ครั้งก่อนเราได้พูดถึงเรื่อง Fashion จากยุค Mid-Century ที่ยังทรงคุณค่าความคลาสสิคตั้งแต่ยุค 1950s ถึงปัจจุบัน ไม่ใช่เฉพาะความฮิตในหมู่คนรุ่นเก๋าอย่าง Baby Boomer เท่านั้น แต่ยังได้รับความนิยมอย่างมากในคนรุ่นใหม่กลุ่ม Millennial ที่เกิดช่วง 80s – 90s ดูง่าย ๆ ก็แฟชั่นจาก James Dean, Steve McQueen หรือ The Beatles ที่เรายังมีรูปติดอยู่เต็มกำแพงบ้าน ล้วนเป็นรายละเอียดที่แสดงถึงคาแรคเตอร์ ตัวตน ความมั่นใจในการเลือกใช้ของดี ความกล้าตัดสินใจของคนรุ่นใหม่ และเป็นการตอกย้ำสัญลักษณ์รอยต่อของความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในหน้าประวัติศาสตร์เอาไว้ถึงปัจจุบัน ไม่ใช่แค่ด้านแฟชั่น คำว่า Mid-Century ในด้านงานสถาปัตยกรรมก็มีความหมายที่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้กัน มันคือยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงซึ่งเป็นรากฐานของสถาปัตยกรรมปัจจุบัน โดยมีการนิยามสไตล์งานออกแบบ ตกแต่ง สถาปัตยกรรม รวมไปถึงงานดีไซน์ทุกชนิดที่ยึดรากฐานจากยุค 1933s ถึง 1980s รวมกันว่า Mid-Century Modern หลัง World War 2 จบลง การสร้างสรรค์ที่มองไปไกลถึงอนาคต การเปลี่ยนแปลงและการค้นพบวัตถุดิบก่อสร้างหลายอย่าง
บางทีการฝึกสมองก็ไม่จำเป็นต้องใช้วิธียาก ๆ หรือชวนเบือนหน้าหนีอย่างการฝึกทำโจทย์เลข การแก้ปัญหาเชาว์ แต่อาจง่าย ๆ แค่เปลี่ยนวิธีแปรงฟัน! ใช่ เราไม่ได้โกหกคุณ แค่เปลี่ยนวิธีแปรงฟัน เล่นเกม หรือเปลี่ยนชนิดอาหารก็ทำให้สมองเราแข็งแกร่งขึ้น รวมถึงความทรงจำ ความคิดสร้างสรรค์ ความสามารถในความเข้าใจสามารถฝึกฝนกันได้เช่นกันด้วยวิธีง่าย ๆ แต่สม่ำเสมอ ทำทุกวันรับรองฉลาดกว่าเดิมแน่นอน 1.ตั้งคำถาม วิธีง่ายดายสุดสามัญ แต่เป็นสิ่งที่ใครหลายคนอาจไม่กล้าทำ เพราะกลัวว่าจะดูเป็นคนไม่รู้เรื่อง ดูเป็นคนไม่ฉลาด แต่การตั้งคำถามนี่เองที่จะทำให้คุณเข้าใจอะไรรอบตัวคุณได้ความรู้มากขึ้นทุกวัน ๆ 2.ออกกำลังกาย งานวิจัยเรื่อง Effects of acute bouts of exercise on cognition แสดงให้เห็นว่าการวิ่งมีส่วนเชื่อมโยงกับการเพิ่มศักยภาพการเรียนรู้ การจดจำของสมอง เพราะฉะนั้นออกกำลังกายได้ทั้งความแข็งแรงของร่างกาย ได้ทั้งความแข็งแรงของสมอง การเรียนรู้ และการจดจำ จะมัวหาข้ออ้างในการไม่ออกกำลังกายอยู่ทำไม? 3.กินอาหารเพื่อสุขภาพ งานวิจัยเปิดเผยว่าการกินโปรตีนลีน ๆ อย่างปลา กินผักและผลไม้เยอะ ๆ หรือมื้ออาหารแบบที่เรียกว่า Mediterranean-type diet มีส่วนช่วยบำรุงสมองของเราให้แข็งแรง โดยอาทิตย์หนึ่งกินแบบนี้สัก 2 ครั้งก็ช่วยบำรุงสมองได้มากแล้ว
