นอกจากความสนุกจนหยุดอ่านไม่ได้แล้ว มังงะแทบทุกเรื่องมักจะสอดแทรกข้อคิดดี ๆ ไว้อยู่เสมอ และหนึ่งในมุมมองที่ผู้อ่านอย่างเราอินกับมันที่สุดคงหนีไม่พ้นเรื่องเกี่ยวกับครอบครัว ถึงแม้จะเป็นแค่ลายเส้นจากมังงะ แต่ความสัมพันธ์ครอบครัวในหลายเรื่องก็ทำเอาน้ำตาลูกผู้ชายร่วงได้ง่าย ๆ โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างพ่อ-ลูก ที่ถึงแม้จะไม่ค่อยแสดงความรักกันนัก แต่ด้วยการกระทำทุกอย่างบ่งบอกอย่างชัดเจนว่าพวกเขารักกันมากขนาดไหน วันนี้เราจึงนำสุดยอดคุณพ่อจากโลกมังงะมาให้รู้จักกัน บอกเลยว่าแต่ละคนปากแข็งสุด ๆ ไม่เคยพูดว่ารัก แต่ไม่มีสักวินาทีที่พวกเขาจะไม่เป็นห่วงลูก ซุน โกคู พระเอกคนดังจากมังงะอมตะตลอดกาลอย่าง Dragon Ball ในบทบาทนักสู้ ไม่มีใครเถียงว่าเขาสุดยอด จะปีศาจ สัตว์ประหลาดจากดาวดวงไหนก็ปราบมาหมดแล้ว แต่ในบทบาทความเป็นพ่อ ถึงแม้จะขาดตกบกพร่องไปบ้างเพราะวัน ๆ เอาแต่ฝึกวิชา แต่ความรักที่เขามีให้ลูกชายอย่าง ซุน โกฮัง นั้นไม่แพ้ใครแน่นอน นอกจากวิชาต่อสู้ที่เขาหมั่นสอนเพื่อให้โกฮังสามารถเอาตัวรอดปกป้องตัวเองได้แล้ว ยามอยู่ในสนามรบเขาก็ปกป้องลูกชายเสมอ ถึงขั้นเสียสละเอาชีวิตตัวเองเข้าแลกเลยทีเดียว นอกจากนั้นในเรื่องความฝัน โกฮังฝันอยากเป็นนักวิชาการ ซึ่งถึงแม้โกคูจะคลั่งไคล้การต่อสู้มากแค่ไหนแต่ก็ไม่เคยบังคับให้ลูกชายเดินตามทางตัวเองเลยแม้แต่น้อย มิยาซาวะ เซโกะ สุดยอดคุณพ่อจากเรื่อง ‘ใครว่าข้าไม่เก่ง’ ซึ่งถึงแม้จะเป็นมังงะที่ไม่ค่อยมีชื่อเสียงในบ้านเรานัก แต่ด้วยจิตใจที่อุทิศเพื่อลูกของ มิยาซาวะ เซโกะ เราจึงอยากแนะนำตัวละครนี้ให้ทุกคนได้รู้จัก เซโกะเป็นพ่อเลี้ยงเดี่ยว เนื่องจากภรรยาของเขาเสียชีวิตไปนานแล้ว เขาจึงเลี้ยงลูกชายอย่าง มิยาซาวะ คิอิจิ ด้วยตัวคนเดียว เบื้องหน้าเซโกะดูเป็นพนักงานบริษัททั่วไป แต่แท้จริงแล้วเบื้องหลังเขาคือเจ้าสำนัก นาดะชินคาเงะ สุดยอดสำนักวิชาต่อสู้ในตำนาน เขาฝึกฝนให้คิอิจิแข็งแกร่งสามารถปกป้องตัวเองได้มาตั้งแต่ยังเด็ก
