ไม่บ่อยนักที่ทาง Marvel Studio จะยอมทำตามข้อเรียกร้องของเหล่าแฟนคลับ แต่ภาพยนตร์ “Black Widow” ในครั้งนี้ เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งกรณีที่ทางเบื้องบนรับฟังเสียงเรียกร้องของแฟน ๆ จนสิ่งนี้เกิดขึ้นได้ในที่สุด สายลับรัสเซียสาว Natasha Romanoff (รับบทโดย Scarlett Johansson) คือหนึ่งในทีมอเวนเจอส์ยุคบุกเบิก ถึงแม้ที่ผ่านมาจะไม่มีหนังแยกของตัวเอง แต่บทบาทของเธอก็โดดเด่น แถมยังเป็นตัวแปรสำคัญในชัยชนะหลาย ๆ ครั้งของเหล่าอเวนเจอส์อีกด้วย ไม่แปลกที่คาแรกเตอร์นี้จะสามารถครองใจแฟน ๆ ทั่วโลกได้ทุกเพศทุกวัย และในที่สุดเทรลเลอร์แรกของภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ถูกปล่อยออกมาให้แฟน ๆ ทั่วโลกได้รับชมกันสด ๆ ร้อน ๆ เมื่อวันที่ 3 ธันวาคมที่ผ่านมา หลังจากได้ดูเทรลเลอร์แล้วก็เป็นอันเข้าใจตรงกันชัดเจนว่า Black Widow ไม่ใช่หนังเล่าจุดกำเนิดของ Natasha แต่เป็นอีกหนึ่งเรื่องราวที่เกิดขึ้นก่อนไทม์ไลน์ของ Avengers: Endgame โดยหนังเรื่องนี้มาพร้อมตัวละครใหม่ ๆ เช่น Yelena Belova (รับบทโดย Florence Pugh) และ Melina Vostokoff (รับบทโดย
เป็นธรรมเนียมของสื่อต่าง ๆ ทุกสิ้นปีกับการจัดอันดับเพื่อรวบรวมเหตุการณ์ตั้งแต่ต้นปีจนถึงสิ้นปี นิตยสารเกี่ยวกับภาพยนตร์ของอังกฤษ Sight & Sound ก็ไม่น้อยหน้าจัดอันดับ 50 ภาพยนตร์แห่งปี 2019 ด้วยเช่นเดียวกัน และอันดับ 1 คือหนังสุดดราม่าเรื่อง The Souvenir การจัดอันดับของ Sight & Sound มาจากผลโหวตของนักวิจารณ์อังกฤษจำนวน 100 คน โดยแบ่งเป็นชาย 60 คน และหญิง 40 คน เพื่อดูว่าเหล่านักวิจารณ์หนังชื่อดังไปจนถึงกลุ่มหน้าใหม่ชื่นชอบภาพยนตร์ปี 2019 เรื่องไหนบ้าง และผลที่ออกมาก็น่าตกใจไม่น้อยเมื่อ The Souvenir ถูกเลือกให้เป็นอันดับ 1 ตีคู่สูสีมากับภาพยนตร์สายรางวัลอย่าง Parasite จากเกาหลีใต้ หรือภาพยนตร์มาเฟียจาก Netflix เรื่อง The Irishman ของผู้กำกับรุ่นตำนาน Martin Scorsese และ Once Upon a Time in
เป็นธรรมเนียมของทุกปีที่ MusicRadar เว็บไซต์เพื่อคนทำเพลงจะเปิดให้ชาวเน็ตได้เข้ามาโหวตโพลต่าง ๆ ที่พวกเขาคิดหัวข้อขึ้นมา สำหรับปีนี้โพล ‘มือกลองเมทัลยอดเยี่ยมแห่งปี’ ก็ได้ผู้ชนะทั้ง 8 อันดับเป็นที่เรียบร้อย โดยความพีคของปีนี้คือผู้กลายเป็นมือวางอันดับ 1 ได้คะแนนสูงเกือบสองเท่าของผู้ถูกเสนอรายชื่อคนอื่น ๆ เลยทีเดียว! ว่าแต่เขาคนนั้นจะเป็นใคร