มันต้องมีเพื่อนสักคนนึงแหละที่มีนิสัยชอบชมคนอื่นง่าย ๆ และดูจะคล้อยตามคนอื่นไปซะทุกเรื่อง หลายคนอาจมองว่าคนประเภทนี้ เฟรนด์ลี่ เข้าหาได้ง่าย และเต็มไปด้วยพลังงานด้านบวก โดยหารู้ไม่ว่าบางครั้งการเป็นคนที่ประทับใจอะไรง่าย ๆ ก็อาจส่งผลเสียต่อการใช้ชีวิตได้เหมือนกัน UNLOCKMEN เลยอยากมาอธิบายว่า การประทับใจอะไรง่าย ๆ มีข้อดีข้อเสียอย่างไร ? และเราจะจัดการตัวเองอย่างไร เพื่อไม่ให้คนอื่นเข้ามาบงการชีวิตเรา ? ข้อดีข้อเสียของการประทับใจอะไรง่าย ๆ บางคนบอกว่า การที่เราประทับใจอะไรง่าย ๆ อาจทำให้เรามีความสุขในการใช้ชีวิตมากขึ้น เพราะเราจะสนใจแต่เรื่องดี ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตมากกว่าเรื่องที่เลวร้าย มองโลกในแง่บวก และสามารถเอนจอยกับชีวิตได้มากกว่าคนที่ประทับใจกับสิ่งต่าง ๆ ได้ยาก แถมการเป็นคนที่ชอบชมคนอื่นบ่อย ๆ ก็อาจทำให้ดูเข้าหาง่ายด้วย ซึ่งคุณสมบัตินี้สำคัญต่อการสานความสัมพันธ์กับคนอื่น แต่การเป็นคนที่ประทับใจคนอื่นได้ง่ายนั้น มันก็อาจทำให้เรากลายเป็นคนที่ถูกคนอื่นชักจูง (Influence) ได้ง่าย คล้อยตามคนอื่นได้ง่าย และคิดน้อยลงได้เช่นกัน เพราะคนที่ประทับใจอะไรง่าย ๆ จะขาดทักษะที่เรียกว่าการคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking) ซึ่งเป็นสกิลที่ทำให้เราคิดได้อย่างเป็นเหตุเป็นผลมากขึ้น ดังนั้น พอเห็นคนอื่นทำดีด้วย พวกเขามักจะไม่คิดถึงเจตนาที่อยู่เบื้องหลังการกระทำนั้นอย่างถี่ถ้วน คล้อยตามได้ง่าย และสุดท้ายพวกเขาก็อาจถูกหาประโยชน์ หรือ ถูกหลอกจนได้
ปี 2020 เพิ่งจะผ่านไป แม้จะเป็นปีแห่งความทุกข์ระทมของคนฟังเพลง โดยเฉพาะคนฟังเพลงสากลที่ไม่มีโอกาสได้ชมการแสดงสดจากวงดนตรีและศิลปินที่ตนรักเนื่องจากการล็อกดาวน์ ทำให้ไม่สามารถบินข้ามประเทศมาแสดงที่บ้านเราได้ (บ้านเขาเองก็แทบไม่ได้ดูเช่นกัน) แต่ในความชอกช้ำก็ยังมีเรื่องที่น่ายินดี เมื่อการถูกล็อคดาวน์ทำให้เหล่าศิลปินได้มีเวลาเหลือพอที่จะเข็นอัลบั้มใหม่กันมากมาย และมั่นใจว่ามากเป็นประวัติการณ์ UNLOCKMEN จึงขอเชิญทุกท่าน เตรียมหูให้พร้อม แล้วมารอฟังกันให้หูแฉะกับอัลบั้มที่ UNLOCKMEN คัดเลือกแนวร็อคที่พร้อมให้คุณฟังในปี 2021 ถ้าพร้อมแล้วก็มาเช็คกันได้เลย 15th January: Shame – Drunk Tank Pink เริ่มที่เดือนมกราคมที่ปกติมักจะเป็นเดือนที่เงียบเหงา เพราะเหล่าศิลปินดังมักจะเลือกไม่ออกงานเดือนนี้เพราะอากาศยังหนาว