ในการสัมภาษณ์งาน ไม่ว่าคุณจะเตรียมตัวทำการบ้านไปดีขนาดไหน และเมื่อถึงเวลาสัมภาษณ์จริง ๆ ทุกอย่างก็เหมือนจะไปได้สวย การพูดคุยเป็นไปอย่างราบรื่น บรรยากาศผ่อนคลาย แต่สุดท้ายก็ต้องเจอสถานการณ์น่ากระอักกระอ่วนใจทุกครั้งเมื่อเจอคำถามเรื่องเงินเดือน “ต้องการเงินเดือนเท่าไรครับ?” คำถามสั้น ๆ ที่ยากจะตอบ เพราะถึงแม้เราจะมีตัวเลขในใจอยู่แล้ว แต่บางครั้งปัจจัยหลายอย่างทำให้เราไม่กล้าพูดออกไป เช่นเราอยากทำงานที่นี่มาก กลัวว่าถ้าเรียกมากไปแล้วเค้าจะไม่รับ หรือบางครั้งก็รู้สึกไม่มั่นใจในตัวเอง อยากได้เงินเดือนจำนวนเท่านี้ แต่ไม่มั่นใจว่าความสามารถเหมาะสมหรือเปล่า งั้นควรจะเรียกเงินเดือนเท่าไรดี? วันนี้ UNLOCKMEN มีวิธีมาแนะนำ Social Network คือทางออก ในยุคที่เทคโนโลยีก้าวไกลเช่นทุกวันนี้ หนึ่งในตัวช่วยที่ดีที่สุดในการหาคำตอบคือ Social Network เช่นเดียวกับคำถามเรื่องเงินเดือน เพียงแค่คุณใช้ Keyword ที่ต้องการแล้วกดค้นหา คำตอบนับร้อยรับพันก็ปรากฏ แน่นอนว่ามันใช้ไม่ได้ทั้งหมด คุณต้องคัดกรองอีกที อายุ ประสบการณ์การทำงาน วุฒิการศึกษา ตำแหน่งงาน หาคำตอบจากคนที่ปัจจัยเหล่านี้ใกล้เคียงกับคุณ แล้วนำมาวิเคราะห์เปรียบเทียบว่าตัวเองว่าควรเรียกเงินเดือนเท่าไร ถามเพื่อนในสายงานเดียวกัน เพื่อความชัวร์! เพื่อเพิ่มความมั่นใจ การถามคนที่ทำงานในสายงานเดียวกับเรา อายุใกล้เคียงกับเรา ก็เป็นอีกทางเลือกที่สามารถทำได้ แต่ด้วยเรื่องมารยาท การถามเงินเดือนตรง ๆ ด้วยคำถาม “มึงได้เงินเดือนเท่าไรวะ?” ดูจะไม่เหมาะนัก
รู้หรือไม่ว่า ทุกวันนี้ขณะที่เรากำลังชื่นชมปรากฏการณ์การใช้พลังงานทดแทนในต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นแผงโซลาร์ พลังงานลม หรือรถยนต์ไฟฟ้าสุดเฉียบแบรนด์ Tesla ที่มีเจ้าของผู้โด่งดังอย่าง ‘Elon Musk’ บนขวานทองของเราเองก็ไม่ได้น้อยหน้าไปกว่ากัน หลายคนอาจไม่รู้ว่าเรามีโรงไฟฟ้าโซลาร์ที่มีกำลังการผลิตไฟฟ้าได้ถึง 90 เมกะวัตต์จำนวน 3 โรงบนพื้นที่หลายพันไร่ โรงไฟฟ้าพลังงานลมที่เตรียมจ่ายไฟเข้าระบบ มี Charging station นับ 100 แห่งที่ติดตั้งไว้สำหรับรถยนต์ EV ที่สำคัญ เรายังเป็นเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้าสัญชาติไทยได้ที่ผลิตขึ้นจากฝีมือคนไทยเอง อยู่ระหว่างเตรียมผลิตเพื่อจำหน่ายปีหน้าที่จะถึงนี้ด้วย แล้วมันอยู่ที่ไหนกัน? เพื่อคลายข้อสงสัยเราจึงขอพาทุกคนไปเห็นกับตาผ่านการพูดคุยกับ คุณอมร ทรัพย์ทวีกุล หนึ่งใน co-founder ผู้ปลุกปั้น บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) หรือที่คุ้นหูในชื่อ Energy absolute (EA) บริษัทที่อยู่ใน Top List ด้านพลังงานทางเลือกครบวงจรเบอร์ใหญ่สุดของประเทศไทยขณะนี้ หลักกิโลเมตรที่ศูนย์จากไบโอดีเซล ก่อนจะเป็นผู้สร้างความโดดเด่นด้านพลังงานทางเลือก เวทีที่คุณอมรโลดแล่นคือโลกทางธุรกิจจากสายอาชีพที่ใช้ชื่อไม่คุ้นหูว่า “วาณิชธนากร (Investment Banker)” ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาให้กับบริษัททั้งในและนอกตลาดหลักทรัพย์ เกี่ยวกับการเงินและการลงทุน รวมไปถึงช่วยกำหนดกลยุทธ์ธุรกิจ จึงมีดีกรีเก็บดีเทลกิจการเก่งไม่แพ้เจ้าของกิจการ ด้วยวิสัยทัศน์ด้านการเงินที่หล่อหลอมมายาวนาน
“เดินออกจากห้องประชุมหรือวางสายทันที่ที่คุณรู้ตัวว่าอยู่ไปก็ไม่ได้เพิ่มมูลค่าอะไร มันไม่หยาบคายหรอก ถ้าคุณจะเดินออก การที่ผมจะให้คุณนั่งเสียเวลาอยู่ต่างหากที่หยาบคาย” ข้อความอันลือลั่นนี้มาจาก Elon Musk CEO ระดับโลก นับเป็นถ้อยความที่คนไทยอ่านแล้วตะลึงกันเป็นแถว บางคนก็ตะลึงที่ Elon Musk พูดอะไรขวานผ่าซากแบบนั้น ในขณะที่บางคนก็ตะลึงเพราะโคตรเห็นด้วยกับข้อความนี้ เพราะเราต่างก็ต้องยอมรับว่าส่วนหนึ่งของชีวิตการทำงานของเรา นอกจากหมดไปกับการทำงานแล้ว เชื่อเหลือเกินว่าหลายคนหมดเวลาไปกับการเข้าประชุมใหญ่ ประชุมเล็กสารพัด อาทิตย์ละหลายชั่วโมง บางคนอาจคิดว่ายิ่งประชุมก็ยิ่งดี แต่การประชุมที่ยาวนาน เยิ่นเย้อ แล้วต้องกลับมาประชุมใหม่ซ้ำ ๆ อาจหมายถึงการประชุมที่ไม่มีประสิทธิภาพก็เป็นได้ การประชุมคือการพูดถึงการทำงาน ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับการทำงาน ใครบางคนพูดถึงการประชุมไว้แบบนั้น ถ้าเราเอาแต่พูดเรื่องวิธีการทำงาน วางแผนฟุ้งฝัน ถกเถียงแบบไร้การรวบรัด ไร้ข้อสรุป ปล่อยให้มันยืดยาวไม่มีที่สิ้นสุดมันจะเป็นแค่ “การพูดถึงการทำงาน” แต่มันไม่ใช่ “การลงมือทำงาน” จริง ๆ ดังนั้นลองมาดูวิธีรวบรัดการประชุมจากเดิมที่กินเวลาไปมากมาย ให้รวบรัด ตัดจบ ครบประเด็นสไตล์มืออาชีพ เพื่อไปปรับใช้ในองค์กรได้อย่างมืออาชีพเช่นกัน ลองยืนประชุมดูบ้าง ห้องประชุมแอร์เย็นเฉียบ กาแฟร้อน ๆ ถ้วยโปรด เก้าอี้ห้องประชุมแสนสบาย ฟังคนอื่นได้ยาว ๆ โดยที่เราไม่ต้องพูดอะไร แถมได้หลุดจากโต๊ะทำงานและงานตรงหน้าชั่วขณะ สิ่งเหล่านี้คือความสบายของการประชุมที่ทำให้ทุกคนสามารถประชุมได้ครั้งละนาน