วันนี้ UNLOCKMEN ขออนุญาตหยิบยกขึ้นมารายงานต่อให้คอเพลงได้ทราบโดยถ้วนทั่ว เราจะขออนุญาตเรียงลำดับจากอันดับ 8 ก่อนจะไปสิ้นสุดที่อันดับที่ 1 กันนะครับ เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เอ้า เริ่ม! 8. Jason Bittnet วง Overkill Jason Bittnet เพิ่งเข้าร่วมเป็นสมาชิกของวง Overkill เมื่อปี 2017 เท่านั้น แต่อัลบั้ม The Wings Of War ที่เพิ่งปล่อยออกมาปีนี้ ทำให้ความเทพของเขาเตะตาแฟนเพลงหลายคนจนเข้ามาติดโผของเว็บไซต์จนได้ ใครยังไม่เคยเห็นฝีไม้ลายมือตาคนนี้ก็ลองดูจากคลิปที่เราแนบไว้ด้านบนได้ครับ 7. Art Cruz วง Lamb of God Art
ประเทศญี่ปุ่นถือเป็นเมืองที่มีความโดดเด่นและมีเอกลักษณ์แทบจะทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นมังงะ ศิลปะ ดนตรี แฟชั่น ชาวแก๊ง ไปจนถึงไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตที่เมื่อเห็นแล้วก็จะรู้ทันทีว่ามาจากญี่ปุ่น ในครั้งนี้ดินแดนเมืองเกาะที่เต็มไปด้วยเอกลักษณ์ก็นำภาพยนตร์ชื่อดังที่คนทั่วโลกรู้จักอย่าง Star Wars มาประยุกต์เข้ากับศิลปะการแสดงที่มีชื่อว่า Kabuki STAR WARS KABUKI Kabuki (คาบูกิ) เป็นศิลปะการแสดงแบบดั้งเดิมของญี่ปุ่นที่มีจุดเริ่มต้นราวศตวรรษที่ 17 ในเมืองหลวงเก่าของญี่ปุ่นอย่างเกียวโตที่ได้รับความนิยมจากผู้ชม ในช่วงเริ่มต้นคณะละครแสดงคาบูกิจะมีทั้งผู้หญิงและผู้ชาย พวกเขาจะบรรเลงบทเพลง ร่ายรำได้อย่างสวยงาม และแสดงท่วงท่าสื่ออารมณ์ชัดเจน แต่เพราะนักแสดงหญิงในคณะละครส่วนใหญ่มีอาชีพเป็นโสเภณี จึงทำให้ปี ค.ศ. 1629 รัฐบาลออกกฎห้ามให้สตรีแสดงละครคาบูกิ เพื่อคงศีลธรรมอันดีงามเอาไว้ ทำให้นักแสดงในรุ่นหลัง ๆ มีเพียงแค่เพศชายเท่านั้น กว่า 400 ปีที่คาบูกิถูกสืบทอดต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน เหตุที่การแสดงจากยุคโบราณนี้มีเรื่องเล่าได้หลายร้อยปีอาจเป็นเพราะคาบูกิเป็นการแสดงที่เน้นเล่าเรื่องของซามูไร นักรบผู้เต็มไปด้วยความสามารถ ไปจนถึงบทละครดราม่าเคล้าน้ำตาของชาวบ้าน บางครั้งบางตอนก็เอาเรื่องราวเด่น ๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้นมาปรับเข้าสู่การแสดง เนื้อเรื่องจึงมีส่วนทำให้ทุกคนสามารถเข้าถึงคาบูกิได้ ล่าสุดคาบูกิในปี 2019 ก็ทำให้คนทั่วโลกให้ความสนใจเกี่ยวกับศิลปะและการแสดงนี้เป็นอย่างมาก เมื่อ Star Wars เรื่องราวของสงครามอวกาศที่เริ่มออกอากาศครั้งแรกตั้งแต่ปี 1977 ถูกนำมาถ่ายทอดให้ผู้คนได้รับชมกันในสไตล์ของญี่ปุ่นในชื่อการแสดงว่า Star Wars
