เนื้อเรื่องของดาบพิฆาตอสูรภาคต่อใน Anime ที่เน้นการผจญภัยใน ‘โยชิวาระ’ ย่านอโคจรที่มีกฎเกณฑ์ข้อบังคับเข้มงวดเหมือนด่านตรวจคนเข้าเมืองตามสนามบินในยุคปัจจุบัน อยู่ ๆ ดินแดนแห่งความรื่นเริงใจของบุรุษกลับเกิดเหตุการณ์แปลกประหลาด เหมือนกับว่ามีปีศาจร้ายออกอาละวาด หน่วยพิฆาตอสูรแห่งยุคไทโช จึงต้องตามหาต้นตอของปัญหา จัดการเหล่าร้ายร่วมกับ ‘อุซุย’ เสาหลักเสียง …และนี่คือเรื่องราวคร่าว ๆ ของ ดาบพิฆาตอสูรแอนิเมชันซีซัน 2: ย่านเริงรมย์ ต้องเกริ่นกันไว้ก่อนว่า NIHON STORIES ตอนนี้จะถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกคือการดื่มด่ำกับบรรยากาศของโยชิวาระในยุคไทโชที่ประชาธิปไตยเบ่งบาน อาจจะมีเนื้อหาที่ผู้รอชมแอนิเมชันอย่างใจจดใจจ่อแต่ไม่เคยอ่านมังงะไม่ควรได้รู้ตอนนี้ (เพราะจะเป็นการสปอยล์ให้เสียอารมณ์) ส่วนที่สองคือพาร์ทที่สามารถอ่านได้โดยไม่ต้องกลัวว่าจะถูกเปิดเผยเนื้อเรื่อง เนื่องจาก UNLOCKMEN เตรียมแผนไว้ในอนาคตข้างหน้า กับโยชิวาระในยุคปัจจุบัน หากโควิด-19 จบลงเมื่อไหร่ สถานที่ในมังงะก็กำลังรอให้ทุกคนได้ไปเยี่ยมเยียนเพื่อย้อนรอยความยิ่งใหญ่ของย่านบันเทิงที่มีปีศาจสิงสู่อยู่ ณ ที่แห่งนั้น *เนื้อเรื่องส่วนนี้มีการสปอยล์ต่อคนที่ยังไม่ได้อ่านมังงะ เนื้อเรื่องของดาบพิฆาตอสูรเล่ม 9 เริ่มต้นกับบท ‘แผนแทรกซึมเข้าย่านเริงรมย์’ หากใครเคยอ่านบทความของ NIHON STORIES ก่อนหน้านี้ที่เล่าถึงประวัติศาสตร์ของดินแดนต้องห้ามโยชิวาระ จะรู้กันดีว่าบุรุษที่ต้องการเข้าเมืองนั้นไม่สามารถพกอาวุธ หรือเดินดุ่ม ๆ ไม่ดูตาม้าตาเรือเข้าย่านนี้ได้ หากจะทำอะไรบางอย่างนอกเหนือเพลิดเพลินกับสาวงามในโยชิวาระ ทุกอย่างต้องวางแผนไว้อย่างรอบคอบก่อนเสมอ กฎข้อบังคับที่เข้มงวดตั้งแต่หน้าประตู ทำให้อุซุยที่พยายามเข้าโยชิวาระในฐานะลูกค้าเพื่อสืบข้อมูล แต่เขากลับไม่ได้อะไรมากมายกลับมา
เพราะโหยหาบรรยากาศของเทศกาลดนตรี ชาวเมืองผู้ดีหลังจากเผชิญหน้ากับวิกฤติ COVID-19 มาตั้งแต่ปี 2020 จนถึง 2021 ที่ระบาดแล้วระบาดอีก ตอนนี้เริ่มระดมการฉีดวัคซีนป้องกัน และรัฐบาลก็ค่อย ๆ ปลดล็อกบางเมืองบางแห่งให้กลับเข้าสู่สภาวะปกติบ้างแล้ว ซึ่งวัฒนธรรมของคน UK ก็ไม่รอช้า เมื่อทราบข่าวการเปิดขายตั๋ว Early Bird เทศกาลดนตรีบางแห่ง ก็แห่กันรุมจองตั๋วกันจน Sold Out อย่างรวดเร็วสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา Boris Johnson นายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักร ได้ประกาศผ่อนปรนการล็อคดาวน์รวมไปถึงคลายล็อคกิจกรรมกลางแจ้งต่าง