ท่ามกลางการแข่งขันที่เข้มข้นในวงการอสังหาฯ นอกจากเรื่องของการพัฒนาโครงการให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้อยู่อาศัย รวมถึงการฟาดฟันด้วยกลยุทธ์ทางการตลาดที่ดุเดือด ยังมีแนวคิดดี ๆ ที่มองย้อนกลับไปถึงจุดเริ่มต้นในการสร้างพื้นฐาน พัฒนาคน พัฒนาบุคลากร รวมถึงผู้คนทั่วไป ให้มีความรู้ความเข้าใจด้านอสังหาริมทรัพย์ที่ดียิ่งขึ้น กับการเปิดตัว AP Academy Lab แล็บเพื่อการเรียนรู้ครบวงจรด้านอสังหาฯ แห่งแรกในประเทศไทย ซึ่งพัฒนาโดยบริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) ผู้นำในการพัฒนาที่อยู่อาศัยคุณภาพสำหรับคนเมือง ที่ยกห้องเรียน และห้องปฏิบัติการด้านอสังหาฯ มารวมเอาไว้ในที่เดียว ด้วยคอนเซ็ปต์ที่น่าสนใจ และความสงสัยว่าแหล่งเรียนรู้ด้านอสังหาฯ แนวใหม่ จะฉีกกฎการเรียนรู้ในตำราให้สัมผัสได้จริง สามารถเข้าถึง เข้าใจง่ายโดยไม่น่าเบื่อได้อย่างไร UNLOCKMEN จึงขอเข้าไปเยี่ยมชม AP Academy Lab แล็บการเรียนรู้ดีไซน์เท่ ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 800 ตารางเมตร บนชั้น 31 ของอาคารเลครัชดา ถนนรัชดาภิเษก ที่ออกแบบโดยสถาปนิกชื่อดัง ‘คุณแจ๊ค ปิตุพงษ์ เชาวกุล’ แห่ง Supermachine Studio สตูดิโอออกแบบไทยชื่อเสียงโด่งดังไกลในระดับสากล ร่วมกับ ทีม AP
หลังจากที่ UNLOCKMEN ได้นำผู้อ่านทุกท่านไปสัมผัสกับนิยามความสำเร็จของคนรุ่นใหม่ ใน Article ก่อนหน้านี้ ที่ว่าด้วยเรื่องของความสำเร็จที่แท้จริง ไม่ใช่เพียงแค่ความเป็นที่สุดทางด้านธุรกิจเพียงเท่านั้น แต่การบาลานซ์ชีวิตได้อย่างสมดุล พร้อมทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพ ในขณะเดียวกันก็ยังคงให้ความสำคัญกับการใช้ชีวิตที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ เพื่อเติมเต็มความสุขในพาร์ทของชีวิตส่วนตัว ถือเป็นพื้นฐานสำคัญ ที่เหล่าผู้บริหารรุ่นใหม่มองว่า สามารถผลักดันให้ได้พบกับความสำเร็จอย่างแท้จริง และยั่งยืน และในวันนี้เราได้มีโอกาสพูดคุยกับ 2 ตัวแทนคนรุ่นใหม่ กับมุมมองความสำเร็จจาก 2 วงการธุรกิจ ที่เกิดจากการต่อยอดแนวคิดที่ได้จากการสังเกตไลฟ์สไตล์ของตัวเอง และคนรอบข้าง นำมาพัฒนาจนเป็นรูปแบบที่ธุรกิจซึ่งช่วยเติมเต็มไลฟ์สไตล์แปลกใหม่ไม่หยุดนิ่ง