ข่มตานอนตั้งแต่หัวค่ำ รู้ตัวอีกทีก็ข้ามวันเพราะเลยเที่ยงคืนมาแล้วก็ยังหลับไม่ลง พลิกไปพลิกมาก็แล้ว นับแกะจนหมดสวนผึ้งก็แล้ว ยังไม่เข้าใกล้ความง่วงเลยสักนิด อาการนี้แม่งโคตรทรมานเลยจริง ๆ หากมีปัญหาติดต่อกันเป็นเวลานาน เราแนะนำว่าควรไปพบแพทย์จะดีกว่า แต่สำหรับใครที่นอนไม่หลับเป็นครั้งคราวไป UNLOCKMEN มี Playlist ดี ๆ บน Spotify มาแนะนำสำหรับวันไหนที่ตาค้างหลับไม่ลง ซึ่งมีทั้งเสียงธรรมชาติ, เสียงในชีวิตประจำวัน, เสียงคนพูดแบบ Role Play เสียงดนตรีบรรเพลง, เพลง Lo-Fi, White Noise และสารพัดอย่างที่พร้อมจะกล่อมคนตาค้างให้เข้านอนแบบหลับปุ๋ย ให้หนุ่ม ๆ เลือกเอาตามความชอบได้เลย Ambient Nature (Sleep & Mindfulness) ศิลปิน Sleepy Times, The Sleep Specialist, Natural Sound Makers เสียงธรรมชาติอย่างน้ำไหล คลื่นจาง ๆ ที่ซัดเข้าฝั่ง ฝนโปรย บวกกับเสียงดนตรีเนิบช้าที่เป็น Ambient จาง ๆ
รู้หรือไม่ว่าชายที่ถือกล้องถ่ายรูปไว้กับมือแต่กลับโดนคนถ่ายภาพไว้มากที่สุดในประเทศไทยในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมาคือใคร? เชื่อว่าพระบรมฉายาลักษณ์ด้านบนคงแทนคำตอบที่ทำให้หลายคนต้องพยักหน้าโดยพร้อมเพรียง แต่สิ่งที่หลายคนอาจยังไม่เคยรู้มาก่อนคือภาพที่ได้รับการบันทึกผ่านสายพระเนตรของพระองค์เป็นเช่นไร และความสำคัญของกล้องต่อการพัฒนาแผ่นดินนี้มีเบื้องหลังความเป็นมาอย่างไร เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต ทีมงาน UNLOCKMEN ได้รวบรวมเรื่องราวนำมาบอกเล่าต่อ ณ ที่นี้ โปรดการถ่ายภาพตั้งแต่ทรงพระเยาว์ ย้อนกลับไปก่อนเป็นพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชโปรดการถ่ายภาพตั้งแต่พระชนมายุราว 8 พรรษา ทรงมีกล้องส่วนพระองค์ที่ได้รับพระราชทานจากสมเด็จพระบรมราชชนนีตัวแรกเป็น Coronet Midget ซึ่งเป็นกล้องระบบ Manual ขนาดเท่าฝ่ามือ ราคา 2.50 ฟรังก์สวิส ต่อมาภายหลังเมื่อพระชนมายุ 18 พรรษา ได้ทรงซื้อกล้องมืออาชีพเป็นของพระองค์เองจากการทรงทำหัตถกรรมฝีพระหัตถ์ (งานฝีมือ) เข้าร่วมประมูลเพื่อหาทุนเข้าสมาคมปราบวัณโรคฯ ซึ่งสมเด็จพระราชชนนีได้ทรงแบ่งเงินร้อยละ 10 จากการประมูลให้เป็นรางวัล เส้นทางช่างภาพสู่ความเป็นกษัตริย์ “ช่างภาพที่ติดตามทุกหนทุกแห่ง และฝึกอาชีพการเป็นกษัตริย์ไปโดยไม่รู้ตัว” คือประโยคหนึ่งที่สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงบรรยายภาพไว้ในพระนิพนธ์ “เจ้านายเล็ก ๆ – ยุวกษัตริย์” เพราะพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตรครั้งทรงเป็นสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช ทรงทำหน้าที่เป็นช่างภาพส่วนพระองค์เสมอคราวตามเสด็จสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 การย่ำตามรอยทางและบันทึกภาพพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระบรมเชษฐาฐิราชรัชกาลที่ 8
วันอาทิตย์คือวันที่เราหวงแหน เป็นวันที่เราไม่อยากให้มันผ่านไป บางครั้งถึงขั้นแอบคิดว่าการที่หนึ่งสัปดาห์มีวันอาทิตย์แค่วันเดียวมันน้อยไปหน่อย ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่แค่เราคนเดียวที่คิดแบบนี้ เพราะเจ้าของคาเฟ่เล็ก ๆ บรรยากาศน่ารักในซอยทองหล่อ 13 ที่เราได้ไปเยือนมาก็คิดเช่นเดียวกัน นี่จึงเป็นสาเหตุที่ร้านนี้ชื่อว่า ‘Sundays’ ที่ห้ามลืมเติม S เด็ดขาด ยังไม่ทันจะเข้าไปข้างใน เราก็สะดุดตาเข้ากับการตกแต่งบริเวณหน้าร้านที่เต็มไปด้วยสีสันลวดลาย ดูนามธรรมเข้าใจยากแต่ก็สวยงามและเข้ากับคอนเซ็ปต์วันอาทิตย์ของร้านอย่างมาก เมื่อเปิดประตูเข้าไปในร้าน ทุกอย่างดูละลานตาไปหมด ผลงานศิลปะมากมายถูกวางกระจัดกระจายไว้แทบทุกจุดของร้าน เป็นการตกแต่งร้านที่ดูไม่เป็นสัดเป็นส่วน แต่ก็มีเสน่ห์อย่างน่าประหลาด ซึ่งหลังจากได้พูดคุยกับเจ้าของร้าน เราจึงทราบว่าผลงานศิลปะทุกชิ้นในร้านคือผลงานของหุ้นส่วนร้านและกลุ่มเพื่อน ไม่มีคอนเซ็ปต์อะไรเป็นสำคัญ ทุกอย่างเกิดจากการตามใจตัวเองเป็นหลัก ดังนั้นการที่ผลงานทุกชิ้นดูไม่มีจุดร่วมกัน ถูกวางอย่างกระจัดกระจาย ดูไม่ตั้งใจนั้นแท้จริงแล้วคือความตั้งใจที่อยากให้มันออกมาเป็นแบบนี้ อย่างที่บอกไปว่า Sundays คือร้านเล็ก ๆ แต่เป็นร้านที่เราใช้เวลาเดินสำรวจนานมาก ทุกมุมของร้านถึงแม้จะดูเต็มไปด้วยสิ่งของ แต่สิ่งของทุกชิ้นก็มีเรื่องราวและความเป็นศิลปะซ่อนอยู่ ดังนั้นการมาที่คาเฟ่วันอาทิตย์แห่งนี้ นอกจากจะได้พักผ่อน ปลดปล่อยความเครียดให้ลอยหายไปตามบรรยากาศแล้ว ยังได้เพลิดเพลินกับแกลเลอรี่ขนาดย่อมอีกด้วย ไม่ใช่แค่การตกแต่งร้านเท่านั้นที่ Sundays ทำตามใจตัวเอง แต่อาหารของที่นี่แทบทุกเมนูก็เกิดจากการทำตามใจตัวเองแทบทั้งสิ้น ก็อยากกินเมนูแบบนี้ อยากให้รสชาติออกมาแบบนี้ โดยเฉพาะเมนูที่เราจะแนะนำ โดยเมนูแรกคือ Angel Hair Namprik Narok Kai Goong (290 บาท) เป็นเมนูที่แค่เห็นหน้าตาก็ร้องว้าวแล้ว
