Arctic Monkeys คือวงดนตรีแห่งยุคโพสต์พังก์รีไววัล ที่ประสบความสำเร็จอย่างมากมาย ด้วยเสน่ห์ทางดนตรีที่ชวนดึงดูด บวกกับภาพลักษณ์สุดเท่ของวง นั่นทำให้พวกเขาสามารถสร้างฐานแฟนเพลงได้อย่างรวดเร็วนับตั้งแต่ออกผลงานอัลบั้มแรกที่มีชื่อว่ายาว ๆ ว่า “Whatever People Say I Am, That’s What I’m Not” ที่ออกวางจำหน่ายเมื่อวันที่ 23 มกราคม ปี 2006 กับสังกัด Domino Recording Company ผลงานชุดนี้ทางวงได้ Jim Abbiss มารับหน้าที่โปรดิวซ์เซอร์ ซึ่งเขาเคยร่วมงานกับ Bjork และ Massive Attack มาแล้ว รวมไปถึงได้ยกพลกันไปอัดเพลงที่ The Chapel ในเมืองเชฟฟิลด์ บ้านเกิดของพวกเขาเอง ส่วนชื่ออัลบั้มก็ได้มาจากประโยคหนึ่งจากนวนิยายเรื่อง “Saturday Night and Sunday Morning” ประพันธ์โดย Alan Sillitoe “Whatever People Say I
ดนตรีร็อกแม้ในปัจจุบันอาจจะดูเหงาลงไปบ้าง แต่ถ้าย้อนกลับไปในอดีต แนวดนตรีที่มีเสียงกีตาร์อันแตกพร่าจะโผล่ขึ้นมาเป็นกระแสหลักได้ตลอด เช่นเดียวกับในช่วงยุค 80’s จนถึงช่วงต้นยุค 90’s แนวดนตรีแกลมร็อก/เมทัล หรือที่ใคร ๆ ก็เรียกกันว่า “แฮร์แบนด์” ก็เคยได้รับความนิยมอย่างสุดขีดมาแล้วเช่นกัน (ก่อนจะโดนกรันจ์กินเรียบ) ภาพจำของวงดนตรีแฮร์แบนด์ คงหนีไม่พ้น การแต่งหน้าแต่งตาคล้ายผู้หญิงของบรรดาศิลปินชาย, การแต่งตัวที่แสดง Sex Appeal สูง, ดนตรีหนักแน่นในแบบเฮฟวี่เมทัลกับฮาร์ดร็อก ที่ฉาบไปด้วยเมโลดี้สุดป๊อป จนเคยถูกแซะว่าเป็น “ป๊อปเมทัล” และนอกจากจะมีเพลงเร็วไว้สร้างความมันส์ วงเหล่านี้มักจะต้องมีเพลงช้าสไตล์บัลลาดเป็นเพลงขายอยู่เสมอ ถือเป็นเสน่ห์อีกอย่างหนึ่งที่ขาดไม่ได้จริง ๆ ผลพลอยได้นอกจากยอดขายอัลบั้มของศิลปิน ก็คือกำไรหูของคนฟัง ที่มีเพลงเพราะ ๆ ให้ฟังอย่างไม่ขาดสาย และนี่คือ “Unlockmen Playlitst : 10 สุดยอดเพลงบัลลาดแห่งยุคแฮร์แบนด์” ที่เราคัดสรรค์มาให้ครับ NOVEMBER RAIN – GUNS N’ ROSES Guns N’ Roses คือหนึ่งในวงที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในช่วงยุคแฮร์แบนด์ครองตลาด พวกเขาเป็นวงที่มีคาแรคเตอร์โดดเด่นมาก แต่ที่เด็ดกว่านั้นนั่นคือดนตรีที่เปี่ยมไปด้วยความสุดยอดจนใคร ๆ ก็ต่างยกย่องให้กลายเป็นระดับตำนาน