รวมถึงธุรกิจที่อาศัยการต่อยอดเพิ่มมูลค่าให้กับคุณค่าดั้งเดิมจนกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตผู้คนยุคใหม่ เริ่มต้นจากมุมมองของ ปรางค์ – อภินรา ศรีกาญจนา ทายาทคนสวยของ บริษัท เอเชียประกันภัย ผู้ที่พิสูจน์ศักยภาพตัวเอง ด้วยการปลุกปั้นธุรกิจ startup ที่กำลังเป็นที่นิยมในกลุ่มคนสายปาร์ตี้อย่าง U Drink I Drive บริการพนักงานขับรถส่วนตัว ที่จะพาคุณและรถส่วนตัวของคุณกลับบ้าน โดยมุ่งเน้นความปลอดภัยของผู้ใช้บริการเป็นหลัก เติมเต็มไลฟ์สไตล์ของคนเมืองในปัจจุบัน “เราอาจเปลี่ยนพฤติกรรมหรือไลฟ์สไตล์ของคนเมืองไม่ได้ แต่เราสามารถเพิ่มทางเลือกด้วยบริการที่ทำให้ชีวิตพวกเค้าดีกว่าหรือปลอดภัยกว่าได้” เชื่อไหมว่าด้วยนิสัยและทัศนคติคนไทยบางคนชอบมองว่าเมาแล้วขับรถกลับบ้านเองได้เป็นเรื่องเท่ แต่จากสถิติประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตจากการโดนคนเมาขับรถชนมากเป็นอันดับ 2 ของโลก ปรางค์มองว่าเราควรจะทำอะไรซักอย่างเพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ ไม่ใช่รอให้เกิดอุบัติเหตุก่อนแล้วประกันค่อยเข้าไปดูแล เราเลยคิดว่าควรเพิ่มทางเลือกให้กับคนเมืองเหล่านี้ ด้วยอะไรที่ทำให้เค้ารู้สึกปลอดภัยและก็ไม่ได้ทำให้เค้ารู้สึกเชยด้วย ซึ่ง U Drink
“70 ปี ห้างเซ็นทรัล” ฉลองอย่างยิ่งใหญ่ เพื่อตอบแทนลูกค้าทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาเที่ยวเมืองไทย พร้อมได้เผยการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
ในปัจจุบันนี้แม้ภาพของเศรษฐกิจโดยรวมอาจดูไม่ค่อยจะคึกคักมากนัก แต่ทางฟากฝั่งของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ยังคงมีการแข่งขันในตลาดที่เข้มข้น ยืนยันได้จากโครงการที่อยู่อาศัยหลากหลายโครงการที่ยังคงเกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง และสามารถทำยอดขายได้ดีสวนกระแสทิศทางเศรษฐกิจ ท่ามกลางการแข่งขันในตลาดอสังหาฯ ที่กำลังร้อนแรง บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ SENA หนึ่งในผู้ประกอบการด้านอสังหาริมทรัพย์ชั้นแนวหน้าของเมืองไทยยังคงเดินหน้ารุกหนัก ด้วยการเปิดบริษัท เสนา ฮันคิว จำกัด บริษัทที่เกิดจากการผนึกกำลังร่วมทุนระหว่าง SENA และ บริษัท ฮันคิว เรียลตี้ (ประเทศญี่ปุ่น) จำกัด ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มบริษัท Hankyu Hanshin Holding Group ยักษ์ใหญ่แห่งวงการอสังหาฯ จากประเทศญี่ปุ่น ที่มีประสบการณ์การพัฒนาที่อยู่อาศัยมายาวนานกว่า 100 ปี กับความเคลื่อนไหวที่ต้องยอมรับว่าเป็นอีกก้าวสำคัญของวงการอสังหาริมทรัพย์ในไทย UNLOCKMEN จึงไม่พลาดที่จะเข้าไปพูดคุยกับผู้บริหารหญิงแกร่ง ‘ดร.