เดี๋ยวนี้ความเศร้าเป็นเรื่องที่สังเกตได้ยาก เพราะคนยุคนี้เก็บซ่อนความรู้สึกกันเก่งขึ้น จากการที่เรามีโซเชียลมีเดีย ซึ่งเป็นดั่งพื้นที่โอ้อวดชีวิต และทำให้เราเปรียบเทียบกับคนอื่นมากขึ้น ซึ่งมันก็ทำให้เราปฏิเสธความอ่อนแอทางจิตใจอย่างภาวะซึมเศร้ามากขึ้นเช่นกัน ปัจจุบันคนเศร้าจำนวนมากเลยเลือกที่จะปิดบังความเจ็บปวดทางใจของตัวเองเอาไว้ให้ใครเห็น และเกิดอาการที่เรียกว่า smiling depression ขึ้นมา WHAT IS SMILING DEPRESSION? ยิ้มซึมเศร้า หรือ Smling Depression เป็นคำอธิบายอาการที่เราพยายามซ่อนภาวะซึมเศร้าไว้ในใจ โดยการเสแสร้งว่าตัวเองโคตรมีความสุขกับชีวิต ซึ่งอาจเป็นเพราะพวกเขาไม่อยากทำให้คนอื่นกังวล อับอายที่ตัวเองเป็นซึมเศร้า คิดว่าการเป็นซึมเศร้าจะทำให้ตัวเองดูอ่อนแอ หรือ รับไม่ได้ที่ตัวเองมีความผิดปกติ พวกเขาจึงเลือกที่จะปิดบังอาการเศร้า และแสดงออกมาในทางตรงกันข้าม คนที่เป็น Smiling Depression มักเจอความเสี่ยงมากกว่าคนอื่น เพราะไม่มีใครรับรู้อาการของพวกเขา และพาพวกเขาไปรับการรักษาที่ถูกต้อง เมื่อพวกเขาต้องเผชิญหน้ากับอาการซึมเศร้าเพียงลำพัง โอกาสในการหายจากอาการซึมเศร้าก็น้อยลง และเสี่ยงฆ่าตัวตายสูงกว่าคนที่เป็นโรคซึมเศร้าปกติ HOW TO COPE WITH SMILING DEPRESSION ? การรับรู้ว่าอาการซึมเศร้าของตัวเอง และยอมรับมัน อาจเป็นก้าวแรกที่จะทำให้เรามีอาการดีขึ้น เพราะเมื่อเรารู้ว่าตัวเองมีปัญหาแล้ว เรามักจะพยายามค้นหาวิธีแก้ปัญหาเสมอ มันจึงช่วยลดโอกาสในการทำร้ายตัวเองหรือฆ่าตัวตายที่เกิดจากการมีภาวะซึมเศร้าได้ ซึ่งคนที่เป็นซึมเศร้ามักมีอาการเหล่านี้ ได้แก่ น้ำหนักลด ความอยากอาหารน้อยลง นอนไม่หลับ
เวลาจะหาซื้อแล็ปท็อปสักเครื่อง หลายคนคงคิดถึงเรื่อง ‘น้ำหนัก’ ของตัวเครื่องก่อน เพราะถ้าแล็ปท็อปมีน้ำหนักมากเกินไป เวลาเคลื่อนย้ายไปไหนมาไหน คงต้องมีเจ็บแขนหรือปวดไหล่กันบ้าง ต่อจากนั้น ก็อาจเป็นเรื่องของ ‘อายุการใช้งานของแบตเตอรี่’ เพราะถ้าเราต้องชาร์จแล็ปท็อปบ่อย ๆ การใช้งานในพื้นที่ปลอดปลั๊กก็คงจะไม่สะดวก ซึ่งแล็ปท็อปที่เราอยากแนะนำให้ทุกคนรู้จักต่อไปนี้ เรียกได้ว่า เป็นแล็ปท็อปเครื่องหนึ่งที่มีความครบครัน ทั้งเรื่องการพกพาสะดวก และสเปคเครื่องที่แรงเลยทีเดียว แล็ปท็อปเครื่องนี้มีชื่อว่า ‘Vaio Z’ แล็ปท็อปเครื่องใหม่ล่าสุดของ Vaio ซึ่งมาพร้อมกับความโดดเด่นในเรื่องของน้ำหนัก