แถมเพิ่งเสร็จสิ้นเทศกาลปีใหม่คงไม่มีใครจะจับจ่ายใช้สอยในช่วงเวลานี้ แต่ปีนี้หาได้เป็นเช่นนั้นไม่ อย่างน้อยๆวง Post-Punk รุ่นใหม่จากลอนดอนตอนใต้ที่เคยมาแสดงคอนเสิร์ตที่บ้านเราอย่าง Shame ไม่รอช้าประกาศปล่อยอัลบั้มชุดที่ 2 ที่ชื่อ Drunk Tank Pink โดยฟรอนต์แมนหัวทอง Charlie Steen ได้กล่าวถึงคนเซ็ปท์ของอัลบั้มชุดนี้ว่า “เมื่อดนตรีหยุดชะงักลง คุณจะเหลือเพียงความเงียบ และความเงียบนั้นเองมีพลังที่ซ่อนอยู่ มันคือ่ส่วนสำคัญของอัลบั้มชุดนี้” แน่นอนว่าวงเองก็ได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิดไม่ต่างกัน “มันเป็นครั้งแรกที่เราไม่สามารถทำห่าอะไรได้เลย ซึ่งตระหนักได้ว่าชีวิตเราจริงๆต้องการแค่ตื่นมา กินข้าว เข้าห้องน้ำ อาบน้ำ ฟอกสบู่ เซย์กู๊ดไนท์
ถึงแม้ว่าแรงกดดัน เช่น เวลาในการทำงานที่จำกัด จะช่วยให้เราเกิดความโปรดักทีฟมากขึ้นได้ แต่ในทางกลับกัน มันก็อาจทำให้เราเกิดอาการแพนิค และทำงานแย่ลงได้เหมือนกัน เพราะเวลาเรากลัวว่าตัวเองจะทำงานไม่ทัน เรามักรีบคิดและรีบปั่นงานให้เสร็จโดยไว ผลสุดท้าย งานที่ออกมาอาจไม่ได้รับการตรวจที่ถี่ถ้วนมากพอ จนมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้น เมื่อแรงกดดันเป็นเหมือนกับดาบสองคม มีทั้งข้อดีข้อเสีย เราเลยจำเป็นต้องรับมือกับมันให้ได้อย่างดี บทความนี้ UNLOCKMEN จึงนำเทคนิคดี ๆ มาฝากทุกคนกัน ซึ่งถ้ารู้แล้ว เราจะทำงานภายใต้ความกดดันได้ดีขึ้นอย่างแน่นอน ตั้งสติก่อนสตาร์ท !!! เวลาเราทำงานในช่วงที่เดดไลน์ใกล้เข้ามาแล้วนั้น เรามักจะโคตรเครียด เสียสติ และไม่คิดหรือตรวจงานให้ดี สุดท้ายงานที่ออกมามันก็แย่ หากใครเจอกับอะไรแบบนี้ เราอยากให้ลองตั้งสติ และพยายามเปลี่ยนโฟกัสจากความเครียดความกังวล มาเป็นสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเราดู ลองถามตัวเองว่าตอนนี้เรากำลังเห็นอะไร ? กำลังได้ยินอะไร ? เราหายใจเป็นยังไง ? แบบนี้จะช่วยให้เรารู้สึกถึงแรงกดดันน้อยลง มีสติมากขึ้น และแก้ปัญหาได้ดีกว่าด้วย มองย้อนกลับไปทบทวนความกดดันที่ผ่านมา ความกดดันมักเกิดขึ้นแบบเป็นแพทเทิร์น และเราอาจเจอกับแพทเทิร์นนั้นซ้ำ ๆ อยู่ก็ได้ ดังนั้น แทนที่จะปล่อยให้ประสบการณ์ความกดดันเหล่านั้นผ่านไปเฉย ๆ เราควรใช้เวลาในการเรียนรู้ และวิเคราะห์หาแพทเทิร์นของความกดดันจะดีกว่า เพราะมันจะช่วยให้เราหาแผนรับมือกับความกดดันได้อย่างมีประสิทธิภาพได้มากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราพบว่า
