เพิ่งจะครบรอบ 40 ปี Unknown Pleasures หนึ่งในสุดยอดอัลบั้มทรงอิทธิพลของโลกใบนี้ไปหมาด ๆ เมื่อวันที่ 15 มิถุนายนที่ผ่านมา เชื่อว่าหลายคนต่อให้ไม่เคยฟังสักเพลงก็น่าจะเคยเห็น Art Work อัลบั้มนี้ผ่าน ๆ ตากันมาบ้าง ผลงานชุดนี้เป็นของวงดนตรีจากเกาะอังกฤษที่มีนามว่า Joy Division พวกเขาคือผู้บุกเบิกแนวดนตรีที่เรียกว่า โพสต์พังก์ (Post-Punk) เจ้าของเพลงฮิตตลอดกาลอย่าง Love Will Tear Us Apart ซึ่งอัลบั้ม Unknown Pleasures นี้แหละที่เป็นดั่งใบเบิกทางให้โลกได้รู้จักพวกเขาในปี ค.ศ. 1979 โพสต์พังก์ คือแนวดนตรีที่มีรากฐานมาจากพังก์ร็อก แต่มีการผสมผสานดนตรีและศิลปะแขนงอื่นเข้าไปในเพลง ดนตรีของ Joy Division จะมีความดิบ มืดหม่น แต่ก็มีเมโลดี้ที่ติดหู และมีทำนองสนุกสนาน เสียงร้องโทนต่ำสุดเย็นเยือกของ Ian Curtis ฟรอนต์แมนของวง ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Jim Morrison ฟรอนต์แมนวง The Doors แต่ในเวลาต่อมาวงโพสต์พังก์รุ่นหลังต่างนำเอาวิธีร้องลักษณะนี้มาต่อยอดงานเพลงของตน เมื่อเข้ายุค 80
เชื่อว่าคนรักเพลงสากลทุกคน แทบจะไม่มีใครไม่รู้จักเพลงเบสหนึบติดหูที่มีชื่อว่า ‘Uptown Funk’ ด้วยความฟังสนุก จึงทำเอาผู้คนโยกสนั่นทั่วบ้านทั่วเมือง แค่อินโทรขึ้นก็เป็นอันร้องอ๋อ ไม่ต้องรอให้ถึงท่อนฮุคก็จำได้ หากคุณเป็นหนึ่งในคนที่จดจำว่า Uptown Funk คือเพลงของ Bruno Mars รู้หรือไม่ว่าแท้จริงแล้วเพลงฮิตนี้เป็นของ Mark Ronson ต่างหาก! อีกทั้งชื่อของเขายังปรากฏอยู่บนหลากหลายเพลงฮิตอย่างเป็นปริศนา โดยไม่มีเสียงร้องของเขาสักท่อน วันนี้เราจะชวนคุณย้อนไปบนเส้นทางที่เป็นจุดเริ่มต้นของชายคนนี้ พร้อมตอบคำถามไปพร้อมกันว่า Mark Ronson คือใคร ทำไมมีชื่ออยู่บนเพลงดัง? Mark Ronson ชายคนนี้คือ DJ หนุ่มจาก London (ปัจจุบันอายุ 43 ปี) ด้วยความที่เป็นคนหลงใหลในเพลงหลากหลายแขนง เขาจึงสนุกกับการนำเพลงฮิตมา Cover ใหม่ แล้ว Remix ให้กลายเป็นเวอร์ชั่นที่แตกต่าง เขามักจะใช้ศิลปินคนอื่น ๆ มาเป็นผู้ถ่ายทอดเสียงร้องในเพลงของตัวเอง โดยให้เหตุผลว่าเขาเป็นคนร้องเพลงไม่เอาไหน เขาทำงานกับศิลปินเก่ง ๆ มากมาย จึงรู้ดีว่าเส้นเสียงที่ดีควรจะเป็นแบบไหน และก่อนหน้าที่ชื่อของเขาจะเป็นที่รู้จักในวงการ Mark Ronson มีอัลบั้มเป็นของตัวเองถึง 2 อัลบั้มคือ Here Comes the