โดยตัวเครื่องมีความหนักอยู่ที่ราว 2.11- 2.32 ปอนด์ (ราว 1 กิโลกรัม) เบากว่าแล็ปท็อปทั่วไปที่มีน้ำหนักเฉลี่ยอยู่ที่ 1.5 – 2 กิโลกรัม ซึ่งสาเหตุที่ทำให้มันมีน้ำหนักเบาขนาดนี้ ก็เพราะบอดี้ของมันถูกสร้างขึ้นด้วยวิธี ‘ขึ้นรูปคาร์บอนไฟเบอร์แบบ 3 มิติ’ (3D molded full carbon fiber body) วิธีนี้จะเป็นการคอนทัวร์ชิ้นส่วนคาร์บอนไฟเบอร์เข้าไปในทุกซอกทุกมุมของแชสซี (chassis) ไม่ว่าจะเป็น ฝา ที่พักมือ รวมถึง ฐาน และทำให้แผ่นคาร์บอนไฟเบอร์สามารถยึดติดกันได้
ในยุคนี้เราสามารถหาข้อมูลได้ทุกเรื่องเพียงแค่ปลายนิ้ว เรามีอาการป่วยแบบไหน เพียงแค่เข้า Google และเสิร์ชคียเวิร์ด เราก็จะพบกับคำตอบมากมายให้เราค้นคว้าต่อ แต่บางครั้งการใช้อินเทอร์เน็ตในการวินิจฉัยปัญหาด้านสุขภาพก็อาจทำให้เราเกิดอาการคิดไปเองว่า ‘ตัวเองป่วยเป็นโรคร้ายแรง’ เพราะอาการที่ตัวเองเป็นไปคล้ายกับอาการของโรคนั้นส่วนหนึ่ง และส่งผลให้เกิดอาการ Cyberchondria ที่มาขัดขวางความสุขในชีวิตของเรา WHAT IS CYBERCHONDRIA ? Cyberchondria คือ ความกังวลในเรื่องสุขภาพ ซึ่งเกิดขึ้นจากการที่เราใช้อินเทอร์เน็ตในการหาข้อมูลทางการแพทย์ กล่าวคือ เมื่อเราเกิดอาการป่วยอะไรบางอย่าง เช่น ปวดหัวรุนแรง หรือ มีผืนขึ้นตามตัว แล้วเราใช้กูเกิ้ลในการหาข้อมูลเกี่ยวกับอาการที่เราเป็น เราอาจพบว่าตัวเองสามารถเป็นได้หลายโรค ไม่ว่าจะเป็น ไข้ออกผื่น หัดเยอรมัน หรือ โรคไข้เลือดออก และเมื่อเราเห็นลิสต์โรคเหล่านี้ เราก็มักจะโฟกัสไปที่โรคที่รุนแรงมากที่สุดด้วย ส่งผลให้เกิดความวิตกกังวลในเรื่องสุขภาพอย่างหนัก คล้ายกับโรคคิดไปเองว่าป่วย (hypochondria) งานวิจัยได้ชี้ให้เห็นถึงการมีอยู่ และผลเสียของ Cyberchondria ยกตัวอย่างเช่น งานวิจัยจากบริษัท Microsoft (2008) ซึ่งได้วิเคราะห์พฤติกรรมการค้นหาข้อมูลของผู้ใช้งาน search engine ของบริษัท และพบว่า 1 ใน 3 ของคนที่ค้นหาข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการแพทย์ มักจะหาข้อมูลที่หนักขึ้น