เคยไหมครับ ชอบเพลงของศิลปินหญิงคนหนึ่งมาก ๆ อยากนำมาร้อง อยากนำมาส่งให้สาว ๆ อินกับความหมาย แต่ติดตรงที่เนื้อเพลงดันใช้สรรพนามเป็นเพศตรงข้ามกับเรา เช่น คุณไม่สามารถส่งเพลงที่มีท่อนร้องว่า “I Love You Boy” ไปให้แฟนได้ หรือบางทีทำนองเพลงมันก็หวานจ๋อยจนไม่เข้ากับลุคและใบหน้าของคุณสักนิด แม้คุณจะซาบซึ้งกับเนื้อหาในเพลงเสียเต็มประดาก็เถอะ อีกกรณีก็คือการร้องตามนี่แหละครับ บางทีเราชอบเพลงนี้มาก ๆ แต่ไม่สามารถขึ้นคีย์สูงได้แบบเขา ทำให้จำเป็นต้องหาเวอร์ชันผู้ชายสักคนมาไกด์ก่อนจะร้องจริง หรือบางทีคุณก็แค่อยากฟังเพลงที่เพราะขนาดนี้ในฟีลใหม่ ๆ ในแนวดนตรีที่ตัวเองชอบก็เท่านั้น ถึงแม้จะฟังดูเป็นปัญหาเล็กน้อย แต่ UNLOCKMEN เข้าใจคุณ วันนี้เราจึงมาแนะนำ 10 เพลงจากศิลปินหญิงที่ถูกชายหนุ่มนำมาคัฟเวอร์ใหม่ ให้คุณได้ฟังเพลงเพราะเพลงเดิมด้วยสไตล์ที่ต่างออกไป If I Ain’t Got You – James Bay Original: Alicia Keys อันที่จริงเราเคยแนะนำเพลงนี้ไปแล้วใน WEEKLY PLAYLIST รวม 7 เพลงคัฟเวอร์เจ๋ง ๆ ในครั้งก่อน แต่เผื่อบางคนที่พลาดไป เราเลยขออนุญาตหยิบขึ้นมาพูดถึงกันอีกครั้ง เพราะเพลง
เชื่อเหลือเกินว่ามีผูัใช้งานสมาร์ตทีวีจำนวนไม่น้อย ตัดสินใจถอยทีวีสุดสมาร์ตเครื่องใหม่ ด้วยความหวังที่จะใช้เปิดช่องโปรดจาก YouTube เอาไว้นอนดูชิลล์ ๆ แบบเต็มตาบนจอใหญ่ แต่สุดท้ายกลับมาพบความจริงที่ว่าแอปฯ YouTube บนทีวีดันไม่สามารถเสิร์ชด้วยการพิมพ์ Keyword ภาษาไทยซะอย่างนั้น เจอแบบนี้เข้าไปแม้ภาษาอังกฤษจะไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับพวกเรา แต่ในเมื่อคลิปรายการที่อยากดูมันใช้ชื่อไทย ยังไงก็หนีไม่พ้นที่จะต้องค้นคลิปโดยใช้ภาษาแม่ จนสุดท้ายต้องแก้ปัญหาด้วยการยิงแอปฯ YouTube จากมือถือขึ้นหน้าจอทีวี เพียงเพื่อจะได้ใช้ภาษาไทยในการเสิร์ช ซึ่งเป็นอะไรที่ดูวุ่นวายหลายขั้นตอน หลุดคอนเซ็ปต์การใช้งานสมาร์ตทีวี ที่ควรจะสมาร์ต สะดวก ง่ายดาย ไปไกลโข งานนี้ใครที่เพิ่งถอยสมาร์ตทีวีมาสด ๆ ร้อน ๆ คงต้องทำใจใช้วิธีการเสิร์ชคลิปบนมือถือให้เรียบร้อย แล้วยิง YouTube ขึ้นไปเล่นบนจอทีวีแก้ขัดไปก่อน ส่วนใครที่กำลังมองหาสมาร์ตทีวีครื่องใหม่ บอกเลยว่าคุณคือผู้โชคดีที่มาถูกที่ถูกเวลา เพราะคอลัมน์ Toys for Boys ในวันนี้ เราจะมาแนะนำ SAMSUNG UHD TV RU7200 สมาร์ตทีวีรุ่นใหม่ ที่เรียกได้ว่าเป็นไอเท็มเด็ดเพื่อหนุ่มไทยสายบันเทิง พร้อมจบทุกปัญหาวุ่นวาย ทลายกำแพงด้านภาษากับความสามารถในการเสิร์ชคลิป YouTube ด้วยภาษาไทยง่าย ๆ จบได้ในตัวแบบไม่ต้องพึ่งอุปกรณ์เสริม แค่เปิดแอปฯ YouTube
