ในหนึ่งชีวิตนี้เราทุกคนล้วนเคยป่วย เราอาจเคยเป็นหวัดเพราะอากาศเปลี่ยน เราอาจเคยเป็นไข้เลือดออกเพราะโดนยุงลายที่มีเชื้อกัด เราอาจเคยเป็นไมเกรนเพราะเครียดกับงานที่ทำมากเกินไป การป่วยจึงเกิดขึ้นได้กับทุกคนเป็นปกติ และอาการป่วยส่วนใหญ่รักษาให้หาย หรือหาวิธีร่วมอยู่กับอาการได้ เมื่อร่างกายป่วยได้ ก็หมายความว่าความรู้สึก จิตใจที่ผ่านการสั่งการจากสมองนั้นป่วยได้เช่นกัน ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรถ้าเราจะได้เจอคนที่ป่วยใจในชีวิต บางคนเป็นโรคซึมเศร้า บางคนอาจเป็นไบโพลาร์ บางคนอาจเป็นโรคเครียด ฯลฯ แต่เมื่อคนใกล้ตัว โดยเฉพาะคนที่เรารักป่วยใจ เราคงอยากรู้ว่าเราควรเข้าใจโรคซึมเศร้าแบบไหน มีอะไรที่เราต้องยอมรับบ้าง วันนี้ UNLOCKMEN ชวนทำความเข้าใจไปพร้อมกัน แง่บวกมากไปไม่ช่วยอะไร เราล้วนเลือกทำอะไร พูดอะไรกับคนที่เรารัก เพราะความหวังดี โดยเฉพาะเมื่อเขาป่วย เรายิ่งรู้สึกว่าอยากไล่เมฆหมอกแห่งความอึมครึมหม่น ๆ ที่เขารู้สึกออกไปให้พ้น เราเลยเลือกโยน “ก้อนการมองแง่บวก” ใส่เขารัว ๆ ในวันที่เขาบอกความรู้สึกว่าเศร้า เราก็ดันไปบอกเขาว่าอย่าคิดมากเลย มีคนลำบากตั้งเยอะ, เศร้าทำไม ชีวิตมีสิ่งสวยงามอีกมาก แม้เราจะพยายามชวนให้เขามองโลกในแง่บวกเพราะเจตนาดี แต่อย่าลืมว่าการทำมากไป หรือบ่อยไป มันไม่ต่างจากการที่เรามองข้ามสิ่งที่เขารู้สึก หรือบอกว่าเขาผิดเองที่ไม่มองโลกในแง่บวก ดังนั้นคุณต้องอย่าลืมว่าเขาไม่ได้อยู่ ๆ อยากเศร้าหรือห่อเหี่ยวแบบนี้ แต่มันคืออาการของโรค เหมือนเวลาเป็นหวัดแล้วน้ำมูกไหล เราห้ามน้ำมูกไม่ได้ เช่นเดียวกับที่จะไปห้ามเขาเศร้าไม่ได้ สิ่งที่ดีที่สุดคือการพยายามรับฟังเวลาเขาบอกว่าเขารู้สึกอะไร โดยไม่ตัดสินสิ่งที่เขารู้สึก ยืนเคียงข้างทุกเป้าหมายของเขา สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นเมื่อป่วยเป็นโรคซึมเศร้าคือการขาดแรงจูงใจ
สุดสัปดาห์มาถึง พร้อมบรรยากาศวันลอยกระทงของปี 2020 ที่ตรงกับวันที่ 31 ตุลาคมพอดิบพอดี ถึงหลายปีที่ผ่านมาเราจะออกไปลอยหรือไม่ลอยกระทงบ้าง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการได้ดื่มด่ำบรรยากาศริมแม่น้ำนั้นช่วยเยียวยาหัวใจที่เหนื่อยล้าจากการงานมาทั้งสัปดาห์ได้อยู่หมัด โดยเฉพาะคืนลอยกระทงที่พระจันทร์สว่างนวล มีแสงเทียนจากกระทงวิบไหวให้เราได้ผ่อนคลาย อย่ามัวนอนอยู่บ้านเฉย ๆ ลองดู 5 บาร์ที่เราอยากชวนไปรู้จัก รับรองว่าลมแม่น้ำ แสงจันทร์สะท้อนคลื่น และกลิ่นเฉพาะของเจ้าพระยาจะช่วยปลอบโยนหัวใจและร่างกายแสนเหนื่อยล้าได้แน่นอน