ยุ้ย – ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์’ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) และ ‘มร.ริวอิจิ โมโรโทมิ’ ประธานบริษัท ฮันคิว
เราเติบโตมาพร้อมคำพูดที่ว่า “ขยันวันนี้สบายวันหน้า” เราอยู่ในสังคมที่บอกว่าต้องลำบากก่อนแล้วสบายทีหลัง เชื่อตามกันมาโดยคิดว่ามันดีที่สุด ถูกที่สุด ย้อนกลับไปตอนยังเด็ก เราถูกบอกว่าต้องทำการบ้านให้เสร็จก่อนถึงจะได้ออกไปเล่น ต้องกินอาหารจานหลักก่อนแล้วค่อยกินขนมหวาน ต้องตั้งใจเรียนก่อนแล้วถึงจะได้รางวัล สอบมิดเทอมเสร็จก่อนแล้วค่อยไปปาร์ตี้กับเพื่อน ฯลฯ แม้กระทั่งตอนเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ต้องคอยบอกตัวเองว่าทำงานให้เสร็จก่อนแล้วค่อยไปสนุกสุดเหวี่ยง การทำงานก่อน แล้วเอาความสนุก ความสุข ความสบาย ไว้เป็นเพียงรางวัลปลอบใจให้ความหนักหน่วงของชีวิตใช่คำตอบที่ถูกต้องเสมอไปหรือเปล่า? เราเคยสงสัยกันบ้างไหม? หรือเราแค่เชื่อตาม ๆ กันมาแล้วบอกว่าดีโดยไม่เคยตั้งคำถามกับมันกันแน่? โชคดีดันมีคนเขาสงสัยว่าวิธีคิดแบบนี้มันถูกต้องแน่หรือเปล่าจึงเกิดเป็นงานวิจัยที่ชื่อว่า Worth the Wait? Leisure Can Be Just as Enjoyable With Work Left Undone ขึ้น ซึ่งจัดทำโดย Ed O’Brien จาก University of Michigan งานวิจัยมีสมมติฐานหาญกล้าที่ว่า ไม่เห็นต้องทำงานก่อน สนุกทีหลังเลย คนเราควรสนุกแม่งเลย ทำงานด้วยสนุกด้วย อย่าเอากรอบมาขวาง จากนั้นเขาจึงทำการทดลองหลาย ๆ รูปแบบ เริ่มต้นที่พนักงานที่ทำงานในพิพิธภัณฑ์แห่งหนึ่งมาทำกิจกรรม 2 อย่าง
หากพูดถึงร้านขายอุปกรณ์กีฬาที่ไม่ใช่แบรนด์สโตร์แล้วละก็ ในประเทศไทยคงไม่มีใครที่ไม่รู้จัก Ari (อาริ) ร้านคอนเซ็ปต์สโตร์ที่เปิดขึ้นมารองรับสำหรับผู้ที่ชื่นชอบในเรื่องของกีฬา รวมถึงไลฟ์สไตล์แบบสปอร์ต จากจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ที่ต้องการสานฝันความชอบของตัวเอง จนเป็นแรงผลักดันถึงปัจจุบันทำให้ Ari (อาริ) สามารถขยับขยายร้านจนกลายเป็นแถวหน้าในเรื่องอุปกรณ์กีฬา เพื่อล้วงเบื้องหลังความสำเร็จของพวกเขา วันนี้ UNLOCKMEN จึงได้ติดต่อขอสัมภาษณ์แบบ Exclusive