ชีวิตมนุษย์เต็มไปด้วยการสื่อสาร ไม่ว่าจะการทำงาน ความสัมพันธ์ หรือเรื่องยิบย่อยอะไรก็ตาม เมื่อใดก็ตามที่เราพูดถึงการสื่อสาร เราก็มักเชื่อมโยงมันเข้ากับการพูดหรือการส่งเสียงเสมอ ใครจะรู้ว่า “ความเงียบ”ก็เป็นการสื่อสารที่ทรงพลังได้เช่นกัน และนี่คือ 6 วิธีที่เหล่าผู้นำและผู้มีอิทธิพลเลือกใช้ เพื่อแปรเปลี่ยนความเงียบใบ้ให้การเป็นการสื่อสารสุดทรงพลังได้ เงียบเพื่อสร้างความเชื่อใจ ถ้าเราคือคนหนึ่งที่ต้องการพัฒนาความสัมพันธ์ไปถึงขั้นที่ทรงประสิทธิภาพ อย่างหนึ่งที่เราจะขาดไม่ได้คือการสร้าง “ความเชื่อใจ” กับคนตรงหน้า และความเชื่อใจนั้นจะเกิดไม่ได้เลยถ้าเราไม่รู้จักเงียบลงบ้าง ดังนั้นความเงียบจึงเป็นอีกหัวใจสำคัญในการสร้างความเชื่อใจในบทสนทนา การเงียบเพื่อฟัง จะทำให้เราเรียนรู้ตัวตนอีกฝ่ายมากขึ้น และเมื่อใดที่เขาสัมผัสได้ว่าเรากำลังรับฟังเขา เมื่อนั้นเขาก็จะรับฟังเราเช่นกัน เงียบเพื่อเน้นประเด็นให้ชัด คำพูดคือการสื่อสารที่ทรงพลัง แต่ถ้าพูดมากไป อาจทำให้ผู้ฟังไม่สามารถเข้าใจได้เลยว่าเราสนใจประเด็นไหนที่สุด หรือประเด็นไหนที่เราให้ความสำคัญที่สุดกันแน่ ? ดังนั้นในที่ประชุม การใช้ความเงียบในบางประเด็นที่เรารู้ไม่จริง หรือไม่ได้มีความเห็นเป็นพิเศษ เราอาจแค่นิ่งเงียบไว้ รอจังหวะที่เรารวบรวมประเด็นได้ดีแล้ว หรือถึงหัวข้อที่เราสนใจเป็นพิเศษแล้วแสดงความเห็นออกมา ประเด็นที่เราพูดจะได้รับความสนใจมากกว่าการพูดไม่หยุดตลอดการประชุมแน่นอน เงียบเพื่อเป็นฝ่ายเหนือกว่าในการต่อรอง ระหว่างการต่อรองอะไรบางอย่าง ความเงียบอาจทำให้เรากลายเป็นผู้คุมเกมที่เหนือกว่า จินตนาการถึงการต่อรองอะไรสักอย่างที่ดุเดือด เมื่อคู่สนทนาของเราเงียบลง เรามักจะสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นวะ!? เขาคิดอะไรอยู่กันแน่นะ ? เราเองก็ใช้ไม้นี้ได้เช่นกัน หรือเมื่อมีคนถามคำถามเพื่อหยั่งเชิงอะไรเราบางอย่าง แทนที่เราจะตอบรับหรือปฏิเสธไปในทันที ลองนิ่งเงียบดูสักพัก ให้เขาเกิดความลังเลสงสัย หลายครั้งที่คู่สนทนาเราจะทนไม่ได้ ต้องสร้างบทสนทนาขึ้นมาเติมเต็ม และเมื่อนั้นเราจะเป็นต่อทันที เพราะเราจะได้ข้อมูลจากฝั่งนั้นมาเพื่อพิจารณามากขึ้น เงียบเพื่อเพิ่มพลังให้คนอื่น ผู้นำที่ดีต้องรู้จักเงียบเพื่อรับฟังความคิดเห็นคนในปกครอง
การเริ่มต้นสิ่งใหม่เป็นเรื่องน่าตื่นเต้นและชวนประหม่าเสมอ ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ ย้อนกลับไปเมื่อก่อนเราอาจจะตื่นเต้นจนนอนไม่หลับในคืนก่อนเปิดเรียนวันแรกหลังจากที่ย้ายโรงเรียนใหม่ และถึงแม้ว่าเราจะโตขึ้น ประสบการณ์เยอะขึ้น เข้าสู่วัยทำงานเต็มตัว แต่ก็อดไม่ได้อยู่ดีที่จะประหม่าในการเริ่มต้นทำงานวันแรก ดังนั้นเพื่อให้ทุกอย่างผ่านพ้นไปได้ด้วยดี