หนังจิตวิทยาระทึกขวัญเป็นหนังอีกประเภทที่ผู้คนต่างหลงใหล ด้วยการดำเนินเรื่องที่ชวนตื่นเต้นจนนั่งไม่ติด แล้วยังไม่วายแทรกสอดการปะทะกันทางจิตวิทยาที่โคตรบ้าคลั่งมาให้ ก็ยิ่งทำให้หนังประเภทนี้ได้รับความนิยมอยู่ตลอด แต่ถ้าจิตไม่แข็งพอ หลังดูหนังแต่ละเรื่องจบก็อาจจะต้องจมจ่อมอยู่กับประเด็น อารมณ์ ความหวาดระแวงที่หนังพากันยัดเยียดให้อีกเป็นวัน ๆ ดังนั้นเพื่อทดสอบจิตใจสุดแข็งแกร่งของผู้ชายอย่างคุณ เราท้าให้ดูหนังจิตวิทยาระทึกขวัญ 7 เรื่องนี้ แล้วมาดูกันว่าเรื่องไหนจะทำให้คุณร้อน ๆ หนาว ๆ ได้มากที่สุดกันแน่? Side Effects (2013) นี่คือหนังจิตวิทยาที่ว่าด้วยหญิงสาวผู้เป็นโรควิตกจริตขั้นรุนแรง แล้วพบว่ายากที่ใช้รักษาอาการตัวเอง พาเธอเข้าไปอยู่ในจุดที่ต้องเผชิญกับเรื่องไม่คาดคิดมาก่อน ความโดดเด่นของ Side Effects คือการสร้างปมและคาแรคเตอร์ของตัวละครขึ้นมาให้มีความซ่อนเงื่อนคาดเดาไม่ได้ แถมยังเอาข้อมูลทางการแพทย์มาช่วยล่อลวงให้ผู้ชมอย่างเราจมลงไปในความซับซ้อนของตัวเรื่อง ที่ต่อให้มั่นใจว่าตัวเองจิตแข็งที่สุดก็ไม่อาจควานหาแรงจูงใจของตัวละครแต่ละตัวได้เลย Get Out (2017) นี่คือหนังหมาดใหม่ของปี 2017 ที่ผ่านมา บางคนอาจรู้สึกว่าเป็นหนังเกรดบีที่ไม่ลงทุนอะไรมาก จะน่าสนใจแค่ไหนกันเชียว? แต่ UNLOCKMEN ขอท้าคุณเลยว่านี่คือโคตรหนังที่หยิบจับเอาประเด็นอย่างการเหยียดสีผิวมาใช้ทบกับความน่าหวาดหวั่นของความเป็นมนุษย์ได้หลอนเต็มขั้น จนดูไปอดคิดไปไม่ได้ว่าถ้าตัวเองถูกถีบให้จมลงไปในสถานการณ์แบบนั้นเราจะดิ้นรนพาตัวเองพุ่งหลุดออกมาได้อย่างไร หนังเต็มไปด้วยความตื่นเต้น ระทึกขวัญ ลุ้นจนเราท้าให้ผู้ชายอย่างคุณควรดูสักครั้งในชีวิต Split (2016) แค่พล็อตเรื่องการถูกลักพาตัวไปของเด็กสาว 3 คนโดยชายผู้มี 23 ตัวตนในร่างเดียวก็กระตุ้นความหลอนระคนตื่นเต้นจนหัวใจเต้นตุบตับแล้ว อารมณ์ลุ้นระทึกตลอดเรื่อง บวกบรรยากาศชวนหายใจไม่ทั่วท้องจะยิ่งพาผู้ชายอย่างเราจมลงไปในสถานการณ์ที่แทบจะอยากทะลุจอเข้าไปช่วย จิตวิทยาและความชาญฉลาดของผู้ล่าและผู้ถูกล่าก็เชือดเฉือนกันจนเราท้าให้คุณลุ้นไปกับการล่าไปพร้อม
เชื่อว่าชาว UNLOCKMEN ทุกคนต้องเคยเห็นรูปปั้นประติมากรรมกรีกและโรมันโบราณ ถ้ามองผ่าน ๆ ก็คงจบแค่ว่ามันเท่ดีนะ แต่บางคนอาจจะสังเกตเห็นจุดร่วมนึงที่น่าสนใจ คือรูปปั้นที่ร่างกายบึกบึน รูปร่างที่สมส่วน กล้ามเนื้อสวยงาม เหมือนจะเป็นผู้ชายในอุดมคติที่ Perfect แต่กลับมี ‘น้องชาย’ ที่เล็กจิ๋วกันหมด ถ้าจะปั้นให้เป็นผู้ชายสมบูรณ์แบบทั้งที ทำไมไม่ปั้นให้ ‘น้องชาย’ ใหญ่สะใจ สมชายชาตรีอย่างที่คนสมัยนี้นิยมกัน ใช่แล้วครับ เราก็สงสัยเหมือนกัน และเราก็ไปหาจนเจอคำตอบมาบอกต่อให้ฟัง แม้ในปัจจุบัน การมี ‘น้องชาย’ ใหญ่ยักษ์ หมายถึงความสมชาย ความเหนือกว่าในด้าน Sex Performance ถึงขนาดที่หลายคนลงทุนผ่าตัดเสริมไซส์ให้ใหญ่ขึ้นกว่าที่ควรจะเป็น อาจจะเป็นเพราะภาพเกินจริงจากในภาพยนตร์ หรือจากโฆษณาต่าง ๆ แต่ในยุคกรีกโบราณ ค่านิยมความเท่ของผู้ชายไม่ใช่แบบนี้เลย ในทางตรงกันข้าม ยอดชายในยุคนั้น หมายถึงการมี ‘น้องชาย’ ขนาดเล็ก Sir Kenneth Dover ผู้เชี่ยวชาญด้านกรีกโบราณ มีผลงานหนังสือที่ชื่อว่า ‘Greek Homosexuality’ อธิบายเรื่องนี้เอาไว้ว่า ในยุคก่อนนั้น การมีน้องชายขนาดเล็กเป็นที่นิยมกว่ามาก ยิ่งน้องชายเล็ก แปลว่าเป็นคนที่เฉลียวฉลาดกว่า ใช้หัวสมองมากกว่า