ๆ เพื่อให้บ้านเมืองอยู่ในสภาวะปกติโดยเร็วไว โดยตั้งเป้าเอาไว้ว่าจะให้สังคมกลับคืนสู่ความปกติสุขอย่างสิ้นเชิงภายในวันที่ 21 มิถุนายนนี้ ซึ่งเทศกาลดนตรีต่าง ๆ ก็ขานรับนโยบายนี้ด้วยการเริ่มประกาศขายตั๋วเทศกาลดนตรีล่วงหน้า ไม่ว่าจะเป็นเทศกาลดนตรีอิเลคทรอนิคส์ Field Day Festival ที่จะจัดในวันเสาร์ที่ 10 กรกกฎาคม หรือเทศกาลอย่าง Reading & Leeds Festival ที่จัดขึ้นในวันที่ 27-29 สิงหาคม โดยมีเฮดไลน์ตัวเป้งๆอย่าง Liam
ย้อนกลับไปยังวันที่ 27 มกราคม 2012 สำนักข่าว CNN รายงานข่าวภัยพิบัติใหญ่ที่เกาะญี่ปุ่น เมื่อเหตุแผ่นดินไหวและสึนามิโถมเข้าใส่จังหวัดฟูกูชิมะ ส่งผลให้โรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์เกิดความเสียหาย กัมมันตภาพรังสีจากโรงงานรั่วไหลออกมาโดยรอบ รัฐบาลต้องสั่งอพยพประชาชนในพื้นที่กว่า 1.6 แสนคนโดยด่วน ชาวบ้านที่ตื่นตระหนกจำต้องทิ้งบ้าน ทรัพย์สิน รวมถึงสัตว์เลี้ยงไว้ข้างหลัง เพื่อรักษาชีวิตตัวเองให้รอดปลอดภัยก่อน การรั่วไหลของกัมมันตภาพรังสีจากโรงงานนิวเคลียร์ในช่วงแรก ส่งผลให้สัตว์ป่าและสัตว์เลี้ยงที่ถูกทิ้งไว้ได้รับสารเคมีอันตราย สัตว์เลี้ยงเพื่อบริโภคอย่างโคและสุกรจำนวนมากในหลายหมู่บ้าน จะถูกเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่เพื่อทำการุณยฆาต ก่อนฝังทั้งหมดลงดิน เพื่อป้องกันไม่ให้เนื้อสัตว์ที่มีสารเคมีปนเปื้อนออกสู่ตลาด ทว่าสัตว์เลี้ยงและสัตว์ป่าจำนวนมากยังคงถูกทิ้งไว้ในดินแดนที่ไม่มีผู้อาศัย สัตว์หลายชนิดในบริเวณรอบที่ใกล้โรงฟ้าไฟนิวเคลียร์พากันล้มตาย เหลือไว้เพียงซากเน่ารอวันย่อยสลายเหลือแต่กระดูก กลิ่นเหม็นชวนคลื่นเหียนส่งกลิ่นตลบอบอวล บางตัวที่อ่อนล้าพยายามเอาตัวรอด ทว่าน้ำในแอ่งก็เต็มไปด้วยสารพิษ ต้นไม้ใบหญ้าก็อาบสารเคมี อากาศที่หายใจก็ไม่สะอาด เมืองที่ตายแล้วกำลังคร่าสิ่งมีชีวิตให้หมดลงไปเรื่อยๆ มีเพียงวันเวลาอันยาวนานเท่านั้นที่จะให้ธรรมชาติได้ฟื้นฟูตัวเอง แล้วชาวฟูกูชิมะบางส่วนที่ต้องหนีไปก่อนหน้านี้ได้กลับบ้านอีกครั้ง ทว่ามีชายคนหนึ่งตัดสินใจมุ่งหน้าสู่ดินแดนรกร้าง ตั้งมั่นกับตัวเองว่าจะไม่ย้ายไปไหน อยู่ต่อเพื่อช่วยเหลือเพื่อนร่วมโลกที่กำลังทุกข์ทรมาน มัตสึมูระ นาโอโตะ (Matsumura Naoto) คือชื่อของชายคนสุดท้ายที่ยืนหยัดอยู่ในเมืองโทมิโอกะที่ร้างไร้ผู้คน โทมิโอกะเป็นหนึ่งในชุมชนที่อยู่ในพื้นที่จำเป็นต้องลี้ภัยหลังการระเบิดของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไดอิจิ ก่อนเกิดเหตุระเบิดที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ มัตสึมูระเลี้ยงหมาไว้หนึ่งตัว และมักผูกมิตรกับสัตว์อื่นในชุมชนเสมอ ทุกคนในชุมชนจะรู้ว่าเขาชอบเอาอาหารไปเลี้ยงแมวจรจัดท้ายหมู่บ้าน ส่วนหมาจรจัดที่ดุแค่ไหนก็ยอมไว้ใจมัตสึมูระ หลังเกิดเหตุระเบิดไม่คาดฝัน ประชาชนส่วนใหญ่ที่อพยพไม่ได้นำสัตว์เลี้ยงไปด้วย หมาแมวจำนวนมากถูกปล่อยทิ้งไว้ตามเดิม เพราะใคร ๆ ก็คิดว่าเดี๋ยวก็คงได้กลับบ้าน ด้านมัตสึมูระที่ต้องอพยพออกมาเหมือนกับคนอื่น
เมื่อเอ่ยถึง ‘นิวเคลียร์’ ในวงสนทนา สิ่งแรกๆ ที่จะได้ยินคือนิวเคลียร์จากการต่อสู้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ทั้ง ‘Little Boy’ ที่ถูกทิ้งลงสู่เมืองฮิโรชิมะ ตามด้วย ‘Fat Man’ ที่ล้างผลาญเมืองนางาซากิ นอกจากนี้นิวเคลียร์ในความทรงจำของใครหลายคนอาจยังนึกถึง ‘เชอร์โนบิล’ เมื่อเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ในโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ของประเทศยูเครนเกิดระเบิด เช่นเดียวกับเหตุการณ์ในฟูกุชิมะทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของเกาะญี่ปุ่น นับเป็นโศกนาฏกรรมที่ล้วนเกี่ยวข้องกับนิวเคลียร์ด้วยกันทั้งหมด UNLOCKMEN จะพาผู้อ่านย้อนไปยังอดีตเพื่อพบกับเหตุการณ์น่าสะพรึงจากภัยธรรมชาติ และคูณความรุนแรงสองเท่าด้วยสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นอย่างนิวเคลียร์และสารเคมีร้ายแรง เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ชาวญี่ปุ่นนับแสนต้องพลัดถิ่น ไม่สามารถกลับบ้านหลังเดิมได้นานหลายสิบปี และทุกอย่างนับจากจุดเริ่มต้นไม่มีวันเหมือนเดิมอีกต่อไป ญี่ปุ่นนับเป็นดินแดนที่ขึ้นชื่อเรื่องการเผชิญหน้ากับภัยพิบัติทางธรรมชาติอย่างแผ่นดินไหวและสึนามิบ่อยเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก และภัยพิบัติทั้งสองก็ได้เกิดขึ้นอีกครั้งในปี 2011 แผ่นดินไหวกว่า 9 ริกเตอร์ สะเทือนไปยังโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ไดอิจิในเมืองฟูกูชิมะ หากคิดว่าแผ่นดินไหวเข้าขั้นย่ำแย่แล้ว เคราะห์ยังซ้ำกรรมยังซัดญี่ปุ่นอย่างต่อเนื่องด้วยสึนามิสูงราว 15 เมตร ซัดผ่านแนวกั้นกำแพงที่สูงเพียง 10 เมตร ทะลักเข้าสู่โรงงานและเตาปฏิกรณ์ ทำให้ระบบไฟฟ้าฉุกเฉินไม่สามารถใช้งานได้ ระบบหล่อเย็นของเตาปฏิกรณ์ 3 จาก 6 เครื่องหยุดทำงาน ความร้อนในเตาพุ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ ก๊าซไฮโดรเจนภายในเตาปฏิกรณ์จึงระเบิด สร้างความเสียหายใหญ่หลวงจนสารเคมีอันตรายเล็ดลอดออกมาจากโรงงาน เมื่อเจ้าหน้าที่รัฐทราบถึงความผิดปกติครั้งใหญ่ พวกเขาทำอะไรไม่ได้มากนอกจากสั่งอพยพประชากรในละแวกใกล้เคียงในรัศมี 20