หากคุณเป็นคอดนตรีและชื่นชอบการชม Netflix เป็นพิเศษ เราก็ไม่อยากให้คุณพลาดกับ Trainwreck : Woodstock ‘99 โดยเด็ดขาด สารคดีที่จะพาคุณไปทำความรู้จักกับเทศกาลดนตรีสุดยิ่งใหญ่ทิ้งทวนยุค 90’s โดยแท้จริง มันจะทำให้คุณได้ซึบซับว่าช่วงเวลาดังกล่าวดนตรีแนวไหนได้รับความนิยมสุดขีด และวัฒนธรรมการเสพดนตรีในช่วงนั้นเป็นอย่างไรกันบ้าง แต่นั่นคงไม่ใช่หัวข้อหลักที่ทางสารคดีได้นำเสนอ เพราะจริง ๆ แล้วเรื่องที่ทุกคนต่างพูดถึงกันมาจวบจนปัจจุบัน มันคือ “หายนะ” สุดชิบหายวายป่วงที่ได้เกิดขึ้นในเทศกาลดนตรี Woodstock ‘99 ต่างหาก ย้อนเวลากลับไปเมื่อ 30 ปีก่อน (ก่อนปี 1999) หรือในปี 1969 เทศกาลดนตรี Woodstock ได้ถือกำเนิดขึ้น โดยจัดงานกันที่ไวท์เลค ในเมืองเบเธล รัฐนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นเวลา 3 วัน 3 คืน ตั้งแต่วันที่ 15 – 18 สิงหาคม มันคือช่วงเวลาที่ทุกคนได้ร่วมกันดื่มด่ำความสุข, ความรัก, ความอบอุ่น และสันติภาพ ผ่านเสียงดนตรีจากศิลปินมากมายที่มาร่วมบรรเลง ไม่ว่าจะเป็น Jimi
ในช่วงยุค 90’s เป็นช่วงเวลาที่ดนตรีอัลเทอร์เนทีฟเบิกบานสุดขีด ช่วยสร้างสีสันให้กับทั่วโลกได้เป็นอย่างดี มีวงมากมายเกิดขึ้นมาในยุคนั้น ซึ่งรวมถึงประเทศไทยด้วยเช่นกัน ทำให้เราได้มีโอกาสเสพดนตรีที่ไม่ได้มาจากค่ายใหญ่เพียงอย่างเดียว มีตัวเลือกจากบรรดาวงนอกกระแสให้ได้ลิ้มลองกันอย่างสนุกสนาน ซึ่งแน่นอนว่าก็มีอยู่หลาย ๆ เพลงที่ติดอยู่ในความทรงจำของใครหลายคน ด้วยเหตุนี้ Unlockmen เลยอยากขอพาทุกคนย้อนไปเวลาไปกับเพลย์ลิสต์ “10 เพลงโคตรเพราะฟังเพลินช่วงฝนตกจากยุคอัลเทอร์เนทีฟ 90’s” ให้ทุกคนได้เสพบรรยากาศเหล่านั้นกัน ก่อน – MODERNDOG Moderndog ถือได้ว่าเป็นวงหัวหอกในยุคอัลเทอร์เนทีฟไทยโดยแท้จริง พวกเขาแจ้งเกิดได้อย่างรวดเร็วนับตั้งแต่อัลบั้มแรกที่มีชื่อว่า “เสริมสุขภาพ” โดยมีเพลง “บุษบา” ที่เมื่อไหร่ที่ได้ฟังรับประกันได้เลยว่าโดดกันมันส์ แต่หากให้พูดถึงเพลงเพราะที่สร้างความประทับใจให้กับคนทั้งประเทศคงหนีไม่พ้น “ก่อน” ผลงานการเขียนเพลงของพราย ปฐมพร เพลง “ก่อน” ได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม จนถึงติดอันดับ 1 บนชาร์ตหลายคลื่นวิทยุ กลายเป็นผลงานสร้างชื่อและเป็นรากฐานสำคัญของวง Moderndog มาจนถึงปัจจุบัน ระหว่างเรา – อรอรีย์ เจ้าของฉายา “เจ้าแม่กรันจ์” ชื่อนี้ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย ความเจ๋งของเธอมันสะท้อนออกมาจากผลงานอัลบั้ม “Natural High” และ “Peel” ซึ่งมันได้กลายเป็นสมบัติล้ำค่าของวงการอัลเทอร์เนทีฟไปเป็นที่เรียบร้อย ส่วนเพลง “ระหว่างเรา”