หากคุณเป็นหนึ่งคนที่ติดตามข่าวสารรอบโลกในช่วงนี้ เชื่อว่า ‘การประท้วงในฮ่องกง’ คือหนึ่งในเหตุการณ์ที่คุณกำลังติดตามอย่างใกล้ชิด (คุณสามารถอ่านข้อมูลเรื่องนี้เต็ม ๆ ได้ที่นี่ คลิก ) ในหน้าประวัติศาสตร์แห่งวงการเพลง ที่ใดมีการประท้วงที่นั่นย่อมมีบทเพลงปลุกใจ เหล่าศิลปินผู้มีจุดยืนมักจะนำเรื่องราว ความคิด หรือทัศนคติของตัวเองที่มีต่อเหตุการณ์นั้น ๆ มาถ่ายทอดผ่านผลงานของตัวเอง และเมื่อวันเวลาล่วงเลยผ่าน การแสดงจุดยืนของพวกเขาในวันนั้น ล้วนเป็นมรดกที่ส่งต่ออิทธิพลทางความคิดบางอย่างสู่คนรุ่นหลังต่อไป ‘เพลงฮิปฮอป’ เรียกได้ว่าเป็นศิลปะและวัฒนธรรมแขนงหนึ่งที่อยู่คู่กับการประท้วงบนโลกนี้มาโดยตลอด เฉกเช่นที่บ้านเราเคยมีเพลง ‘ประเทศกูมี’ อันเป็นที่เลื่องลือไปทั่วทั้งบางเมื่อปีก่อน ชาวฮ่องกงก็มีศิลปินฮิปฮอปหลากหลายกลุ่มที่กำลังขับเคลื่อนสังคมในบ้านเกิดเมืองนอนตัวเองเช่นกัน ถึงแม้ศิลปินเมนสตรีมในฮ่องกงหลายคนจะแสดงตัวว่าอยู่ฝั่งเดียวกับรัฐบาล บ้างก็ไม่แม้แต่จะปริปากพูดเรื่องนี้ แต่ศิลปินนอกกระแสหลายคนก็กำลังเดินหน้าในการยืนหยัดจุดยืนของตน พวกเขามีความกล้าลุกขึ้นสร้างสรรค์บทเพลงที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ประท้วงในครั้งนี้เพื่อเป็นกระบอกเสียงให้คนในสังคม เพลงของพวกเขาถูกเผยแพร่จากใต้ดินขึ้นสู่บนดิน กลายเป็นที่รู้จักในวงกว้างในเวลาอันรวดเร็ว โดยที่ไม่มีองค์กรหรือหน่วยงานใดให้ความสนับสนุน Credit: Joseph Chan หนึ่งในเพลงที่กำลังโด่งดังอยู่ในขณะนี้คือเพลงที่ชื่อว่า FUCKTHEPOPO ของศิลปินที่ชื่อ JB (屌狗) ซึ่งคำว่า POPO ในที่นี้ก็ไม่ใช่อะไรที่ไหนแต่คือ Police หรือตำรวจนั่นเอง ไม่ว่าจะผ่านมากี่ยุคสมัย ฮิปฮอปกับตำรวจก็ดูจะเป็นสองสิ่งที่ไม่เคยลงรอยกัน โดยเพลงนี้ถูกปล่อยออกมาตั้งแต่วันที่ 25 มิถุนายนที่ผ่านมา และปัจจุบันยอดวิวใน Youtube พุ่งสูงถึง 1.8 ล้านกว่าวิวเป็นที่เรียบร้อย