หากใครฟังเพลงสากลบ่อย ๆ เชื่อว่าต้องเคยเข้าไปอ่านเนื้อเพลงในเว็บไซต์ชื่อดังอย่าง Genius กันบ้าง เพราะในนั้นไม่ได้มีแค่เนื้อเพลงเพียว ๆ แต่ยังเสริมที่มาที่ไป ข้อมูลต่าง ๆ รวมไปถึงความหมายเพลงที่มีทั้งแฟนเพลงและตัวศิลปินเองเป็นผู้เข้ามา Post อธิบายรายละเอียดเพิ่มเติม นอกจากนี้ Genius ยังมีรายการบนช่อง Youtube ที่น่าสนใจชื่อว่า Verified เพื่อให้ศิลปินมาอธิบายความหมายเพลงแบบท่อนต่อท่อนจากปากของตัวเอง และจับมือร่วมงานกับ Spotify เนื้อเพลงต่าง ๆ ที่ขึ้นในแอปฯ เขียวนั้นก็ล้วนมาจาก Genius ซึ่งยืนหนึ่งในวงการเนื้อเพลงขนานแท้ ล่าสุดทาง Genius ได้เผยหลักฐานชิ้นสำคัญออกสื่อว่าเว็บไซต์ระดับโลกอย่าง Google ขโมยเนื้อเพลงของพวกเขาไปไว้ในหน้าแสดงผลลัพธ์ของตัวเอง! ด้วยวิธีการพื้นฐานที่สุด ๆ นั่นก็คือการคลิกขวา Copy + Paste นั่นเอง ซึ่งเรื่องนี้พิสูจน์ได้จากรหัสมอร์สลับ ๆ ที่พวกเขาวางยาซ่อนเอาไว้ในเนื้อเพลง Not Today ของ Alessia Cara ด้วยการใส่สัญลักษณ์ Apostrophes (เครื่องหมาย ‘ ) ทั้งแบบตรงและแบบเอียง อย่าเพิ่งสับสนลองดูภาพด้านล่างก่อน Genius
“Safeplanet” ความหมายของมันคือการเป็นที่ปลอดภัยของพวกเรา เราอยากมีที่ที่เป็นจุดยืนของเราได้ เป็นเหมือนกับแกลเลอรีเล็ก ๆ ที่จะวาดหรือระบายอะไรลงไปในนั้นก็ได้ โดยที่ไม่มีใครมามองว่ามันถูกหรือผิด” ความหมายของชื่อวงดนตรีที่เกิดจากความหลงใหลเสียงเพลงของ เอเลี่ยน-ฐิติภัทร อรรถจินดา (ร้องนำ-กีตาร์) ดอย- อภิวิชญ์ คำฟู (กลอง) และ ยี่-ชยปัญญ์ จันทรานุสนธิ์ (เบส) จนเกิดเป็นวงดนตรีที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เสียงกีตาร์ลีดและจังหวะเครื่องเคาะ รวมไปถึงเนื้อร้องและทำนองที่ทั้ง 3 คนกลั่นกรองออกมาเป็นเพลงที่พวกเขาเรียกกันว่า “แนวเซฟ” นับตั้งแต่ “กล่องดำ” เพลงแรกที่ปล่อยออกมา จนมาถึง “ข้างกาย” ซิงเกิ้ลล่าสุด พวกเขาต้องลองผิดลองถูกกับอะไรมาบ้างกว่าจะก้าวมาถึงจุดนี้และอะไรคือสิ่งที่ทำให้ทั้งสามยังคงยึดถือแนวทางและตัวตนในการเล่นดนตรีแบบ Safeplanet อยู่เสมอ มาทำความรู้จักกับศิลปินวงแรกของ UNLOCKMEN “GARAGE : Live Session” งานดนตรีสดสุดมันส์ แต่บรรยากาศอบอุ่นชิดใกล้เหมือนฟังเพลงที่หลังบ้านใครสักคน เล่าถึงจุดเริ่มต้นของ Safeplanet ให้ฟังหน่อย ดอย : จุดเริ่มต้นของเราเริ่มจากเมื่อก่อนผมกับเอเคยทำวงดนตรีด้วยกันมาก่อน ตอนนั้นใช้ชื่อว่า Shadow Snare ครับ ทำกันมาได้สักระยะมาถึงจุดหนึ่งที่ความคิดไม่ตรงกันวงก็เลยแตกไป ทำให้เหลือกันอยู่สองคน ตอนนั้นเราชอบสไตล์ดนตรีที่เหมือนกัน เอก็เลยชวนผมเริ่มทำวงใหม่ เอเลี่ยน : เริ่มจากที่ดอยเล่ามาครับ ผมกับดอยมาตั้งเป็น Safeplanet ส่วนยี่เป็นรุ่นน้องที่มหิดล
หากพูดถึงคำว่า Britpop เชื่อว่าแฟนเพลงหลายคนจะต้องคิดถึงชื่อของ Oasis หรือ Blur ขึ้นมาทันทีแบบไม่ต้องคิด ในช่วงกลางปี 1990 เพลง Alternative Rock จากอังกฤษกลายเป็นคลื่นวัฒนธรรมลูกใหญ่ที่สาดซัดไปทั่วโลก มี 4 วงดนตรีแถวหน้าที่ผงาดง้ำกว่าใคร นั่นก็คือ Oasis, Blur, Suede และ Pulp พวกเขาถูกผู้คนเรียกว่า Big Four แห่งยุค 90 เกิดการช่วงชิงตำแหน่งบนชาร์ตและพื้นที่สื่อกันไปมาอย่างไม่มีใครยอมใคร แต่ Oasis และ Blur ดูจะเป็นที่นิยมมากกว่าในบ้านเรา ซึ่งวันนี้เราจะมาพูดถึงวง Blur กัน พวกเขามีเพลงฮิตเหนือกาลเวลามากมาย ไม่ว่าจะเป็น Song2, Girls and Boys, Tender หรือ Parklife แต่เราจะไม่พูดถึงเพลงเหล่านั้น เพราะนี่คือเพลย์ลิสต์รวมเพลงอื่น ๆ ที่ไม่ดังแต่ฟังดีของ Blur สำหรับสาวกก็อาจจะฟังกันเป็นประจำอยู่แล้ว แต่ใครที่ไม่ได้ฟังวงนี้บ่อยนัก บอกตรง ๆ ว่าเราไม่อยากให้พวกคุณพลาดของดีที่กำลังจะกล่าวถึงในต่อไปนี้…
แฟนเพลงอย่างเรา ล้วนเข้าใจดีว่าสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า ‘ศิลปิน’ ไม่เหมือนปุถุชนคนทั่วไป พวกเขาคือเหล่าอัจฉริยะสมองใสผู้พร้อมจะปล่อยความปราดเปรื่องลงไปบนตัวโน้ต ซึ่งทักษะชั้นสูงเหล่านั้นแค่บทเพลงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ พวกเขาบางคนยังระเบิดความสุดโต่งมาให้แฟนเพลงปวดหัวเล่น ด้วยการตั้งชื่อวงโลดโผนเกินมนุษย์ธรรมดาแบบพวกเราจะหยั่งถึง วันนี้เราจะหยิบยกตัวอย่างการตั้งชื่อสุดพิลึกกึกกือบางชื่อมาให้ทุกท่านได้ประจักษ์ไปพร้อม ๆ กัน Kakkmaddafakka วง Indie-rock จาก Norway ที่หลายคนอ่านชื่อครั้งแรกต้องขมวดคิ้ว แท้จริงแล้วชื่อวงนี้อ่านง่ายตรงตัวได้ว่า kakk-mad-da-fak-ka ถามว่าทำไมตั้งชื่อนี้ วงบอกว่าตั้งใจให้มันเป็นคำหยาบในภาษาอังกฤษคำนั้นนั่นแหละ (ฮา) แต่โดยรวมเพลงของพวกเขาดีมาก แถมโดนสื่อหลายเจ้าชมว่าเป็นวงที่เล่นสดดี Energy เหลือล้นอีกด้วย Lynyrd Skynyrd วง Southern rock ชื่อดังจากรัฐฟลอริดา เจ้าของเพลงดัง Sweet home Alabama ที่เชื่อว่าใครเห็นชื่อวงครั้งแรกต้องไม่กล้าอ่านออกเสียง Lynyrd Skynyrd อ่านออกเสียงว่า Leonard Skinner มาจากชื่อครูพละคนหนึ่งที่ชอบทะเลาะกับสมาชิกในวงเป็นประจำสมัยพวกเขายังเรียนไฮสคูล เพราะพวกเขาทำผิดกฎโรงเรียนที่ห้ามเด็กผู้ชายไว้ผมยาวยังไงล่ะ! The The วงนี้ชื่ออ่านง่าย แต่ชวนงง The The (เดอะ เดอะ) เป็นวงดนตรีที่เริ่มต้นจากแนว Post-Punk สู่การเป็นวง Musical /
คอเพลงกับการฟังดนตรีสดเป็นของคู่กัน แต่ก็ใช่ว่าเราจะตามดูได้ทุกวง เนื่องด้วยปัจจัยหลาย ๆ อย่างทั้งเงินและเวลา แถมศิลปินบางคนเหมือนไม่เคยรับรู้มาก่อนด้วยซ้ำว่ามีประเทศชื่อ Thailand อยู่ในแผนที่โลก! แต่ในยุคที่อินเทอร์เน็ตเฟื่องฟูแบบนี้ ทุกอย่างพอจะมีทางออก เพราะมี Youtube Chanel มากมายพร้อมนำศิลปินที่คุณชอบมาเล่นสดให้ฟัง ถึงฟีลจะไม่ได้เท่าดูของจริง แต่ก็ยังพอยาใจคนรักเพลงไปได้บ้าง วันนี้เราขอยกแต่ละช่องที่น่าสนใจมาแนะนำคุณ อย่าเพิ่งคิดว่าทุกช่องจะเหมือนกัน เพราะแต่ละช่องเขาก็มีเอกลักษณ์ มีเสน่ห์ และวิธีนำเสนอที่แตกต่างกัน จะมีอะไรบ้าง มาดูกันเลย NPR Music Tiny Desk ช่องนี้พื้นเพอยู่ที่เมือง Washington, D.C. ประเทศอเมริกา จุดเด่นคือการนำศิลปินมาร้องเพลงในเวอร์ชันอะคูสติก โดยมีฉากหลังเป็นห้องน่ารัก ๆ ที่เต็มไปด้วยหนังสือและแผ่นเสียง ซึ่งศิลปินที่คัดมาก็มีหลากหลายแนว ตั้งแต่ศิลปินท้องถิ่นไปจนถึงคนมีชื่อเสียงแล้ว อย่าง Mac Miller เองก็เคยมาเปิดโชว์อะคูสติกที่รายการนี้เช่นกัน นับว่าเป็นอะไรที่หาดูยากและเป็นความทรงจำที่ดีเกี่ยวกับเขาเลยทีเดียว ใครสนใจก็ลองเข้าไปดูได้ นาน ๆ ทีจะมีสัมภาษณ์หรือสารคดีที่น่าสนใจมาให้ดู (ขนาดตัวละคร Sesame Street ยังเคยมาออกเลย) KEXP KEXP คือแชนแนลคลื่นวิทยุจากเมือง Seattle ประเทศอเมริกา