เพราะเรามีโซเชียลมีเดีย เราเลยชอบเปรียบเทียบกันและแข่งขันกันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ความสัมพันธ์ ความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน รวมถึง การใช้ชีวิต ปรากฎการณ์นี้อาจทำให้คนรุ่นใหม่เจอกับอาการ FOMO และไม่สามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขดังเดิมได้ เพราะมันนำมาซึ่งปัญหาด้านความรู้สึกที่หนักหน่วง FOMO คืออะไร ? อาการ FOMO มีชื่อเต็ม ๆ ว่า Fear Of Missing Out คือ อาการที่เรากลัวว่าตัวเองจะพลาดโอกาสดี ๆ ที่คนอื่นกำลังเจออยู่ ไม่ว่าจะเป็น กลัวว่าเพื่อนจะไปเฉลิมฉลองกันโดยที่ไม่ชวนเรา หรือ กลัวว่าคนอื่นกำลังทำกิจกรรมสนุก ๆ ร่วมกัน ๆ โดยที่ไม่มีเราอยู่ในนั้น ซึ่งปัญหานี้มักเกิดขึ้นเพราะความอิจฉา และส่งผลให้เรามีความภูมิใจในตัวเอง หรือ self-esteem ต่ำลงด้วย โซเชียลมีเดียอย่าง Facebook หรือ Instagram ดูจะเป็นตัวการที่ทำให้ปัญหานี้รุนแรงขึ้น เพราะมันทำให้เราเห็นเรื่องราวชีวิตของคนอื่นมากขึ้น และแน่นอนว่ามันก็ทำให้เราเปรียบเทียบกับคนอื่นมากขึ้นเช่นกัน เราอาจเห็นภาพของเพื่อนที่กำลังใช้เวลาดี ๆ ร่วมกันได้ง่ายขึ้น เช่น กำลังปาร์ตี้กันอยู่ หรือ กำลังจะได้เลือนขั้น แต่เรายังนั่งทำงานอยู่
คำว่า “คลั่งรัก” ดูจะเป็นคำที่เราพบเห็นได้บ่อยขึ้นในอินเทอร์เน็ต และสามารถอธิบายสถานะความรักของใครหลาย ๆ คนได้เป็นอย่างดี ซึ่งบางคนอาจมองว่า คนคลั่งรัก เป็นคนโรแมนติก และจริงจังกับการมีความสัมพันธ์กับคนอื่น แต่รู้ไหมว่า บางครั้งคนคลั่งรักก็เป็นทุกข์หนักกว่าคนอื่นได้เหมือนกัน เพราะพวกเขาอาจรู้สึกแย่เมื่อความรู้สึกของพวกเขาไม่ได้รับการตอบรับที่ดี หรือ พวกเขาอาจอยู่ในอาการคิดถึงคนที่ชอบตลอดเวลาจนไม่เป็นอันกินอันนอน UNLOCKMEN อยากมาอธิบายวิธีรับมือกับอาการคลั่งรัก เพื่อให้เราสามารถมีความสัมพันธ์ที่ HEALTHY กับคนรอบข้างได้มากขึ้น อะไร คือ Limerence ? ความรักเป็นสิ่งสวย การตกหลุมรักใครสักคนอาจทำให้ชีวิตของเรามีความสุขมากขึ้น แต่ถ้าเราหมกหมุ่นกับความรักมากเกินไปจนเกิดเป็นอาการคลั่งรักขึ้นมา มันก็อาจมีผลเสียที่เกิดขึ้นตามมาได้ อาการคลั่งรัก (Limerence) คือ ภาวะที่เรารู้สึกต้องการคนที่เราชอบมาก ๆ จนเกิดความคิดหมกหมุ่น และจินตนาการเกี่ยวกับการสร้างความสัมพันธ์กับคน ๆ นั้นอย่างจริงจัง ซึ่งคนที่มีอาการนี้จะกลัวการถูกอีกฝ่ายปฏิเสธความรู้สึกของตัวเองอย่างหนักด้วยเหมือนกัน คำว่า Limerence เป็นการค้นพบของ Dorothy Tennov นักจิตวิทยาผู้เขียนหนังสือ “Love and Limerence: The Experience of Being in Love” ในปี 1979