วันแรกของการทำงานนั้นเราควรวางตัวยังไงหรือทำอะไรบ้างถึงจะเป็นการเริ่มต้นที่ดี เพื่อนร่วมงานรัก เจ้านายชอบ เพื่อความราบรื่นของการทำงานในอนาคต ห้ามสายเด็ดขาด! การไปสายตั้งแต่วันแรกเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่งเพราะจะทำให้ภาพลักษณ์ของคุณเสียหายอย่างหนัก คุณจะดูเป็นคนไม่รับผิดชอบ ขาดความกระตือรือร้นในการทำงาน เป็นการเปิดตัวที่ไม่ดีเสียเลย ทางที่ดีควรจะไปถึงก่อนเวลาสัก 15 นาทีด้วยซ้ำ จะได้มีเวลาเตรียมตัว เดินสำรวจออฟฟิศ เมื่อเริ่มงานจริง ๆ จะได้ไม่งก ๆ เงิ่น ๆ ดังนั้นก่อนนอนเช็กให้แน่ใจว่าตั้งนาฬิกาปลุกเรียบร้อยแล้ว แสดงความกระตือรือร้น การเอาแต่นั่งเงียบ ๆ อยู่กับตัวเองในวันแรกของการทำงานไม่ใช่ความคิดที่ดีนัก เพราะจะทำให้เพื่อนร่วมงานรวมถึงเจ้านายมองว่าคุณไม่กระตือรือร้นกับงานที่ทำ ดังนั้นสิ่งที่คุณควรทำคือตั้งใจทำงานเต็มที่ และเมื่อมีเรื่องสงสัยให้รีบถามทันที ทุกคนยินดีที่จะตอบคุณแน่นอน ดีกว่าทำงานจนเสร็จแต่มารู้ทีหลังว่าสิ่งที่ทำมาผิดทั้งหมด อย่าปฏิเสธมื้อกลางวัน โดยทั่วไปเมื่อคุณเริ่มงานวันแรก เพื่อนร่วมงานหรือเจ้านายมักจะชวนคุณไปรับประทานอาหารกลางวันด้วย คุณห้ามปฏิเสธโดยเด็ดขาดเนื่องจากนี่เป็นโอกาสดีที่คุณจะได้มีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น ได้ถามคำถามที่คุณอยากรู้เกี่ยวกับที่ทำงานแห่งใหม่ ได้รู้จักนิสัยใจคอว่าของแต่ละคน และในทางตรงกันข้ามถ้าคุณปฏิเสธคำชวนคุณจะโดนมองว่าเป็นคนมนุษย์สัมพันธ์ไม่ดีไปในทันที ซึ่งอาจส่งผลต่อการทำงานในอนาคตที่อาจจะลำบากขึ้น สร้างเพื่อนให้ได้อย่างน้อย 1 คน การหาเพื่อให้ได้สักคนหรืออย่างน้อยก็หาคนที่คุยด้วยแล้วรู้สึกสบายใจเป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้เรื่องอื่นเลยในการทำงานวันแรก เพราะมันจะทำให้คุณรู้สึกผ่อนคลายขึ้น ไม่เครียดจนเกินไป ส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานที่จะดีขึ้นตามไปด้วย นอกจากนั้นคุณจะรู้สึกตื่นเต้นน้อยลงในการมาทำงานวันต่อ ๆ
ถ้าปี 2017 เป็น ‘ปีชง’ ของ Uber ที่เจอมรสุมข่าวฉาวจน ทราวิส คาลานิก ผู้ร่วมก่อตั้งยอมออกจากตำแหน่งซีอีโอ ผู้รับไม้ต่อในปี 2018 ก็คือ Facebook เครือข่ายสังคมออนไลน์ยักษ์รายนี้ถูกเพ่งเล็งและโจมตีต่อเนื่องว่าเป็นต้นเหตุสำคัญของข่าวปลอม (Fake News) ระบาดในช่วงเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา และยิ่งตกเป็นเป้าโจมตีหนักหน่วงในกรณีข้อมูลของผู้ใช้รั่วไหลโดยบริษัท Cambridge Analytica มาร์ก ซัคเกอร์เบิร์ก ได้ขึ้นให้การเป็นพยานเพื่อชี้แจงข้อพิพาทต่างๆ ของ Facebook ต่อหน้าสภาคองเกรสในสหรัฐอเมริกา และรัฐสภายุโรปไล่เลี่ยกันเดือนเมษายน-พฤษภาคม “เราไม่ได้มีมุมมองที่กว้างพอในเรื่องการแสดงความรับผิดชอบ และนั่นคือความผิดพลาดครั้งใหญ่” “ผมก่อตั้งเฟซบุ๊กขึ้นมา บริหารมัน และผมก็ต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้น” Mark Zuckerberg F8 2018 Keynote Photo: Anthony Quintano / Creative Common แม้ว่ามาร์กจะพยายามกอบกู้สถานการณ์ด้วยการขอโทษสาธารณชนทั่วโลก ปรับ News Feed หนุนเรื่องคนกับคอมมูนิตี้เต็มที่ แต่คนแวดวงธุรกิจและสื่อต่างวิพากษ์เป็นเสียงเดียวกันว่า Facebook สูญเสียความน่าเชื่อถือไปมาก ผู้ใช้งานบางส่วนรู้สึกถูก ‘ทำลายความไว้วางใจ’ (trust)
ต่อให้บริษัทสร้างระบบอีเมลทั้งหลายจะพยายามสร้างเงื่อนไขการตั้งพาสเวิร์ดให้มันยาก ทั้งอักขระ ตัวเลข และตัวอักษรให้ผสมกันเพื่อป้องกันคนภายนอกแฮ็กได้ แต่ถ้ารู้ความจริงว่าสิ่งที่ตั้งใจช่วยรักษาแทบตาย บรรดาพนักงานที่ใช้ดันมีพฤติกรรมไม่แคร์ หรือแจกคนอื่นให้เข้าอีเมลตัวเองกันได้สะดวกคงต้องถอดใจเพราะไม่รู้จะแก้ยังไง Confidential หรือการรักษาความลับของอีเมลสำคัญแค่ไหน คนที่ยังไม่เจอกับตัวอาจจะยังไม่รู้ แต่ตามบริษัทใหญ่เขารู้ดี เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่มีมือดีเข้ามาแฮ็กข้อมูล อาจหมายถึงความเสียหายทางธุรกิจจำนวนมหาศาล ส่วนใหญ่บริษัทที่โชคดี หวยออกเข้าอย่างจังมักจะเป็นบริษัทที่มีไซซ์ขนาดเล็กหรือขนาดกลางเท่านั้น โดยรายงานระบุจำนวนบริษัทที่ถูกโจมตีทางไซเบอร์มีมากถึง 4,000 ครั้งต่อวันแถมมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นด้วย! และปลายทางของบริษัทที่โดนแฮ็กส่วนใหญ่จะอยู่ได้ไม่เกิน 6 เดือนหลังจากนั้น จากรายงานของ Switchfast บริษัทให้คำปรึกษาและให้บริการการจัดการด้านไอทีใน Chicago เผยข้อมูลการสำรวจที่จัดทำกับผู้บริหารบริษัทขนาดเล็กจำนวนกว่า 600 บริษัทเกี่ยวกับพฤติกรรมการรักษาความปลอดภัยด้านไอที พบว่าส่วนมากพนักงานทุกระดับคือต้นตอเรียกแขกอย่างแฮ็กเกอร์มาด้วยเหตุผลต่าง ๆ เหล่านี้ บริษัทขนาดเล็กหรือกลางมักไม่มีมาตรการรับมือความปลอดภัยด้านไอที 35% ของพนักงานและ 51 % ของหัวหน้ามักคิดว่าบริษัทของตัวเองไม่ใช่เป้าหมายของอาชญากรไซเบอร์ 44% ของพนักงานและ 66% ของหัวหน้าเชื่อมต่ออีเมลกับ Wi-Fi สาธารณะ หรือสถานที่ภายนอกองค์กรอย่างร้านกาแฟหรือล็อบบี้โรงแรม ความเสี่ยงเรื่องงานมีมากไม่พอ แต่เรื่องที่น่าตกใจเป็นเงาตามตัวคือ บรรดาผู้นำทั้งหลายมักใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ออฟฟิศเข้าโซเชียลมากกว่าพนักงาน โดยคิดสัดส่วนได้เป็น 3 ใน 5 ของทั้งหมด (ผู้นำและผู้จัดการ 62%