เมื่อว่าด้วยเรื่องการไปให้ถึงเป้าหมายของทีม นอกเหนือจากการสร้างจุดแข็งตนเองและศึกษาคู่แข่งอย่างรอบด้านแล้ว ปฏิภาณไหวพริบในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าก็เป็นทักษะสำคัญที่คนทำงานยุคนี้ต้องมี โดยเฉพาะคนที่อยากก้าวขึ้นมาเป็น “ที่หนึ่ง” ในโลกการทำงานที่มีการแข่งขันสูงและเจอกับการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา คำตอบของการสร้างเสริมทักษะดังกล่าวเริ่มต้นจากสิ่งที่เรียกว่า Opportunity Mindset ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจว่ากระบวนการปลดล็อกความคิดสู่การหาทางออกจากวิกฤติในชีวิตประจำวันนั้น ต้องผ่านกระบวนการคิดของสมอง 4 แบบ ได้แก่ Defeatist Mode ความรู้สึกหวาดวิตก เครียด หรือกังวลเมื่อเจอปัญหา กลัวว่าถ้าลองทำแบบนี้ไป อาจทำให้ทุกอย่างแย่ลงกว่าเดิม Sustainer Mode ความคิดที่ว่าสิ่งที่จะทำไม่มีทางเป็นไปได้ คิดมากเกินไปทั้งที่ยังไม่ลองทำ ทำให้สมองถูกบล็อก ไม่กล้าก้าวออกจาก comfort zone มาลองทำสิ่งใหม่ Dreamer Mode ความรู้สึกเป็นอิสระจากเงื่อนไขทุกอย่าง ทุกสิ่งที่คิดมีโอกาสเป็นไปได้เสมอ นำไปสู่ความคิดที่จะลงมือทำอย่างจริงจัง Opportunity Mode ความรู้สึกมั่นใจ คิดบวก และมาพร้อม can-do attitude ก่อให้เกิดการลงมือปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม รวมทั้งคิดแก้ไขข้อบกพร่องมากกว่าจะล้มเลิกทุกอย่างเมื่อผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามที่หวัง แน่นอนว่าคนเราจะคิดแก้ไขปัญหาได้ก็ต่อเมื่อสมองอยู่ในภาวะ Dreamer Mode และ Opportunity Mode ซึ่งนำไปสู่การสร้าง Opportunity Mindset คนที่มีชุดความคิดแบบนี้จะรู้จักพลิกแพลงวิธีการทำงานให้ผ่านไปได้ด้วยดีในสถานการณ์ไม่คาดฝันต่าง ๆ
ช่วงนี้หลายคนน่าจะมีความเครียดและความกังวลกัน เพราะทุกอย่างในตอนนี้ดูไม่แน่นอนเสียเหลือเกิน ไม่มีใครรู้ว่า COVID-19 จะหายไปเมื่อไหร่ ไม่มีใครรู้ว่าเมื่อไรเราจะได้ใช้ชีวิตกันแบบปลอดภัยไม่กลัวโรค ไม่มีใครรู้ว่าเมื่อไหร่สถานที่ต่าง ๆ จะเลิกโดนสั่งปิด ไม่มีใครรู้ว่าเมื่อไรเราถึงจะได้ทำในสิ่งที่อยากทำได้อย่างเต็มที่ซะที เหล่านี้คงทำให้หลายคนรู้สึกดาวน์ และไม่อยากทำงานกันบ้างแหละ การทำงานที่ไม่อยากทำอาจทำให้เราเกิดความขี้เกียจ ซึ่งนอกจากจะทำให้เราไม่โปรดักทีฟแล้ว งานวิจัยบอกเราว่า ความขี้เกียจในระยะยาวอาจทำให้เรามีสุขภาพแย่ลง ร่ำรวยน้อยลง และมีความสุขน้อยลงด้วย แต่การออกจากงาน