กับ คุณ เอ็กซ์ – ศิวัช วสันตสิงห์ ผู้ก่อตั้ง Ari (อาริ) ที่จะมาบอกเล่าเคล็ดลับความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจที่ทุกท่านสามารถนำไปใช้เป็นแรงบันดาลใจให้กับตัวเองได้ UNLOCKMEN : ขอถาม background คุณเอ็กซ์ก่อนมาเริ่มทำร้าน Ari หน่อย? จริง ๆ ที่บ้านเป็นข้าราชการเกือบหมด คุณแม่ทำออฟฟิศ ส่วนคุณพ่อก็เป็นข้าราชการ ท่านก็ตั้งเป้าอยากให้เราเป็นข้าราชการเหมือนท่าน ก่อนหน้านี้ผมเลยทำงานอยู่กระทรวงการต่างประเทศ แต่คือมันไม่ไหว มันไม่ใช่ตัวเองก็เลยอยากออกมาทำธุรกิจของตัวเอง UNLOCKMEN : แล้วจุดเริ่มต้นของร้าน Ari มันมาจากไหน? เริ่มจากว่าเราชอบเตะฟุตบอล เราชอบรองเท้าสตั้ด อุปกรณ์กีฬาอะไรเงี้ย แต่เมื่อก่อนเมืองไทยมันไม่มีร้านขาย เราก็ต้องฝากเพื่อนซื้อจากต่างประเทศ หรือไม่ก็ต้องวิ่งไปตามร้านที่เขาหิ้วมาขาย เรารู้สึกว่า เอ้ย ทำไมมันไม่มีร้านขายอุปกรณ์เกี่ยวฟุตบอลอย่างเดียว ก็เลยเหมือนแบบอยากทำ
หากคุณกำลังมองหา ที่พักในทำเลงาม ใจกลางเมืองย่านสุขุมวิท ในระดับคฤหาสน์สุดหรู UNLOCKMEN ขอเสนอ VITTORIO สถาปัตยกรรมด้านที่พักอาศัยที่ดีที่สุดในย่าน The Em District ในตอนนี้! ด้วยความเหนือระดับด้วยจุดเด่นที่แตกต่าง สะท้อนชีวิตหรูหราประดุจชนชั้นสูงในเมืองฟลอเรนซ์ประเทศอิตาลี นำเสนอความโอ่อ่าอย่างล้ำสมัยสไตล์โมเดิร์นเหนือกาลเวลา ภายใต้แนวคิด ‘LIVING IN THE MASTERPIECE’ มอบความเป็นหนึ่งเดียว ที่สุดของที่สุดในทุกมิติ ที่ที่สุนทรียะผสานเข้ากับการใช้ชีวิตได้อย่างสมบูรณ์แบบ ด้วยการรังสรรค์อย่างประณีตบรรจงพิถีพิถันในทุกรายละเอียด ดังการเสกสรรค์สร้างงานศิลป์ระดับมาสเตอร์พีซที่มีเพียงชิ้นเดียวในโลกให้เกิดขึ้น สร้างประสบการณ์เพียงหนึ่งเดียวของการอยู่อาศัยระดับซูเปอร์ลักชัวรี ที่ถูกโอบล้อมด้วยหินอ่อนจากประเทศอิตาลี (Palissandro Bluette ) หินอ่อนเฉดสีเทา-ฟ้า-น้ำตาลประกายทอง ที่แฝงเสน่ห์จากสายแร่ประกายทองในชั้นหิน ที่ดูคล้ายกับลวดลายของไม้ตามธรรมชาติ และมีคุณสมบัติประกายแสงระยิบระยับ พบได้เพียงที่เดียวในโลกจากแหล่งกำเนิดบนเทือกเขาทางตอนเหนือของอิตาลี จึงได้รับการยอมรับว่าเป็นวัสดุที่หายากและมีค่าที่สุดในโลก ซึ่งในอดีตมีเพียงเชื้อพระวงศ์และบุคคลผู้มีรสนิยมวิไลเท่านั้นที่จะสามารถครอบครองได้ เพื่อความพิถีพิถันด้านความละเอียดอ่อนและความซับซ้อนในการคัดเลือกลวดลายของหินที่มีองค์ประกอบจากแร่ธาตุที่ดีที่สุดจากเหมือง