ความฝันเป็นเหมือนภาพสะท้อนจิตใต้สำนึก ความคิดในช่วงเวลานั้นของเราไม่ต่างจากดินแดนพิศวงที่ต่างคนต่างมีประสบการณ์ที่แตกต่างกัน บางคนเห็นเป็นภาพสี บางคนเห็นเป็นขาวดำเลือนราง บางคนเห็นเป็นมุมมองบุคคลที่ 1 ก็คือมุมมองของเราเอง เหมือนเราเห็นเหตุการณ์ด้วยตาของเราเอง แต่บางคนกลับเห็นในมุมมองของบุคคลที่ 3 นั่นหมายความว่าเราจะเห็นตัวเองกำลังดำเนินเรื่องราวนั้นอยู่ เรื่องราวในความฝันนั้นเราอาจจะจำได้แค่บางช่วงบ้าง เป็นเรื่องเป็นราวบ้าง แต่เราไม่เคยรู้เลยว่าเราใช้เวลาในโลกความจริงไปกับความฝันนานเท่าไหร่กันแน่น UNLOCKMEN จะพามาหาคำตอบนี้กัน ปกติเรามักจะจดจำความฝันของเราได้เป็นฉาก ๆ แม้จะพอคลำทางให้เป็นเนื้อเรื่องเดียวกันได้ แต่ก็ไม่ค่อยปะติดปะต่อกันนัก แถมส่วนมากก็ยัง Surreal เสียจนอยากจะเอาไปทำหนัง บางครั้งเป็นเพียงความรู้สึกราง ๆ ที่ไม่ชัดเจนทางการจำภาพ เสียง แต่เราจดจำความรู้สึกนั้นได้แม่นยำ ครั้งไหนที่ฝันเป็นเรื่องเป็นราว เราอาจคิดว่าเราใช้เวลากับมันไปทั้งคืนแน่นอน ฝันเป็นมหากาพย์ขนาดนี้ โดยเฉพาะช่วงเวลาที่เรามีความเครียด ความกังวล หรือเรื่องเล็กน้อยกวนใจที่เราอาจจะลืมไป มันมีโอกาสแสดงออกผ่านทางความฝัน ความฝันเป็นสิ่งที่สัมพันธ์กับสุขภาพของเราโดยตรง เพราะมันคือการทำงานของสมองในขณะที่ร่างกายของเราหลับไปแล้ว เกิดขึ้นในช่วง REM คือช่วงที่เรากลอกตาไปมาอย่างรวดเร็วในขณะที่ตายังปิดอยู่ ซึ่งเกิดขึ้นเป็นช่วงสั้น ๆ ตลอดคืน กินเวลาประมาณ 20% ของทั้งคืนที่เราหลับไป เรามักจะคิดว่าเรามีความฝันเพียงเรื่องสองเรื่อง หรือเท่าที่จำได้เท่านั้น แต่ความจริงแล้ว ในคืนนึงที่เราหลับไป เราฝันไม่ต่ำกว่า 12 ครั้ง เพียงแค่เราจำมันไม่ได้ทั้งหมดนั่นเอง (หรือบางคนก็จำไม่ได้เลย)
สิ่งที่น่ากลัวที่สุดของการทำงานสักชิ้นที่ต้องใช้ข้อมูลมากมาย คือการต้องกลับไปรื้อหาข้อมูลเดิมที่เคยรวบรวมนั้นกลับมาใช้อีกครั้งหลังจากทำเสร็จไปแล้ว ใครทำงานที่ต้องใช้ข้อมูลจากหลายแหล่งบ่อย ๆ คงพอเข้าใจสภาพการเปิดเว็บเบราเซอร์ขึ้นมาแล้วไล่รื้อ History ให้วุ่นวายเพื่อหาข้อมูลที่ค้นเจอของเมื่อวานไปตอนช่วงเวลาบ่ายสามกว่า ๆ แต่ไอ้เจ้ากว่า ๆ นี่เวลารื้อ History