Samsara Bar ถ้าจะมีสักพื้นที่ในเมืองหลวงอันวุ่นวายแห่งนี้ที่เป็นเหมือนสถานที่พักใจ สถานที่ที่เวลาเดินช้าลง และทำให้เราได้อยู่กับแต่ละวินาทีตรงหน้าอย่างเต็มอิ่มที่สุด เราขอยกให้ Samsara Bar เป็นหนึ่งในสถานที่นั่น การที่ที่ตั้งบาร์ซ่อนตัวอยู่ในซอกซอยที่ต้องเดินผ่านอู่ซ่อมรถเข้ามา ยิ่งทำให้เหมือนเราได้เดินทางเข้าไปสู่อีกโลก พร้อมกับที่บรรยากาศของ Samsara Bar อยู่ชิดแม่น้ำเจ้าพระยาในระดับที่ได้ยินเสียงคลื่นแม่น้ำซัดฝั่งทุกครั้งที่เรือแล่นผ่าน ชวนให้หัวใจสงบอย่างประหลาด ที่นี่บริการเครื่องดื่มหลายประเภท รวมถึงอาหารที่พอกินแบบหอมปากหอมคอ (ถ้าไม่อิ่ม เดินไปกินต่อที่เยาวราชได้อย่างอิ่มหนำ) ที่สำคัญในร้านมีแมวคอยเดินนวยนาดเพิ่มบรรยากาศผ่อนคลาย ใครอยากลองสัมผัสบรรยากาศที่เวลาเดินช้าลง ห้ามพลาด Location: 1612 ถนน ทรงวาด แขวง สัมพันธวงศ์ เขต สัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร Open: 5.00 pm – 12.00 am
เมื่อเทศกาล Halloween วนกลับมาอีกหน ปีนี้หลายคนอาจไม่ได้ออกท่องราตรีที่ไหนเพราะกลัวคนเยอะ คนแน่น แล้วต้องกลับมากังวลเรื่อง COVID-19 การเลือกอยู่บ้าน แล้วหาหนังหลอน ๆ รับกับบรรยากาศวันปล่อยผีดูสักเรื่องหรือหลายเรื่องก็เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ แต่หนังผีใคร ๆ ก็คงแนะนำกันบ่อยแล้ว UNLOCKMEN อยากชวนดูหนังที่ เฮ้ย ก็ไม่มีผีโผล่ออกมาหรอกนะ แต่ดูแล้วชวนหวาดหวั่น ประสาทมันสั่นกลัวสุดขีดคลั่ง รับรองว่าดูไปอดรีนาลีนหลั่งไปแน่นอน US ว่ากันว่าสิ่งที่ชวนขนพองสยองขวัญที่สุดอาจไม่ใช่ผี ไม่ใช่คนอื่น แต่เป็นตัวเรานี่เอง US คือหนังที่เล่นกับความหลอนในหัวใจมนุษย์ว่าถ้าเราไม่ได้มีแค่เราเพียงคนเดียวอีกต่อไปล่ะ? ถ้ามีตัวเราอีกคน ที่รูปกายภายนอกเหมือนเราแทบทุกประการ แต่เรากลับไม่รู้ว่าลึก ๆ เราอีกคนต้องการอะไรกันแน่? และมันจะระทึกขวัญสักแค่ไหน เมื่อตัวเราอีกคนเริ่มออกมาไล่ล่าตัวเรา นอกจาก US จะทำให้ใจเต้นสั่นระรัวแล้ว ยังแฝงประเด็นให้ชวนขบคิดว่าที่เราเป็นเราทุกวันนี้มันเพราะความสามารถของเรา หรือเพราะโอกาสบางอย่างที่เราเข้าถึงได้มากกว่าคนอื่นกันแน่ และถ้าเราอีกคนเขาดันเติบโตในสภาวะแวดล้อมที่ผลักให้เขาต้องออกล่าอย่าป่าเถื่อน เรื่องราวชวนขนลุกนี้จะจบลงอย่างไร? เปิดดูในวันปล่อยผี ถึงไม่มีผีแต่มีหลอนแน่นอน Get Out ยังพาไต่ระดับความหลอนกับหนังเขย่าประสาทของผู้กำกับ Jordan Peele ถ้า US ว่าด้วยความหลอนของการมีตัวเราอีกคน Get Out ก็จะพาเราดำดิ่งไปในความหลอนของการติดอยู่ในร่างกายตัวเอง!