เคยเหงาจนลองคิดว่าจะจ้างคนแปลกหน้าให้มานั่งเฉยๆ อยู่ข้างๆ บ้างไหม? ถ้าไม่ แสดงว่าคุณอาจยังรู้สึกสบายใจกับการแบ่งปันเรื่องราวกับครอบครัว เพื่อนฝูง หรือคนรัก แต่มีชาวญี่ปุ่นจำนวนไม่น้อยที่รู้สึกไม่สบายใจจะเล่าบางเรื่องให้คนรู้จักฟัง ‘ธุรกิจเช่าคน’ ที่คิดว่าไม่ทำได้จึงได้รับความนิยมมากในแดนอาทิตย์อุทัย โมริโมโตะ โชจิ (Morimoto Shoji) ชายหนุ่มธรรมดาที่มีอะไรไม่แปลกแตกต่างไปจากชาวโตเกียวคนอื่น ทว่าตอนนี้กลายเป็นคนที่มีเรื่องเล่าไม่ธรรมดาเสียอย่างนั้น ชายวัย 37 ปี จบการศึกษาด้านฟิสิกส์ในระดับปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยโอซาก้า ทำงานด้านสื่อสารมวลชน และเคยเป็นบรรณาธิการให้กับสำนักพิมพ์หนังสือเกี่ยวกับการเรียนการสอน โปรไฟล์ชีวิตของโชจิถือว่าอยู่ในระดับดีเยี่ยม ที่ลองถามเพื่อนเขาคนไหนก็คงไม่มีใครคาดคิดว่าเขาจะเบนเข็มมาไกลได้ถึงขนาดนี้ หลังเริ่มต้นชีวิตวัยทำงานได้ไม่นาน โชจิเกิดความรู้สึกเบื่อกับความจำเจของการทำงานเดิม ๆ อยากมีเวลาว่างให้พักหายใจมากขึ้น อยากลองทำอะไรหลายอย่างที่ไม่เคยคิดจะทำมาก่อน เขานั่งใคร่ครวญแล้วพบว่าตัวเองไม่ได้มีความสามารถพิเศษที่โดดเด่นหรือเก่งมากกว่าใครเลย แต่เรียนจบปริญญาโทเพราะสังคมที่เขาอยู่พากันเรียนต่อ เขาจึงเรียนต่อเหมือนกับเพื่อนในวงสังคม พานคิดว่าตัวเองไม่เหมาะกับอะไรสักอย่าง และสิ่งที่ใช่ที่สุดอาจหมายถึงการอยู่เฉย ๆ ก็ได้นั่งครุ่นคิดกับตัวเองอยู่พักใหญ่ว่างานแบบไหนที่จะตอบทุกโจทย์ที่ตั้งไว้ สุดท้ายโชจิลองโพสต์ข้อความลงโซเชียลมีเดียเมื่อเดือนมิถุนายน 2018 เสนอใครก็ตามที่เลื่อนฟีดมาเห็นว่าสามารถจ้างเขาให้อยู่เฉย ๆ เป็นเพื่อนได้ สำหรับใครที่เหงาหรือต้องการใครสักคนให้จ้างเขาได้เลย ใครจะคิดว่าการโพสต์ข้อความแบบไม่จริงจังนักทำนองจ้างผมทำงานได้ จ้างผมอยู่เป็นเพื่อนได้ หรือจ้างเราไว้รับฟังเรื่องปวดหัวของคุณสิ จะมีคนให้ความสนใจมากกว่าที่คิด รายการคำสั่งที่เขาได้รับมีทั้งนัดเจอเพื่อพูดคุย (หรือถ้าพูดกันตรง ๆ คือจ้างให้ไปนั่งฟังคนอื่นระบายปัญหาชีวิต) จ้างไปกินข้าวกลางวันเป็นเพื่อน จ้างไปนั่งดื่มเบียร์เย็น ๆ แก้วโต หรือจิบสาเกเคล้าเนื้อย่างในร้าน
