Content writer งานที่เป็นที่ต้องการมากในขณะนี้ สมัครด่วนที่ [email protected]
ทุกวันนี้พวกเราเลิกเดินทางไปซื้อของนอกบ้านแทบถาวรเพราะการไปผจญภัยข้างนอกแลกกับการต้องเผชิญรถติดบนถนนมันไม่คุ้ม สู้เอาเวลาที่รถแช่นิ่งไปทำอย่างอื่นแล้วสั่งซื้อของที่ชอบทางออนไลน์มันชัวร์กว่า (ถ้าเลือกจากร้านที่น่าเชื่อถือก็การันตีความสะดวกกับของดี ๆ ได้แล้ว) วันนี้ UNLOCKMEN จึงขอนำเสนอเรื่องการส่งของหรือระบบ LOGISTIC ในไทยว่าวันนี้มันก้าวกระโดดมาถึงไหนแล้ว หนหน้าเวลาที่เราต้องจ่ายค่าธรรมเนียมการส่งหรือเลือกบริการจัดส่งจะได้เทียบและเลือกให้เหมาะกับความต้องการของตัวเอง ตัดสายสะดือบริษัทจัดส่งในประเทศไทย ปูพื้นฐานกันก่อนเรื่องการก่อตั้งของแต่ละบริษัทที่ให้บริการด้านการจัดส่ง ถึงแม้ว่า seniority จะไม่ใช่เครื่องหมายที่สามารถการันตีคุณภาพได้ 100 % แต่ Brand Heritage อาจจะสามารถเอามาใช้ตัดสินใจก่อนเลือกส่งได้ เราขอคัดเลือกแบรนด์ที่น่าจับตามองปี 2561 สรุปสั้น ๆ ว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร ไปรษณีย์ไทย อายุ 135 ขวบ แบรนด์เก่าแก่คู่ประเทศ เกิดมาตั้งแต่ยุครัชกาลที่ 5 ใน พ.ศ. 2426 โดยใช้ชื่อว่ากรมไปรษณีย์โทรเลข จากนั้นได้ปรับการดำเนินกิจการโยกย้ายและโอนอำนาจไปมาร่วมกับหน่วยงานอื่น และเปลี่ยนฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจในปี พ.ศ. 2519 ภายหลังจึงแยกตัวเป็นเอกเทศใน พ.ศ. 2546 และใช้ชื่อว่า “บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด” จากนั้นเป็นต้นมา Kerry Logistics Express 12 ขวบ บริษัทสัญชาติฮ่องกงที่อยู่ในเครือ Kerry
เหลือเพียงชื่อให้คนรุ่นหลังได้จดจำไปเป็นที่เรียบร้อยสำหรับ ‘Toys R Us’ หนึ่งในร้านขายของเล่นที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก หลังจากเมื่อวันศุกร์ที่ 29 มิถุนายนที่ผ่านมา Toys R Us ได้ตัดสินใจยุติการทำตลาดในอเมริกาด้วยการปิดร้านทั้ง 735 สาขาทั่วประเทศเนื่องจากประสบปัญหาด้านการเงินอย่างหนัก นอกจากนี้บนหน้าเว็บไซต์ทางการของแบรนด์ยังขึ้นข้อความ ‘Don’t ever grow up. Play on!’ หรือ ‘อย่าลืมความเป็นเด็ก มาเล่นกันเถอะ’ เรียกได้ว่าใครเป็นลูกค้าขาประจำของร้านขายของเล่นในตำนานนี้คงใจหายน่าดู แต่อย่าเพิ่งเศร้าขนาดนั้นเพราะ Toys R Us ไม่ได้หายไปโดยสิ้นเชิง ล่าสุดบริษัท Fairfax Financial ได้เข้าซื้อกิจการของ Toys R Us ในประเทศแคนาดาและจะยังดำเนินธุรกิจต่อไป เช่นเดียวกับในบ้านเราที่ Toys R Us จะยังเป็นบ้านหลังที่สองของเหล่าคนรักของเล่นอยู่ อย่างไรก็ตามเป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าในแง่ธุรกิจ Toys R Us อยู่ในช่วงวิกฤต ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องแปลกเนื่องจากตอนนี้เป็นช่วงที่ธุรกิจของเล่นกลับมาเฟื่องฟูอีกครั้ง ดูได้จากผลประกอบการของบริษัทอย่าง Lego, Hasbro, Hot Toys, Bandai ที่เจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง แล้วทำไม Toys R Us จึงดิ่งเหวขนาดนี้
ด้วยเทรนด์สุขภาพที่มาแรงในยุคนี้ “ธนาคารไทยพาณิชย์” ได้จับมือ “สมิติเวช” ร่วมเปลี่ยนประสบการณ์สุขภาพ รูปแบบใหม่ภายใต้แนวคิด “The FIRST Prestige Health & Wealth Experience” เปิดตัว “THE FIRST LOUNGE & SCB Investment Center” พื้นที่รับรองรูปแบบใหม่ที่ถูกออกแบบและตกแต่งในสไตล์กลาสเฮ้าส์แห่งแรกในประเทศไทย โดยชูจุดเด่น “เอสซีบี อินเวสต์เม้นต์ เซ็นเตอร์” (SCB Investment Center) ศูนย์รวมความรู้ และให้คำแนะนำด้านการบริหารความมั่งคั่งส่วนบุคคลรูปแบบใหม่ เพื่อให้บริการกลุ่มลูกค้า FIRST class ของโรงพยาบาลสมิติเวช และกลุ่มลูกค้ามั่งคั่ง หรือ SCB Wealth ที่เป็นสมาชิก “SCB PRIVATE BANKING” และ “SCB FIRST” ตอกย้ำภาพลักษณ์ผู้นำด้านดิจิทัล ไลฟ์สไตล์แบงก์กิ้ง เปิดตัวระบบ “สมิติเวช ฟาสต์เพย์” (Samitivej FastPay) ระบบการชำระเงินรูปแบบใหม่ที่สะดวก รวดเร็ว
เราเชื่อว่าโดยพื้นฐานของมนุษย์ ในวันเริ่มแรก ทุกคนน่าจะมีศักยภาพเท่ากัน แต่สิ่งที่แตกต่างกันไปก็คือประสบการณ์ ความรู้ ต่างคนต่างมีลักษณะนิสัยขึ้นอยู่กับความชอบส่วนตัว คนที่รู้เยอะ จินตนาการเยอะ ก็อาจจะได้เปรียบคนที่ไม่ค่อยได้เสพความรู้รอบตัวมากนัก บางคนได้ท่องโลกบ่อย เข้าถึงความรู้ได้มากกว่า ก็ได้เปรียบไป แต่ในยุคของโลก INTERNET ทำให้ข้อจำกัดตรงนั้นถูกทำลายไป ทุกคนเข้าถึงข้อมูลได้เท่ากัน อยู่ที่แต่ละคนจะใช้มันเสพความรู้เรื่องอะไร แต่เคล็ดลับที่ BILL GATES และ ELON MUSK บอกไว้เสมอ ก็คือแหล่งความรู้ของพวกเค้านั้นมาจาก ‘การอ่าน’ แต่การอ่านเองก็มีทั้งอ่านแล้วได้ประโยชน์ กับอ่านแล้วได้บันเทิง เวลาเราเห็นสถิติที่บอกว่า คนไทยอ่านหนังสือปีละ 8 บรรทัด