ถือว่าเป็นครั้งแรกและที่แรกในโลกเลยทีเดียว สำหรับอีเว้นท์เปิดตัวสุดยิ่งใหญ่ ต้อนรับการกลับมาอีกครั้งของ ‘MSX’ มินิไบค์แนว Sport ที่ได้รับความนิยมอันดับ 1 ตลอดกาลจากฮอนด้า โดยในคราวนี้ได้ฤกษ์เปิดตัว Generation ใหม่ล่าสุดของเจ้า ‘MSX’ นั่นก็คือ ‘New Honda GROM’ จัดขึ้นที่ Centerpoint Studio Thailand เมื่อวันที่ 21 ตุลาคมที่ผ่านมา วันนี้จึงพลาดไม่ได้ที่ UNLOCKMEN จะพาทุกคนไปดูกันว่า ภายในงานเปิดตัว ‘New Honda GROM’ ที่ผ่านมานี้มีสิ่งน่าสนใจอันแน่นมากแค่ไหน เริ่มกันที่ผู้บริหารของทางบริษัท เอ.พี.ฮอนด้า จำกัด เล่าถึงคอนเซ็ปต์ของ ‘New Honda GROM’ ที่ให้คำนิยามว่า ‘Mod It Yourslef’ แต่งใหญ่…ใส่ให้สุด หรือเรียกสั้นๆ ว่า M.I.Y. โดยที่มาที่ไปของคอนเซ็ปต์นี้ ต้องการจะสื่อความหมายที่ซ่อนอยู่ในคำว่า ‘GROM’ ซึ่งหมายถึง ‘จิ๋วแต่แจ๋ว’ หรือที่บ้านๆ อาจจะใช้คำว่า ‘เล็กพริกขี้หนู’ นั่นเอง
ดาบคาตานะญี่ปุ่นคือความงดงามที่ทำให้ชายหนุ่มจำนวนมากรู้สึกหลงใหล บางคนหลงรักรูปลักษณ์อันเป็นเอกลักษณ์ บางคนชื่นชมความคมกริบที่ตวัดเพียงครั้งเดียวก็สามารถบั่นคอศัตรูจนกระเด็น หลายคนชื่นชอบตำนานเรื่องเล่าของดาบที่ผ่านการต่อสู้อย่างโชกโชนจนมีอายุเป็นร้อยเป็นพันปี และมีดาบญี่ปุ่นอยู่เล่มหนึ่งที่ขึ้นชื่อในเรื่องของความบ้าคลั่งคล้ายกับถูกปีศาจสิงสู่อยู่ในดาบ ซึ่งอาวุธที่ว่านั้นมีชื่อว่า ‘มุรามาสะ’ หากใครชื่นชอบอ่านมังงะที่เล่าเรื่องเกี่ยวกับซามูไร ดาบญี่ปุ่น หรือเล่นเกมที่อิงประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นมักจะต้องเคยได้ยินชื่อสำนักตีดาบมาซามุเนะ (Masamune) ที่ตีดาบ ‘มิคาสึกิ มาเนะจิกะ’ ที่อยู่ในตระกูล 5 ดาบใต้หล้า และ สำนักมุรามาสะ (Muramasa) กันสักครั้งแน่นอน เพราะดาบสองเล่มนี้คือดาบที่เกิดมาคู่กันและในเวลาเดียวกันก็เป็นศัตรูกัน เพราะอุดมการณ์ที่แตกต่างของผู้ครอบครองทำให้ดาบสองเล่มไม่มีวันมาบรรจบกันได้ ย้อนกลับไปยังญี่ปุ่นสมัยโบราณ ตระกูลช่างตีดาบมาซามุเนะเป็นสำนักตีดาบที่ถูกนับหน้าถือตาในสังคม ทว่าต่อมา ‘เซ็นโง มุรามาสะ’ (Sengo Muramasa) ที่อยู่ในสำนักมาซามุเนะตัดสินใจแยกตัวออกมาตั้งสำนักตีดาบเป็นของตัวเองโดยใช้ชื่อว่า ‘มุรามาสะ’ ช่างตีดาบสองสำนักนี้ไม่ต่างอะไรกับพี่น้อง