“ความไม่แน่นอน คือความแน่นอน” นี่คือประโยคเตรียมใจที่ใช้ได้กับทุกเรื่องบนโลกที่โคตรไม่แน่นอนใบนี้ หนึ่งในนั้นก็คือเรื่องงาน ไม่ว่าจะเพราะอะไรก็ตาม แต่เหตุการณ์สุดเซ็งอย่างโดนไล่ออก โดนเลย์ออฟ ยังคงเป็นเรื่องนอยด์ ๆ ที่เกิดขึ้นได้ทุกวัน เพราะฉะนั้นการหางานใหม่ย่อมเกิดขึ้นทุกนาทีเช่นกัน ซึ่งเราอาจจะคุ้นชินกับวิธีเดิม ๆ อย่างท่องเว็บไซต์หางาน เข้าร่วม networking event ต่าง ๆ อัพเดท resume แล้วส่งอีเมลสมัครงานแบบกราด ๆ รอ HR บริษัทนั้น ๆ โทรมานัดสัมภาษณ์ แต่สำหรับผู้ชายที่ล้มแล้วลุกไวอย่างเรา คงจะไม่ใช้วิธีการแบบทั่วไปที่ดูเหมือนกับเป็นการรอคอยโอกาส แต่เราจะพัฒนาตัวเองให้มีคุณค่ามากขึ้น และหาวิธีการที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการหางานใหม่ ชาว UNLOCKMEN ที่กำลังหางานใหม่อยู่ และเห็นด้วยว่าเราควรเงยหน้าขึ้นสู้ ลองทำตามวิธีการเหล่าที่เรานำมาแนะนำดู แล้วจะรู้ว่าคุ้มตั้งแต่ยังไม่รู้ผล รู้จักการขายตัวเองให้เจ๋งพอ “สิ่งที่จำเป็นมาก ๆ สำหรับคนที่กำลังหางานใหม่ก็คือความพร้อมในตอบคำถามที่ขึ้นต้นด้วยคำว่า ‘ทำไม ?’ ” Mark Anthony Dyson โค้ช และผู้ก่อตั้ง Voice of Job Seekers ให้ความเห็นที่สนับสนุนวิธีการแรก คำถามเบสิคแต่ลึกซึ้งที่เรามักจะถูกถามเวลาสัมภาษณ์งานก็คือ “ทำไมคุณถึงอยากทำงานนี้
ในตลาดสินค้า ใครตัวเล็กตัวใหญ่ไม่ได้วัดจากผลกำไรเพียงอย่างเดียว เบื้องหลังความแข็งแกร่งของแบรนด์ที่ยังคงอยู่ใน Top of Mind ของพวกเราเสมอมันต้องมีดีในมิติอื่นด้วย นั่นจึงเป็นเหตุผลให้ทุกปี BRANDZ ออกมาจัดอันดับมูลค่าของแบรนด์ว่าปีที่ผ่านมาผลงานของธุรกิจแต่ละอุตสาหกรรมไม่ว่าจะเป็นหน้าใหม่หน้าเก่าที่ผลัดเปลี่ยนกันมาโชว์ความเก๋าในสนามผู้บริโภคในปัจจุบัน WHO’s BRANDZ? แน่นอนว่าชื่อของ BRANDZ ในฐานะโพลล์จัดอันดับแบรนด์ระดับโลกคงมีหลายคนคุ้นหูหรือคุ้นตากันอยู่บ้าง เพราะเขาถือไม้บรรทัดวัดมูลค่าแบรนด์ต่อเนื่องมายาวนาน ปีนี้เป็นปีที่ 20 แล้ว แต่สิ่งที่บางคนยังไม่รู้คือเจ้าโพลล์ BRANDZ นี้มันได้แต่ใดมา? ใครก่อตั้งและมีไว้ทำไม? BRANDZ เกิดขึ้นจากบริษัทวิจัยทางการตลาดและสื่อสารการตลาดระดับโลก Millward Brown และเป็นบริษัทลูกของ WPP บริษัทโฆษณารายใหญ่ที่สุดในโลก โดยใช้วิธีประเมินมูลค่าแบรนด์จาก BRANDZ Model ที่ว่าด้วยวิธีสร้างความแข็งแกร่งของแบรนด์ 5 ประการ ได้แก่ Presence ทำให้แบรนด์เป็นที่พบเห็นทั่วไป Relevance สร้างความเชื่อมโยงระหว่างแบรนด์กับลูกค้า Performance คุณสมบัติพื้นฐานของแบรนด์ Advantage ประโยชน์ของแบรนด์ในมุมของลูกค้า Bonding ความผูกพันระหว่างแบรนด์กับลูกค้า ดังนั้น ทำเนียบมูลค่าที่ BRANDZ สำรวจจึงมาจากหลายมิติ ไม่ใช่แค่ผลกำไรที่แบรนด์ทำได้เท่านั้น แต่มุมมองการรับรู้ของแบรนด์ที่มีต่อผู้บริโภคและความภักดีจะถูกเก็บมาใช้เป็นคะแนนในการคำนวณร่วม ส่วนประโยชน์ของการจัดอันดับวิน-วิน ทั้งสองฝ่าย ด้านเจ้าของแบรนด์ก็ได้เห็นผลลัพธ์ของการลงทุนลงแรงทำงานตลอดปี แบรนด์ดีมีกำลังใจและหาหนทางเป็นดาวค้างฟ้าต่อ
เหนือฟ้ายังมีฟ้า เหนือหัวตาราง Freshmart ต้องมีเซเว่นเป็นหนึ่งในนั้นยังคงประโยคที่ใช้ได้เสมอ ไม่น่าเชื่อว่าท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงเกือบ 30 ปีที่ยาวนาน เซเว่นจะยังคงแข็งแกร่งครองยุทธจักรร้านค้าปลีกมาจนถึงปัจจุบัน แถมยังเบียดกันขึ้นทั่วทุกหัวระแหง area ไม่ไกลกัน เบื้องหลังการเติบโตในครั้งนี้นอกจากเงินทุนหนาที่หมุนเวียน สิ่งที่ไม่พูดถึงก็คงไม่ได้คือการทยอยแตกไลน์สินค้าใหม่ที่ทำให้เซเว่นเป็นร้านสะดวกซื้อไม่คร่ำครึไปตามกาลเวลา “ไบโอโปนิกส์ ฉันเลือกนาย!” ใครที่ติดตามข่าวในหน้าฟีด อาจจะได้เห็นข่าวไลน์สินค้าใหม่ของเซเว่น ว่าตอนนี้หันมาเพิ่มตู้ให้ “ผัก” ใช่อ่านไม่ผิดหรอก แถมเป็น “ผักสด” ไม่ใช่อาหารสำเร็จรูปที่เป็นของถนัด ซึ่งส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะต้องการโหนกระแสเทรนด์ที่คนส่วนใหญ่หันมารักสุขภาพมากขึ้น ถึงขั้นว่าที่ไหนมีตลาดนัดของกินก็จะต้องเห็นสลัดผัด สลัดโรลอยู่ในนั้น แต่ถ้าเราคิดแค่ว่าเซเว่นจะหยิบผักสดมาวางตามเชลฟ์เพื่อเอาใจผู้บริโภคเท่านั้นก็ถือว่าผิดถนัด เพราะเบื้องหลังวิตามินซี แน่นอนว่ามันต้อง make money ได้ด้วย จากทีเด็ดทางกลยุทธ์และเหตุผลทั้ง 4 ต่อไปนี้ เรือล่มในหนอง “ผัก” จะไปไหน คิดถึงเซเว่นก็ต้องคิดถึงเจ้าของเซเว่นด้วย เมื่อเจ้าของเซเว่นคือบริษัทเจ้ายักษ์ใหญ่อย่างซีพีที่มีลูกดกยิ่งกว่าอะไรดี เจริญโภคภัณฑ์จะลุกขึ้นมาเป็นป๋าดันให้ใครได้นอกจากบริษัทเครือลูก แต่พอมองไปในบรรดากลุ่มธุรกิจเกษตรและอาหารดูเหมือนจะยังขาด “ผัก” อยู่ งั้นฟาร์มมันเสียเลย ตั้งอาณาจักรอาหารขึ้นมาทีนี้จะได้ครอบคลุม รุกตลาดอาหารเต็มสูบอย่างแท้จริง สิ่งที่น่าสนใจคือการเลือกแตกไลน์ลงทุนเรื่องผักนี้กับใคร แทนที่จะไปซื้อใหม่เจ้าสัวก็หันไปเอาลูกมาสร้างอาชีพเพิ่ม แต่การเลือกบริษัท ซี.พี.อินเตอร์เทรด จำกัด หรือผู้ผลิตข้าวตราฉัตร แทนที่เจียไต๋ ที่ผลิตและจำหน่ายเมล็ดพันธุ์
ต้องยอมรับว่าพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคในช่วง 2 – 3 ปีที่ผ่านมานั้นมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วแบบก้าวกระโดด เทรนด์การจับจ่ายสินค้าในบ้านกำลังปรับตัวสู่ความเป็น Cashless Society หรือสังคมไร้เงินสดอย่างชัดเจนมากขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าการเปลี่ยนแปลงนี้ย่อมส่งผลให้ผู้ประกอบการ จำเป็นต้องปรับตัวให้ทันพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป และไม่ใช่เพียงแค่การปรับตัวของร้านค้ายิบย่อย แต่หมายความรวมถึงการปรับตัวในภาพใหญ่ของตลาด ใครมองเห็นช่องทาง สามารถสร้าง Solution การใช้จ่ายที่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ได้ ก็ย่อมคว้าโอกาสในการเพิ่มศักยภาพการใช้จ่าย ช่วยดึงเม็ดเงินเพิ่มยอดขายให้กับธุรกิจได้เป็นกอบเป็นกำ ด้วยเทรนด์ที่ชัดเจน มองเห็นโอกาสที่กำลังเปิดกว้างขนาดนี้ ยักษ์ใหญ่แห่งวงการการเงินก็อย่างกสิกรไทยก็ไม่รอช้า ร่วมมือกับการรถไฟฯ ผุดโปรเจ็กต์สร้างจุดขายให้กับตลาดนัดจตุจักร แถมยังมองไกลไปถึงกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูงอย่างนักท่องเที่ยวชาวจีน ด้วยการนำงานสตรีทอาร์ตระดับโลกมาสร้างจุดขายดึงดูดนักท่องเที่ยวจีน ให้เข้ามาช้อป แชะ แชร์ พร้อมโปรโมชันพิเศษจากช่องทางการใช้จ่ายผ่าน e-wallet ที่คิดขึ้นมาบนพื้นฐานความเข้าใจ และตอบสนองต่อพฤติกรรมการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวจีนซึ่งนิยมการชำระเงินผ่านมือถือให้สะดวกสบายยิ่งขึ้น เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวจีนให้เติบโตขึ้นอีก 20% ตามเป้าที่หวังไว้ และยังเป็นการช่วยสร้างยอดขายให้กับร้านค้าในตลาดนัดจตุจักรที่รองรับบริการ K PLUS SHOP ที่รับชำระเงินได้ทั้ง Alipay และ WeChat Pay ซึ่งเป็นแอปพลิเคชันที่นักท่องเที่ยวจีนนิยมใช้ คุณพิพิธ เอนกนิธิ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย ได้เล่าถึงกลยุทธการเพิ่มยอดขายให้กับตลาดนัดจตุจักรให้เราฟังว่ามันเริ่มต้นมาจากการเล็งเห็นโอกาสจากจุดแข็งของธุรกิจการท่องเที่ยวในประเทศไทย และน่าจะต่อยอดสร้างแรงกระตุ้นการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวให้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งกลุ่มนักท่องเที่ยวจีนถือเป็นกลุ่มที่น่าสนใจ ด้วยตัวเลขนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาเป็นจำนวนมาก และยังมีกำลังซื้อที่อยู่ในระดับสูง “ธุรกิจท่องเที่ยวเป็นธุรกิจที่สำคัญต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทย
ปัญหาสำคัญที่ถกเถียงกันมานานจนเกิดเป็นดราม่า (Photoshop พอร์ตลงทุน)ในที่สุดสำหรับวงการเทรดเดอร์ไทย ก็คือมาตราฐานการวัดผลงานของเทรดเดอร์ที่มาเป็นอาจารย์สอนการเทรดเปิดคอร์สกันอย่างอย่างเกลื่อนกลาดว่าเป็น “ตัวจริง” หรือไม่ เพราะไม่เคยมีใครที่อาสามาเป็นตัวกลางวัดผลงานให้ แต่อีกไม่นาน ปัญหาเหล่านี้จะหมดไปถ้าเกิด Social Trading Platform ขึ้น หรือที่เรียกกันว่า Copy Trade เพราะทุกคนที่อยู่ในระบบจะถูกบันทึกผลการเทรดเอาไว้ทั้งหมดและจะถูกนำมาแสดงให้ทุกคนที่สมัครเข้ามาในระบบได้เห็นผลงานซึ่งไม่สามารถโกหกได้ เพราะถูกเชื่อมเข้ากับระบบซื้อขายของตลาดหลักทรัพย์โดยตรง เท่ากับว่าเราจะหาเทรดเดอร์ฝีมือเยี่ยมได้โดยง่าย เพราะระบบจะแสดงผลงานการเทรดให้เห็นทุกวันที่สำคัญคือมีความโปร่งใส นอกจากเห็นผลการเทรดแล้ว คนที่อยู่ในระบบจะสามารถเลือกที่จะ “ติดตาม” เทรดเดอร์ที่มีความสามารถ (จะเรียกว่า The Master) ได้ในสองรูปแบบคือ เลือกที่จะตามว่าเทรดเดอร์คนนั้นซื้อหรือขายหุ้นหรือสินทรัพย์ใด เพื่อนำไปใช้ตัดสินใจว่าจะซื้อขายตามด้วยตัวเองหรือไม่ หรือเลือกที่จะให้ระบบทำการ “ซื้อขายให้อัตโนมัติ” ซึ่งผู้ติดตามหรือ Follower อาจจะต้องเสียส่วนแบ่งกำไรหรือ Profit Sharing ให้กับผู้เป็น The Master ตัวอย่างของ Social Trading Platform ที่มีชื่อเสียงในระดับโลกก็คือ Etoro จุดเด่นสำคัญที่ทำให้แพลตฟอร์มประสบความสำเร็จก็คือตัวเทรดเดอร์ หากใครที่มีผลงานการเทรดที่ดี ทางแพลตฟอร์มยินดีที่จะจ่ายเงินเดือนประจำให้เพื่อมัดใจโดยเฉพาะ เมื่อผู้ตามสามารถทำกำไรได้อย่างต่อเนื่องจากการตาม The Master ที่มีความสามารถ จำนวนผู้ใช้งานในแพลตฟอร์มจะเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นเมื่อมี
เมื่อพูดถึง Urban Lifestyle สิ่งแรกที่ใคร ๆ ต่างก็นึกถึงคงหนีไม่พ้นการใช้ชีวิตท่ามกลางความทันสมัย สะดวกสบายใจกลางเมือง แต่ในความเป็นจริงแล้วการมีตัวตนอยู่ในสังคมเมืองนั้นหลายคนคงรู้สึกเหมือนกันว่ามันต้องแลกมาด้วยการประสบพบเจอกับความแออัด วุ่นวายในการใช้ชีวิตไม่ใช่น้อย แต่ก็ใช่ว่าการเป็นหนุ่ม Urban จะต้องอดทนกับชีวิตที่ไม่น่าอภิรมย์ขนาดนั้น เพราะถึงอย่างไรก็ยังมีทางออกในการดำเนินวิถีชีวิตได้อย่างราบรื่นไม่ติดขัด แค่ต้องโฟกัสไปยังเงื่อนไขการใช้ชีวิตที่สำคัญ นั่นคือทำเลที่อยู่อาศัย ที่ส่งผลต่อไปยังการเดินทางที่ง่ายดาย และแน่นอนว่าย่อมได้มาซึ่งเวลาในการใช้ชีวิตที่สามารถเติมเต็ม Lifestyle ได้อย่างสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น