‘ใครอยากเป็นเศรษฐี ฉันนะซิ ฉันนะซิ’ นี่คือมุขที่คนอายุ 30+ คุ้นหูเป็นอย่างดีจากเวทีตลกคาเฟ่ แต่วันนี้กลายเป็นมุขไม้ตายก้นถุงของผู้ชายอารมณ์ดี ดีกรีนายแบบ Domon Mini พระเอกภาพยนต์ ดารานักแสดง และบทบาทล่าสุดที่ไม่ต้องขายคาแรคเตอร์ แต่เป็นการขายตัวตนของคนเฮฮาอารมณ์ดี ผู้ชายคนนี้คือ พี่ตูน บริบั๊ก พี่ตั๊ก บริบูรณ์ นั่นเอง มักจะมีคำพูดว่า เบื้องหลังนักแสดง Comedian ส่วนใหญ่ จะต้องเป็นคนจริงจัง ซีเรียส เครียดกับงาน ไม่เล่นมุขพร่ำเพรื่อ ซึ่งดูจากลุคของคุณตั๊กแล้ว เราจินตนาการว่าจะต้องเป็นคนแบบนั้นแน่นอน แต่ภาพในหัวทั้งหมดต้องสลายไปจากประโยคแรกที่ทักทายกัน “ไม่นะ ตัวจริงพี่ก็เป็นแบบนี้แหละ” พี่ตั๊กพูดแทรกขึ้นมา ใช่ครับ สำหรับตั๊ก บริบูรณ์ หน้าจอเราเห็นเค้าเป็นยังไง หลังจอ เค้าก็เป็นคนแบบนั้นล่ะครับ หรือแม้แต่พี่เนี้ยบ คุณเอลซี่ภรรยา และน้อง Believe หลังจอครอบครัวเค้าก็เฮฮาแบบที่เราเห็นเป๊ะเลย สำหรับผู้ชายคนนี้ ไม่ต้องแสดงคาแรคเตอร์อะไร เป็นตัวของตัวเองได้เต็มที่ เป็นวิวัฒนาการจากการเข้าวงการในฐานะนายแบบ Domon Mini ดาราพระเอกสุดหล่อ ซึ่งนั่นคือการแสดง มาสู่บทบาทที่เป็นตัวเองมากกว่าในฐานะ Comedian ที่พวกเราได้เห็นการเปลี่ยนแปลงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
ช่วงเวลาที่เรามักจะใช้มันไปอย่างสิ้นเปลืองและเอ้อระเหยที่สุดของทุกวันทำงานคงหนีไม่พ้น 10 นาทีแรกที่เราเพิ่งมาถึงออฟฟิศและ 10 นาทีสุดท้ายก่อนเข็มนาฬิกาจะเคลื่อนบอกเวลาเลิกงาน 10 นาทีแรกหลังจากเปิดประตูออฟฟิศเข้ามาและนั่งลงที่โต๊ะตัวเอง เรามักจะอยู่ในอารมณ์เนือย ๆ ไฟในการทำงานยังคงจุดไม่ติด ไม่พร้อมจะทำอะไรจริงจังนอกจากการท่องอินเตอร์เน็ตไปอย่างไร้จุดหมายหรือไม่ก็นั่งจับกลุ่มคุยเพื่อนถึงเรื่องสัพเพเหระแทบทุกเรื่อง (ยกเว้นเรื่องงาน) ส่วน 10 นาทีสุดท้ายก่อนเลิกงาน จิตใจก็มักจะจดจ่ออยู่กับมื้อเย็นที่วางแผนเอาไว้ ภาพยนตร์ที่จองตั๋วเรียบร้อยแล้ว ปาร์ตี้ที่เพื่อนของเราส่งรูปมายั่ว หรือแม้กระทั่งสภาพการจราจรสุดบัดซบที่แค่นึกถึงก็รู้สึกเหนื่อยแล้ว เราจึงมักปล่อยช่วง 10 นาทีสุดท้ายของการทำงานไปอย่างไร้ประโยชน์ แต่แท้จริงแล้วทั้ง 2 ช่วงเวลานี้คือเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการเตรียมความพร้อมและจัดการงานให้ลุล่วงก็ว่าได้ ดังนั้นเราควรจะทำอะไรในช่วงเวลาดังกล่าวบ้าง UNLOCKMEN มีคำตอบมาฝาก 10 นาทีแรก อย่าเช็ก