Shonen Jump และอาจารย์ทาเคฮิโกะ อิโนอุเอะ ผู้เขียนการ์ตูน SLAM DUNK เตรียมปล่อยสมุดภาพชุด “SLAM DUCK ILLUSTRATION 2” ที่มาพร้อมงานอาร์ตเวิร์กชิ้นพิเศษจำนวนมาก รวมถึงภาพวาดที่ไม่เคยเปิดเผยที่ไหนมาก่อน! SLAM DUNK (แสลมดังก์) คือหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นหรือมังงะที่มีอิทธิพลต่อวัยรุ่นยุค 90’s ไม่เพียงแค่ในประเทศไทยแต่ทั่วทั้งโลก โดยทำให้วัยรุ่นได้รู้จักกับกีฬาบาสเกตบอลมากขึ้น รวมถึงเป็นแรงบันดาลใจให้ชายหนุ่มหลายคนตัดสินใจเริ่มเล่นกีฬาชนิดนี้อย่างจริงจัง และตอนนี้เวลาก็ผ่านมาถึง 29 ปีแล้ว นับตั้งแต่การ์ตูนตอนแรกเผยแพร่ออกมา มังงะในตำนานเรื่องนี้เขียนโดย อาจารย์ ทาเคฮิโกะ อิโนอุเอะ เผยแพร่ครั้งแรกทางนิตรสาร Shonen Jump ในระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม ปี 1990 ก่อนจะสิ้นสุดในวันที่ 17 มิถุนายนปี 1996 เป็นมังงะ 31 เล่มจบ นับเฉพาะในประเทศญี่ปุ่นก็ขายไปมากกว่า 120 ล้านเล่ม โดยความนิยมในเวลานั้นทำให้ผู้สร้างแอนิเมชันชั้นนำอย่าง Toei Animation นำมาสร้างเป็นภาพเคลื่อนไหว ก่อนเผยแพร่และถูกแปลไปหลายภาษาทั่วโลก ทั้งหมดทำให้ SLAM
“เราอาจเคยหลงใหลใช้เวลาร่วมกันชั่วขณะหนึ่ง แล้วเราก็พรากจากกัน พลัดหล่นหายไปในกาลเวลา” – โชติรส นาคสุทธิ์ ครั้งหนึ่งในชีวิตของทุกคนต้องเคยเอาตัวเองไปผูกไว้กับใครสักคนอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นการผูกมัดที่เต็มใจหรือไม่เต็มใจก็ตามที เพราะความสัมพันธ์เป็นเรื่องละเอียดอ่อนต้องใช้เวลาทำความรู้จักเพื่อเข้าใจกันและกัน ไม่ต่างจากศิลปะหรือแม้กระทั่งเซ็กซ์ระหว่างคนสองคน ต่างต้องใช้เวลาเพื่อคุ้นเคย ผูกพันเพื่อใกล้ชิด และคลายปมเชือกเพื่อจากลา เมื่อชีวิตความสัมพันธ์ของเราละม้ายคล้ายกับศิลปะที่ใช้เชือกพันธนาการร่างกายของมนุษย์อย่าง Shibari (ชิบาริ) จนบางครั้งแยกไม่ออก UNLOCKMEN จึงต้องการลงลึกสู่รายละเอียดทุกเรื่องที่สงสัย ดื่มด่ำกับทุกพันธนาการ จนให้กำเนิดอีเวนต์อาร์ต ๆ ที่เปิดโอกาสให้ทุกคนร่วมค้นหากันว่าศิลปะ พันธนาการ ดนตรี และความสัมพันธ์ มันมีความเกี่ยวข้องกันอย่างไรในงาน SHIBARI WORKSHOP x GARAGE: “FREEDOM FROM BONDAGE อีเวนต์เดียวแต่กลับได้ร่วมวงสนทนากับ Unnamedminor หญิงสาวที่เชี่ยวชาญเรื่อง ‘การมัด’ สไตล์ชิบาริอย่างลึกซึ้ง และลูกแก้ว-โชติรส หญิงสาวผู้บอกเล่าความสัมพันธ์อันหลากหลายออกมาเป็นตัวอักษรและพึงพอใจกับ ‘อิสระ’ ในความสัมพันธ์ ทั้งคู่นั่งแลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่างสถานการณ์ เพื่อค้นหาว่าการมัดกับอิสระจากความสัมพันธ์สามารถมาบรรจบกันได้หรือไม่ ก่อนสัมผัสกับบทสนทนาชวนให้คิดตามหรือดูการรัดรึงด้วยตาของตัวเอง แค่ก้าวเข้ามาภายในสตูดิโอเราจะเห็นโปสเตอร์ที่แปะเรียงราย ม่านสีแดง แสงไฟสลัว ควันจาง ๆ ดนตรีที่เปิดคลอ และเชือกกับห่วงที่ถูกห้อยไว้กลางห้อง โหมบรรยากาศรอบตัวให้น่าตื่นเต้นมากขึ้น ถ้อยคำเต็มไปด้วยความรู้สึกของลูกแก้วที่เอื้อนเอ่ยถึงความสัมพันธ์ระหว่างคนสองคนไปจนถึงหลายคน
หลังจากโลกจดจำจุดสิ้นสุดของมหาสงครามซูเปอร์ฮีโร่ครั้งยิ่งใหญ่ของปี 2019 กับภาพยนตร์เรื่อง Avengers: End Game (2019) เราก็ห่างหายจากหนังฮีโร่กันไปพักใหญ่ ทั้งค่าย Marvel และ DC ที่มีฮีโร่อยู่ในสังกัดมากมายต่างซุ่มเตรียมปล่อยโปรเจกต์ใหญ่สำหรับปี 2020 และในตอนนี้ก็มีแววว่าโลกของเรากำลังจะมีซูเปอร์ฮีโร่คนใหม่อีกครั้งในบทบาทของ Superman ที่เป็นชายผิวสี ไอเดียที่ว่าค่ายหนังยักษ์ใหญ่อย่าง Warner Bros. อยากสร้างความสดใหม่ให้กับวงการหนังซูเปอร์ฮีโร่รายงานมาจากเว็บไซต์บันเทิงชื่อดัง Varity ว่า ผู้บริหารของค่ายหนังเรียกโปรดิวเซอร์แนวหน้าของวงการฮอลลีวูดเข้ามาพูดคุยเกี่ยวกับทิศทางใหม่ โดยรายชื่อผู้กำกับที่ว่าคือ J.J. Abrams ผู้เคยฝากผลงานไว้มากมายทั้งการกำกับทีวีซีรีส์เรื่อง Lost (2004) หนังอวกาศเรื่อง Star Trek Into Darkness (2013) รวมถึงภาพยนตร์มหากาพย์สงครามในตำนานอย่าง Star Wars: The Force Awakens (2015) และภาคล่าสุดกับ Star Wars: The Rise Of Skywalker (2019) ก่อนหน้านี้ J.J. Abrams เพิ่งจะหมดสัญญากับค่าย
Deftones หากเอ่ยชื่อนี้ เชื่อว่าคอเพลงเฮฟวีเมทัลไม่มีใครไม่รู้จัก พวกเขาจัดว่าเป็นวงแนวหน้าของดนตรีสายนูเมทัลและสครีมโมในยุคบุกเบิก และเป็นหนึ่งในวงแรก ๆ ที่สับเปลี่ยนระหว่างริฟฟ์กีตาร์หนักหน่วงและการใช้เสียง ‘ว้าก’ บนดนตรีละเอียดอ่อน ก่อนจะขยับขยายแนวเพลง ทดลองซาวด์แปลกใหม่ไม่ซ้ำกันในแต่ละอัลบั้ม ด้วยสำเนียงการร้องอันมีเอกลักษณ์ของ ชิโน โมเรโน ฟรอนต์แมนของวง และการรักษามาตรฐานของวงอันยอดเยี่ยม Deftones จึงเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในวงร็อกที่ประสบความสำเร็จในระดับแนวหน้าของโลกก็ว่าได้ หากใครติดตามบทสัมภาษณ์หรือติดตามเรื่องราวของ ชิโน โมเรโน อยู่บ่อย ๆ คงพอจะทราบกันว่า ถึงแนวเพลงของ Deftones จะหนักหน่วง แต่ตัวชิโน เอง กลับมีรสนิยมทางดนตรีที่กว้างไกลไปกว่านั้นมาก หลังจากที่พวกเขาจัดเทศกาลดนตรีของตัวเองที่มีชื่อว่า “Deftones-curated festival” พวกเขาก็ได้เชิญ CHVRCHES (อ่านว่า เชิร์ส-เชส) วงซินธ์ป๊อปชื่อดังจากสกอตแลนด์ มาเป็นหนึ่งในไลน์อัปใหญ่ โดยให้ตำแหน่งพิเศษรองจากชื่อพวกเขาเลยทีเดียว ด้วยความที่เพลงของสองวงนี้ดูจะไปคนละทิศละทางกัน อีกทั้ง ลอว์เรน เมย์เบอร์รี นักร้องนำวง CHVRCHES ยังเป็นผู้หญิง (ที่มีเสียงใสกิ๊งราวกับนางฟ้า) อีกต่างหาก จึงสะกิดต่อมดราม่าขึ้นจนได้ เพราะ เจมี จาสตา นักร้องนำวง Hatebreed
เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ‘Rocketman’ หนังชีวประวัติศิลปินชื่อก้องโลก เอลตัน จอห์น (Elton John) ก็เพิ่งจะเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ไปหมาด ๆ ถึงแม้กระแสในไทยจะไม่ได้หวือหวาเท่า Bohemian Rhapsody หนังชีวประวัติวง Queen แต่ภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ทำรายได้สูงถึง 100 ล้านเหรียญ (ยอดจากตาราง Box Office ทั่วโลก) จากทุนสร้างเพียง 40 ล้าน เรียกได้ว่าประสบความสำเร็จไปอย่างงดงาม นอกจากตัวภาพยนตร์ที่บอกเล่าเรื่องราวเส้นทางชีวิตตั้งแต่เด็กจนโตก่อนจะมาเป็นท่านเซอร์เอลตัน จอห์นผู้ประสบความสำเร็จ สิ่งสำคัญเลยที่ทำให้หนังเรื่องนี้ทรงคุณค่าและให้แง่คิดมากมายคือความกล้านำเสนอด้านมืดของศิลปินมากความสามารถท่านนี้ เรียกได้ว่าเผยหมดเปลือกทั้งปัญหายาเสพติด ติดเซ็กซ์ และเสพติดการชอปปิงของเขา อย่างที่ทราบกันว่าภายหลังท่านเซอร์เอลตันได้เข้ารับการบำบัดและไม่ข้องเกี่ยวกับยาเสพติดมาเป็นระยะเวลานานแล้ว แต่ไอ้เรื่องเหล้ายาปลาปิ้งนี้จัดว่าเป็นของคู่กันกับบรรดาศิลปินชื่อดังยุค 70 เลยก็ว่าได้ ท่านเซอร์เอลตันจึงมักจะออกมาเล่าประสบการณ์แย่ ๆ สมัยที่แกเกือบจะเอาชีวิตไม่รอดเพราะยาเสพติดให้เด็กรุ่นหลังได้ฟังเป็นอุทาหรณ์เสมอและเรื่องที่เรากำลังจะเล่าให้ฟังต่อไปนี้ก็เป็นหนึ่งในวีรกรรมของแกเช่นกัน (แต่อาจจะไม่ได้คอขาดบาดตายถึงขนาดนั้นนะครับ) เอลตัน จอห์นได้ออกมาเผยผ่านหนังสือ Me: Elton John อัตชีวประวัติอย่างเป็นทางการของตัวเขาเองว่า ครั้งหนึ่งเขาเคยเห็นมหาบุรุษแห่งดนตรีโฟล์กอย่าง บ็อบ ดีแลน เป็นคนสวน! ซึ่งความพลาดครั้งยิ่งใหญ่ในครั้งนี้มียาเสพติดเป็นเหตุ และท่านเซอร์ก็ได้บันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้เอาไว้ดังนี้ “ช่วงปลายยุค 80 ผมเคยจัดปาร์ตี้สุดเหวี่ยงใน LA ผมเชิญทุกคนที่รู้จักมาร่วมงาน