อาจจะคิดว่าไม่จริง เราก็อ่านอยู่ตลอดเวลา อ่านทั้งวัน อ่านทุกวัน โดยเฉพาะเรื่องดราม่าและข่าวบันเทิง ความต่างจากการอ่านที่ GATES และ MUSK บอกก็คือ เราจะได้ประโยชน์จากมัน ต่อเมื่อมันเป็นบทความหรือหนังสือที่มีประโยชน์ มีสาระ ช่วยพัฒนาความรู้และจินตนาการทางใดทางหนึ่ง BILL GATES บอกว่า “การอ่านเนื้อหาที่มีประโยชน์ สอนให้เราได้ความรู้ที่เราไม่รู้ มุมมองที่เราคิดไม่ถึง เหมือนเป็นการให้อาหารสมองตลาดเวลา จะบอกว่าการอ่านทำให้ผมประสบความสำเร็จ ก็ไม่ผิดเลย”
ความซวยเวลามันพุ่งเข้ามาหา มันจะวิ่งเข้ามาแบบถี่ ๆ แต่สำหรับปีหมาปีนี้ ถือว่าเป็นปีมหาโหด “หมาดุไล่กัดนางเงือก” เพราะร้านเจ้าดังอย่างสตาร์บัคที่มีลูกค้าทั่วโลก เจอตบหน้าขวาซ้ายด้วยข่าวเสีย ๆ หาย ๆ ด้วยสารพัดเรื่องใหญ่หลายประเด็น จนต้องเร่งออกมาแก้ปัญหา เรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมาชนิดมือเป็นระวิง และเพื่อให้การจิบกาแฟของหนุ่ม ๆ เข้มข้นขึ้นกว่าที่เคย เราขอ RECAP เรื่องชง ๆ ขม ๆ ที่สาวก Starbucks ต้องรู้กันดังต่อไปนี้ เดือน 3 เป็นมะเร็ง เดือน 4 เหยียดผิว เดือน 6 หุ้นดิ่ง MARCH : STARBUCK VS CANCER สตาร์บัคเริ่มต้นปีชงล็อตใหญ่ตั้งแต่มีนาคมที่ผ่านมา เพราะจู่ ๆ สภาศึกษาและวิจัยสารพิษ (CERT) ก็ลุกมาฟ้องศาลลอสแอนเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย ของสหรัฐฯ แจ้งข้อหาเรื่องการแปะฉลากเตือนโรคมะเร็ง ถ้าคิดไม่ออกให้คิดว่าเป็นแบบไหนให้คิดถึงซองบุหรี่ที่มีภาพชวนเศร้าทั้งหลาย แต่อันนี้พี่จะให้แปะไว้บนแก้วกาแฟที่ลูกค้ากิน ความกระอักกระอ่วนที่จะต้องบอกใครว่าตัวเองเป็นผู้ร้ายสร้างมะเร็งว่าหนักแล้ว แต่นั่นก็ยังไม่แย่เท่ากับค่าปรับมหาโหดที่โดนฟ้อง 2,500 ดอลลาร์
“สุขุมวิท” ย่านใจกลางเมืองที่แน่นขนัดไปด้วยร้านรวงและผู้คน ทุกตารางนิ้วในย่านธุรกิจแห่งนี้มีราคาที่ประเมินค่าออกมาเป็นตัวเลขหลายหลัก ทว่ามุมหนึ่งของมหานครกลับมีร้านอาหาร Hidden Gems ให้หยุดเวลาภายใต้ร่มไม้เขียวซึมซับบรรยากาศสงบและการตกแต่งแบบ cozy เพื่อนั่งถ่ายทอดบทสนทนาระหว่างรับประทานอาหารรสเลิศอย่างรื่นรมย์ ไม่ต้องสนใจสายตาใคร โดยมีกฎน่าสนใจตรงที่ร้านนี้รับลูกค้าเพียง 2 รอบคือช่วงเวลามื้อเช้ากับมื้อเย็น และแต่ละรอบที่รับจอง เขารับจำกัดจำนวนคนไม่เกิน 12 คน เท่านั้น! UNLOCKMEN