ผู้ชายอย่างเราลืมตาตื่นขึ้นมาในแต่ละวันต้องเผชิญกับการงานที่เรารัก แถมพ่วงมาด้วยปัญหา อุปสรรคไม่ค่อยน่ารักทุกรูปแบบ แม้จะเป็นแบบนั้นเราก็พร้อมตื่นมาพุ่งชนฟันฝ่าทุกปัญหาเรื่องงานไม่หยุด ตัวเนื้องานก็หนักหนาสาหัสมากพออยู่แล้ว แต่หลาย ๆ ครั้งอุปสรรคก็มาในรูปแบบคำหวานหรือคำพูดจากคนในองค์กรที่เหมือนจะดี แต่จริง ๆ มันคือยาพิษที่กัดกร่อนเราจากภายในอยู่ทุกวันโดยที่เราไม่รู้ตัว อย่าปล่อยให้คำพูดจากคนในองค์กรเหล่านี้ค่อย ๆ ปลิดชีวิตและบ่อนทำลายพลังในการลุยงานของเรา รู้เท่าทันตั้งแต่วันนี้ แล้วหาทางรับมือให้ดี เพราะบางทีคำพูดหวานหู แต่ใครจะรู้ว่าเบื้องหลังมันร้ายกว่าที่คิด “เอาน่า ช่วยกันไว้ ที่นี่เราอยู่กันแบบครอบครัว” คำว่าครอบครัวคือคำพูดเชิงบวกสำหรับชาวไทยเป็นอย่างมาก เพราะมันหมายถึงความรัก ความอบอุ่น ความผูกพันแบบที่ความสัมพันธ์รูปไหนก็ไม่อาจเทียบเทียม ถ้าเป็นการช่วยเหลือกันไปตามภาระหน้าที่รับผิดชอบของเรา มนุษย์ผู้นั้นก็คงไม่ต้องอ้างคำว่า “ครอบครัว” เพื่อให้เราลงแรงช่วยเหลือ รู้ไว้เลยว่าเมื่อไหร่ที่องค์กรเริ่มอ้างคำว่าครอบครัวนั่นแปลว่าเขากำลังเรียกร้องอะไรที่นอกเหนือจากความรับผิดชอบเรานั่นเอง เมื่อเกิดวิกฤตหรือช่วงงานหนักเป็นครั้งคราวแล้วเราต้องทำงานเกินเวลานั่นเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ แต่ถ้าองค์กรไหนอ้างคำว่าครอบครัวพร่ำเพรื่อเพื่อละเมิดเวลาและความรับผิดชอบของเราโดยไม่มีการตอบแทนอย่างเป็นระบบ เมื่อนั้นคำหวานหูอย่างครอบครัว อาจจะเป็นยาพิษโดยไม่รู้ตัวก็ได้ “อย่าบ่นไปเลย ทุกคนก็เหนื่อยมากเหมือนกัน” เมื่อไหร่ที่เราเริ่มท้อ วิพากษ์วิจารณ์ปริมาณงานและเวลางานที่ดูไม่สมดุลออกมา หรือบางทียังไม่ทันบ่นเพราะมือเป็นระวิงกับทุกอย่างที่ทำตรงหน้า แล้วมีคนในองค์กรพยายามมาให้กำลังใจด้วยการบอกว่า “ทุกคนก็เหนื่อยมากเหมือนกัน” เราเองอาจจะหลงคิดว่า เออ ดีสิ บริษัทงานเยอะ ทุกคนเหนื่อยขนาดนี้ ผลประกอบการดีแน่นอน! แต่อย่าลืมว่าการทำงานยาวนาน หรือปริมาณงานที่จัดการเท่าไหร่ก็ไม่ลดลงสักที มันอาจไม่ได้หมายถึงผลประกอบการที่ดีมาก ๆ แต่อาจเป็นระบบงานที่ไร้ประสิทธิภาพ แต่คนในองค์กรไม่ยอมรับฟัง ปรับปรุงและเปลี่ยนแปลง
ท่ามกลางกระแสการ Disruption ในยุคดิจิทัล มีองค์กรจำนวนไม่น้อยที่ได้รับผลกระทบจากคลื่นลูกนี้ สิ่งที่ถือเป็นความท้าทายสำหรับองค์กรขนาดใหญ่ โดยเฉพาะธนาคารที่ต้องพาพนักงานทุกคนให้พร้อมวิ่งไปด้วยกันไม่ว่าสนามแข่งขันจะเปลี่ยนไปในทิศทางไหน หรือในปัจจุบันคือ การเปลี่ยนจากยุคออฟไลน์ที่คนต้องใช้บริการที่สาขาธนาคารหรือพกเงินสดติดตัวเพื่อจับจ่ายใช้สอยมาสู่ยุค Digital ที่ทุกคนแค่มองหน้าจอก็สามารถทำธุรกรรมได้อย่างสมบูรณ์แบบ แถมยังมีเทคโนโลยีใหม่ออกมาช่วยปรับเปลี่ยนประสบการณ์ให้ดีขึ้นอยู่ตลอดเวลา ด้วยความรวดเร็วของเทคโนโลยี ทั้งองค์กรและคนทำงานจึงต้องร่วมมือวิ่งไปพร้อมกันเท่านั้นถึงจะเวิร์ค ดังนั้น เมื่อถึงวันนี้ที่ความรู้ และทักษะ Digital มีความจำเป็นสำหรับคนธนาคารทุกแผนก “SCB Academy” จึงได้ถือกำเนิดขึ้นเพื่อเป็นพื้นที่ในการสร้างสรรค์การเรียนรู้ด้าน Digital ที่มีความล้ำหน้าทั้งด้านเทคโนโลยี บุคลากร และบรรยากาศการทำงาน ปรับกันได้ทั้งด้าน Knowledge, Skill, Experience และ Mindset นับว่าเป็นทางออกในการเตรียมความพร้อมให้คนทุกเจนเนอเรชั่นในองค์กรมีสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงได้อย่างมั่นใจและยั่งยืน คุยกับทีมสร้าง SCB ACADEMY ศูนย์กลางการเรียนรู้เฉพาะด้านการเงินการธนาคาร เพื่อไขข้อข้องใจของวิธีสวนกระแสในยุคที่องค์กรส่วนใหญ่มุ่ง Lean และคาดเข็มขัดการพัฒนาบุคลากร แต่ SCB กลับ มุ่ง Learn แถมยังปรับเปลี่ยนพื้นที่ถึง 2 ชั้นในตึก SCB สำนักงานใหญ่ เป็นพื้นที่สำหรับพัฒนาองค์ความรู้และทักษะใหม่ ๆ ยกอนาคตมาไว้ในบ้านให้พนักงานได้ใช้พื้นที่กันแบบฟรี ๆ เพื่อให้พนักงานนำไปปรับใช้กับชีวิตประจำวัน