48 ชั่วโมง คำ ๆ นี้หลอกหลอนแฟนฟุตบอล Manchester United มาอย่างยาวนาน เพราะมันทำให้แฟนบอลต้องคอยรีเฟรชตามสำนักข่าวต่าง ๆ ว่าทีมรักของเขาจะปิดดีลนักเตะใหม่ได้หรือไม่ และส่วนมากคำตอบที่ได้คือ “แห้ว” นั่นเอง โดยเฉพาะรายล่าสุดกับ Frenkie De Jong กองกลางชาวดัตช์ของสโมสร Barcelona ที่ดีลยังคงยืดเยื้อไม่จบไม่สิ้นซักที โอเคมันก็มีอยู่หลาย ๆ ครั้งที่ได้นักเตะระดับโลกย้ายมาร่วมทีมแบบสมใจยาก ไมว่าจะเป็น Jaap Stam, Ruud Van Nistelrooy, Rio Ferdinand, Wayne Rooney, Dimitar Berbatov, Angel Di Maria หรือล่าสุดคือการกลับมาของ Cristiano Ronaldo เป็นต้น แต่สำหรับเคสที่พลาดก็มีหลาย ๆ คน ที่ทำให้เรารู้สึกเสียดายที่ไม่ได้เห็นบรรดานักเตะเหล่านั้นสวมเสื้อทีมปีศาจแดงเพื่อลงเล่นซักครั้งในชีวิต และนี่คือ 48 ชั่วโมง! รวมตำนานดีลล่มของทีมปีศาจแดง ที่ทำให้แฟนบอลต้องหัวร้อนมาแล้ว WESLY SNEIJDER เพลย์เมกเกอร์ชาวดัตช์ผู้นี้
“Wonderwall” คือหนึ่งในบทเพลงของวง Oasis สุดยิ่งใหญ่ ที่คงมีน้อยคนที่ไม่เคยได้ยินผ่านหู ในปัจจุบันมันมียอดวิวห่างจากเพลง “Don’t Look Back In Anger” อีกหนึ่งฮิตมากถึง 200 ล้านวิว ซึ่งทั้ง 2 ผลงานก็มาจากอัลบั้มขึ้นแห่งยุคบริตป๊อป “(What’s The Story) Morning Glory?” เช่นกัน จะต่างกันตรงที่เพลงแรกเป็นเสียงร้องของ Liam Gallagher ส่วนเพลงหลังเป็นเสียงร้องของ Noel Gallagher ว่ากันตามตรงแล้วเพลง “Wonderwall” ไม่ได้มีดนตรีที่หวือหวาเวอร์วังอลังการแต่อย่างใด ตรงกันข้ามกันมันเป็นเพลงที่ดูเรียบง่าย ใช้เสียงกีตาร์อะคูสติคเป็นตัวชูโรง เล่นตีคอร์ดไปมาคลอไปกับภาคริธึ่มที่เล่นด้วยไดนามิคสุดนุ่มนวล มีเสียงเครื่องสายมาขยายมิติให้กับเพลง ปิดท้ายด้วยเสียงร้องสุดเท่ที่พร้อมสะกดคนฟังได้จากทุก ๆ ตัวโน๊ตที่เขาถ่ายทอดออกมา “Wonderwall” ถูกเผยแพร่ครั้งแรกเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 1995 โดยก่อนที่เพลงนี้จะถือกำเนิด พวกเขาได้ยกพลกันไปอัดเพลงที่ Rockfield Studio ณ ประเทศเวลส์ เพื่อบันทึกเสียงอัลบั้ม “(What’s The Story) Morning