หนึ่งในการโจรกรรมเหนือเวหาระดับตำนานจากยุค 70 ที่ผ่านกาลเวลายาวนานกว่าสองทศวรรษ แต่ยังคงถูกพูดเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ในฐานะคดีลึกลับของชายที่ใช้นามแฝง “D. B. Cooper” ก่อเหตุจี้เครื่องบินเรียกเงินค่าไถ่จำนวนมหาศาล และหนีหายไปอย่างไร้ร่องรอยจน FBI ไม่สามารถไขคดีได้จนถึงปัจจุบัน ย้อนกลับไปในช่วงบ่ายของวันที่ 24 พฤศจิกายน ค.ศ. 1971 มีชายผิวขาววัยกลางคน บุคลิกสุขุมเงียบขรึม ใส่เสื้อเชิ้ตสีขาว ผูกเนคไทสีดำ และสวมเสื้อสูทสีดำเหมือนนักธุรกิจ เขาเดินตรงมาที่เคาน์เตอร์ของสายการบินนอร์ธเวสต์ แอร์ไลน์ (Northwest Airlines) เขาใช้เงินสดซื้อตั๋วเที่ยวบิน 305 ที่มุ่งหน้าไปยังซีแอตเทิล เมืองท่าชายฝั่งในรัฐวอชิงตัน ภายใต้นามแฝง แดน คูเปอร์ (Dan Cooper) เครื่องบินลำดังกล่าวคือเครื่องโบอิ้ง 727 เขาเลือกนั่งในตำแหน่ง 18C ที่ด้านหลังสุดของห้องโดยสาร เขาได้สั่งเบอร์เบินกับโซดามานั่งจิบแบบสบายอารมณ์ และในเวลา 14:50 น. เที่ยวบิน 305 ได้ออกบินตามกำหนดเวลา และเพียงแค่ 10 นาทีต่อมา คูเปอร์ได้ยื่นกระดาษโน้ตให้แอร์โฮสเตสที่นั่งใกล้เขามากที่สุด ฟลอเรนซ์ แชฟฟ์เนอร์ (Florence Schaffner)
ช่วงนี้คนที่ตามข่าวคงเห็นว่า รถยนต์ไฟฟ้ากำลังได้รับความสนใจจากคนในหลายประเทศมากขึ้น และกำลังเป็นเทรนด์ที่คนเริ่มปรับจากใช้รถยนต์ธรรมดาหันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) แม้ประเทศไทยตอนนี้รถ EV อาจจะยังไม่บูมมาก แต่ในอนาคตก็ไม่แน่ว่าเราอาจจะตามเทรนด์นี้กันเหมือนกัน เราจึงอยากให้ทุกคนมาดูความคืบหน้าของนวัตกรรมรถยนต์ไฟฟ้ากันสักหน่อย นี่คือ P17A รถพ่วงที่ผลิตโดย Polydrops และถูกออกแบบมาเพื่อใช้งานกับรถยนต์ไฟฟ้าโดยเฉพาะ ซึ่งได้ผ่านการทดสอบมาแล้วว่าสามารถใช้งานกับรถยนต์ไฟฟ้าอย่าง Tesla ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมาพร้อมกับสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ที่เปลี่ยนให้รถไฟฟ้าของเรากลายเป็นบ้านได้เลย รถพ่วงคันนี้ถูกสร้างขึ้นมาให้มีลักษณะเป็น aerodynamic shape หรือ ดีไซน์ที่ทำให้พาหนะสามารถเคลื่อนที่ผ่านอากาสได้อย่างลื่นไหล และรวดเร็วมากขึ้น มาพร้อมกับโครงสร้างแบบ foam-core structure และฉนวนกันความร้อน EPS ขนาด 8.7 นิ้ว ที่ช่วยประหยัดพลังงานในการทำความร้อนหรือความเย็น และทำให้แอร์ขนาด 5000 BTU รวมถึง เครื่องทำความร้อนไฟฟ้า สามารถทำงานได้นานถึง 6 คืน โดยที่ไม่ต้องพึ่งพาแหล่งพลังงานภายนอกเลย นอกจากนี้ยังมีการติดตั้งแบตเตอรี่ที่มีสามารถจุได้ 12 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมงไว้ที่พื้นของรถพ่วง และเราสามารถเพิ่มอุปกรณ์เสริมอย่างแผงโซลาร์เซลล์ขนาด 520 วัตต์ไว้บนหลังคา เพื่อให้รถพ่วงสามารถชาร์ตพลังงานในระหว่างใช้งานตอนกลางวันก็ได้เหมือนกัน ทาง Polydrops ได้ทดสอบการใข้งานของ P17A