ขอเชิญชวนคุณมาเปิดสุนทรียศาสตร์แห่งการกินที่ครบรสทั้งแรงบันดาลใจ แนวคิด แล้วปิดท้ายกันด้วยมื้ออร่อยให้อิ่มเอมชวนน้ำลายสอที่ร้าน “MIGHTY PRIVATE DINING” กับ คุณปัง – คงศักดิ์ ลิขิตจรรยากุล หนึ่งในหุ้นส่วนของร้าน Having a crush! ท่ามกลางกระแสของการกินหลากเมนูอย่าง Buffet ที่เพิ่มจำนวนขึ้น “Mighty Private Dining” กลับเลือกนำเสนอในสิ่งที่แตกต่างด้วยการต้อนรับลูกค้าให้เข้ามา “นั่งแช่” เพื่อลิ้มรสความอร่อยแทนที่วัฒนธรรมการกินแบบ “เก้าอี้ดนตรี” สุดเร่งรีบ แนวคิดต่างแบบนี้เกิดขึ้นจริงได้จากวันนั้น วันที่พี่ปังตัดสินใจทิ้งชีวิตแบบ nine-to-five มาหาความชื่นชอบของตัวเองระหว่างการขับรถกลับบ้านเท่านั้น “สมัยก่อนพี่ก็เป็นพนักงานออฟฟิศธรรมดาทำงานอยู่ในอุตสาหกรรมธุรกิจเครื่องแก้ว วันหนึ่งพี่เดินทางกลับบ้านขับรถขึ้นสะพานแล้วมองไปทางซ้ายเห็น Le Cordon Bleu (เลอ กอร์ดอง
หมดไฟ แก้ยังไงดี ติ๊ดๆๆๆ ติ๊ดๆๆๆ เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้นจากสมาร์ทโฟนที่ตั้งอยู่ข้างเตียง คุณลืมตาขึ้นมา ลุกขึ้นนั่ง และคิดกับตัวเองว่า ไม่ไปทำงานได้ไหม เหนื่อยจัง เมื่อไหร่จะเสาร์-อาทิตย์ซักที ก่อนจะลุกจากเตียงอย่างช้าๆมุ่งหน้าไปยังห้องน้ำเพื่อทำภารกิจส่วนตัวตอนเช้าให้เสร็จสิ้น และเดินทางไปทำงานต่อไป คุณมาถึงที่ทำงานด้วยสภาพซอมบี้ เดินเอื่อยเฉื่อย ทำทุกอย่าง ๆ ช้า ๆ หรือทำทุกอย่าง ๆ รวดเร็วโดยความไม่เต็มใจ อันเนื่องมาจากสภาพความกดดันที่ได้รับมาจากสิ่งที่เรียกว่ากำหนดส่งงานที่บีบเข้ามาทุกที ทำไมงานของฉันมันถึงน่าเบื่อขนาดนี้ ทำไมฉันถึงไม่มีแรงบันดาลใจในการทำงานเหมือนเก่า ทั้งๆที่นี่ก็เคยเป็นงานที่ฉันรู้สึกว่า มันสนุก มันเติมเต็ม มันทำให้ฉันเติบโตในช่วงแรกๆนี่หน่า ถ้าคุณมีคำถามเหล่านี้เกิดขึ้นอยู่ในความคิดบ่อยๆ มันอาจไม่ใช่สัญญาณที่ดีซักเท่าไหร่ เพราะนั่นบ่งบอกว่าคุณกำลังอยู่ในสภาวะของการหมดไฟในการทำงาน (Burnout) นั่นเอง หมดไฟ ได้ไงกัน! ส่วนผสมสำคัญของการดับไฟเกิดขึ้นมาจาก 3 ส่วนสำคัญคือ ความเหนื่อยล้าทางร่างกาย การสูญสิ้นซึ่งความกระตือรือร้นในสิ่งที่ทำ (พูดง่าย ๆ คือไม่รู้ว่ากำลังทำมันไปทำไม) และสุดท้ายการไม่พึงพอใจในประสิทธิภาพการทำงานของตัวเอง (เช่น ทำมากแต่ได้น้อย ทำงานซ้ำซ้อน เสียเวลา ทำไปไม่ได้ใช้ ทำทำไมวะ! เป็นต้น) ซึ่งทั้ง 3 ส่วนผสมที่ว่านี้ไม่จำเป็นจะต้องเกิดขึ้นพร้อมกันก็ได้