ทีก็มีหลายเว็บไซต์เหลือเกินเพราะมันนับกันในหลักนาที หลักวินาที ยิ่งพอเราขี้เกียจเข้าไปดู History จะอาศัยความคุ้นจากการ search ด้วย Keyword และ Font แดง ๆ ที่เป็นเหมือนการปักหมุดว่าเราเคยเข้าเว็บนี้มาก่อน ก็ดันจำหน้าไม่ได้เสียอีก UNLOCKMEN ขอแนะนำ Chrome Extension หรือระบบขยายของเบราเซอร์ Google Chrome ที่ชื่อ Google When มาติดตั้งเสีย จะพบว่าเทพมาก! อวดสรรพคุณกันสักหน่อย หลัง Install แล้วเราจะได้เจอมิติใหม่ของการหาที่เชื่อว่าคงทำให้แฮปปี้ได้แบบในภาพ เพราะมันจะติด Tag เป็นเครื่องหมายนาฬิกาด้านหลังพร้อมบอกว่าช่วงเวลาที่เราเข้าชมเว็บไซต์นั้น ๆ ครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อไหร่ แต่ถ้าเลื่อนเมาส์ไปวางเหนือ Tag ความอเมซิ่งของมันคือจะสามารถแสดงค่าแบบละเอียดให้เห็นกันชัดเจนไปเลยในระดับวันที่ เดือน ปี ไปจนถึงเวลาที่เรากดเข้าไป ซึ่งช่วยย่นระยะเวลาการค้นของเราได้เป็นอย่างดี ถือว่าเป็นตัวกรองข้อมูลอีกชั้นที่หลาย
ไม่อยากจะอวดให้เหมือนเนื้อเพลง YOUNGOHM ว่า “ยังไม่ได้นอนเลยจะ 10 โมงเช้า” แต่อาการ Insomnia หรือนอนไม่หลับช่วงนี้มันไล่ล่าผมเหลือเกิน พอจะมีทางออกหรือทางเยียวยาเพิ่มไหมครับ ? สำหรับใครที่เกลียดกลางคืนเสียเหลือเกิน พวกเราเข้าใจความทรมานของการนอนไม่หลับดี และ UNLOCKMEN ก็ส่งคอนเทนต์กล่อมคุณเข้านิทรากันมาหลายชิ้น แต่ถ้ามันยังไม่ได้ผลและอยากขอทางเลือกเพิ่ม ข้อมูลจากงานวิจัยล่าสุดเขาออกมาบอกแล้วว่าแค่เปลี่ยนชุดนอนก็มีผลทำให้เราได้โบนัสการนอนเพิ่มขึ้นอีก 15 นาที รอช้าอยู่ไย แค่ปลดกระดุมเปลี่ยนประเภทชุดนอน แม้จะดูประหลาดแต่ก็เป็นเรื่องจริง เพราะ Dr Paul Swan นักวิทยาศาสตร์ชาวออสเตรเลียจากมหาวิทยาลัย Sydney เขาวิจัยมาแล้วว่าการเปลี่ยนชุดนอนจากผ้าฝ้ายตัวเดิมไปเป็นผ้าขนสัตว์จะทำให้ร่างกายของเราเข้าสู่ Thermal comfort zone หรือสภาวะน่าสบาย ที่เอื้อกับการนอนพักผ่อนได้ดีที่สุด เพื่อพิสูจน์ทฤษฎีนี้ ผู้เชี่ยวชาญจัดกลุ่มคนเข้าทดสอบการนอน 2 กลุ่ม ได้จำแนกเป็นคนต่างวัยได้แก่ วัยเด็กและวัยชรา โดยกลุ่มแรกที่เป็นวัยเด็ก คัดเลือกนักเรียนที่อายุ 20 ปีขึ้นนำมาทดลองให้สวมชุดนอนจากเนื้อผ้า 2 แบบได้แก่ ผ้าขนแกะ merino และผ้าฝ้าย เพื่อเปรียบเทียบกัน ผลปรากฏว่าการสวมชุดขนแกะทำให้เหล่าผู้ทดลองสัปหงกได้เร็วกว่าผ้าฝ้ายประมาณ 4 นาทีหรือเร็วกว่านั้น ชุดนอนขนสัตว์ใช้เวลา