วันนี้คุณใช้เวลาจัดทำบรีฟงานเท่าไหร่ วางแผนและค้นหาข้อมูลนานแค่ไหนกว่าจะเจอสิ่งที่ใช่สำหรับใช้งานจริง เวลาในการทำงานจริงของคุณใช้ไปมากน้อยแค่ไหนกันแน่ ที่สำคัญ ภายในเวลาทำงาน 8 ชั่วโมงต่อวันนั้น คุณใช้ไปกับการทำงานจริงหรือเสียเวลาไปกับการสะสางจัดการธุระที่ไม่เกี่ยวข้องมากกว่ากัน เพราะแค่เข้ามีตติ้งก็แทบกินเวลาครึ่งหนึ่งของการทำงานแต่ละวันแล้วสำหรับบางคน ไหนจะรวม task เล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ไม่ได้อยู่ในกระบวนการทำงานหลัก (แต่ก็ต้องทำ) ไม่ว่าจะเป็นการตอบอีเมล โทรนัดลูกค้า และอีกหลายอย่าง คงจะดีไม่น้อยหากเราสามารถจบมีตติ้งและออกมาลุยงานจริงได้เต็มที่ ไม่ต้องเสียเวลามานั่งคิด เรียบเรียง หรือจัดลำดับสิ่งต่าง ๆ ซ้ำซ้อนอีกครั้ง การเทคโน้ตหรือ Short Note จึงเป็นสิ่งสำคัญที่คุณควรทำเมื่อต้องเข้าประชุมหรือบรีฟงานที่กินเวลานาน นอกจากจะทำให้คุณไม่เบื่อขณะนั่งฟังมีตติ้งนาน ๆ แล้ว ยังช่วยเสริมประสิทธิภาพการทำงาน ทั้งในแง่ผลลัพธ์และเวลาการทำงานด้วย ทำไม Short Note ถึงสำคัญสำหรับคนทำงาน ต่อให้คุณเรียนจบมานานแค่ไหน หรือเพิ่งก้าวเข้าสู่โลกของการทำงาน อย่าได้ละทิ้งหรือหลงลืมทักษะเทคโน้ตสมัยเรียนไป เพราะมันถือเป็นสิ่งจำเป็นตลอดชีวิตการทำงานของคุณก็ว่าได้ไม่ว่าจะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่ง การทำงานระดับไหนก็ตาม เพราะ short note ช่วยให้คุณ… มีสมาธิดี ในขณะที่มือเราจด สมองจะได้อ่านทบทวนและคิดตามตัวอักษรที่เขียนออกมา กระตุ้นให้เกิดการตั้งคำถามเมื่อพบข้อความหรือหัวข้อของการประชุมที่ยังไม่เคลียร์ในบางจุด ซึ่งคุณมาร์กส่วนนั้นไว้ถามผู้เข้าร่วมประชุมได้ทันที ทำให้ไม่ต้องเสียเวลาไปคุยกันนอกรอบ หรือแจกจ่ายงานทั้งที่ไม่เข้าใจชัดเจนภายหลัง