หรือ เปลี่ยนงานในช่วงนี้ คงเป็นเรื่องที่หลายคนรู้สึกว่า ยังไม่ปลอดภัยที่จะทำมัน เพราะอาจทำให้ถูกมองว่าไม่เป็นมืออาชีพ ไม่สู้งาน และขัดขวางความก้าวหน้าในการทำงาน บางคนจึงเลือกที่จะเก็บมันไว้ในใจ มากกว่าที่จะพูดเรื่องนี้ให้ใครฟัง และเผชิญหน้ากับปัญหานี้เพียงลำพังต่อไป ฟังดูเป็นเรื่องที่ทำให้หลายคนซัฟเฟอร์ แต่โชคดีที่มันยังมีวิธีการประคับประคองตัวเองให้ทำงานต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพเหมือนกัน เราได้นำวิธีเหล่านั้นมาแชร์กับทุกคนในบทความนี้ ลองทำตามดูแล้วดูว่ามันได้ผลมากแค่ไหน !! ตอบให้ได้ว่าทำไมเราถึงยังต้องทำงานนี้อยู่ ไม่ว่าเราจะทำอะไรก็ตาม ควรจะมีการตั้งเป้าหมาย เพราะถ้าไม่ เราอาจรู้สึกว่าสิ่งที่ทำอยู่มันไร้ค่าไร้ความหมาย และหมดแพสชั่นในการทำมันได้อย่างรวดเร็ว ในการทำงานที่เรารู้สึกว่าไม่อยากทำก็เช่นกัน ถ้าเราจมอยู่กับความรู้สึกที่ว่าทำไมเราถึงยังตัองทำงานนี้ต่อไป ทุกอย่างมันก็คงมีแต่จะแย่ลง เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราควรทำเป็นอย่างแรก คือ การหาให้ได้ว่าทำไมเราถึงยังต้องทำงานที่น่าเบื่อหน่ายอยู่ ? เพราะเงิน? เพราะความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน? เพราะฐานะสังคม? เมื่อเป้าหมายในการทำงานเราชัดแล้ว กำลังใจมันก็มักจะมาเอง แต่ข้อควรระวังเมื่อเราจะตั้งเป้าหมายในการทำงาน คือ
เราเชื่อว่ามีหลายคนที่ย้อนหันกลับไปมองอดีตของตัวเอง แล้วรู้สึกเสียใจที่ละทิ้งความฝัน และเส้นทางชีวิตที่โคตรจะเป็นตัวเองไป เพื่อที่จะหันกลับมาเดินอยู่ในเส้นทางที่ปลอดภัย และใคร ๆ เขาก็ทำกันในแบบที่สังคม ผู้ใหญ่ ทุก ๆ คนรอบข้างได้สร้างมาตรฐาน ตีกรอบ รวมถึงกฎเกณฑ์ขึ้นมา และนำมันมาใช้ตัดสินคุณว่า สุดท้ายแล้ว ชีวิตคุณดีหรือไม่ดีในสายตาพวกเขา แต่ก็มีคนบางคนที่เลือกจะไม่หวั่นไหวต่อคำพูดใด ๆ เมื่อพวกเขาได้รู้ว่า เส้นทางที่พวกเขาเลือกที่จะเดินไป มันมีเส้นชัยรออยู่ถึงแม้ว่าคนอื่นจะมองไม่เห็นเหมือนพวกเขาก็ตาม ถ้าหากให้พูดตรง ๆ เราคงจะบอกว่า มันคงจะรู้สึกโคตรแย่ ถ้าเกิดมาทั้งที รู้ว่าตัวเองทำอะไรได้ดี แต่ไม่กล้าที่จะทำ เพียงเพราะสิ่ง ๆ นั้น มันแตกต่าง นอกกรอบ และดูออกจะอิสระเกินไปสำหรับใครบางคน และนั่นเป็นสิ่งสะท้อนให้เห็นชีวิตของผู้ชายคนหนึ่ง ซึ่งในวันนี้เราได้นำเอาเรื่องราวที่น่าสนใจในชีวิตของเขาที่สามารถช่วยสร้างแรงบันดาลใจ ให้กับคนที่กำลังหมดไฟได้เป็นอย่างดีมาให้ได้อ่านกัน