ผู้บริหารเอพีจึงบินไปประเทศอิตาลีด้วยตนเอง เพื่อเฟ้นหาหินอ่อนถึงในเหมือง ประกอบกับการรังสรรค์เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นอย่างละเมียดละไม ด้วยงานดีไซน์ Craftsmanship (งานศิลปะที่ทำขึ้นด้วยมือ) ของดีไซเนอร์ระดับโลก Alexander Lamont (อเล็กซานเดอร์ ลามอนต์) เพื่อให้ได้มาซึ่งผลงานชิ้นพิเศษที่มีเอกลักษณ์ไม่มีใครเหมือนให้กับ VITTORIO เท่านั้น VITTORIO ผลงานมาสเตอร์พีซของเอพี ที่ผสานแรงบันดาลใจแห่งการจัดวางสเปซของพิพิธภัณฑ์ ‘Uffizi
ขึ้นชื่อว่า “ลูกค้า” ต่อให้ผู้ประกอบการจะยิ่งใหญ่คับฟ้ายังไงก็ต้องโดนคอมเพลน เพราะเราอาจจะผิดพลาดจนต้องแก้ไข หรือบางทีก็เป็นเรื่องจุกจิกกวนใจที่เราไม่ทันนึก แต่ลูกค้าเขาดันนึกถึง เพราะฉะนั้นการรับมือกับลูกค้าจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ว่าจะทำงานอยู่ในระดับไหนของธุรกิจก็ต้องเรียนรู้เอาไว้ วันนี้ UNLOCKMEN พามาดู 3 CEO ระดับชื่อก้องโลกว่าเขาเหล่านี้มีวิธีรับมือกับความเยอะของลูกค้าอย่างไรบ้าง รับรองว่าเรียนรู้แล้วเอาไปใช้ ไม่มีคำว่าเสียใจแน่นอน รับมือแบบมินิมอลสไตล์ Steve Jobs (CEO Apple) ดีไซน์สินค้าและการใส่เสื้อสีเดียวแบบเดิมซ้ำ ๆ ก็บ่งบอกถึงความความมินิมอลในจิตวิญญานของ Steve Jobs ได้มากพอสมควรแล้ว แต่ใครจะไปรู้ว่าความมินิมอลนี้แผ่ขยายมาถึงการรับคำคอมเพลนจากลูกค้าด้วย!? จากคำบอกเล่าของลูกค่าผู้น่ารัก (?) อย่าง Aaron Brooker ที่เล่าถึงประสบการณ์หาญกล้าในการคอมเพลนสินค้าของ Apple แต่ไม่ได้จะเดินเข้า iStudio เรียกพนักงานมาแล้วก็บ่น ๆ ๆ ให้เสียเวลา เขียนอีเมลไปคอมเพลนกับ Steve Jobs แม่งเลยแล้วกัน Aaron Brooker ซื้อจอ monitor ขนาด 22 นิ้ว พร้อมกับ Macbook Pro ขนาด
สภาพแวดล้อมกลายเป็นสิ่งที่โคตรมีผลต่อการทำงาน ออฟฟิศไหนที่ดีไซน์ออกมาให้คูล เจ๋ง มีบรรยากาศแห่งการผ่อนคลาย สบาย ๆ ใคร ๆ ก็อยากพุ่งตัวเข้าไปทำงานด้วย แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนจะโชคดีได้ทำงานในออฟฟิศคูล ๆ เสมอไป แต่เราก็สามารถจัดโต๊ะทำงานของเราให้คูลเหมาะสมกับการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพได้ไม่แพ้กัน นี่จึงเป็น 5 วิธีง่าย ๆ ที่ไม่ว่าทำงานที่ไหนก็ได้ประสิทธิภาพเต็มเปี่ยม 1.