หนึ่งในการโจรกรรมเหนือเวหาระดับตำนานจากยุค 70 ที่ผ่านกาลเวลายาวนานกว่าสองทศวรรษ แต่ยังคงถูกพูดเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ในฐานะคดีลึกลับของชายที่ใช้นามแฝง “D. B. Cooper” ก่อเหตุจี้เครื่องบินเรียกเงินค่าไถ่จำนวนมหาศาล และหนีหายไปอย่างไร้ร่องรอยจน FBI ไม่สามารถไขคดีได้จนถึงปัจจุบัน ย้อนกลับไปในช่วงบ่ายของวันที่ 24 พฤศจิกายน ค.ศ. 1971 มีชายผิวขาววัยกลางคน บุคลิกสุขุมเงียบขรึม ใส่เสื้อเชิ้ตสีขาว ผูกเนคไทสีดำ และสวมเสื้อสูทสีดำเหมือนนักธุรกิจ เขาเดินตรงมาที่เคาน์เตอร์ของสายการบินนอร์ธเวสต์ แอร์ไลน์ (Northwest Airlines) เขาใช้เงินสดซื้อตั๋วเที่ยวบิน 305 ที่มุ่งหน้าไปยังซีแอตเทิล เมืองท่าชายฝั่งในรัฐวอชิงตัน ภายใต้นามแฝง แดน คูเปอร์ (Dan Cooper) เครื่องบินลำดังกล่าวคือเครื่องโบอิ้ง 727 เขาเลือกนั่งในตำแหน่ง 18C ที่ด้านหลังสุดของห้องโดยสาร เขาได้สั่งเบอร์เบินกับโซดามานั่งจิบแบบสบายอารมณ์ และในเวลา 14:50 น. เที่ยวบิน 305 ได้ออกบินตามกำหนดเวลา และเพียงแค่ 10 นาทีต่อมา คูเปอร์ได้ยื่นกระดาษโน้ตให้แอร์โฮสเตสที่นั่งใกล้เขามากที่สุด ฟลอเรนซ์ แชฟฟ์เนอร์ (Florence Schaffner)
ตลอดช่วงอายุ 60 ปี ของภาพยนตร์ชุดเจมส์ บอนด์ (James Bond) นับตั้งแต่ภาคแรกออกฉาย เรื่องราวของสายลับอังกฤษเจ้าเสน่ห์ผู้นี้ ถูกสร้างเป็นภาพยนตร์มาแล้วทั้งสิ้น 25 ภาค และมีนักแสดงก้าวเท้ามารับบทนำรวมทั้งสิ้น 6 คน โดยนักแสดงคนแรกที่ได้รับบทนี้คือ ฌอน คอนเนอรี (Sean Connery) นอกจากภาพจำในฐานะนักแสดงชื่อดังที่ฝากผลงานมาแล้วมากมาย โดยเฉพาะบทสายลับหน้าหล่อเวอร์ชันคลาสสิก เขายังเคยเป็นอดีตนักฟุตบอล และฝีเท้าของเขาก็สามารถทำให้ผู้จัดการทีมฟุตบอลชื่อดังจากเกาะอังกฤษสนใจดึงตัวเขาไปร่วมทีม ฌอน คอนเนอรี เกิดเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม ปี 1930 ที่เมืองเอดินเบอระ เมืองหลวงของประเทศสกอตแลนด์ เขาไม่ใช่เด็กโชคดีที่คาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิดเหมือนดาราดังทั่วไป เพราะชีวิตในวัยเด็กของเขาต้องต่อสู้กับความยากจน ครอบครัวของเขามีพื้นเพเป็นชาวไอร์แลนด์ที่อพยพมาอยู่อาศัยในสกอตแลนด์ พ่อเเม่ของเขาประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป ทำให้เมื่อคอนเนอรีโตพอจะดูแลตัวเองได้ เขาจึงเริ่มหางานพิเศษทำเป็นเด็กส่งนมตามบ้าน เมื่ออายุ 16 ปี คอนเนอรีตัดสินใจสมัครเข้ากองทัพเรือสกอตแลนด์ เป้าหมายคือการหางานที่มั่นคง และช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในครอบครัว แต่สุดท้ายอาชีพนายทหารของเขาต้องสิ้นสุดลงเนื่องจากเป็นแผลในกระเพาะอาหาร ทำให้เขาถูกปลดประจำการในอีก 4 ปีต่อมา คอนเนอรีต้องกลายเป็นคนตกงาน เขาจึงต้องหางานพิเศษทำเพื่อเลี้ยงปากท้อง ไม่ว่าจะเป็น ทำงานเหมืองถ่านหิน