กิจวัตรประจำวันที่ขับเคลื่อนไปด้วยตัวเราเองเพียงคนเดียวซ้ำแล้วซ้ำเล่า อาจทำให้เรากลายเป็นคนที่ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาคนอื่นแบบไม่รู้ตัวก็ได้ ถ้าหากคุณคืออีกคนที่กินข้าว ดูหนัง ปั่นเรือเป็ด ด้วยตัวคนเดียวจนความเหงาเรียกว่าเวลตันแล้วก็ว่าได้ นั่นอาจเป็นเพราะคุณเหมาะกับการอยู่คนเดียวมากกว่าก็ได้ UNLOCKMEN ให้หนุ่ม ๆ ลองสำรวจอาการเหล่านี้กันหน่อย เพราะมันหมายถึงคุณสามารถที่จะอยู่คนเดียวได้แบบสบายมาก มีเงินเก็บและบริหารการใช้เงินได้แบบคล่องมือ ไม่จำเป็นต้องมีเงินถุงเงินถังถึงจะอยู่คนเดียวได้ เพียงแค่รู้จักบริหารการใช้เงิน ควบคุมรายได้กับรายจ่ายให้สมดุลกัน เหลือเก็บนิดหน่อยสำหรับกรณีฉุกเฉินก็โอเคแล้ว แต่ไม่ได้หมายความว่าต้องก้มหน้าเก็บเงินอย่างเดียว ให้รางวัลตัวเองบ้าง ด้วยของเล่นหรือ Gadget เจ๋ง ๆ นั่นหมายความว่าคุณสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายได้ทุกขั้นตอน ทุกอย่างอยู่ในมือคุณ เพราะคุณใช้เงินอยู่คนเดียวนี่นา ไม่เคยเหงา ทุกกิจกรรมปราบเซียนที่ต้องทำเป็นคู่ ถ้าหากคุณทำคนเดียวได้ก็ไม่ต้องกลัวอะไรแล้ว ไม่ต้องพูดถึงการใช้ชีวิตประจำวันที่มักจะชอบปลีกวิเวกอยู่เสมอ ต่อให้มองจากมุมของคนนอก คุณน่าจะเป็นคนเหงา ๆ อยากมีใครสักคนคอยคุยด้วย แต่ความจริงคือคุณตั้งใจให้ตัวเองอยู่คนเดียว เลือกที่จะอยู่ในมุมสงบของตัวเอง โดยที่ไม่รู้สึกโหยหาใครมาเติมเต็ม อาจจะมีเหงาบ้างในบางเวลา แต่นั่นเป็นเพียงความอ่อนไหวชั่วคราวเท่านั้น เพราะคุณรู้สึกว่าอยู่ได้ด้วยตัวเองไปแล้ว ความเหงากอดเขามองฟ้า จึงเป็นเรื่องไกลตัวของคุณมาก ๆ ชอบปลีกวิเวก หลายครั้งที่การอยู่ท่ามกลางผู้คน มันทำให้คุณกร่อยและเหงายิ่งกว่าเดิม จึงเลือกที่จะหามุมที่ไม่เป็นจุดสนใจแล้วเข้าไปอยู่ในนั้นอย่างสบายใจ หรือครั้งไหนที่มีโอกาสได้ไปกับคนกลุ่มใหญ่ อย่างการกินข้าวกับเพื่อนที่ทำงาน การพบปะญาติ ๆ ในวันหยุด ยิ่งคนมากเท่าไหร่ คุณยิ่งรู้สึกว่าต้องดีดตัวเองออกมาให้ไวที่สุด จึงเลี่ยงกิจกรรมเหล่านั้นไปแบบอัตโนมัติ