ปลูกต้นไม้กระถางเล็ก ๆ สักกระถางสิ งานวิจัยจำนวนมากที่บอกกับเราว่า วิธีง่าย ๆ ที่จะลดความตึงเครียด สร้างความรู้สึกผ่อนคลายคือการอยู่กับธรรมชาติ แต่เดี๋ยวก่อน ไอ้การที่ผู้ชายอย่างเรา ๆ จะหอบการหอบงานเข้าป่าไปทำงานก็คงไม่ใช่เรื่องง่าย วิธีง่าย ๆ จึงเป็นการหาต้นไม้เล็ก ๆ สักกระถางมาตั้งไว้บนโต๊ะทำงาน ทำไมต้องเป็นอย่างนั้น? The Green Infrastructure Research Group จาก University of Melbourne ศึกษาเรื่องพื้นที่สีเขียวที่มีผลต่อประสิทธิภาพการทำงานอย่างจริงจังก็พบว่าการได้มองไปในพื้นที่สีเขียวอย่างต้นไม้จากหน้าต่างห้องทำงาน ช่วยลดความเครียด สร้างอารมณ์ผ่อนคลาย ที่สำคัญทำให้ทำงานได้ดียิ่งขึ้น ดีไม่ดีไม่รู้แต่ที่แน่ ๆ เฟซบุ๊กก็ลงทุนสร้างหลังคาขนาดเท่าสนามฟุตบอลหลายสนาม แล้วปลูกต้นไม้ใบหญ้าเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้พนักงานของตัวเองแล้ว 2.แสงธรรมชาติก็เป็นสิ่งสำคัญ Mirjam
พูดคำว่า “ไม่” กลายเป็นมิติพิศวงที่ชวนให้คนที่พูดมันออกมาต้องงุนงงทุกครั้ง ทั้ง ๆ ที่เราเป็นคนถูกขอร้อง ถูกขอความช่วยเหลือ แต่ไม่รู้ทำไม พอต้องปฏิเสธ พอต้องพูดว่าไม่ทีไร เราถึงต้องรู้สึกแย่ รู้สึกผิดทุกครั้งไป การช่วยเหลือคนมันก็ดีนั่นแหละ แต่ถ้าจะให้ช่วยทุกคน ช่วยทุกเรื่องก็คงมากไป แต่ไอ้ครั้นจะมามัวปฏิเสธไป รู้สึกผิดไปก็ดูจะทำร้ายจิตใจตัวเองมากเกินไปหน่อย UNLOCKMEN จึงเอาวิธีพูดคำว่า “ไม่” ไว้ปฏิเสธใคร ๆ แบบไม่ต้องรู้สึกผิดอีกต่อไปมาฝากกัน 1.เราไม่ได้ฆ่าคนตาย อย่าจมอยู่กับความรู้สึกผิดขนาดนั้น โอเค เรามาเริ่มกันที่ทำไมเราต้องรู้สึกผิดกับการพูดปฏิเสธ ทั้ง ๆ ที่เราก็ไม่ได้ทำอะไรผิด? ก่อนอื่นเราอยากให้คุณทำความเข้าใจเรื่องนี้เสียใหม่ “ความรู้สึกผิด” สมควรที่เราจะรู้สึกก็ต่อเมื่อเราทำผิดต่อใครสักคน ทำร้ายเขา ทำให้เขาเจ็บปวด ไม่ว่าจะร่างกายหรือจิตใจ แต่เดี๋ยวก่อน! การปฏิเสธความช่วยเหลือ (ที่ขอมาหลายครั้งเกินไป หรือเหนือบ่ากว่าแรงเราจนช่วยไม่ไหว) ไม่ใช่การที่เราทำร้ายเขา แต่เป็นการบอกให้เขาเข้าใจเงื่อนไขของเรา และเขาจะได้หาคนที่เขาสามารถขอความช่วยเหลือที่เหมาะสมคนต่อไป หรือไม่ก็เรียนรู้ที่จะช่วยเหลือตัวเอง ดังนั้นนี่ไม่ใช่การทำร้ายเขา เลิกรู้สึกผิดได้แล้ว! 2.เราไม่ใช่คนเลว เราแค่ไม่สะดวก อีกกรณีที่เรามักรู้สึกผิดเมื่อเราต้องบอกปัดอะไรจากใครสักคน เพราะเรากลัวการดูเป็นคนเลว การดูเป็นคนไม่มีน้ำใจ หรือการดูเป็นคนไม่อยากช่วยเหลือผู้อื่น ซึ่งไม่จริงเสมอไป เราควรถามตัวเองแทนว่าเพราะอะไรเราถึงปฏิเสธเขา? เพราะเขาขอร้องให้ช่วยเรื่องซ้ำ


