ยามสงคราม คือช่วงเวลาที่ผลักดันให้เกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ บนโลกแบบก้าวกระโดด โดยมีเป้าหมายคือการแสดงแสนยานุภาพข่มศัตรูเพื่อความได้เปรียบในการทำสงคราม ไม่ว่าจะเป็นการอำนวยความสะดวกให้กองทัพ หรือการใช้ชีวิตประจำวันที่สบายขึ้นของเหล่าพลเรือน แต่ถึงแม้เทคโนโลยีที่สร้างมาจะดีเลิศมากแค่ไหน หากเจ้าของไม่รู้วิธีการใช้ที่ถูกต้อง เทคโนโลยีที่สร้างขึ้นมาก็สามารถกลายเป็นปัญหาชิ้นโตที่คาดไม่ถึงได้ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เยอรมันคือชาติที่มีความเจริญล้ำหน้าไม่แพ้ชาติใดในโลก พวกเขาผลิตเทคโนโลยีออกมามากมายเพื่อความได้เปรียบในทุกๆ ด้าน ไม่เว้นแม้แต่เรื่องห้องน้ำภายในเรือดำน้ำ เนื่องจากการปล่อยสิ่งปฏิกูลของเรือในขณะดำน้ำลึกไม่สามารถทำได้ จำเป็นต้องเก็บของเสียเอาไว้ในถัง และปล่อยทิ้งลงทะเลได้เฉพาะตอนเรือดำน้ำลอยอยู่ในเขตน้ำตื้น เนื่องจากระบบขับถ่ายของเสียถูกออกแบบสำหรับแรงดันน้ำต่ำ ทำให้มีปัญหาเกิดขึ้นคือ หากสงครามดำเนินไปยาวนาน เป็นเหตุให้เรือต้องดำน้ำลึกเพื่อคอยสอดแนมศัตรู การต้องลอยกลับมาเหนือน้ำเพื่อปล่อยของเสียทิ้งเป็นเรื่องเล็กน้อยที่ไม่คุ้มความอันตรายหากศัตรูผ่านมาเจอ วิศวกรของกองทัพเยอรมันจึงได้ผลิตโถสุขภัณฑ์ในเรือดำน้ำรุ่นใหม่ ที่มีความซับซ้อนกว่าของเรือดำน้ำทั่วไป สามารถระบายของเสียได้ทันที แม้ว่าจะอยู่ในน้ำลึก โดยการปล่อยของเสียผ่านช่องแรงดันสูง ส่งเข้าสู่ถังอากาศก่อนที่จะดีดทิ้งสู่ท้องทะเลอันกว้างใหญ่ในที่สุด ช่วยให้เรือดำน้ำสามารถอยู่ใต้น้ำได้นานขึ้นโดยไม่ต้องกลัวส้วมเต็มอีกต่อไป แต่ในการใช้งานห้องน้ำระบบใหม่ มีวิธีการใช้งานที่เคร่งครัดเพื่อความปลอดภัย จึงจำเป็นต้องมีลูกเรือที่ผ่านการฝึกใช้งานห้องน้ำประจำอยู่บนเรือ เพื่อคอยแนะนำวิธีการใช้งานกับลูกเรือคนอื่นๆ พระเอกของเรื่องนี้คือเรือดำน้ำ U-1206 เป็นเรือดำน้ำประเภท VIIC ตัวใหม่สุดไฮเทคของกองทัพนาซี ได้ฉายาว่า “นักล่าแห่งท้องทะเล” ก็ได้มีการติดตั้งสุขภัณฑ์รูปแบบใหม่เช่นกัน เรือลำนี้ดูแลโดย กัปตันคาร์ล อดอล์ฟ ชลิตต์ (Karl-Adolf Schlitt) แต่เรือลำนี้ยังอยู่ในช่วงฝึกการรบ พวกเขาถูกส่งไปฝึกลาดตระเวนในแถบทะเลเหนือ ตั้งแต่ช่วงปี ค.ศ.1944 ถึงต้นปี ค.ศ.
