับข้อมูลเหล่านี้มาแบ่งปันกันด้วย American Dream: Past & Present ใครที่ดูหนังต่างประเทศบ่อย ๆ จะได้ยินคำว่า “American Dream” กันมาบ้าง ซึ่งส่วนมากเรื่องราวจะออกแนวการเดินทางจากต่างดินแดนเข้าไปในอเมริกาเพื่อตามหาความฝัน ซึ่งความฝันเหล่านั้นมักจะผลิตซ้ำเรื่องการเป็น “Somebody” ด้านอาชีพ เช่น อยากจะเป็นนักมวยอาชีพ นักดนตรีอาชีพ ก็จะฝึกมันครั้งแล้วครั้งเล่าจนกว่าจะได้เป็น หรือ Underdog เองก็มีสิทธิผันตัวเองเป็นเศรษฐีใหม่ได้เสมอ หากขยันและร่ำรวย อาชีพ Freelance หรือการรับจ้างเป็นมือปืน จึงอาจเป็นเรื่องของการหารายได้เสริมเพียงอย่างเดียว แต่เมื่อเวลาผ่านไป ค่านิยมความฝันของคนเราก็เริ่มเปลี่ยน ความรู้สึกอยากเป็น “Somebody” มันเริ่มจางลง
ความสุขในชีวิตคนเราตั้งแต่เกิดมาจนตายไปคืออะไร ? คำถามนี้สำหรับผู้ชายหลายคนอาจยังอยู่ในช่วงเดินทางตามหาคำตอบกันอยู่ แต่สำหรับ แทม หรือ พศิน อัธยาตมวิทยา เขาคงเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่ค้นเจอคำตอบพวกนั้นด้วยตัวเองแล้ว แม้ช่วงอายุจะอยู่ในรุ่นราวเดียวกันกับใครหลายคนซึ่งยังเลือกใช้ชีวิตอยู่อย่างไร้ความท้าทายภายใน Comfort Zone ของตัวเอง จากเด็กหนุ่มอายุ 20 ที่ลงมือเรียนรู้ด้วยตัวเอง จนสามารถเขียนหนังสือที่คนรักการถ่ายรูปหลายคนต้องรู้จักอย่าง Speed Of Light ต่อด้วยบทบาทผู้กำกับงานโฆษณาฝีมือโดดเด่น รวมไปถึงเรื่องราวความชื่นชอบในรถยนต์ที่มีมาตั้งแต่เด็ก สู่ชีวิตที่หลงใหลการอยู่หลังพวงมาลัยความเร็วสูง อะไรคือสิ่งที่เปลี่ยนแปลงเขาจากเด็กหนุ่มหัวรั้นให้กลายเป็นผู้ชายที่มีคุณภาพทั้งด้านการทำงานและการใช้ชีวิต วันนี้เรามาหาคำตอบไปพร้อมกัน “ชื่อแทมนะครับ พศิน อัธยาตมวิทยา ตอนนี้เป็นผู้กำกับครับทำเกี่ยวกับหนังโฆษณาแต่ก่อนหน้านี้จริง ๆ คนอาจรู้จักผมในฐานะการเป็นช่างภาพครับเพราะผมเริ่มถ่ายรูปมาตั้งแต่ก่อนเรียนมหาวิทยาลัย ใช้เวลาอยู่ตรงนั้นประมาณ 7 ปี ในฐานะช่างภาพที่มีความถนัดในเรื่องของ แสง เคยเปิดสอนเกี่ยวกับเรื่องแสงเป็นเรื่องเป็นราวมาก่อนและตอนอายุประมาณ 20 ปีก็มีหนังสือของตัวเองออกมาครับ” ศาสตร์แห่งแสง มีความสำคัญยังไง ? “สำหรับผมแล้วแสงมันค่อนข้างเป็นสิ่งที่แปลกประหลาดมากเลยนะเพราะเราสามารถมองเห็นมันตลอด แต่เวลาที่มันลงมากระทบตัว มันก็แค่สะท้อนออกไปโดยที่เราไม่รู้สึกอะไร แถมสามารถนำมาปรับแต่งให้วิ่งสวนทางกันได้แบบต่างคนต่างไป นอกจากนี้ยังบอกเล่าถึงรูปทรงและลักษณะพื้นผิวในแบบต่าง ๆ ได้ ยกตัวอย่างเช่นการถ่ายภาพรถยนต์ อีกเหตุผลหนึ่งคือถ้าเราเคยสังเกตดี ๆ จะมองเห็นว่าในที่เดียวกันแต่คนละเวลา ก็เป็นคนละแสง ในเวลาเดียวกันแต่อยู่คนละมุมโลกก็เป็นคนละแสง ทิศทางของมันเปลี่ยนไปอารมณ์ทุกอย่างก็เปลี่ยนหมด”