Email, Facebook หรือ Social Network ต่าง ๆ Julie Morgenstern ผู้เขียนหนังสือ Never Check E-Mail in the Morning แสดงความคิดเห็นเอาไว้ว่าการเช็ก Email ไม่ควรเป็นสิ่งแรกที่เราทำในวันทำงานเพราะด้วยความยุ่งหยิงในกล่องจดหมายของเราจะทำให้เราสูญเสียการโฟกัสในเนื้องานและไอเดียในการทำงานจะกระจัดกระจายส่งผลต่อการทำงานของเราในวันนั้นอย่างเห็นได้ชัด แทนที่จะเช็ค Email ลองเปลี่ยนเป็นหาอะไรที่สร้างแรงบันดาลใจและเพิ่มเติมความรู้ให้ตัวเองจะดีกว่า การดู TED TALK
เมื่อเราตั้งใจทำงานแล้วรู้สึกว่าการฟังเพลงผ่านทางแพล็ตฟอร์ม streaming music หรือ podcast ต่าง ๆ มันช่างรู้สึกทำให้เสียสมาธิ งานไม่ค่อยเดิน เพราะดันเพลินไปกับเนื้อหาของเพลง แต่จะให้ไม่ฟังอะไรเลยก็รู้สึกเหงาหูอีก แบบนี้ต้องหาทางออกให้กับชายที่เป็นผู้ฟังที่ดีกันหน่อย จากการศึกษาของนักวิทยาศาสตร์ เกี่ยวกับผลกระทบของเสียงที่มนุษย์ได้ยิน และอิทธิพลของมันที่มีต่อการทำงาน การเรียน หรือการทำกิจกรรมใด ๆ ที่ต้องการสมาธิพบว่าความเงียบน่าจะดีที่สุด แต่ในขณะเดียวกันหากเราเลือกเสียงที่เหมาะสมกับการจดจ่อกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ก็ส่งผลให้เรามีประสิทธิภาพในการในการทำงานมากขึ้นได้เหมือนกัน UNLOCKMEN ขอแนะนำซาวด์ที่เหมาะสมกับการโฟกัสของคุณ และเสียงที่ควรหลีกเลี่ยงหากต้องการรักษาสมาธิ สุนทรพจน์ทำหมดสมาธิ จากการวิจัยของ Cambridge Sound Management พบว่า speech หรือการกล่าวสุนทรพจน์ ทั้งที่มีซาวด์ดนตรีประกอบหรือไม่มี สามารถรบกวนสมาธิในการทำงานได้ถึง 48% เพราะว่าความหมาย และความทรงพลังของถ้อยคำที่ร้อยเรียงเป็นประโยคหล่านั้นจะดึงให้คุณหันเหไปใส่ใจจนได้ ทางที่ดีควรฟังแต่เพลงบรรเลงจะดีกว่า งานบางอย่างฟังเพลงไปด้วยแล้วโคตรเพลิน ถ้าหนึ่งใน job description ของคุณคือการคีย์ข้อมูลลงใน spreadsheet แบบนี้ดนตรีจะสร้างความเพลิดเพลินให้กับคุณได้โดยไม่เสียงาน โดยการศึกษาของ University of Birmingham ในอังกฤษ พบว่า เสียงเพลงสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานที่มีลักษณะทำซ้ำเป็นแพตเทิร์นได้ดี ยิ่งถ้าเป็นเพลงที่มีโครงสร้างเป็น loop