คำว่า Creative Idea สามารถปรับใช้ได้แบบไร้ขีดจำกัด ใครจะไปคิดว่าแคมเปญของแบรนด์อาหารอย่าง Domino Pizza จะมาเกี่ยวกับการซ่อมแซมหลุมบ่อบนถนนได้ นี่ไม่ใช่การหาเสียงเตรียมลงเลือกตั้งเหมือนนักการเมืองในบ้านเรา แต่เป็นการบริการเพื่อให้ Pizza หน้าโปรดขนส่งไปถึงบ้านคุณได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด ไม่ต้องเสี่ยงต่อการตกหลุมบ่อจน Pizza หน้าพัง ให้เสียทั้งอารมณ์และรสชาติ Paving for Pizza หรือ อุดรูรั่วเพื่อพิซซ่า เป็นแคมเปญสุดบรรเจิดของ Domino Pizza USA แบรนด์ยักษ์ใหญ่อันดับหนึ่งของที่นั่น แน่นอนว่ามีทั้งบริการ Home Delivery และ Take Away ที่คับคั่งตลอดทั้งวัน แต่ปัญหาเล็กน้อยสำหรับคนทั่วไป แต่ถือว่าใหญ่โตสำหรับ Domino Pizza คือระหว่างทางกลับบ้านนั้น หลายคนประสบปัญหาขับขี่รถตกหลุมจนหน้า Pizza เสียหาย ซึ่งมีส่วนในการทำลายรสชาติที่กลมกล่อมของ Domino Pizza อาจจะด้วยการเสียความบาลานซ์ระหว่างซีก Pizza หรือการสูญเสียปริมาณ Cheese ที่พอเหมาะจากการกระแทกติดอยู่บนฝากล่องก็ตาม Russell Weiner, ผู้บริหารของ Domino Pizza USA
แด่ปีหมา 2018 ปีที่ใคร ๆ ก็จะมาแย่งงานกู เด็กจบใหม่เจ๋ง ๆ ว่าเยอะแล้ว AI ก็ยังเก่งกว่ากูด้วย ชาว UNLOCKMEN ทั้งหลายถึงเวลาแล้วที่พวกเราจะลุกขึ้นสู้เพื่อคว้างานที่ใช่มาให้ได้ หรือถ้ายังทำงานที่เดิมไม่ย้ายไปไหนพวกเราก็ยังต้องสู้ต่อไปอีกเพราะปัญหามันจะดาหน้าเข้ามาอีกเพียบ ทว่าก่อนจะสู้ ขุดความสามารถมาใช้ให้หมดแม็กซ์ เราต้องรู้ด้วยว่าศึกหางานครั้งนี้อะไรบ้างที่เราต้องเผชิญ จะได้รับมือได้ไหว และนี่คือ 5 ศัตรูของพวกเรา บอกเลยว่ามีมากกว่าไอ้หนุ่มหน้าใสที่นั่งข้าง ๆ รอสัมภาษณ์แน่นอน ทัศนคติขี้แพ้ต่องานไม่ตรงสาย ความคิดลบเกิดได้เสมอ โดยเฉพาะกับเรื่องงาน หลายครั้งที่เรามองว่ากูมันธรรมดา คนอื่นเก่งกว่าเยอะ และเมื่อเจอ job description ไหนที่ไม่เหมือนกับงานที่เคยทำ เราจะรีบบอกตัวเองทันทีว่ากูไม่เหมาะกับงานนี้ ท้ังที่ความเป็นจริงโอกาสมันอยู่ตรงหน้าถ้าเรารู้จักวิธีประยุกต์ เราก็มีโอกาสจะข้ามสายงานไปทำอาชีพอื่นได้ Rudeth Shaughnessy Sr. Editor จาก Copy My Resume ให้ความเห็นว่าเวลาเราหางานเรามักจะดิ่งไปหางานที่มันตรงกับความสามารถที่เรามีเท่านั้น และกลัวเกินกว่าจะส่งเรซูเม่ไปให้ที่ใหม่ที่อยากทำเพราะคิดว่าประสบการณ์จากงานเดิมที่เคยทำมันไม่ใกล้เคียงเอาเสียเลย ดังนั้น เมื่อเจอศัตรูเรื่องนี้สิ่งที่เราต้องทำคือการเผชิญหน้ากับมันตามที่ Rudeth บอกว่า “Candidates shouldn’t be afraid to apply for