ถึงจะเป็นเพลงร็อกเหมือนกัน แต่หลาย ๆ ครั้ง ซาวด์ดนตรีจากศิลปินแต่ละประเทศมีเอกลักษณ์ที่ต่างกัน ซึ่งถ้าคนฟังฝั่งใดฝั่งหนึ่งมากกว่าก็อาจจะทายถูกได้ไม่ยาก เว้นแต่ใครที่ฟังได้ทั้งสองฝั่งบางครั้งคงมีไขว้เขวหรือสับสนบ้าง จริง ๆ แล้วไอ้สิ่งนี้มันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร แถมยังน่าสนุกดี ถ้าเราจะเอามาทายขำ ๆ ในวงเพื่อนคอเพลงด้วยกันเหมือนเกมแฟนพันธุ์แท้ว่า ‘เพลงที่เปิดอยู่นี้เป็นของวงอังกฤษหรืออเมริกัน’ น่าจะสร้างความครื้นเครงและได้แชร์เพลงกันฟังมากยิ่งขึ้น ว่าแล้วก่อนจะเอาไปเล่นกับเพื่อนจริง ๆ ลองมาทายขำ ๆ กับ Unlockmen กันสัก 10 วงดีกว่า ถือเสียว่าเป็นการลองภูมิตัวเองไปในตัว กติกาง่าย ๆ แค่อย่าเพิ่งไปเปิด Google มาตอบ สำหรับใครที่ยังไม่ทันกดฟังก็เดาได้ รู้จักทุกวงอยู่แล้วก็ไม่เป็นไร เพราะนั่นถือว่าคุณเก่งมากเลย! 1. SWMRS เป็นวงอังกฤษหรืออเมริกัน? เฉลย: อเมริกัน 2. Placebo เป็นวงอังกฤษหรืออเมริกัน? เฉลย: อังกฤษ 3. The Killers เป็นวงอังกฤษหรืออเมริกัน? เฉลย: อเมริกัน (แฟนเพลงอาจจะคิดว่าถามอะไรเนี่ย! แต่เชื่อเถอะว่าวงนี้ติดอันดับต้น ๆ ที่คนมักสับสนเลยนะ)
เคยไหมเวลาบอกเพื่อนว่าชอบฟังเพลงร็อกแล้วคุณจะต้องโดนทำสัญลักษณ์แบบนี้พร้อมแลบลิ้นใส่ (ถ้าไม่เคยก็ดีไป) ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติ เพราะสัญลักษณ์มือแบบนี้เป็นสิ่งที่อยู่คู่กับวัฒนธรรมชาวร็อกมาอย่างยาวนาน ไม่ว่าจะร็อกประเทศไหน อังกฤษ อเมริกา แคนาดา หรือไทย ก็ล้วนแล้วแต่ทำมือเหมือนกันทั้งนั้น หากคุณเป็นหนึ่งในคนที่ยังไม่รู้ที่มาที่ไปของมันละก็ วันนี้เราจะพาคุณเจาะเวลาหาอดีต มาดูกันว่าสิ่งนี้เริ่มต้นจากอะไรกันแน่? ชาวร็อกบอกต่อกันว่าชายคนแรกที่ทำให้สัญลักษณ์แบบนี้แมสในวงการก็คือ Ronnie James Dio นักร้องคนที่ 2 ของคณะ Black Sabbath วง Heavy Metal รุ่นบุกเบิกแห่งยุค 70 นั่นเอง เนื่องจากตัวเขารู้สึกว่านักร้องคนก่อนหน้าอย่าง Ozzy Osbourne เป็นคนมีเอกลักษณ์มาก โดยเฉพาะการทำมือชูสองนิ้ว (Peace Sign Hand) เขาจึงต้องหาอะไรมาดึงดูดแฟนเพลงบ้าง ซึ่งแท้จริงแล้วไอ้มือแบบนี้ Ronnie เอามาจากคุณยายเชื้อสายอิตาเลียนของเขา เธอมักจะยกมือทำสัญลักษณ์แบบนี้ทุกครั้งเวลาต้องการขับไล่สิ่งชั่วร้าย Ronnie คิดว่ามันก็เท่ดี เลยลองเอามาทำตอนขึ้นเวทีดูบ้าง ปรากฏว่าแฟนเพลงทำตามกันถ้วนหน้า จนกลายเป็นวัฒนธรรมแบบที่พวกเราเห็นกันในปัจจุบัน ฉะนั้นอาจถอดสมการได้ว่าจุดกำเนิดความแมสของมันอยู่ที่ราว ๆ ปี 1980 – 1982 ช่วงที่ Ronnie James Dio ยังอยู่ในฐานะฟรอนต์แมนของ Black Sabbath