เพราะคงปฏิเสธไม่ได้ว่าการเลือกทำเลที่อยู่อาศัย ซึ่งตอบโจทย์ในเรื่องของการเดินทางที่รวดเร็วสะดวกสบาย รายรอบไปด้วยสถานที่ซึ่งตอบสนอง Urban Lifestyle ได้อย่างครบถ้วน คือปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้สามารถทำลายข้อจำกัดการใช้ชีวิตในเมืองใหญ่ ที่มักจะต้องสูญเสียเวลาอันแสนจะมีค่าไปบนท้องถนนโดยใช่เหตุ และสำหรับหนุ่ม ๆ คนไหนที่ยังนึกภาพตามไม่ออกว่าแค่การเลือกทำเลที่อยู่อาศัยให้เหมาะสม มันจะช่วยยกระดับวิถี Urban Men ให้ดีขึ้นได้อย่างไร วันนี้ UNLOCKMEN และ BANGKOK CITISMART จะพาทุกท่านไปพบกับ CITY GUIDE ลายแทงการใช้ชีวิตง่าย ๆ สบาย ๆ ตอบโจทย์คนเมือง ผ่านการใช้ชีวิตหน่ึงวันของหมอโต๋ คุณหมอหนุ่มไฟแรง ที่เลือกบาลานซ์วิถีชีวิตคนเมืองได้อย่างชาญฉลาด ใช้ชีวิตได้ลงตัวทั้งวันทำงาน และวันพักผ่อนด้วยการเลือกที่อยู่อาศัยอย่างคอนโด RHYTHM RANGNAM ซึ่งมีพิกัดอยู่ในทำเลทองอย่างซอยรางน้ำ ใกล้กับอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ
ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่พิซซ่าต้องมาคู่กับเบียร์ แต่ผู้ชายอย่างเราก็รู้ดีว่า เฮ้ย เมื่อไหร่สั่งพิซซ่ามากินที่บ้านมันต้องมีเบียร์ฉ่ำ ๆ ในตู้เย็นรอให้กระดกคู่กัน ยิ่งคืนไหนมีบอลคู่ที่เราเชียร์ขาดใจแล้วมีพิซซ่าให้สวาปามและมีเบียร์ให้ดื่มตามนี่แม่งฟินยิ่งกว่าอะไร แต่ติดนิดเดียวที่บางทีก็ต้องสั่งพิซซ่ามา แล้วก็เดินลากแตะไปซื้อเบียร์จากร้านชำข้างบ้าน ลำบากลำบนจนขี้เกียจไปเลยก็มี แต่ปัญหานี้กำลังจะหมดไปเมื่อผู้จำหน่ายพิซซ่ารายใหญ่อย่าง Pizza Hut ประกาศทดลองส่งตรงเบียร์ให้ถึงประตูบ้านลูกค้า! แต่ก่อนจะเข้าไปดูการปรับปรุงธุรกิจครั้งสำคัญของ Pizza Hut ผู้ชายอย่างเราเคยสงสัยไหมว่า ทำไมพิซซ่าถึงต้องมาคู่กับเบียร์ ? เพื่อให้เอาไปแชร์ข้อมูลกับคนอื่นในวงพิซซ่าครั้งหน้าได้อย่างคูล ๆ เรามารู้จักวัฒนธรรมแห่งการกินพิซซ่าคู่กับเบียร์กันก่อน แรกสุดเราอาจจะคิดว่า เฮ้ย พิซซ่าที่เป็นอาหารอิตตาเลียนน่าจะเข้ากับการจิบไวน์มากกว่าสิ เพราะปกติการจับคู่ไวน์กับชีสก็ดูเข้ากันดีเหลือเกินอยู่แล้ว แต่มันก็ไม่ใช่อย่างนั้นเสมอไป เพราะกระบวนการ carbonation ของเบียร์สร้างความเป็นกรดอ่อน ๆ ที่ยกไขมันออกจากชีส ดังนั้นรสชาติขม ๆ ของเบียร์ที่ตัดผ่านเลเยอร์ของชีสจะสร้างความผสมผสานสุดเพลิดเพลินให้ชีวิตลูกผู้ชายอย่างเราได้แบบลืมไม่ลง ความลงตัวระหว่างพิซซ่าและเบียร์ยังไม่หมดแค่นั้น เพราะยีสต์ในเบียร์และยีสต์ในแป้งพิซซ่าแล้วให้ความกลมกล่อมเข้ากันได้ดีมาก ๆ เพราะรู้ว่าเบียร์กับพิซซ่าไปกันได้ดีระดับนี้ Pizza Hut ก็ไม่ปล่อยให้โอกาสทางธุรกิจหลุดลอยไป ดังนั้น Pizza Hut เลยเริ่มการบริการส่งเบียร์มากกว่า 100 ที่ทั่ว Arizona และ California ในสหรัฐอเมริกา โดยเหตุผลหลักที่ Yum