ในศตวรรษที่ 16 มีอาวุธล้ำสมัยที่ถูกสร้างเพื่อทำลายกองทัพศัตรูจากระยะไกล มีบทบาทสำคัญในปกป้องเกาหลีจากการถูกรุกรานจากชาติมหาอำนาจ โดยอาวุธชนิดดังกล่าวคือเครื่องยิงธนูที่มีชื่อว่า ฮวาชา (Hwacha) สำหรับชาว UNLOCKMEN สายเล่นเกมต้องเคยเห็นเจ้าอาวุธชนิดนี้ผ่านตามาอย่างแน่นอน เพราะมันได้ปรากฏตัวในฐานะอาวุธสุดโหดจากเกมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Ghost of Tsushima, Age of Empires II ,Civilization ,Black Desert ,TABS และเกมอื่นๆ อีกมากมาย ฮวาชาเริ่มเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายในช่วงศตวรรษที่ 16 เพราะมีบทบาทสำคัญในการปกป้องอาณาจักรโชซ็อนจากการรุกรานของญี่ปุ่น แต่ในความเป็นจริงนั้น ฮวาชาถูกใช้งานครั้งแรกย้อนกลับไป 200 ปีก่อนในช่วงศตวรรษที่ 14 สมัยที่แผ่นดินเกาหลีถูกปกครองโดยราชวงศ์โครยอ ในยุคสมัยนั้น จีนคือชาติมหาอำนาจทางการทหาร และเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีดินปืน ถึงแม้โครยอจะเป็นพันธมิตรกับจีน แต่ทางจีนไม่ได้ถ่ายทอดความรู้เรื่องดินปืนให้โครยอ เนื่องจากเป็นความลับขั้นสุดยอดทางการทหารที่ช่วยให้จีนได้เปรียบโครยอ โชมูซอน (Choe Museon) นักประดิษฐ์ และนักวิทยาศาสตร์เอกของโครยอในสมัยนั้น พยายามทดลองผลิตดินปืนขึ้นมาใช้งานเอง แต่ก็ล้มเหลวทุกครั้ง จนเกือบล้มเลิกความพยายาม แต่ได้เกิดจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญเมื่อเขาบังเอิญได้ยินชื่อเสียงของพ่อค้าชาวจีนคนหนึ่งที่มีความรู้เรื่องดินปืน เขาจึงทำการผูกมิตรกับพ่อค้าคนนั้น และทำการติดสินบนเพื่อให้ลักลอบนำสูตรลับสำหรับผลิตดินปืน และตัวอย่างดินปืนออกมาจากจีน โครงการวิจัยอาวุธดินปืนของโชมูซอนจึงได้เริ่มขึ้นอีกครั้งระหว่างปี ค.ศ.1374 –
ต้อนรับข่าวดีเกี่ยวกับวัคซีนโควิดที่ใกล้จะได้ฉีดสร้างภูมิต้านทานกันเร็ว ๆ นี้ เชื่อว่าหลายคนคงจะรีบมุ่งไปญี่ปุ่นทันทีที่เปิดประเทศกัน ด้วยการนำเสนอจุดหมายปลายทางที่คนรัก Osaka และ Louis Vuitton ต้องห้ามพลาด หลายคนอาจจะจำได้ว่ามีข่าวเกี่ยวกับการเปิดคาเฟ่และร้านอาหารของ Louis Vuitton ตั้งแต่ปีที่แล้ว วันนี้เราจะพาไปดูบรรยากาศเพิ่มเติมของ ‘Le Cafe V’ และ ‘Sugalabo V.’ ร้านอาหาร fine dining ที่ตั้งอยู่ชั้นบนสุดของ flagship store ใน Osaka โดยได้ chef ญี่ปุ่นชื่อดัง Yosuke Suga เชฟผู้ผ่านประสบการณ์จากร้านอาหารระดับโลกในหลายประเทศ และยังเป็นลูกศิษย์ของ Joel Robuchon “Chef of the Century” ชาวฝรั่งเศสผู้ได้รับสถิติ 32 Michelin Guide stars เป็นผู้ดูแลเรื่องเมนูและอาหารทั้งหมด Le Cafe V ตั้งอยู่บนชั้น 4 ซึ่งเป็นชั้นบนสุดของอาคาร สำหรับนักชอปที่ต้องการพักผ่อนหย่อนใจด้วยกาแฟและอาหารเบา ๆ