‘ญี่ปุ่น’ คือดินแดนแห่งความแตกต่าง พวกเขาล้วนมีเรื่องเล่าที่เป็นเอกลักษณ์ มีทั้งเรื่องน่าชื่นชมยินดี มีทั้งเรื่องสลดหดหู่ชวนประณาม ทุกอย่างเปลี่ยนผ่านไปตามค่านิยมของสังคม อะไรถูก อะไรผิด ช่วงเวลาที่แตกต่างจะเป็นผู้กำหนดแล้วให้สังคมตัดสินว่าสิ่งเหล่านั้นถูกต้องหรือไม่ถูกต้องกันแน่ แม้ปัจจุบันแทบทุกประเทศมักสอนลูกหลานให้ดูแลพ่อแม่เมื่อพวกเขาแก่ตัวลง ทว่าช่วงเวลาหนึ่งในประเทศญี่ปุ่นกลับมีเรื่องเล่าถึงการทิ้งเหล่าผู้ชราไว้กลางป่า หรือภูเขาที่ห่างไกลชุมชน แล้วปล่อยให้พวกเขาได้ใช้ชีวิตช่วงสุดท้ายตามยถากรรม ธรรมเนียมการทิ้งคนแก่ที่ว่ามีชื่อเรียกว่า อูบะสุเตะ (Ubasute) หรือบางครั้งเพี้ยนเสียงเป็น โอบะสุเทะ (Obasute) ที่มีความหมายว่าการทิ้งคนชราหรือทิ้งบุพการี มีบันทึกบางส่วนระบุว่าอูบะสุเตะถูกเขียนขึ้นในสมัยเอโดะ เรื่องเล่าของหลายครอบครัวจะนำญาติพี่น้องวัยชราที่ร่างกายอ่อนแอขึ้นหลัง แบกเดินเข้าไปในป่าลึก บ้างก็เดินขึ้นเขาไปยังพื้นที่รกร้าง แล้วทิ้งญาติผู้นั้นไว้เดียวดายจนตาย เพื่อลดค่าใช้จ่ายในช่วงเวลาที่อดอยากยากลำบาก และผู้ชราที่ถูกเลือกก่อนมักเป็น ‘เพศหญิง’ ชาวญี่ปุ่นบางส่วนจะเรียกอูบะสุเตะว่าเป็นวัฒนธรรมย่อย เพราะเชื่อว่าเรื่องราวการทิ้งบุพการีให้ตายกลางป่าเป็นเรื่องที่เคยเกิดขึ้นจริงในประวัติศาสตร์ ทว่านักประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่ไม่ปักใจเชื่อว่าเป็นเรื่องจริง พร้อมพยายามหาหลักฐานอ้างอิงว่าอูบะสุเตะเป็นเพียงเรื่องเล่า พบในบทกวีหรือนิทานพุทธศาสนาเท่านั้น ดังเช่นนิทานเรื่องหนึ่งที่เล่าถึงแม่ลูกคู่หนึ่งไว้ชวนหดหู่ใจ ‘ในส่วนลึกของภูเขา ลูกชายแบกแม่ขึ้นหลังเดินเข้าไปทิ้งในป่าตามธรรมเนียม ผู้เป็นแม่ขี่หลังลูกคอยหักกิ่งไม้ที่แขนเธอเอื้อมถึงตลอดทาง ด้วยเป็นห่วงเวลาขากลับ ลูกชายที่เธอรักจะได้ไม่หลงทาง’ อีกหนึ่งสมมติฐานเกี่ยวกับอูบะสุเตะ เล่าว่าการทิ้งพ่อแม่วัยชราเป็นเพียงแค่การเปรียบเปรยสิ่งที่ลูกหลานชาวญี่ปุ่นปฏิบัติต่อผู้สูงอายุ เพื่อสอนสั่งเป็นภาพสะท้อนว่าวัยเด็กพ่อแม่อุ้มชู ดูแลจนเติบใหญ่ แต่เมื่อพ่อแม่แก่ตัวเด็ก ๆ กลับนำพวกเขาไปทิ้งไว้ให้รอความตาย เพื่อให้ตระหนักถึงประเด็นความกตัญญู เรื่องราวการทิ้งผู้สูงอายุที่เป็นตำนานบอกเล่าต่อกันมา สอดคล้องกับชื่อภูเขาอูบะสุเตะ (Ubasute-yama) ที่บางคนเรียกว่า ภูเขาคามูริกิ (Kamuriki-yama) ที่มีความสูงกว่า 4,108