ถ้าพูดถึงประเทศแห่งความฝัน นอกจาก American Dream ก็มีญี่ปุ่นนี่ล่ะที่หัวข้อ ‘สู้เพื่อฝัน’ ถูกยกขึ้นมาพูดอย่างไม่เคยขาดในทุกสื่อ ไม่ว่าจะใน Soft Power หลักอย่างมังงะ อนิเมะ จนถึงวรรณกรรมหลาย ๆ เล่มเองก็ตั้งคำถามถึงสิ่งนี้เสมอ ถ้ายังจำกันได้ ตอนโอลิมปิกส์ปี 2020 ที่ผ่านมา ทีมวอลเลย์บอลของทีมชาติญี่ปุ่น ก็มีท่าตบลูกอย่างกับหลุดออกมาจากเรื่อง Haikyu!! จนเป็นที่ฮือฮาไปทั่วโลก และอีกหนึ่งสื่อสุนทรีย์ที่ขับเคลื่อนชีวิตมนุษย์กว่าศตวรรษอย่าง ‘ภาพยนตร์’ ของญี่ปุ่น เมื่อพูดถึงความฝันเราจึงได้เห็นภาพยนตร์ที่อิงจากชีวิตจริงมนุษย์ ซึ่งพูดถึงการตามความฝันแต่ไม่สำเร็จอยู่บ่อย ๆ UNLOCKMEN จะมาชวนทุกคนถอดบทเรียนจากหนัง 4 เรื่อง ว่าด้วยเรื่องราวของเหล่าผู้คนในวันที่สู้เพื่อฝัน แต่ความจริงก็ซัดหมักหนักใส่ชีวิตเหลือเกิน เพื่อเป็นกำลังใจให้ทุกคนที่กำลังทำตามฝัน หรือเคยมีฝันทุกคนใช้ชีวิตแบบที่ต้องการกันต่อไปครับ Solanin (2010) : จงทำตามความฝันให้เหมือนกับว่าพรุ่งนี้จะไม่ได้ฝันอีกแล้ว ไอเดียสำคัญจากหนังซึ่งดัดแปลงจากมังงะของ Inio Asano เรื่องนี้ คือการพูดกับคนดูด้วยน้ำเสียงปกติ ในวันที่แดดแรงพอจะทำให้ผ้าแห้งว่า “ทำความฝันวันนี้ให้เต็มที่นะ ถ้าพรุ่งนี้ตายไปจะได้ไม่ต้องเสียใจทีหลัง” ‘ความตาย’ เป็นสิ่งใกล้ตัวเราทุกคนเสมอ ที่ไหน เมื่อไหร่ อย่างไร ความตายฟรีสไตล์จริง
ก่อนหน้านี้ Michael Mann ผู้กำกับและคนเขียนบทระดับไอคอน ได้พูดถึงผลงานนิยาย Heat 2 ซึ่งจะเป็น prequel ของ Heat ภาพยนตร์ classic crime thriller ระดับตำนานจากปี 1995 ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ได้นักแสดงระดับตำนานอย่าง Robert De Niro และ Al Pacino มาปะทะกัน เป็นหนังที่ได้ชื่อว่ามีฉากปล้นที่สมจริงที่สุด และทำ sound ประกอบได้ยอดเยี่ยมที่สุด เรียกได้ว่าเป็นภาพยนตร์ระดับขึ้นหิ้งได้จนถึงทุกวันนี้ แต่ดูเหมือนจะไม่ใช่เพียงแค่นิยายอีกต่อไป เพราะวันนี้ Mann ได้ออกมา tweet ยืนยันอีกครั้งว่า Heat 2 จะถูกนำมาใช้เป็นเส้นเรื่องและพัฒนาบทสคริปท์ในการถ่ายทำภายนตร์แน่นอน แม้จะชื่อว่า Heat 2 แต่เนื้อเรื่องจะเป็น prequel บอกเล่าเรื่องราวของ Vincent Hanna, Neil McCauley, Chris Shiherlis และ Nate ในช่วงปี 1980s
Avenged Sevenfold วงดนตรีแนวโมเดิร์น เฮฟวี่เมทัล ที่ประสบความสำเร็จอย่างงดงามในวงการอุตสาหกรรมดนตรี พวกเขาก้าวมาจากวงในระดับอันเดอร์กราวน์ โดยมีผลงานในยุคแรกเป็นสไตล์เมทัลคอร์ที่ดุดัน ได้แก่อัลบั้ม “Sounding the Seventh Trumpet “ (2001) และ “Waking The Fallen” (2003) พวกเขาทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมจนสามารถสร้างฐานแฟนเพลงได้อย่างมากมาย ทำให้ออร่าส่องแสงไปเข้าตา Warner