นับเป็นเวลาได้ปีครึ่งแล้ว หลังจากที่โลกของเราได้เผชิญหน้ากับวิกฤตโรคระบาด COVID-19 ซึ่งสร้างความปั่นป่วนให้กับธุรกิจ และเปลี่ยนการใช้ชีวิตของทุกคนจากหน้ามือเป็นหลังมือ พวกเราอาจเริ่มเคยชินกับการล้างมือ สวมหน้ากากอนามัย และการใช้ชีวิตอยู่บ้านในช่วงล็อกดาวน์ แต่ชีวิตวิถีใหม่นี้อาจทำให้เราเกิดความเหนื่อยล้าที่เรียกว่า Quarantine Fatigue ได้เหมือนกัน อะไร คือ Quarantine Fatigue ? ภาวะเหนื่อยล้าจากการกักตัว หรือ Quarantine Fatigue หมายถึง ภาวะที่เกิดขึ้นจากการทำตามมาตรการลดการแพร่ระบาดของ COVID-19 มาเป็นเวลานาน ไม่ว่าจะเป็น การกักตัวอยู่ในที่พักอาศัย หรือ การเว้นระยะห่างระหว่างสังคม ทำให้เราไม่ได้เจอผู้คนที่รู้จักแบบซึ่งหน้า อันเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดความโดดเดี่ยว และความรู้สึกเหนื่อยล้าตามมา แม้แต่ละคนจะมีอาการเหนื่อยล้าที่แตกต่างกันออกไป แต่อาจมีอาการที่พบเจอได้บ่อยร่วมด้วย ซึ่งมีดังนี้ รู้สึกตึงเครียดและวิตกกังวล มีพฤติกรรมการกินและการนอนที่แย่ลง สูญเสียแรงจูงใจหรือความขยันในการทำงานลดลง จมอยู่กับความคิดบ่อย เกิดความขัดแย้งกับคนอื่น และตีตัวออกห่างจากสังคม เราจะเอาชนะ Quarantine Fatigue ได้อย่างไรบ้าง ? เมื่อความเหนื่อยล้าทำให้เราใช้ชีวิตได้ลำบากขึ้น และอาจทำให้เกิดปัญหาด้านสุขภาพจิตได้ เราเลยอยากมาแนะนำวิธีการเอาชนะ Quarantine Fatigue และกลับมามีชีวิตที่ปกติสุขเหมือนเดิม ได้แก่ ขยับเขยื้อนเคลื่อนไหว ช่วงนี้หลายคนอาจทำงานอยู่บ้านเป็นเวลานาน
ช่วงนี้เรากำลังเจอกับปัญหาหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น COVID-19 ความขัดแย้งทางการเมือง หรือ ปัญหาเศรษฐกิจ ฯลฯ ซึ่งอาจทำให้หลายคนต้องรู้สึกห่อเหี่ยวและทำงานได้ลำบากมากขึ้น ในช่วงวิกฤตแบบนี้ ภาวะผู้นำแบบเห็นอกเห็นใจ (Compassionate leadership) จะเป็นทักษะที่ทำให้ผู้นำองค์กรหรือธุรกิจก้าวผ่านปัญหาไปได้มากขึ้น ทำไมผู้นำถึงต้องมีความเห็นอกเห็นใจ ? เมื่อก่อนองค์กรหรือบริษัทอาจโฟกัสแค่ความสามารถในการทำงานของพนักงานเพียงอย่างเดียว โดยไม่สนใจเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขามากนัก กล่าวคือ เน้นประเมินพนักงานจากความสามารถหรือผลงานที่พวกเขาทำ แต่พอเกิดวิกฤต COVID-19 ขึ้นมา เรื่องความเป็นอยู่หรือสุขภาพจิตของพนักงานก็เป็นเรื่องที่ได้รับความสนใจมากขึ้น เพราะมันส่งผลต่อการทำงาน และความเห็นอกเห็นใจก็เป็นเรื่องที่หัวหน้าควรมีเช่นกัน ความเห็นอกเห็นใจ หมายถึง ความสามารถในการเข้าใจคนอื่นด้วยความปราถนาดี ไม่ว่าจะเป็น อารมณ์ความรู้สึก หรือ ปัญหาที่แต่ละคนกำลังเผชิญอยู่ และตอบสนองความต้องการของคนอื่นได้ ทักษะนี้จะช่วยให้ผู้นำได้รับความร่วมมือ หรือ ความเชื่อใจมากขึ้น เพราะลูกน้องจะรู้สึกว่า หัวหน้าอยู่เคียงข้างพวกเขาและตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ เพื่อประโยชน์ของพวกเขาจริง หัวหน้ามีที่ทั้งภาวะผู้นำและความเห็นอกเห็นใจ เราเรียกว่า ‘Compassionate Leadership’ ซึ่งมักจะมีลักษณะเหล่านี้ ได้แก่ เรียนรู้และเติบโตจากการรับฟังความคิดเห็นหรือ feedback ของคนอื่น ไม่สร้างกำแพงกับลูกน้อง พยายามเข้าใจลูกน้องมากกว่าดูที่ตัวผลงาน ทำให้ลูกน้องมีวิธีคิดแบบใหม่หรือเกิดแพสชั่นในการทำงานได้ รวมถึงเข้าใจความสาคัญของการทำงานเป็นทีม การบริหารลูกน้องด้วยความเห็นอกเห็นใจสามารถทำได้อย่างไรบ้าง ?