“เพราะเป็น Tech จึงเจ็บปวด” ท่ามกลางการโหมกระพือว่า เฮ้ย! ยุคนี้มัน Golden Age ของเด็กสาย Tech จบมายังไงก็ได้งาน มีแต่คนแย่งตัว คนส่วนใหญ่กลับไม่ค่อยรู้ว่าสายอาชีพอย่างเราพอจบมามักเจอมรสุม “งานไม่ตรงปก” กับเขาเหมือนกัน ถ้าไม่จั่วหัวว่าเป็นบริษัท TECH ตรงสายแท้ ๆ แม้หน้า JD (job description) ใส่รายละเอียดล้ำแค่ไหน แต่ชีวิตจริงอาจจะต้องไปเป็น “เด่นชัย” ในแฟนเดย์หนัง GTH แก้ปัญหาแบบคนซ่อมคอมในบริษัท ไม่เท่ ไม่คูล และที่สำคัญคือ Tools ไม่ถึง เรียกได้ว่าดับไฟของเด็กจบใหม่เสียเหี้ยนเตียน “ไปธนาคารดิ” อยู่ ๆ คำ ๆ นี้มันก็ผุดขึ้นมา ทั้งที่มันไม่เคยเป็น Key message ในใจ แต่จะด้วยอาการอยาก To be Continue จากคราวที่แล้วที่ UNLOCKMEN ได้ไปเปิดโลกเรื่อง Cashless Society หรือถ้าจะเรียกให้ถูกว่าอยากลองของอีกทีก็ไม่ผิดนัก
สำหรับผู้ชายอย่างพวกเรา สิ่งที่สาว ๆ มองหาถ้าจะเอามาทำเป็นหัวหน้าครอบครัว นอกจากความใจดี ก็คือความใจถึงและความฉลาดเลือก เพราะต่อให้หล่อเหลาแค่ไหน ก็คงจะสู้ผู้ชายที่รู้จักลงทุนทำกำไร และให้กระเป๋า Hermes Birkin เป็นของขวัญให้พวกเธอได้อย่างแน่นอน ความเจ๋งของมันซึ่งเราอยากให้ผู้ชายหันมาลงทุนซื้อกระเป๋าสุดหรูใบนี้เป็นของขวัญชิ้นต่อไป บอกเธอว่าเราเอามาให้ใช้ เพราะเมื่อเวลาผ่านไป ต่อให้เธอไม่อยู่ข้าง ๆ อย่างน้อยกระเป๋า Birkin ใบนั้นก็เอาไปขายทำกำไรให้สะใจหายเศร้าได้สบาย ๆ นักวิจัยบอกเอาไว้ว่า ดูเทรนด์ 35 ปีที่ผ่านมา Hermes Birkin ให้ผลตอบแทนดีกว่าลงทุนในหุ้นหรือทองซะอีก บอกเลยว่าผลการวิจัยนี้อาจจะขัดใจบรรดาเซียนหุ้นหลายท่าน เพราะมันทำโดย Baghunter.com ดังนั้นแน่นอนว่ามันต้องมีการเอนเอียงไปเชียร์การลงทุนในกระเป๋าอยู่แล้ว (ก็เซียนหุ้นยังเอนเอียงไปทางเชียร์หุ้นเลยนะ) แต่ที่น่าสนใจคือเทรนด์ที่ว่ามันมาจากตัวเลขจริง โดยการดึง Statistic ย้อนหลัง 35 ปี เทียบราคาขึ้นของกระเป๋า Hermes Birkin กับราคาหุ้นเฉลี่ยใน S&P 500 และตลาดทองคำ โดยมีเงื่อนไขว่าถือหุ้นหรือทองคำไว้ยาว 35 ปีแบบไม่มีซื้อขายเก็งกำไร พบว่าผลตอบแทนเฉลี่ยของหุ้น S&P 500 อยู่ที่ 11.6% แต่มี Real