Bros. ค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ระดับโลก จนสุดท้าย A7X (ชื่อย่อของวง) ได้เซ็นสัญญาสู่โลกของเมนสตรีมในที่สุด หลังจากนั้นพวกเขาก็ยกระดับวงขึ้นสู่วงเมทัลระดับโลกด้วยผลงานอัลบั้ม “City Of Evil” (2005) และอัลบั้มชื่อเดียวกับวงในปี (2007) เส้นทางกำลังไปได้สวย แต่แล้วพวกเขาก็ต้องมาเจอเรื่องไม่คาดฝัน เมื่อ The Rev หรือ “James Owen Sullivan” มือกลองมากฝีมือของวงต้องเสียชีวิตจากอาการโอเวอร์โดสเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2009 ทำให้ทางวงต้องไปดึงตัว Mike Portnoy มือกลองของวง Dream Theater มาช่วยทำหน้าที่แทนชั่วคราว
มวยไทยที่ใคร ๆ ก็ต่างภูมิใจในความเป็นศิลปะประจำชาติ มันได้สร้างชื่อเสียงให้กับบ้านเราอย่างมากมาย ด้วยลีลาที่สวยงาม บวกกับอาวุธโจมตีที่รุนแรง สามารถใช้ทุกส่วนของร่างกายเป็นอาวุธได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น หมัด, ศอก, เข่า หรือลูกเตะ ใครตั้งการ์ดรับไม่ทันมีหวังได้ล่วงหลับโดยไม่ทันตั้งตัว นักมวยที่ประสบความสำเร็จของประเทศไทยล้วนมีพื้นฐานมาจากมวยไทย ไม่ว่าจะเป็น เขาทราย แกเแลคซี่, สามารถ พยัคฆ์อรุณ, สมจิตร จงจอหอ หรือบัวขาว บัญชาเมฆ เป็นต้น พวกเขาต่างต้องเคยล้มลุกคลุกคลานผ่านสังเวียนใหญ่น้อยกว่าที่จะได้ก้าวขึ้นมายิ่งใหญ่ ทุกอย่างดูสวยงาม ดูมีหนทางการเติบโตของนักมวยไทย แต่แท้จริงแล่วอย่างที่หลายคนทราบกันว่ากีฬาชนิดนี้มีการเดิมพันหรือที่ใคร ๆ ก็เรียกกว่า “พนัน” แบบถูกกฎหมาย และก็เพราะเรื่องดังกล่าวที่มันทำให้สีดำได้สาดเข้ามาแปดเปื้อนวงการมวยไทย และมันได้ถูกตีแผ่เล่าเรื่องผ่านซีรีส์เรื่อง “HURTS LIKE HELL เจ็บเจียนตาย” ที่ออกฉายทาง Netflix ไปเป็นที่เรียบร้อย ผลงานเรื่องนี้กำกับโดย “กิตติชัย วรรณ์ประเสริฐ” เป็นซีรีส์สไตล์ Docudrama (สารคดีผสมกับดราม่าซีรีส์) มีทั้งหมด 4 ตอนด้วยกัน โดยจะแบ่งเรื่องราวออกเป็นหลายเซสชั่น แต่จะเชื่อมโยงมายังเรื่องราวน่าสลดของวงการมวยไทย โดยเริ่มจากเล่าเรื่องผ่านเรื่องราวของเซียนมวยรุ่นเล็กที่มีชื่อว่า “พัด” นำแสดงโดย