เป็นอีกครั้งที่ UNLOCKMEN ได้แวะเวียนไปเยี่ยมชายคา What The Duck โดยที่ผ่านมาเรามีโอกาสพูดคุยกับศิลปินจากค่ายนี้มากมายหลายคน แต่คราวนี้คนที่อยู่ตรงหน้าคือศิลปินน้องใหม่ของค่ายอย่าง ‘BOWKYLION’ หรือ โบกี้-พิชญ์สินี วีระสุทธิมาศ หลายคนอาจติดตามเธอพร้อม ๆ กับผู้ติดตามอีกกว่า 5 แสน 2 หมื่นคนทาง YouTube หลายคนอาจรู้จักเธอผ่านการประกวด The Voice Thailand จะว่าเราเป็นแฟนคลับเธอก็ไม่เชิงนัก เรียกว่าเติบโตมาด้วยกันดีกว่า ด้วยช่วงวัยที่ใกล้เคียงกัน เคยฟอร์มวงประกวด Hotwave Music Awards ต่างกันที่วงเธอเข้ารอบ วงเราตกรอบ เท่านั้นเอง แต่ด้วยคาแร็กเตอร์ที่ชัดเจนของโบกี้ ทำให้ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้เราก็ยังจดจำเธอได้เป็นอย่างดี ครั้งนี้จึงเป็นโอกาสดีที่เราจะได้สนทนากับเธอ เรื่องราวจากจุดเริ่มต้นที่ทำให้เธอหลงรักการร้องเพลงจนถึงตอนนี้ เส้นทางที่ผ่านมาเป็นอย่างไรและจะมุ่งไปทางไหนในอนาคต เริ่มรู้ตัวตอนไหนว่าชอบร้องเพลง? จริง ๆ ก็รู้ตัวตั้งแต่ตั้งแต่ยังไม่รู้ตัว เพราะว่าเริ่มร้องเพลงได้ตั้งแต่พูดได้ ในความรู้ตัวก็มีความไม่รู้ตัวอยู่ เอาจริง ๆ ก็จำไม่ได้แล้วว่าตอนไหน เพราะเราได้รับอิทธิพลจากครอบครัวด้วยหรือเปล่า ? เพราะคุณแม่เป็นนักร้องเหมือนกัน ถือว่ามีอิทธิพลมาจากครอบครัวเหมือนกันเพราะคุณแม่เล่าให้ฟังว่าตอนที่อุ้มท้องอยู่ก็ร้องเพลงตลอด อยากให้ลูกร้องเพลงได้ ตอนที่จะเรียนดนตรีที่มหิดลก็ตัดสินใจเด็ดขาดแล้วว่าจะเลือกการร้องเพลงเป็นอาชีพเลยไหม? จริง ๆ ตอนนั้นก็ไม่มั่นใจนะคะ เข้ามั่ว ๆ เลย ตอนแรกที่เข้ามหิดลก็คือ เห็นเขาบอกว่ามีเอก
หลายคนรอผลงานใหม่ของศิลปินที่ตัวเองชอบมานานแสนนาน แต่พอเขาปล่อยอัลบั้มออกมาจริง ๆ ดันพลาดตกข่าวซะงั้น! ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติของคนฟังเพลงเยอะ ยิ่งบางคนหาย 4-5 ปีขึ้นไป แม้เคยชอบแค่ไหนก็หลุดวงโคจรกันได้ วันนี้เราเลยจะมาสะกิดบอกคอเพลงว่า ในช่วงเร็ว ๆ นี้มีศิลปินคนไหนเตรียมจะปล่อยงานกันบ้างในเร็ว ๆ นี้ จะได้กาปฏิทิน ตั้งแจ้งเตือนกันได้ถูกวัน TIM – Avicii Release: 6 