“แพสชัน” “ความฝัน” สำหรับผู้ชายอย่างเรา ๆ คำสองคำนี้แม่งโคตรมีความหมาย และพวกเราใช้ทั้งชีวิตเพื่อตามหามัน แต่ก็ใช่ว่าคนทุกคนจะสามารถค้นเจอมันได้ง่าย ๆ บางคนตั้งแต่เรียนจบ จนมาทำงานทุกวันนี้อาจจะยังบอกไม่ได้ด้วยซ้ำว่าความฝันที่แท้จริงของตัวเองคืออะไร สำหรับชาว UNLOCKMEN คนไหนคิดว่ากูอาจจะไม่เจอความฝันและแพสชันอีกแล้วในชีวิตนี้ ลองมารู้จักกับเขาคนนี้ก่อน เพราะเขาจะเปลี่ยนความคิดของคุณด้วยความกล้า มุมมองและความคิดที่เขามีจากทุกสิ่งที่เขาเลือกทุ่มให้กับมัน นั่นคือการเป็น “Videographer” หากคุณเป็นคนที่อยู่ในสาย Travel Video ชื่อของ “ขุน” – โชติพงษ์ เอกเสน น่าจะเป็นหนึ่งใน Videographer ที่คุณเคยได้ยินหรือผ่านตาจากผลงานสุดเฉียบมากมายของเขา แต่สิ่งที่เจ๋งและเราอยากให้คุณได้ทำความรู้จักมากกว่ามันอยู่ที่ความกล้าเลือกตัดสินใจสวนทางกับคนอื่น เดินออกจาก Comfort Zone โดย drop เรียนมหาวิทยาลัยมาทุ่มเทตามฝันอย่างสุดตัวจนเกิดโปรเจกต์สนุก ๆ มากมายที่วันนี้ความชอบมันสร้างมูลค่าได้ อะไรคือเบื้องหลังของการตัดสินใจครั้งนั้น ความเสี่ยงมากน้อยแค่ไหนที่เขาต้องพบเจอ ถ้าคุณพร้อมแล้ว จากนี้ลองมารู้จักเขาไปพร้อมกัน UNLOCKMEN : แนะนำตัวหน่อยครับ ว่าเป็นใคร ทำอะไรอยู่ตอนนี้ ขุน : ชื่อขุนครับ ปีนี้อายุ 22 เมื่อก่อนเป็นนักศึกษา ตอนนี้เป็น Drop-Out Boy ก็คือดรอปเรียนออกมาทำตามความฝันของตัวเองครับ เพราะว่าเชื่อในความฝันนะ
“ขอไอเดียที่น่าสนใจ ส่งภายในวันนี้” สิ้นเสียงหัวหน้าที่น่าสะพรึงกลัว เปลี่ยนเป็นเสียงถอนหายใจกังวาลลั่นไปทั่วห้องประชุม “งานเข้าเต็มใบ เอาไงดีวะกู” คิดไปพลางกลับไปนั่งหันหน้าประจันจอคอมพิวเตอร์ตัวเก่ง คิดซิคิด คิดก็ได้วะ ผ่านไปหลายชั่วโมง ไอ้ความคิดที่น่าสนใจมันหน้าตาเป็นยังไงวะ เจอแต่ความคิดอะไรก็ไม่รู้ที่ประสบการณ์บอกว่า…ไม่น่ารอด เราจะบอกว่านี่ไม่ใช่เรื่องแปลกเลย เพราะถ้าถามบรรดา Creative หรือ Marketer มือฉมังทั้งหลายว่า “คุณคิดไอเดียดี ๆ ออกตอนไหน” รับรองว่าไม่มีใครตอบว่าคิดออกหน้าจอคอมพิวเตอร์บนโต๊ะทำงาน หรือระหว่างโดนหัวหน้าไล่ซักไซ้หาไอเดียหรอกนะ บ้างก็ตอบว่า คิดออกตอนลงไปสูบบุหรี่ บางทีก็มักจะฟลุคคิดออกตอนเข้าห้องน้ำ ที่จริงแล้วนี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรือผลบุญโชคช่วยใด ๆ แต่มีการวิจัยพบว่า ไอเดียดี ๆ เกิดขึ้นได้ตอนเราไม่ได้หมกมุ่นกับมัน แม้วิทยาศาสตร์จะยังไม่ล้ำถึงขั้นบอกได้ว่าความคิดสร้างสรรค์มันก่อตัวขึ้นมาได้อย่างไร แต่สิ่งนึงที่รู้คือมันทำตัวลับ ๆ ล่อ ๆ ยิ่งไปรีดเค้นบีบบังคับให้มันออกมา มันยิ่งหดกลับเข้าไปซ่อนอยู่ในสมองทั้งสองซีก ในขณะที่เราหมกมุ่นอยู่กับมัน ก็เหมือนการที่เราถือของหนัก ๆ อยู่ตลอดเวลา ย่อมมีเมื่อยล้ากล้ามเนื้อกันเป็นปกติ งานวิจัยจาก Stanford University บอกว่าให้เลิกคิดถึงมัน แล้วหันไปทำอย่างอื่นแทน ออกไปเดินเล่น อาบน้ำ จูงหมา หาแฟน ก็เหมือนเป็นการ Relax
เมื่อก่อนมีเงินเขานับเป็นน้อง มีทองเขานับเป็นพี่ แต่เดี๋ยวนี้วิธีนับมันไม่เหมือนเก่าต่อให้เดินล่อนจ้อนออกนอกบ้าน ไม่คล้องทองหยองเต็มคอ หรือกระเป๋าสตางค์จะแฟ่บแค่ไหน ตราบเท่าที่มีสมาร์ทโฟนในกำมือมันก็อุ่นใจ เพราะเราอยู่ในสังคม cashless society ที่ถ้าย้อนกลับไป 5-10 ปีที่แล้ว พูดไปก็คงไม่มีใครเชื่อหรือนึกออกว่าเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ ที่ไร้พรมแดนหน้าตาเป็นอย่างไร พอ ๆ กับที่หลงลืมความยุ่งยากเดิมที่มีว่ากว่าจะซื้อของสักชิ้น จ่ายบิลสักอย่าง เราใช้ชีวิตกันด้วยความยุ่งยากขนาดไหน ระหว่างที่อ่านถึงตรงนี้หลายคนอาจจะกำลังมองว่ามันไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ถ้าลองย้อนคิดว่าปรากฏการณ์สเกลใหญ่ขนาดนี้ที่เกิดขึ้นในสังคมแถมผ่านมาเป็นปี ๆ แล้ว ใครเป็นคนทำ? ใครที่อยู่หลังการกดนิ้วบนจอกระจกตอบโจทย์การใช้ชีวิตพวกเรา คนที่แอบอยู่หลังความ Easy เหล่านั้น พวกเขาคือใคร ทำอาชีพอะไรกัน คำตอบคุณเหมือนที่เราจะเฉลยหรือเปล่า ? พวกเขาเหล่านี้คือ “คนธนาคาร” เมื่อปรากฎการณ์ดิจิทัลแบงกิ้งมันมาจากกลุ่ม “คนธนาคาร” คนที่เราไม่เคยมองเห็นหน้า และงาน UNLOCK ก็เป็นงานถนัดของพวกเราอยู่แล้ว UNLOCKMEN ขอถือโอกาสนี้บุกไปตามหาและพูดคุยกับคนเบื้องหลังกันให้มันลึกสุดใจกันถึงถิ่นที่ SCB สำนักงานใหญ่ อาณาจักรของพวกเขา กันดีกว่า รู้จัก “คนธนาคาร” กลุ่มคนสนุกสายดิจิทัลแบงกิ้ง ถ้าไม่นับรวมบรรยากาศครึกครื้นและคราคร่ำด้วยผู้คนยกฟลอร์ด้านนอกห้องที่เราคุยกัน คนต่างวัย ต่างสายอาชีพแต่เป็นเจ้าของความคิดสนุก