ยามสงคราม คือช่วงเวลาที่ผลักดันให้เกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ บนโลกแบบก้าวกระโดด โดยมีเป้าหมายคือการแสดงแสนยานุภาพข่มศัตรูเพื่อความได้เปรียบในการทำสงคราม ไม่ว่าจะเป็นการอำนวยความสะดวกให้กองทัพ หรือการใช้ชีวิตประจำวันที่สบายขึ้นของเหล่าพลเรือน แต่ถึงแม้เทคโนโลยีที่สร้างมาจะดีเลิศมากแค่ไหน หากเจ้าของไม่รู้วิธีการใช้ที่ถูกต้อง เทคโนโลยีที่สร้างขึ้นมาก็สามารถกลายเป็นปัญหาชิ้นโตที่คาดไม่ถึงได้ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เยอรมันคือชาติที่มีความเจริญล้ำหน้าไม่แพ้ชาติใดในโลก พวกเขาผลิตเทคโนโลยีออกมามากมายเพื่อความได้เปรียบในทุกๆ ด้าน ไม่เว้นแม้แต่เรื่องห้องน้ำภายในเรือดำน้ำ เนื่องจากการปล่อยสิ่งปฏิกูลของเรือในขณะดำน้ำลึกไม่สามารถทำได้ จำเป็นต้องเก็บของเสียเอาไว้ในถัง และปล่อยทิ้งลงทะเลได้เฉพาะตอนเรือดำน้ำลอยอยู่ในเขตน้ำตื้น เนื่องจากระบบขับถ่ายของเสียถูกออกแบบสำหรับแรงดันน้ำต่ำ ทำให้มีปัญหาเกิดขึ้นคือ หากสงครามดำเนินไปยาวนาน เป็นเหตุให้เรือต้องดำน้ำลึกเพื่อคอยสอดแนมศัตรู การต้องลอยกลับมาเหนือน้ำเพื่อปล่อยของเสียทิ้งเป็นเรื่องเล็กน้อยที่ไม่คุ้มความอันตรายหากศัตรูผ่านมาเจอ วิศวกรของกองทัพเยอรมันจึงได้ผลิตโถสุขภัณฑ์ในเรือดำน้ำรุ่นใหม่ ที่มีความซับซ้อนกว่าของเรือดำน้ำทั่วไป สามารถระบายของเสียได้ทันที แม้ว่าจะอยู่ในน้ำลึก โดยการปล่อยของเสียผ่านช่องแรงดันสูง ส่งเข้าสู่ถังอากาศก่อนที่จะดีดทิ้งสู่ท้องทะเลอันกว้างใหญ่ในที่สุด ช่วยให้เรือดำน้ำสามารถอยู่ใต้น้ำได้นานขึ้นโดยไม่ต้องกลัวส้วมเต็มอีกต่อไป แต่ในการใช้งานห้องน้ำระบบใหม่ มีวิธีการใช้งานที่เคร่งครัดเพื่อความปลอดภัย จึงจำเป็นต้องมีลูกเรือที่ผ่านการฝึกใช้งานห้องน้ำประจำอยู่บนเรือ เพื่อคอยแนะนำวิธีการใช้งานกับลูกเรือคนอื่นๆ พระเอกของเรื่องนี้คือเรือดำน้ำ U-1206 เป็นเรือดำน้ำประเภท VIIC ตัวใหม่สุดไฮเทคของกองทัพนาซี ได้ฉายาว่า “นักล่าแห่งท้องทะเล” ก็ได้มีการติดตั้งสุขภัณฑ์รูปแบบใหม่เช่นกัน เรือลำนี้ดูแลโดย กัปตันคาร์ล อดอล์ฟ ชลิตต์ (Karl-Adolf Schlitt) แต่เรือลำนี้ยังอยู่ในช่วงฝึกการรบ พวกเขาถูกส่งไปฝึกลาดตระเวนในแถบทะเลเหนือ ตั้งแต่ช่วงปี ค.ศ.1944 ถึงต้นปี ค.ศ.