June 2019 แม้ว่าดีเจมากความสามารถคนนี้จะจากพวกเราไปแล้ว แต่ทีมงานของเขาได้นำบทเพลงที่ยังไม่ถูกปล่อยของเขามาสานต่อ จนเกิดเป็นอัลบั้มนี้ขึ้นมา ซึ่งคำว่า Tim มาจากชื่อจริง Tim Bergling ของเขานั่นเอง ส่วนอัลบั้มนี้ที่จริงก็ถูกปล่อยออกมาเรียบร้อยแล้ว แต่เราอดพูดถึงไม่ได้จริงๆ Doom Days – Bastille Release: 14 June 2019 หลังจากได้ฟังทั้งสามซิงเกิ้ลที่ปล่อยออกมาก่อนหน้าก็บอกได้เลยว่าวงคงจะเดินหน้าความเป็น Electronic Pop กันเต็มตัว สำหรับอัลบั้มนี้จะมีจำนวนเพลงทั้งหมด 11 แทร็ก ใครยังไม่ได้ฟังก็ไปหาเพลง Joy, Doom Days และ Those Nights
ดนตรีกับแฟชั่นมีความคล้ายคลึงกันในเรื่องการสร้างสุนทรีย์และแรงบันดาลใจ UNLOCKMEN ได้พบกับวงดนตรีอินดี้-ป๊อปร็อก วงหนึ่งที่นำดนตรีและแฟชั่นร้อยเรียงออกมาเป็นบทเพลงเพื่อบอกเล่าประสบการณ์ สิ่งที่ทำให้เราสนใจวงดนตรีที่มีชื่อว่า De Flamingo มีหลายอย่างทั้งบทเพลงที่หนักแน่นสื่ออารมณ์ เนื้อเพลงที่เล่าเรื่องราวกินใจ รวมถึงแฟชั่นที่จัดจ้านของสมาชิกแต่ละคนไม่ว่าจะเป็น โบนัส (ร้องนำ), จา (เบส), ปอม (กีตาร์) และ บีม (กลอง) แต่ละคนมีสไตล์ที่ไม่เหมือนกันแต่มารวมวงกันเพราะคำว่าดนตรี เมื่อเราได้นั่งพูดคุยกับพวกเขาพักใหญ่ก็ทำให้รู้ว่านอกจากเพลงและแฟชั่นแล้ว De Flamingo เป็นวงดนตรีมีที่อะไรมากกว่าที่เราเห็น ในวันที่เพลงร็อกมีแต่สีดำ De Flamingo กลับปรากฏตัวพร้อมกับสีชมพู มารวมตัวกันได้อย่างไร ? โบนัส: จุดเริ่มต้นการทำวงของเราเกิดขึ้นเพราะเราเรียนที่ดุริยางคศิลป์มหิดลเหมือนกัน ผมกับจายังไม่รู้จักใครมาจึงรวมวงกันแค่สองคนก่อน จากนั้นก็หาสมาชิกไปเรื่อย ๆ ตอนแรกมีนักร้องนำเป็นผู้หญิงแล้วก็ทำวงจนจะจบปีสี่วงก็แตกไป หลังจากวงแตกแล้วเกิด De Flamingo ขึ้นมาได้อย่างไร ? โบนัส: ตอนแรกเคว้งกันอยู่ช่วงหนึ่งเพราะเราตั้งใจทำวงนี้มาก ๆ แต่ด้วยสมาชิกมีความฝันกันคนละอย่าง บางคนออกจากวงเพื่อไปทำตามฝัน บางคนตัดสินใจจะเดินทางต่อด้วยสมาชิกที่เหลือ ทุกอย่างต้องเริ่มต้นใหม่จากนักร้องนำหญิงที่เป็นคนเล่าเรื่องก็ต้องเปลี่ยนมาเป็นผู้ชาย วันที่กำลังปรึกษากันผมดันพูดขึ้นมาว่า De Flamingo ก็เลยได้ชื่อวงแบบไม่ได้ตั้งใจ ทำไมต้อง De Flamingo ? โบนัส: ผมเป็นคนชอบดูนิตยสารแฟชั่นครับ