เวลาจะเลือกหนังดูสักเรื่อง หลายคนอาจเบ้ปากให้กับหนังเชิงปรัชญาที่ต้องขบคิดกับปริศนาปลายเปิดที่ทิ้งไว้ให้เรานั่งทำหน้างงเป็น Question Mark เพราะมักจะติดภาพเดิม ๆ ว่าจะต้องเป็นหนังน่าเบื่อ ไดอะล็อกยาว ๆ เข้าใจยาก UNLOCKMEN อยากแนะนำหนังเจ๋ง ๆ ที่ดูเผิน ๆ เหมือนเป็นหนัง Sci-Fi ล้ำ ๆ แต่จริง ๆ แล้วมันมีประเด็นทางปรัชญาแทรกอยู่ตั้งแต่ต้นจนจบ ดูได้แบบเพลิน ๆ ไม่มีเบื่อ Blade Runner 2049 (2017) Director : Denis Villeneuve ตัวดำเนินเรื่อง K ตำรวจคนเหงา เหงาตั้งแต่เห็นหน้าในฉากแรก ที่มาเก็บกวาดพวกมนุษย์เทียมรุ่นเก่า Nexus-8 ที่เคยก่อกบฎให้ราบคาบ แต่ภารกิจสุดแสนธรรมดานี้กลายเป็นปริศนาใหญ่ ที่ทำให้เขาต้องพบกับเรื่องราวปริศนา ที่พัวพันถึงตัวตนของเขาด้วยเช่นกัน ยิ่งสืบลึกลงไป ยิ่งสร้างความสับสนให้เขา “ไหนบอกไม่น่าเบื่อไง! เรื่องแรกมาก็จะหลับแล้ว” เชื่อว่าใครหลายคนต้องแอบคิดในใจตอนเห็นชื่อเรื่องนี้แน่นอน บอกก่อนว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ Sci-Fi ที่ถือปืนเลเซอร์ ไล่ยิงกันบนรถหน้าตาล้ำ ๆ อะไรแบบนั้น มันคือหนังที่เน้นอารมณ์ของตัวละครด้วยการสร้างอารมณ์ร่วมตั้งแต่วินาทีแรกของหนัง ด้วยไดอะล็อกที่โคตรจะน้อย การดำเนินเรื่องแบบค่อย ๆ
“It doesn’t matter what others say or do, your only limit is your mind” คือข้อความที่ Justin Gallegos เผยแพร่ออกมาหลังจากจบการแข่งขัน Eugene Half Marathon 2018 ด้วยเวลา 2 : 03 : 49 อาจเป็นตัวเลขที่ไม่ได้ทำลายสถิติอะไร ยกเว้นแค่ว่าเจ้าของเวลาคนนั้นพิการทางสมอง (Cerebral Palsy) มาตั้งแต่เกิด เพียงแค่เขารักในการวิ่งเท่านั้น และด้วยพลังความตั้งใจที่แสดงออกมา ทำให้แบรนด์กีฬาระดับโลกอย่าง Nike ที่เฝ้าติดตามเขามาสักระยะ ตัดสินใจยื่นข้อเสนอสัญญานักกีฬาอาชีพรวมถึงโอกาสทำแคมเปญโฆษณาให้กับ Justin Gallegos เพื่อสนับสนุนชายผู้ไม่เคยยอมแพ้คนนี้ให้ได้วิ่งตามความฝันต่อ Justin Gallegos มีอาการพิการทางสมองมาตั้งแต่เกิด ทำให้มีปัญหาในการควบคุมกล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ ในร่างกายซึ่งแทบไม่ต้องคิดถึงเรื่องวิ่ง เพราะแค่เดินในชีวิตประจำวันให้สะดวกได้ก็ยากแล้ว แต่ตัวเขาไม่เคยคิดว่านั่นเป็นทางตันของชีวิตเลย Justin เริ่มต้นชีวิตการเป็นนักวิ่งตั้งแต่สมัยเรียนอยู่ที่ Hart High School ใน Santa Clarita