พวกเขาต่างเรียนรู้เคล็ดลับของกันและกัน แล้วเมื่อการตีดาบชั้นยอดสำเร็จเสร็จสิ้น พวกเขาก็มักนำดาบของตัวเองมาประลองเพื่อดูว่าคมดาบของใครจะยอดเยี่ยมกว่ากัน ดาบของมุรามาสะขึ้นชื่อเรื่องใบมีดคมกริบ แข็งแรง หนักแน่น และจับเข้ามือ ทว่าดาบชั้นดีกลับกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งขบวนการต่อต้านโชกุนผู้ยิ่งใหญ่อย่างอิเอะยาสุ โทกุงาวะ และเหล่าข้าราชบริพาร นอกจากดาบคาตานะ อาวุธทุกชนิดไม่ว่าจะเป็น มีด ง้าว หอก ปืน หรืออะไรก็ตามที่ผลิตจากสำนักมุรามาสะก็ถูกสั่งห้ามมีไว้ในครอบครองเพราะคำสาปที่ติดมากับอาวุธเหล่านี้จะทำให้บ้านเมืองวินาศฉิบหาย จนถูกเรียกว่าคาตานะต้องสาป (妖刀) ชาวญี่ปุ่นโบราณเชื่อเรื่องคำสาปและคำทำนาย มีเสียงลือเสียงเล่าอ้างต่อ ๆ
ในช่วงเวลาที่การทำงานหาเงินเป็นเรื่องยากลำบาก ปัญหาการใช้ชีวิตในแต่ละวันที่สวนทางกับสโลแกน “กรุงเทพ ชีวิตดี ๆ” ราวกับคนคิดไม่เคยออกมาใช้ชีวิตบนท้องถนนและทางเท้า หรือแม้แต่ปัญหาการไม่เข้าใจกันด้านความเชื่อของคนในบ้าน ทุกความหนักอึ้งที่เราได้แต่เก็บมันไว้ในใจ ภายนอกคือหน้าตายิ้มแย้มให้กับลูกค้า เพื่อนร่วมงาน หัวหน้า ซึ่งงานวิจัยของ UNIVERSITY PARK พบว่า ยิ่งฝืนยิ้มเก็บกดปัญหาเท่าไหร่ เรายิ่งมีปัญหาดื่มเหล้าหนักมากขึ้นไปด้วย ผลงานวิจัยที่ University Park ชิ้นนี้ถูกเรียกว่า “National Survey of Work Stress and Health” และมีการตีพิมพ์ใน “Journal of Occupational Health Psychology “ รวบรวมข้อมูลจากคนทำงานด้านบริการด้วยวิธี Phone Interview คนทำงานใน USA จำนวน 1,592 คน เพื่อสอบถามว่าในการทำงานต้องฝืนยิ้มบ่อยแค่ไหน (ในงานวิจัยเรียกว่า “surface acting,”) และหลังเลิกงานไปดื่มบ่อยและเยอะแค่ไหน โดยเน้นอาชีพที่ประสิทธิภาพและรายได้ขึ้นอยู่กับการยิ้มแย้ม เช่น คุณครูที่ต้องบริการนักเรียน พนักงานขายอาหารที่ต้องบริการลูกค้า หรือพยาบาลที่ต้องดูแลผู้ป่วย
สำหรับคนที่ Brabus ดูเหมือนความแรงจากโรงงานไม่ว่าจะทำมามากแค่ไหนก็ไม่สะใจพอ ไม่เว้นแม้แต่ Mercedes-AMG GT 63 S 4MATIC+ เดิม ๆ เครื่องยนต์ V8 4.0 ลิตร Bi-turbo 639 แรงม้า แรงบิด 900 นิวตันเมตร ที่เรียกว่าบ้าคลั่งเกินจะใช้ ยังถูกนำไปอัพเกรดกลายเป็นผลงาน Masterpiece ชิ้นใหม่กับรหัสที่ทำลายกำแพงข้อจำกัดเดิม