เพื่อน ๆ ชาว UNLOCKMEN หลายต่อหลายนคงเคยได้ยินคำว่า “Rock Never Dies” เพื่อเปรียบเปรยถึงการอยู่ยงคงกระพันของดนตรีแนวนี้ ที่ดำรงคงอยู่มานานกว่า 50 ปีแล้ว และแตกกิ่งก้านสาขาไปจนมีแนวทางยิบย่อยจวนจนปัจจุบัน แต่เวลาผ่านไปดูเหมือนคำๆนี้จะค่อยๆคลายมนต์ขลังอย่างเหลือเชื่อ จนคำว่า “Rock is Dead” ดูจะมีเป็นความจริงมากกว่าเสียด้วยซ้ำ ซึ่งคนที่มายืนยันทฤษฎีก็ไม่ใช่ที่ไหน คือป๊ะป๋าแห่งวงการร็อคที่อยู่มาอย่างยาวนานอย่างลุง Gene Simmons มือเบสแห่งวงร็อคในตำนานอย่าง Kiss ที่มาให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นนี้มาหลายต่อหลายครั้ง ครั้งแรกที่ Gene พูดถึงกรณีของการล่มสลายของดนตรีร็อคเกิดขึ้นในปี 2014 ที่เขาได้ให้สัมภาษณ์กับลูกชายของเขา Nick Simmons กับนิตยสาร Esquire ว่า “ค่ายเพลงเริ่มไม่มาเหลียวแลวงร็อคแล้ว พวกเขาไปโอ๋ศิลปินแนวอื่นกันหมด” ครั้งต่อมา Gene ก็ย้ำอีกครั้งในการสัมภาษณ์ให้กับ Gulf News ว่า “หมดเวลาของการสร้างภาพลักษณ์อันยิ่งใหญ่ของเหล่าร็อคสตาร์แล้ว!!! และครั้งล่าสุด ก็เกิดขึ้นมาหมาดๆ เมื่อ Gene ได้ไปให้สัมภาษณ์กับสถานีวิทยุ Q104.3 Radio Station ที่จัดรายการโดย Jonathan
ช่วงนี้สายดื่มอาจรู้สึกเฉา ๆ กันบ้าง โดยเฉพาะคนที่ชื่นชอบค็อกเทล เพราะบรรดาร้านต่าง ๆ งดจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์กันหมด บางคนอาจหันมาสนใจเครื่องดื่มน้ำผลไม้ไร้แอลกอฮอล์อย่าง ‘ม็อกเทล’ มากขึ้น สอดรับกับเทรนด์ของคนทั่วโลกที่หันมาสนใจม็อกเทลกันมากขึ้นเช่นกัน วันนี้ UNLOCKMEN จึงได้คัดเอาร้านม็อกเทลหลากสไตล์มาให้ทุกคนได้เลือกสรรกัน ไม่ว่าจะเป็นร้านสไตล์ ยุโรป จีน เกาหลี รามไปถึงร้านที่มีบรรยากาศคูล ๆ อย่าง รูฟท็อปบาร์มาไว้ในที่นี่ที่เดียว รับรองได้ว่าแต่ละร้านนั้นมีทีเด็ดทั้งของกิน เครื่องดื่ม และบรรยากาศแบบครบเครื่องแน่นอน Vesper มาเริ่มกันที่บาร์ค็อกเทลสไตล์ยุโรปอย่าง Vesper ที่มีชื่อเสียงโด่งดังอยู่แล้วจากการได้เป็น 1 ใน 50 บาร์ที่ดีที่สุดในเอเชีย (ASIA’S 50 BEST BARS) และเมนูค็อกเทลซิกเนเจอร์ธีม ‘Contrast’ ผลงานของบาร์เทนเดอร์มือรางวัลระดับโลก และเอเชียอย่าง ศุภวิชญ์ มุททารัตน์ ตอนนี้ทางบาร์ได้หันมาทำคาเฟ่ และร้านอาหารชั่วคราว และเปลี่ยนมาใช้ชื่อใหม่ว่า Vesper Caffè ซึ่งเปิดโอกาสให้เราได้จิบเมนูค็อกเทลซิกเนเจอร์ของร้านในสไตล์ของม็อกเทล (ใช้ชื่อคอนเซ็ปท์ใหม่ว่า ‘Non-Contrast’) และทานอาหารสไตล์คอมฟอร์ทฟู้ดท่ามกลางบรรยากาศของบาร์ยุโรปสไตล์วินเทจอันเป็นเอกลักษณ์ บอกเลยว่าเป็นที่ที่ดีงามทั้งด้านกิน ดื่ม และสถานที่ถ่ายรูปจริง