“พอทราบอายุขวัญตา น้องเอยพี่มา นั่งทำตาปริบๆ” อยู่ ๆ เพลงนี้ก็ดังเป็นเดจาวูในหู พอเราได้ยินว่า LAZADA ประกาศวันเกิดปีที่ 6 ยังจำได้ลาง ๆ ว่าเพิ่งจะจัดแคมเปญวันคนโสด 11.11 ฉายช่องปลายปีไปอย่างยิ่งใหญ่ โผล่มาอีกทีอายุ 6 ขวบ เสียแล้ว แถมหน้าฟีดตอนนี้ยังเต็มไปด้วยโปรโมชั่นส่วนลดมากมาย คอยไล่สะกดจิตให้เราต้องซื้อจากสื่อหลายช่องทาง ขณะที่คนอื่นกำลังคิดว่าบ่ายนี้กูจะซื้ออะไรดี แต่สาย BIZ อย่างเรากดเข้าเว็บฯ ดูไปเรื่อย ๆ แล้วเห็นทริคทางธุรกิจว่า เฮ้ย! ที่เขาฟาดฟันมาจนแข็งแกร่งในสาย E-commerce ขนาดนี้ มันไม่ได้มาเพราะถูกหวย แต่เพราะทิปส์เสริมกลยุทธ์ดี ๆ ที่เขาใช้ต่างหาก UNLOCKMEN คนไหนเป็นสาย BIZ มีเพจ มีธุรกิจออนไลน์ ลองเอากิมมิค 6 เรื่องนี้ไปเพิ่มในธุรกิจของคุณดู แล้วจะรู้ว่าเรื่องพวกนี้มันไม่ได้เล็กน้อยอย่างที่คิดจริง ๆ 6 TIPS เทรนใหม่ครองใจลูกค้าโซเชียล 1. CHATBOT สุดไฉไล ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ
หนึ่งในคำถามแรกสุดของการสัมภาษณ์งานแต่ละครั้งคงหนีไม่พ้น “แนะนำตัวเองหน่อยครับ” หรือ “เล่าเรื่องของคุณให้เราฟังหน่อยค่ะ” แม้จะดูเป็นคำถามสุดพื้นฐานและง่ายแสนง่ายเพราะก็แค่บรรยายความเป็นตัวเองให้เขาฟัง แต่หลายต่อหลายคนก็ตกม้าตายเพราะไม่รู้ว่าจะทำให้การแนะนำตัวเองนี้มันน่าสนใจหรือแตกต่างจากคนอื่นได้อย่างไร ? แค่แนะนำชื่อ นามสกุล จบจากที่ไหน ทำงานอะไรมา มีประสบการณ์แค่ไหนอาจจะเพียงพอสำหรับการให้ข้อมูล แต่การเริ่มต้นแบบที่แตกต่างจะสร้างความประทับใจและทำให้คุณได้เปรียบผู้เข้าสมัครคนอื่น ๆ แบบไม่เห็นฝุ่นแน่นอน “ผมสามารถสรุปความเป็นตัวเองได้ใน 3 คำ” : ดึงความสนใจจากคนสัมภาษณ์มาอย่างรวดเร็วด้วยการบอกเขาว่า ไม่ต้องฟังอะไรให้ยืดยาวแต่อย่างใด เริ่มต้นด้วยคำที่บ่งบอกความเป็นตัวคุณได้อยู่หมัดและสร้างสรรค์ เป็นการปล่อยหมัดฮุกเด็ดให้เขาอยากถามเราต่อไปว่าทำไมเราถึงเลือก 3 คำนี้ “โควตที่ผมใช้ในการดำรงชีวิตเสมอมาก็คือ …” : ยกโควตของคนดัง คนประสบความสำเร็จ (จะดีมากถ้าเป็นสายงานเดียวกับคุณ) หรือใครก็ได้ขึ้นมา เพื่อบอกให้เขารู้ว่านี่แหละคือวิถีที่คุณยึดถือมาตลอด วิธีการเลือกโควตที่ใช่ของคุณ หรือคนที่กล่าวโควตนั้นออกมามีผลอย่างมากต่อวิธีที่คนสัมภาษณ์จะมองคุณ ดีกว่าบอกลอย ๆ ว่าคุณเชื่ออะไร หรือดำรงชีวิตแบบไหน แต่ให้คำพูดของคนที่คุณยึดถือมาช่วยบอกด้วยกลาย ๆ “ปรัชญาส่วนตัวของผมคือ…” : การบอกปรัชญาในการใช้ชีวิตของตัวเองเป็นการบอกให้คนสัมภาษณ์รู้ว่าคุณไม่ได้แค่ใช้ชีวิต ทำงาน แล้วปล่อยให้วันเวลาไหลไปเรื่อย ๆ แต่คุณมีปรัชญาหลักที่คุณยึดถือ คุณเป็นนักคิด เป็นนักไตร่ตรอง และคุณจะใช้ชีวิตเพื่อบรรลุถึงปรัชญาที่คุณตั้งไว้ ไม่ใช่ใช้ชีวิตไปวัน ๆ “คนที่รู้จักผมดีมักจะบอกว่าผมเป็นคน…” :