ขอแนะนำให้รู้จักกับจรวดทางเรียบ Brabus ROCKET 900 รถยนต์ four-door saloon ที่มาพร้อมพละกำลัง 900 แรงม้า แรงบิดมหาศาล 1,250 นิวตันเมตร ตัวเลขน่าอัศจรรย์ใจมากจากการเพิ่มความจุให้เครื่องยนต์ V8 เป็น 4.5 ลิตร ทำเวลา 0-100 km/h ได้ภายใน 2.8 วินาที และและ 300 km/h ได้ภายใน 23.9 วินาที
สำหรับคอกาแฟทั้งหลายคงปฏิเสธไม่ได้ว่ากาแฟนั้นเปรียบได้ดั่งน้ำอมฤตที่ช่วยรีเฟรชความสดชื่นในชีวิตแต่ละวันได้เป็นอย่างดี ทำให้ร้านคาเฟ่และกาแฟดี ๆ สักแก้ว กลายเป็นสิ่งที่หลายคนขาดไม่ได้ และในชั่วโมงเร่งรีบแบบนี้ร้านคาเฟ่สไตล์ Grab & Go จึงทยอยกันออกมาเปิดมากขึ้น แต่หนึ่งในนั้นกลับมีอยู่ร้านหนึ่งที่แตกต่าง คือร้านกาแฟร้านนี้ที่นำเสนอเมนูกาแฟในรูปแบบใหม่ ฉีกขนบกาแฟแบบเดิม ๆ ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางย่านตลาดน้อย ปากซอยเจริญกรุง 31 และร้านที่เรากำลังพูดถึงพร้อมพาชาว UNLOCKMEN ทุกท่านไปรู้จักก็คือร้าน ‘ENVIES CAFE’ ร้านนี้นี่เอง ที่มาที่ไปของ ENVIES CAFE @เจริญกรุง ในยุคออนไลน์ 4.0 แบบนี้ นอกจากจะมีกาแฟดี ๆ แล้ว ร้านคาเฟ่ที่ตกแต่งเก๋ ๆ ก็มักจะมาคู่กับรูปภาพสวย ๆ เสมอ จึงกล่าวได้ว่า แฟชั่นกับร้านคาเฟ่ เป็นของคู่กันที่ขาดไม่ได้เลย นั่นเป็นไอเดียตั้งต้นของ คุณ ณัฐดนัย อัมพรเรืองรอง เจ้าของร้าน ENVIES CAFE ที่เชื่อว่าแฟชั่นกับร้านคาเฟ่จะเป็น Trendy ในอนาคตอย่างแน่นอน จึงเปิดเป็นร้านกาแฟร้านนี้ขึ้นมา ถือเป็น Second line ของเจ้าตัวเอง
ใครติดตามราคารถเก่าจะรู้ดีว่ายุคนี้รถในฝันชาว 90’s นั้น ส่วนใหญ่ล้วนตบเท้าพากันราคาวิ่งขึ้นไปแตะ New High กันแบบวันต่อวัน โดยเฉพาะ Nissan Skyline GT-R R34 ที่ไม่ต้องพูดถึงรถแท้ที่ราคาตอนนี้แพงเกือบเท่ารถใหม่ แม้แต่ GT-T ที่ถูกนำมาแต่งให้กลายเป็น GT-R วันนี้ราคาสองล้านนี่แถบจะหาไม่ได้แล้ว แต่ถ้าเป็น R34 แท้ แถมยังเป็น edition หายากสุด ๆ อย่าง V-Spec II Nur และที่สำคัญคือรถสภาพใหม่แบบยังไม่พ้น Run-in ที่เก่าเก็บจนเหมือนขนขึ้น Time Machine ข้ามยุคมา ราคาจะมหัศจรรย์แค่ไหน? วันนี้เรารู้แล้วครับว่า มันสามารถไปได้ไกลถึง $500,000 หรือ 15.6. ล้านบาท 2002 Nissan Skyline GT-R V Spec II Nur รถ Edition พิเศษที่ผลิตเพียง 718 คันนี้