นักฆ่าขวัญใจทุกคน John Wick กลับมาแล้วในภาคที่ 4 พร้อมปล่อยตัวอย่างจนแฟน ๆ ทั่วโลกแทบจะอดใจรอกันไม่ไหว ซึ่งนอกจากความมันส์ กับคุณคีอานูที่เข้าถึงคาแรคเตอร์แบบเท่สุด ๆ แล้ว ประเด็นเรื่อง ‘การต่อต้าน’ หรือ ‘การฝืน’ ในสิ่งที่เราไม่อยากเป็น แม้ว่าจะทำสิ่งนั้นได้ดีแค่ไหนก็ตามเป็นอีกสิ่งที่น่าสนใจของหนังเรื่องนี้ ใน John Wick คือการแก้แค้นให้กับสิ่งที่เขารัก พร้อมกับการตระหนักถึงศีลธรรมว่าอาชีพของตัวเองมีความเทาอยู่สูง แล้วจะเคลียร์อย่างไรถึงจะสามารถไปใช้ชีวิต ‘ปกติ’ ที่มีบ้าน มีอาหาร 3 มื้อ มีสิ่งที่รักให้ยึดเกาะชีวิตในแต่ละวันได้ล่ะ การที่ยังมีภาคต่อออกมาเรื่อย ๆ แสดงว่ามันยังไม่ใช่สิ่งที่เขาจะสำเร็จได้ง่าย ๆ และเราทุกคนได้แต่หวังว่าในหนังภาคสุดท้าย (ไม่รู้ว่าปีไหน) จอห์นจะได้ใช้ชีวิตแบบที่ต้องการ UNLOCKMEN ชวนอ่านมังงะ 6 เล่ม ว่าด้วยนักฆ่ากลับใจ ผู้พยายามอย่างหนักเพื่อหนีจากชีวิตที่ตัวเปรอะไปด้วยเลือด แล้วมุ่งหน้าสู่ความสามัญแสนเรียบง่ายให้ได้ แม้จะรู้ตัวดีว่ามันจะยากกว่าทุกงานที่พวกเขาเคยได้รับก็ตาม The Fable (2014) เมื่อนักฆ่าในตำนานผู้ใช้ฉายาว่า The Fable ถูกหัวหน้าขององค์กรที่สังกัดอยู่สั่งให้วางมือซะ แล้วจงไปใช้ชีวิตเงียบ ๆ อยู่ในเมืองเล็ก
Black Sabbath คือวงดนตรีเฮฟวี่ เมทัล ระดับตำนาน จากเมืองเบอร์มิงแฮม ประเทศอังกฤษ ที่สร้างอิทธิพลให้กับวงการดนตรีเมทัลไว้มากมาย มีไลน์อัพนำทัพยุคแรกคือ Ozzy Osbourne – ร้องนำ, Tony Iommi – กีตาร์, Geezer Butler – เบส และ Bill Ward – กลอง ถือกำเนิดกันตั้งแต่ปี 1968 ก่อนจะคลอดผลงานชุดแรกเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 1970 ซาวด์ดนตรีในชุดนี้เต็มไปด้วยความเป็นเฮฟวี่เมทัลสุดเข้มข้น แต่ถ้าจะให้บอกว่าเพลงไหนคือคาแรคเตอร์ที่ชัดเจนของวงคงต้องยกให้แทร็กเปิดอัลบั้มที่ใช้ชื่อเดียวกับวง มันมาพร้อมบรรยากาศอันน่าสะพรึงกลัว ปกคลุมด้วยความมืดมน พร้อมทั้งมีดนตรีสุดหน่วงซึ่งเป็นต้นแบบให้กับดนตรีดูมและสโตนเนอร์ในยุคต่อมา อีกทั้งผลงานเพลงชุดนี้ยังถูกยกย่องให้เป็นคัมภีร์ของเพลงเมทัลฉบับแรกของโลก แต่ใช่ว่าดนตรีเท่านั้นที่จะชวนหลอนจนขนหัวลุก ทว่าปกของอัลบั้มนี้ยังสร้างความหลอนได้ไม่แพ้กัน โดยเฉพาะรูปของหญิงสาวในชุดคลุมสีดำ มีเบ้าตาที่น่าสยดสยอง ราวกับเป็นดวงวิญญาณยืนอยู่บริเวณหน้าบ้านร้างที่เป็นแบ็คกราวน์ของภาพ ทำให้มีการปล่อยข่าวลือกันว่าสิ่งที่ปรากฏบนภาพเป็นอะไรที่ไม่ใช่คนอย่างแน่นอน ภาพปกอัลบั้มถูกถ่ายโดยช่างภาพชาวอังกฤษที่มีนามว่า Keith McMillan เขาเคยลั่นชัตเตอร์ให้กับ John lennon, Yoko Ono, Mick Jagger และอีกหลายศิลปินที่มีชื่อเสียง เขาได้ถูกว่าจ้างให้มาควบคุมการออกแบบอาร์ตเวิร์กของอัลบั้ม