“เพราะความสำเร็จนั้นไม่มีทางลัด” ในยุคที่ทุกคนต้องการออกมาเป็นเจ้านายตัวเอง อยากเริ่มต้นสร้างธุรกิจและวิ่งหนีระบบองค์กรการทำงานประจำ เรามักถูก Life Coach หรือคำคมต่าง ๆ สอนให้เชื่อว่าสามารถประสบความสำเร็จได้ ทำให้เราได้เห็นธุรกิจ Start Up เกิดขึ้นมากมาย โดยเฉพาะเด็กยุค Gen Z ที่มีฝันอันแรงกล้าต้องการจะประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุน้อย ๆ เพราะพวกเราล้วนถูกสอนให้มีไอดอลอย่าง Mark Zuckerberg หรือ Steve Jobs ซึ่งการที่เด็กคนหนึ่งจะลุกขึ้นมาบอกตัวเอง “ฉันต้องเป็นนักธุรกิจ” นั้นไม่มีสูตรสำเร็จที่ตายตัว เนื่องจากคุณมีสิทธิ์ที่รุ่งหรือร่วงก็ได้ทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยความพร้อมด้านต่าง ๆ ในวันนี้เราจะขอนำเรื่องราวของนักธุรกิจหนุ่มไฟแรง สน จันทร์ศุภฤกษ์ เจ้าของแบรนด์ชุดสูท SUITCUBE ผู้ที่ทำให้เรื่องสูทเป็นเรื่องง่ายและใกล้ตัวคนไทยมากยิ่งขึ้น โดยคุณ สน มีแนวคิดเรื่องการทำงานที่ค่อนข้างน่าสนใจ และเป็นคนที่พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าความสำเร็จนั้นไม่มีทางลัด ต้องลงมือทำ จนออกดอกผลทำให้ SUITCUBE ในปัจจุบันมีสาขาทั้งหมด 8 สาขาด้วยกันในระยะเวลาไม่ถึง 4 ปี ดังนั้น UNLOCKMEN จะขอมาถอดรหัสความสำเร็จของ คุณ สน จันทร์ศุภฤกษ์ เพื่อเป็นแรงบันดาลใจสำหรับคนที่มีไฟอยากจะเริ่มต้นธุรกิจของตัวเอง ก่อนอื่นเลยเราอาจจะมาทำความรู้จักกับ คุณ สน ก่อนว่ามีที่มา เริ่มต้นจับพลัดจับผลูอย่างไรถึงได้มาเริ่มต้นธุรกิจ SUITCUBE
หลายคนบ่นกันเหลือเกินว่า 24 ชั่วโมงมันไม่พอ ตั้งแต่วันจันทร์ถึงศุกร์เคลียร์ Duty ทั้งหลายไม่ค่อยลงเท่าไหร่ หัวฟูตั้งแต่ต้นสัปดาห์ยันวันหยุด ลองมาเปลี่ยนตัวเองให้ใช้เวลากันแบบชาญฉลาดดีกว่า UNLOCKMEN ขอแนะนำเทคนิคบริหารเวลาที่มีแบบเจ๋ง ๆ หายใจเข้าลึก ๆ แล้วมาจัดการตัวเองแบบมีสติ จะได้มีเวลาเหลือ ๆ นอนชิลกันบ้าง เพื่อให้ทุกวันจันทร์ของเราไม่เป็นวันที่แสนน่าเบื่ออย่างที่คนอื่นเขามีกัน แถมยังเป็นวันที่เราอยากให้มาถึง เพื่อที่จะได้ปล่อยพลังของเราให้เต็มที่ และใช้ชีวิตในวันหยุดแบบสุดเหวี่ยงได้แบบไม่มีภาระมาเกาะหลัง ปรับนิสัย รู้ว่านิสัยไม่ใช่สิ่งที่เปลี่ยนกันได้ง่าย ๆ แต่เคยลงมือหรือยังว่าตัวเองจะเปลี่ยนได้มากน้อยแค่ไหน การทำอะไรซ้ำ ๆ กัน 21 วัน หรือ 30 วัน ถูกยืนยันมาแล้วว่าช่วยให้เปลี่ยนพฤติกรรมของเราได้จริง ๆ ไม่ว่าจะเคยมีนิสัยแบบไหนมาก่อน ดูอย่างเวลาเข้างาน ไม่ว่าเราเคยตื่นสายตอนมหาวิทยาลัยแค่ไหน แต่พอมาทำงาน เราก็ต้องปรับตัวเองไปเรื่อย ๆ แม้ว่าช่วงแรกมันจะรู้สึกยากแค่ไหน แต่ถ้าหากความจำเป็นมันบังคับ เราจะค่อย ๆ หาทางให้ตัวเองทำมันได้ในที่สุดเอง ปรับพลัง แพลนก็ก็อปเพื่อนมาเลยนี่หว่า ทำไมของเรายังไม่ลงตัวซะที จริง ๆ แล้วแพลนที่เรามีมันอาจจะลงตัวแล้วก็ได้ แต่เราอาจจะทำมันด้วยพลังที่ไม่มากพอ ลองเติม Energy เข้าไปให้ตัวเองมากขึ้นมากกว่านี้