และผู้ชายคนนั้นก็ไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็น Wataru Kato ชายชาวญี่ปุ่น และเจ้าสำนักแต่งรถชื่อดังระดับโลก “Liberty Walk” เห็น ๆ เกริ่นมาแบบนี้ อย่าเพิ่งมองว่าชีวิตจะไปมีอะไร วัน ๆ ก็แค่แต่งรถ ถ้าหากคุณคิดแบบนี้ล่ะก็ ลองอ่านดูให้จบซักรอบแล้วผู้ชายคนนี้จะสอนให้คุณรู้ว่า ความสำเร็จที่อยู่นอกกรอบ มันเป็นอย่างไร
ตอนนี้หลายประเทศเริ่มทยอยได้ฉีดวัคซีน COVID-19 กันแล้ว ไม่ว่าจะเป็น สหรัฐฯ อังกฤษ หรือ รัสเซีย และในอนาคตอันใกล้คนไทยก็จะได้ฉีดวัคซีนแล้วเช่นกัน แต่พอพูดถึงเรื่องวัคซีนที่มีอยู่ตอนนี้มันก็มีอยู่หลายแบรนด์ เราเลยอยากมาพูดถึงความคืบหน้าของวัคซีนแต่ละตัวว่ามันไปถึงไหนแล้ว โดยได้หยิบยก 6 แบรนด์วัคซีนที่อยู่ในความสนใจของคน ณ ตอนนี้ เพื่อให้ทุกคนได้เข้าใจถึงประสิทธิภาพ และมีความเข้าใจในเรื่องวัคซีนอย่างถ่องแท้ Pfizer-BioNTech วัคซีนตัวแรกที่เราอยากพูดถึงชื่อว่า ‘BNT162b2’ หรือ ‘Tozinameran‘ ซึ่งเป็นวัคซีนประเภท m-RNA ซึ่งเป็นเทคโนโลยีทางการแพทย์แบบใหม่ที่ใช้การส่งสารเคมีที่ชื่อว่า Messenger RNA เช้าไปในร่างกายเพื่อกระตุ้นให้เกิดการสร้างโปรตีนและภูมิคุ้มกัน วัคซีนตัวนี้เป็นผลงานร่วมของสองบริษัท ได้แก่ Pfizer บริษัทด้านเภสัชกรรมสัญชาติอเมริกัน และ BioNTech บริษัทด้านเทคโนโลยีชีวภาพจากเยอรมัน หลังจากมีการเปิดตัววัคซีน เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาคนทั่วโลกก็ฮือฮากับมันมาก เพราะมีการเคลมว่า วัคซีนตัวนี้มีประสิทธิภาพในการหยุดยั้ง COVID-19 ได้สูงถึง 95% เลยทีเดียว (ข้อมูลจากการทดลองในเฟส 3 ซึ่งมีผู้เข้าร่วมการทดลองราว 4 หมื่นคน) เรียกได้ว่าเป็นวัคซีนแห่งความหวังของใครหลายคน สำหรับข้อมูลจำเพาะของวัคซีนนี้คือเหมาะกับผู้ที่มีอายุ 16 ปีขึ้นไป ต้องมีการฉีดถึง 2
“เยาวชนคือความหวังของชาติ” วลีนี้ไม่ใช่การกล่าวเกินจริง แต่เป็นสิ่งที่หลายประเทศต่างให้ความสำคัญเป็นอันดับต้น ๆ เมื่อพวกเขาคืออนาคต NIHON STORIES จึงเปิดปีใหม่ด้วยความหวัง ชวนดูการจัดอันดับอาชีพในฝันของเด็กชาวญี่ปุ่นทั่วประเทศ ค้นหาว่าพวกเขาคิดอะไร วาดฝันตัวเองไว้แบบไหน และเส้นทางการเติมเต็มความฝันของพวกเขาจะเป็นไปได้หรือไม่บนเกาะแห่งนี้ เว็บไซต์ SoraNews24 เผย 5 อันดับ อาชีพที่เด็กญี่ปุ่นชั้นประถมให้ความสนใจ จากการสำรวจของสถาบันวิจัยการศึกษาแห่งชาติญี่ปุ่น ลงพื้นที่สอบถามเด็กประถมชายหญิงอย่างละ 600 คน รวม 1,200 คน เพื่อถามถึงอาชีพในฝันที่พวกเขาอยากเป็น และรวบรวมผลช่วงปลายปี 2020 ก่อนจะเผยแพร่สู่สาธารณชนในปี 2021 เพื่อให้ครัวเรือนทั่วประเทศเห็นภาพความฝันของเยาวชนที่กำลังจะเติบโตในปีนี้ อันดับ 5 (ร่วม) ครูอนุบาล ,แพทย์ หากคนที่โตขึ้นมาหน่อยตอบว่าอยากเป็นหมอ อาจมีเหตุผลเรื่องรายได้กับความมั่นคงเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เพราะประสบการณ์ชีวิตสอนให้เรารู้ว่าบางครั้งเงินก็จำเป็น ทว่าเด็กวัยประถมที่ยังไม่เข้าใจโลกทุนนิยมอย่างลึกซึ้ง พวกเขาส่วนมากอยากเป็นหมอเพราะมุ่งหวังจะช่วยเหลือผู้คนที่กำลังเจ็บปวด อยากรักษาเพื่อนร่วมโลก คนใกล้ตัว หรือคนที่พวกเขาแคร์ พ่วงมาด้วยความทรงจำดี ๆ ครั้งไปหาหมอเมื่อตอนไม่สบายแล้วได้ขนมลูกอมปลอบใจกลับมา ทั้งหมดก็มีส่วนส่งผลให้เด็กหลายคนอยากเป็นหมอในภายภาคหน้า อาชีพครูอนุบาลตามที่คนไทยส่วนใหญ่เคยเห็นในการ์ตูนเรื่องชินจัง หรือสื่อกระแสหลักอื่น ๆ จากญี่ปุ่น ส่งให้คนเข้าใจว่าครูอนุบาลคืออาชีพที่ดูจะมีความสุขไม่น้อย การได้เล่นกันเด็ก ๆ
ขึ้นชื่อว่าการเจรจาต่อรองแล้ว ไม่ว่าจะในเชิงธุรกิจที่ขับเคี่ยวกันดุเดือด หรือหน้าที่การงานที่ต้องสู้เพื่อให้ได้สิ่งที่ดีที่สุด เราทุกคนล้วนแต่ต้องการเจรจาต่อรอง แลกเปลี่ยนให้ผลที่ได้ออกมาพอใจร่วมกันทุกฝ่าย โดยปกติการเจรจาต่อรองก็ย่อมต้องอาศัยศาสตร์และศิลป์ จะไปแบบมั่ว ๆ ไม่รู้อะไรเลยไม่ได้อยู่แล้ว แต่การเจรจาต่อรองที่ “เรามีอำนาจต่อรองน้อยกว่า” หรือรู้ทั้งรู้ว่าเราก็ไม่ได้มีผลประโยชน์อะไรไปแลกกับอีกฝ่ายมากนัก ยิ่งเป็นความท้าทายที่หลายคนเผลอถอดใจไปล่วงหน้า (ก็ดูรูปการณ์แล้ว ไม่น่าจะไปต่อรองอะไรกับเขาได้) แต่เราอยากชวนมาปลดล็อกความเข้าใจผิด ๆ เสียใหม่ อย่างน้อยก็ต้องลองสักตั้งก่อนถอดใจ แม้หลายการต่อรอง เราอาจเลี่ยงได้ แต่กับบางสถานการณ์คับขันตรงหน้าต่อให้รู้ว่าอำนาจน้อยกว่าก็ต้องกระโจนลงไปอยู่ดี ดังนั้นลองเอาวิธีเหล่านี้ไปปรับใช้ เพราะแม้จะไม่ได้มีอำนาจล้นมือ แต่ถ้ารู้เท่าทัน การเจรจาต่อรองให้ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการก็อาจไม่ยากอย่างที่คิด “ผลลัพธ์ที่ต้องการอาจไม่ได้มีแค่หนึ่ง” การเป็นฝ่ายเหนือกว่าในการเจรจาต่อรอง ไม่ว่าจะทางธุรกิจ หน้าที่การงาน หรือเรื่องไหน ๆ คือการที่เราสามารถพูดคุยไปถึงจุดที่ “เราได้ในสิ่งที่เราต้องการ” หลายครั้งเมื่อเราดูมีอำนาจต่อรองน้อยกว่า หรือไม่น่ามีอะไรไปแลกจนอีกฝั่งพึงพอใจได้ เราจึงมักคิดว่าเราเป็นฝ่ายเสียเปรียบอยู่เสมอ แต่จริง ๆ แล้ว การเจรจาเพื่อ “ได้ในสิ่งที่เราต้องการ” นั้นไม่ได้มีเพียงหนึ่งทาง การนึกถึงผลลัพธ์ในหลากหลายหนทาง หลาย ๆ วิธีไว้ล่วงหน้า ก็เป็นอีกวิธีที่จะทำให้เราเจรจาต่อรองได้ลื่นไหลมากขึ้น ถ้ามัวยึดอยู่แค่ว่าจะไปเอาผลลัพธ์นี้อยู่ผลลัพธ์เดียวและยึดติดกอดไว้ โดยไม่ทันนึกภาพผลลัพธ์อื่น ๆ ทันทีที่โดนอีกฝ่ายพลิกเกมไปทางที่เขาได้ประโยชน์ หรือเขาปฏิเสธทางที่เราเสนอไว้ เราจะตัน ไปต่อไม่ได้
ช่วงนี้คนทำงานต้อง ‘เวิร์กฟอร์มโฮม’ บ้านใครใหญ่ก็อาจทำงานได้สะดวกหน่อย แต่คนที่ทำงานอยู่ในห้องพักเล็ก ๆ อาจต้องปวดหัว และเกิดอาการไม่อยากทำงานกันบ้าง เพราะไม่รู้จะไปนั่งทำงานตรงไหน สุดท้ายก็ตัดสินใจออกไปนั่งทำงานข้างนอกอยู่ดี บทความนี้เรามีเทคนิคที่จะช่วยให้ทุกคนทำงานจากบ้านได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะการทำงานในพื้นที่แคบและจำกัด เริ่มตั้งแต่ วิธีการจัดบ้าน ไปจนถึง การรับมือกับอารมณ์ที่เกิดขึ้นจากการอยู่ในที่แคบ กำหนดพื้นที่ทำงานที่ชัดเจน สิ่งแรกที่เราควรทำเวลาจะต้องทำงานนอกออฟฟิศ แถมที่ทำงานยังมีพื้นที่น้อยด้วย คือ การแบ่งพื้นที่ในการทำงานที่ชัดเจน เพราะสิ่งแวดล้อมมีอิทธิพลต่อการทำงานของเรา เรามักจะรู้สึกอยากนอนมากขึ้นเมื่ออยู่ในห้องนอน หรือ อยากอู้มากขึ้นเมื่ออยู่ในห้องนั่งเล่น ดังนั้น การจัดสรรพื้นที่ที่ชัดเจนจึงช่วยให้เราทำงานได้ดีขึ้นได้ เราสามารถใข้ฉากกั้นห้อง พรม หรือ ถ้าลงทุนหน่อยก็การทาสีกำแพงใหม่ มาช่วยในการแบ่งความแตกต่างของแต่ละส่วนได้เช่นกัน แต่ที่สำคัญ เราต้องไม่ใช้งานแต่ละส่วนเกินหน้าที่ของมันด้วย เช่น ไม่ใช้ห้องนอนเป็นห้องทำงาน ไม่ใช้ห้องนั่งเล่นเป็นที่ทำงาน เพราะมันจะทำให้เราไม่รู้สึกว่าอยู่ในบรรยากาศของการทำงานจริง ๆ จัดที่นั่งให้ดี นอกจากการกำหนดพื้นที่ในการทำงานที่ชัดเจนแล้ว ที่นั่งทำงานกับท่านั่งทำงานก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน เพราะถ้าเราจัดที่นั่งไม่ดี เราก็นั่งทำงานได้แบบไม่สะดวกสบาย แถมการนั่งทำงานผิดท่าก็อาจทำให้เกิดปัญหาด้านสุขภาพตามมาอีกด้วย เช่น อาการปวดหลัง ดังนั้น เลือกโต๊ะ หรือ ที่วางคอมที่เหมาะสมตามความสูงของเรา วางหน้าจอคอมหรือแล็ปท็อปให้อยู่ในระดับสายตา ถ้ามันเตี้ยเกินไปก็อาจหาหนังสือมารองด้านใต้เพื่อเพิ่มความสูง หรือ ซื้อขาตั้งแล็ปท็อปมาช่วย จัดตำแหน่งของคีย์บอร์ดและเมาส์ให้ไหล่และแขนรู้สึกผ่อนคลายมากที่สุด


